“เด็กไม่ได้ออกจากระบบเพราะไม่อยากเรียน แต่เด็กแต่ละคนมีข้อจำกัดและเงื่อนไขชีวิตที่แตกต่างกัน”
ทั้งปัญหาครอบครัว รายได้ สุขภาพ การเดินทาง หรือการต้องทำงานควบคู่กับการเรียน ล้วนเป็นเงื่อนไขที่ทำให้เด็กและเยาวชนจำนวนหนึ่งไม่สามารถเดินต่อบนเส้นทางการศึกษาแบบเดิมได้ การแก้ปัญหาเด็กนอกระบบจึงไม่ควรหยุดอยู่ที่การพยายาม “พาเด็กกลับเข้าโรงเรียน” แต่ต้องเปลี่ยนเป็น “พาการเรียนรู้ไปหาเด็ก” ด้วยระบบการศึกษาที่ยืดหยุ่นและสอดคล้องกับชีวิตของผู้เรียนแต่ละคน
นี่คือหนึ่งในสารสำคัญจาก ดร.สิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม ในฐานะประธานคณะอนุกรรมการพัฒนาระบบการจัดการศึกษาหรือการเรียนรู้ที่ยืดหยุ่นและบูรณาการระหว่างหน่วยงานเพื่อแก้ไขปัญหาเด็กและเยาวชนนอกระบบการศึกษา และรองประธานคณะกรรมการขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาเด็กและเยาวชนนอกระบบการศึกษาระดับชาติ (Thailand Zero Dropout Plus) ในการกล่าวปาฐกถาแสดงวิสัยทัศน์บนเวที National Education Forum 2026 เมื่อวันที่ 29 สิงหาคม 2569 ณ ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค บางนา

งานมหกรรมการศึกษาครั้งนี้จัดขึ้นโดย ภาคีเพื่อการศึกษาไทย (Thailand Education Partnership: TEP) ภายใต้แนวคิด “The Future We Shape Together: การศึกษาไทยยังมีหวัง ด้วยพลังความร่วมมือ” เพื่อนำเสนอทางออกแก้วิกฤตเด็กหลุดออกจากระบบและยกระดับทุนมนุษย์ ผ่านความร่วมมือของหน่วยงานหลักด้านการศึกษาและการพัฒนาทุนมนุษย์ ได้แก่ สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา (สกศ.) กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) สำนักงานบริหารพื้นที่นวัตกรรมการศึกษา (สบน.) สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) และมูลนิธิโรงเรียนวันเสาร์ (Saturday School Foundation) โดยมุ่งเป็นพื้นที่กลางเชื่อมโยงผู้กำหนดนโยบายกับเครือข่ายผู้ปฏิบัติงานในพื้นที่ เพื่อเปลี่ยนจากการวิพากษ์ปัญหาไปสู่การขับเคลื่อนแนวทางแก้ไขที่เกิดขึ้นได้จริง

ดร.สิริพงศ์กล่าวถึงทิศทางการขับเคลื่อน “การศึกษาที่ยืดหยุ่น (Flexible Learning)” ในฐานะกลไกสำคัญของ Thailand Zero Dropout Plus เพื่อสร้างเส้นทางการเรียนรู้ที่ตอบโจทย์ชีวิตของเด็กและเยาวชนกว่า 6 แสนคนที่ยังอยู่นอกระบบการศึกษา และทำให้การเรียนรู้สามารถเข้าถึงเด็กได้ แม้แต่ละคนจะมีเงื่อนไขชีวิตที่แตกต่างกัน
จาก ‘พาเด็กกลับโรงเรียน’ สู่ ‘พาการเรียนรู้ไปหาเด็ก’
ดร.สิริพงศ์ กล่าวว่า การแก้ปัญหาเด็กและเยาวชนนอกระบบต้องเริ่มจากการทำความเข้าใจว่า สาเหตุที่เด็กคนหนึ่งไม่สามารถอยู่ในระบบการศึกษาได้ไม่ได้มีคำตอบเดียว และไม่ได้หมายความว่าเด็ก “ไม่อยากเรียน” เสมอไป แต่ละคนอาจมีข้อจำกัดทั้งด้านครอบครัว รายได้ สุขภาพ การเดินทาง หรือการประกอบอาชีพ
หากระบบการศึกษายังมีเวลา สถานที่ วิธีเรียน หลักสูตร และการประเมินผลเพียงรูปแบบเดียว เด็กบางกลุ่มย่อมไม่สามารถเดินอยู่บนเส้นทางนั้นได้ การศึกษาจึงต้องยืดหยุ่นได้ทั้ง เวลา สถานที่ วิธีการเรียน หลักสูตร ตลอดจนการวัดและประเมินผล เพื่อให้การเรียนรู้เดินไปพร้อมกับชีวิตจริงของผู้เรียน แทนที่จะกำหนดให้เด็กทุกคนต้องปรับชีวิตเข้าหาระบบเพียงฝ่ายเดียว
นี่คือทิศทางสำคัญของ Thailand Zero Dropout Plus ที่ต้องขยับเป้าหมายให้ไกลกว่าการตามหาเด็กแล้วพากลับเข้าสู่โรงเรียน ไปสู่การสร้างระบบที่มองเห็นคุณค่าและตัวตนของเด็กแต่ละคน พร้อมสร้างความต่อเนื่องของนโยบายให้สามารถเดินหน้าได้โดยไม่ขึ้นอยู่กับการเปลี่ยนแปลงของผู้บริหาร

ดร.สิริพงศ์ชี้ว่า โจทย์การศึกษาในวันนี้จึงไม่ได้มีเพียงเรื่องมาตรฐาน เวลาเรียน หรือจำนวนครู แต่ต้องตอบคำถามสำคัญให้ได้ว่า “เด็กเรียนไปเพื่ออะไร” และทำอย่างไรให้ผู้เรียนมองเห็นว่าการศึกษาสามารถเชื่อมโยงกับชีวิต ความฝัน และอนาคตของตัวเองได้
เด็กที่เติบโตมากับวิถีหมอลำ หรือเด็กที่ค้นพบความถนัดผ่านฟุตบอล จึงไม่ควรต้องเลือกระหว่างสิ่งที่รัก การประกอบอาชีพ และการศึกษา หากระบบสามารถนำสิ่งที่เด็กทำอยู่แล้วมาออกแบบและเชื่อมโยงกับการเรียนรู้ ชีวิตจริงก็สามารถกลายเป็นส่วนหนึ่งของการศึกษาได้
ทำให้การเรียนรู้จากทุกพื้นที่ ‘นับได้’ และไม่สูญหายระหว่างทาง
หัวใจสำคัญอีกด้านของการศึกษาที่ยืดหยุ่น คือการทำให้ระบบสามารถมองเห็นและรับรองการเรียนรู้ที่เกิดขึ้นนอกห้องเรียน เพราะความรู้และทักษะของเด็กไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะในโรงเรียน
ดร.สิริพงศ์กล่าวถึง ธนาคารหน่วยกิต (Credit Bank) ซึ่งเป็นหนึ่งในนวัตกรรมสำคัญในการสร้างความยืดหยุ่นให้ระบบการศึกษา ควบคู่กับเครื่องมืออย่าง Learning Passport การเทียบโอนประสบการณ์ และ Micro-credential เพื่อให้ผู้เรียนสามารถสะสมและต่อยอดผลการเรียนรู้จากประสบการณ์ที่หลากหลาย
ไม่ว่าเด็กจะเรียนรู้จากโรงเรียน ชุมชน วัด หรือสถานประกอบการ ความรู้ ทักษะ และประสบการณ์เหล่านั้นควรได้รับการรับรองและเชื่อมกลับเข้าสู่ระบบการศึกษาได้ โดยไม่ทำให้สิ่งที่เด็กเรียนรู้มาตลอดเส้นทางสูญหาย
เครื่องมือเหล่านี้จึงช่วยเปิดความเป็นไปได้ให้เส้นทางการศึกษาไม่จำเป็นต้องเป็นเส้นตรงเพียงเส้นเดียว เด็กสามารถเปลี่ยนสถานที่หรือรูปแบบการเรียน เรียนควบคู่กับการทำงาน หรือกลับเข้าสู่เส้นทางการศึกษาอีกครั้ง โดยความรู้และทักษะที่สะสมมายังคงมีคุณค่าและสามารถนำไปต่อยอดได้


จาก ‘นวัตกรรมระดับโครงการ’ สู่ ‘นวัตกรรมเชิงระบบ’
อย่างไรก็ตาม การมีต้นแบบการศึกษาที่ยืดหยุ่นที่ประสบความสำเร็จในบางโครงการหรือบางพื้นที่ยังไม่เพียงพอ หากต้องการให้เด็กทั่วประเทศสามารถเข้าถึงโอกาสเช่นเดียวกัน
ดร.สิริพงศ์ระบุว่า ขั้นต่อไปต้องยกระดับจาก “นวัตกรรมระดับโครงการ” ไปสู่ “นวัตกรรมเชิงระบบ” ทั้งด้านกติกา งบประมาณ และบุคลากร เพื่อให้รูปแบบที่พิสูจน์แล้วว่าสามารถตอบโจทย์ชีวิตเด็กได้ ขยายผลไปสู่ระบบการศึกษาระดับประเทศ
หนึ่งในกลไกสำคัญคือ พื้นที่นวัตกรรมการศึกษา ซึ่งสามารถเป็นพื้นที่ทดลองระบบการเรียนรู้ที่ไร้รอยต่อ โดยต้องมีทั้งข้อมูลและกลไกดูแลเด็กเป็นรายบุคคล เพื่อให้มองเห็นว่าเด็กแต่ละคนกำลังเผชิญปัญหาอะไร ต้องการความช่วยเหลือด้านใด และควรได้รับการออกแบบเส้นทางการเรียนรู้อย่างไร
เพราะปัญหาที่ทำให้เด็กคนหนึ่งหลุดจากการศึกษาอาจไม่ได้เกิดจากเรื่องการเรียนเพียงอย่างเดียว การดูแลเด็กจึงต้องเชื่อมโยงทั้งมิติ การศึกษา ครอบครัว สุขภาพ สังคม และอาชีพ
การขับเคลื่อน Thailand Zero Dropout Plus จึงไม่สามารถเป็นภารกิจของโรงเรียนหรือหน่วยงานด้านการศึกษาเพียงฝ่ายเดียว แต่ต้องอาศัยความร่วมมือระหว่าง โรงเรียน องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ชุมชน กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ กระทรวงยุติธรรม กระทรวงสาธารณสุข ภาคเอกชน และ กสศ. เพื่อให้การดูแลและช่วยเหลือเด็กเป็นรายบุคคลสามารถเชื่อมต่อกันได้อย่างไร้รอยต่อ

จาก Thailand Zero Dropout Plus สู่การขับเคลื่อนระดับอาเซียน
อีกหนึ่งทิศทางสำคัญคือการนำบทเรียนจากการขับเคลื่อนในประเทศไทยไปสู่ระดับภูมิภาค โดย ดร.สิริพงศ์กล่าวถึงการเตรียมความพร้อมของประเทศไทยสำหรับบทบาทในเวทีอาเซียนในอีก 2 ปีข้างหน้า และเป้าหมายในการยกระดับแนวคิดไปสู่ ASEAN Zero Dropout Plus
แนวทางดังกล่าวมุ่งขยายโอกาสทางการศึกษาตามหลักสิทธิมนุษยชนและมนุษยธรรมให้แก่เด็กทุกคน รวมถึงเด็กต่างชาติที่อาศัยอยู่ในประเทศไทย ควบคู่กับการพัฒนากลไกทางกฎหมายและรูปแบบการสนับสนุนที่เหมาะสม โดยเปิดพื้นที่ให้ชุมชนสามารถมีส่วนร่วมจัดการศึกษาที่สอดคล้องกับบริบทและความต้องการของผู้เรียน
ปลายทางของ Thailand Zero Dropout Plus จึงไม่ได้อยู่เพียงการลดจำนวนเด็กนอกระบบ หรือการพาเด็กกลับเข้าสู่โรงเรียนให้ได้มากที่สุด แต่คือการสร้าง “เส้นทางการเรียนรู้ที่มีคุณภาพ” เพื่อให้เด็กได้รับวุฒิการศึกษา มีทักษะ มีอาชีพ มีรายได้เลี้ยงตนเอง และเติบโตเป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาประเทศ
เมื่อเด็กแต่ละคนมีชีวิตและข้อจำกัดไม่เหมือนกัน ระบบการศึกษาก็ไม่ควรมีคำตอบเพียงรูปแบบเดียว แต่ต้องยืดหยุ่นมากพอที่จะ “พาการเรียนรู้ไปหาเด็ก” ทำให้การศึกษาเข้าถึงชีวิตของผู้เรียน และเปิดโอกาสให้เด็กทุกคนได้เรียนรู้และเติบโตบนเส้นทางที่เหมาะกับตัวเอง