‘จากสนามฟุตบอลสู่สนามชีวิต’ ความฝันของเด็กอาจเริ่มจากสิ่งที่รัก และไปได้ไกล เมื่อผู้ใหญ่ช่วยให้มองเห็น “ทางไปต่อ” — ‘ซิโก้’ เกียรติศักดิ์ เสนาเมือง

‘จากสนามฟุตบอลสู่สนามชีวิต’ ความฝันของเด็กอาจเริ่มจากสิ่งที่รัก และไปได้ไกล เมื่อผู้ใหญ่ช่วยให้มองเห็น “ทางไปต่อ” — ‘ซิโก้’ เกียรติศักดิ์ เสนาเมือง

สิ่งที่เกิดขึ้นในเกมฟุตบอลหนึ่งแมตช์ เปรียบได้กับเรื่องราวในสนามชีวิตของคนทุกคน ที่ต้องอุทิศตัวฝึกฝน มีวินัย ตั้งเป้าหมาย ลงไปต่อสู้ พยายามข้ามขีดจำกัดของตัวเอง และนับครั้งไม่ถ้วนต้องพบความพ่ายแพ้ผิดหวัง ซึ่งคือบทเรียนล้ำค่าให้กลับไปพัฒนาตัวเอง แล้วลงสนามอีกครั้งด้วยความหวังว่า ครั้งต่อไปเราจะทำได้ดีกว่าเดิม

สำหรับ ‘ซิโก้’ เกียรติศักดิ์ เสนาเมือง อดีตนักฟุตบอลและหัวหน้าผู้ฝึกสอนฟุตบอลทีมชาติไทย ปัจจุบันดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการ Liverpool FC International Academy Thailand และประธานมูลนิธิซิโก้ ฟุตบอลกับชีวิตจึงแทบไม่เคยแยกออกจากกัน

หลายสิบปีในโลกฟุตบอล ตั้งแต่เด็กชายที่วิ่งไล่ลูกบอลอยู่ในสนามโรงเรียน นักฟุตบอลเยาวชนจากขอนแก่น กองหน้าทีมชาติ นักฟุตบอลอาชีพในต่างแดน จนถึงวันที่เปลี่ยนบทบาทมาเป็นผู้ฝึกสอน ทำให้เขามองเห็นว่า สิ่งที่ฟุตบอลมอบให้คนคนหนึ่งไม่ได้มีเพียงทักษะในการเล่นกีฬา แต่ยังมีวินัย การเรียนรู้ ความพยายาม ความล้มเหลว และความสามารถที่จะลุกขึ้นเริ่มต้นใหม่

เรื่องราวเหล่านี้ถูกนำกลับมาเล่าอีกครั้งต่อหน้าคุณครู ผู้บริหารโรงเรียน เครือข่ายนวัตกรรมการศึกษาทางเลือก โค้ช และผู้แทนสโมสรฟุตบอลท้องถิ่น ในการประชุมเชิงปฏิบัติการหลักสูตรการศึกษาที่ยืดหยุ่น ‘จักรวาลวิทยาฟุตบอล’ ครั้งที่ 1 ซึ่ง กสศ. และสมาคมกีฬาฟุตบอลแห่งประเทศไทยฯ ร่วมกันพัฒนา เพื่อสร้างเส้นทางการเรียนรู้ที่มี “ฟุตบอลเป็นฐาน” และเตรียมนำไปสู่การปฏิบัติจริงในสถานศึกษา

คำถามสำคัญของวันนั้นจึงไม่ใช่เพียงว่า เราจะสร้างนักฟุตบอลที่เก่งขึ้นได้อย่างไร แต่คือ ฟุตบอลจะพาเด็กคนหนึ่งไปเรียนรู้อะไรได้บ้าง และจะเชื่อมสิ่งที่เขารักไปสู่ทักษะวิชาการ ทักษะชีวิต การศึกษา หรือแม้กระทั่งอาชีพในอนาคตได้อย่างไร

‘ซิโก้’ เกียรติศักดิ์ เสนาเมือง

บทเรียนที่ 1: ‘ยกสิ่งที่รักเป็นเป้าหมายความฝัน ทำให้ตัวเองเชื่อว่าเป็นไปได้’

ก่อนจะมีคำว่า “ซิโก้” ก่อนเสื้อทีมชาติ และก่อนผู้คนทั้งประเทศจะรู้จักชื่อเกียรติศักดิ์ เสนาเมือง เขาก็เป็นเพียงเด็กชายคนหนึ่งที่ชอบเตะฟุตบอล

ความฝันอยากเป็นนักฟุตบอลอาชีพและติดทีมชาติอาจไม่ต่างจากเด็กอีกมากมาย สิ่งที่ต่างออกไปคือ เขามองเห็นเป้าหมายนั้นค่อนข้างเร็ว และเมื่อมองเห็นแล้ว ชีวิตในแต่ละวันก็ค่อย ๆ ถูกจัดวางให้เข้าใกล้มันทีละน้อย

จากเตะฟุตบอลเล่นในสนามโรงเรียน เป้าหมายแรกคือการเป็นตัวแทนโรงเรียน จากนั้นจึงขยับไปสู่ระดับจังหวัด และค่อย ๆ มองไกลออกไปกว่านั้น

ตลอดเส้นทางคือการฝึกฝนตัวเองอย่างหนักและมีเป้าหมายตั้งแต่อายุราว 8 ขวบ กับการพัฒนาทักษะทั้งวิ่งระยะสั้น เล่นตะกร้อ และเล่นฟุตบอลไปพร้อมกัน สิ่งสำคัญไม่ใช่เพียงการฝึกในสิ่งที่ทำได้ดี แต่คือการจัดการกับจุดอ่อนของตัวเอง ฝึกใช้เท้าทั้งสองข้างให้ใกล้เคียงกัน และสร้างร่างกายให้แข็งแรงเพื่อชดเชยรูปร่างที่ไม่ได้ใหญ่โตเมื่อเทียบกับนักฟุตบอลคนอื่น  

ในช่วง ป.3 เด็กชายเกียรติศักดิ์ได้พบกับคุณครูพละคนหนึ่ง ผู้ไม่ได้เพียงสอนวิธีเล่นฟุตบอล แต่ยังได้มอบคติประจำใจไว้กับเขาจนถึงวันนี้ว่า ทักษะและเทคนิคไม่ได้เกิดขึ้นเพราะเราทำได้ครั้งหนึ่ง แต่เกิดจากการทำสิ่งเดิมซ้ำแล้วซ้ำอีก จนวันหนึ่งร่างกายจดจำและหยิบมันออกมาใช้ได้โดยแทบไม่ต้องคิด 

“ผมซ้อมที่โรงเรียนกับครู เสร็จแล้วกลับมาซ้อมต่อที่บ้านด้วยตัวเอง พยายามให้ร่างกายซึมซับเทคนิคการเล่นฟุตบอลให้มากที่สุด พร้อม ๆ กันก็ฝึกฝนร่างกายให้แข็งแกร่งทนทานด้วยการวิ่งทุกวัน ทำจนเป็นวินัยประจำตัว ทำจนแน่ใจว่าตัวเราพร้อมที่จะตั้งเป้าหมายความฝันจากสิ่งที่รัก และเชื่อจริง ๆ ว่าจะมีเส้นทางไปต่อได้

“…แล้ววันหนึ่งที่โอกาสดี ๆ ผ่านมาถึง ถ้าร่างกายเราพร้อม ใจเราก็จะพร้อม เราจะเชื่อว่าตัวเองทำได้ และใช้โอกาสที่ได้มาอย่างคุ้มค่า”      

บทเรียนที่ 2: ‘การศึกษาคืออีกหนึ่งบานประตูโอกาส’

เมื่อการฝึกซ้อมกลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต จากเด็กที่เคยเตะฟุตบอลในโรงเรียนก็ค่อย ๆ ขยับเป็นตัวแทนจังหวัด ก่อนจะได้ลงสนามไปเฉิดฉายในเวทีระดับประเทศ สนามที่ใหญ่ขึ้นทำให้ความมั่นใจของเด็กจากต่างจังหวัดคนหนึ่งเติบโตขึ้นตามไปด้วย จนกล้ามองเป้าหมายใหญ่กว่าเดิม

เขาอยากเป็นนักฟุตบอลอาชีพ และอยากติดทีมชาติไทย

หลายปีของการฝึกฝนพาเด็กหนุ่มจากขอนแก่นเข้าสู่เส้นทางนักฟุตบอลอาชีพ ก่อนจะติดทีมชาติไทย และสร้างชื่อในกีฬาซีเกมส์ ครั้งที่ 17 ที่ประเทศสิงคโปร์ พ.ศ. 2536

หลังจากนั้นชื่อ เกียรติศักดิ์ เสนาเมือง ยืนระยะอยู่บนฟุตบอลระดับสูงต่อเนื่องเกือบสองทศวรรษ ทั้งในฐานะศูนย์หน้าและกัปตันทีมชาติไทย รวมถึงเส้นทางฟุตบอลอาชีพกับสโมสรในหลายประเทศ ตั้งแต่อาเซียนไปจนถึงช่วงเวลาหนึ่งกับสโมสรฮัดเดอส์ฟีลด์ทาวน์ ประเทศอังกฤษ

เด็กน้อยคนนั้นที่เคยวิ่งไล่ลูกฟุตบอลอยู่ในสนามโรงเรียน เดินทางมาไกลจนถึงความฝันที่ครั้งหนึ่งเคยวางไว้ กระทั่งวันหนึ่ง เขาตัดสินใจแขวนสตั๊ด และเดินออกจากสนามในฐานะ “ผู้เล่น” เพื่อเริ่มต้นชีวิตอีกบทในฐานะ “ผู้ฝึกสอน” แต่มีสิ่งหนึ่งที่ไม่เคยจบลงพร้อมอาชีพนักฟุตบอล นั่นคือการฝึกฝนตัวเอง

“สำหรับผมฟุตบอลคือการเรียนรู้เพื่อเปลี่ยนตัวเองให้ดีขึ้นทุกวัน บทเรียนจากชีวิตนักฟุตบอลของซิโก้ จึงน่าจะเป็นเรื่องการบ่มเพาะวินัยให้เป็นเรื่องสำคัญของชีวิต พร้อมกันคือการเรียนรู้สิ่งใหม่ตลอดเวลา ซึ่งแนวทางนี้สามารถนำไปปรับใช้ได้กับทุกเส้นทางอาชีพ”

ทว่าในช่วงเวลาเดียวกับที่ฟุตบอลกำลังพาเขาเดินทางไปไกลขึ้นเรื่อย ๆ ยังมีอีกเส้นทางหนึ่งที่ซิโก้ไม่เคยยอมปล่อยมือ นั่นคือ การศึกษา เขาเรียกมันว่า “ความรับผิดชอบที่ทิ้งไม่ได้”

ตลอดชีวิตนักฟุตบอล เขาจึงมีอีกบทบาทดำเนินคู่กันไปเสมอ คือการเป็นนักเรียนและนักศึกษา ไม่ใช่เพียงเพื่อประคองตัวเองให้อยู่ในระบบ แต่เพราะเชื่อตั้งแต่ต้นว่า การศึกษาคืออีกหนึ่งประตูที่จะเปิดไปสู่โอกาสที่ฟุตบอลเพียงอย่างเดียวอาจพาไปไม่ถึง

“การเรียนหนังสืออยู่ในทุกแผนอนาคตที่ผมวางไว้ ตั้งแต่รู้ว่าอยากเป็นนักฟุตบอล ก็ตั้งใจจะเรียนไปด้วย แล้วยังบอกตัวเองว่าต้องเรียนให้ดี เพราะผมเชื่อว่าทั้งฟุตบอลและการเรียนไม่ได้เป็นเส้นทางคู่ขนานที่ต้องเลือก แต่จริง ๆ แล้วสองอย่างนี้กลับเสริมส่งกัน หมายถึงถ้าเราเล่นฟุตบอลได้ดี ก็จะมีทุนการศึกษาจากสถาบันต่าง ๆ ยื่นเข้ามา หรือหากได้เรียนสถาบันที่มีชื่อเสียงด้านฟุตบอล เราก็จะยิ่งมีโอกาสได้แสดงความสามารถให้ไปเข้าตาสโมสรระดับอาชีพ”

บทเรียนที่ 3: ‘โค้ช-ครู-ผู้ปกครอง …ผู้นำทางของทุก ๆ ความฝัน’

การแขวนสตั๊ดอาจหมายถึงจุดสิ้นสุดของชีวิตนักฟุตบอล แต่สำหรับซิโก้ มันกลับเป็นการเริ่มต้นเป็น “นักเรียน” อีกครั้ง ชื่อเสียงในฐานะอดีตกัปตันทีมชาติไม่ได้ทำให้เขาข้ามขั้นตอนของการเป็นผู้ฝึกสอนได้

เมื่อเลือกจะเดินบนเส้นทางโค้ช เขาต้องกลับเข้าไปนั่งในห้องเรียน เข้าอบรม สอบ และเรียนรู้สิ่งที่แตกต่างจากการเป็นนักฟุตบอลแทบทั้งหมด ก่อนจะเดินไปจนสุดเส้นทางการศึกษาด้านผู้ฝึกสอน ด้วยการสำเร็จหลักสูตร AFC ‘Pro’ Diploma หรือโปรไลเซนส์ ประกาศนียบัตรผู้ฝึกสอนฟุตบอลระดับสูงสุดของสมาพันธ์ฟุตบอลแห่งเอเชีย (AFC) ซึ่งเป็นใบเบิกทางให้ทำหน้าที่ผู้ฝึกสอนได้ในฟุตบอลระดับสูงทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศ

นับจาก พ.ศ. 2549 เมื่อเริ่มงานผู้ฝึกสอนกับสโมสรฮอง อันห์ ยาลาย ประเทศเวียดนาม เส้นทางของโค้ชซิโก้ค่อย ๆ เดินต่อมาจนถึงการคุมทีมชาติไทยชุดใหญ่ พาทีมคว้าแชมป์อาเซียน และผ่านเข้าสู่รอบ 12 ทีมสุดท้ายของฟุตบอลโลก รอบคัดเลือกโซนเอเชีย ช่วงเวลานั้นได้รับการกล่าวถึงว่าคือ ‘ประวัติศาสตร์อีกหน้าหนึ่งที่ฟุตบอลทีมชาติไทยได้รับความนิยมจากคนในประเทศสูงที่สุด’    

เกือบ 20 ปีในบทบาทผู้ฝึกสอน  จาก ‘ผู้เล่น’ เปลี่ยนเป็น ‘โค้ชผู้นำทาง’ ไม่ได้เปลี่ยนเพียงตำแหน่งข้างสนาม สายตาที่ครั้งหนึ่งเคยจับจ้องอยู่กับเกมและเส้นทางของตัวเอง ต้องมองให้กว้างออกไปกว่าเดิม 

จากสนามชีวิตของคนคนเดียว กลายเป็นสนามชีวิตของผู้เล่นอีกนับสิบ นับร้อยคน จากการรับผิดชอบการตัดสินใจของตัวเอง กลายเป็นการแบกรับความหวังของทีม และในบางช่วงเวลา ต้องแบกรับความกดดันจากความคาดหวังของคนเรือนล้านในประเทศไว้บนบ่า

ประสบการณ์เหล่านี้เองที่ทำให้โค้ชซิโก้ค่อย ๆ เข้าใจอีกด้านหนึ่งของความสำเร็จว่า เบื้องหลังคนคนหนึ่งที่เดินไปถึงเป้าหมาย มักมีใครอีกหลายคนช่วยให้เขามองเห็นเส้นทางตั้งแต่วันที่ยังไปไม่ถึงไหน ‘ในทุกความสำเร็จของใครคนหนึ่ง’ จำต้องมี ครู-โค้ช เป็นผู้ชี้ทางให้มองเห็นทั้งจักรวาลฟุตบอล และเมื่อมองย้อนกลับไป เขาก็พบคนเหล่านั้นอยู่ในชีวิตตัวเองเช่นกัน       

สายตาของโค้ชซิโก้ ย้อนมองกลับไปยังเด็กชายตัวเล็ก ๆ คนนั้นที่เตะฟุตบอลเล่นในสนามโรงเรียนอีกครั้ง และครั้งนี้ไม่ได้มองเห็นเพียงความฝันของเด็กคนเดียวอีกต่อไป เขามองเห็น “ครอบครัว” ที่พ่อแม่สนับสนุนให้ลูกได้เล่นกีฬา “ทุนตั้งต้น” ที่ทำให้ความรักมีพื้นที่เติบโต มองเห็น “คุณครูพละ” ผู้ช่วยเปลี่ยนความชอบให้มีทิศทาง สอนทักษะ บ่มวินัย และพาเด็กคนหนึ่งออกไปพบกับโอกาส ในยุคที่ยังไม่มีศูนย์ฝึกฟุตบอลเยาวชนมากมาย ไม่มีหลักสูตร และแทบไม่มีแผนที่บอกเด็กคนหนึ่งว่า หากรักฟุตบอลแล้ว เขาจะเดินไปทางไหนต่อได้บ้าง

“เกินครึ่งของนักกีฬาทีมชาติในประเทศของเรา ถูกสร้างขึ้นโดยครูพละ พวกเขาคือคนแรก ๆ ที่เปลี่ยนเด็กคนหนึ่งให้มีความรู้ มีทักษะ มีวินัย และพาไปหาโอกาส พวกเขาเป็นครูในเวลา เป็นโค้ชนอกเวลา ทุกวันหลังงานสอน คุณครูเหล่านี้จะอยู่ดูแลเด็ก ๆ ฝึกซ้อม กว่าจะเสร็จก็ดึกดื่น นี่คือสิ่งที่ผมเห็นตั้งแต่เด็กจนผ่านมาหลายสิบปีก็ยังเป็นอย่างนั้น” 

ตัวเขาเองก็คือเด็กต่างจังหวัดคนหนึ่งที่เคยฝันอยากเป็นนักฟุตบอลทีมชาติ และเมื่อมองย้อนกลับไป ซิโก้เชื่อว่า คงยากที่จะเดินไปถึงปลายทางนั้น หากวันหนึ่งไม่มีครูคนหนึ่งมองเห็น คอยขัดเกลา และช่วยผลักให้เขาเข้าใกล้โอกาสทีละก้าว

เรื่องที่เขากำลังเล่าจึงไม่ใช่เรื่องของ “ซิโก้” เพียงคนเดียวอีกต่อไป แต่เป็นสารที่ส่งไปยังคุณครู ผู้บริหารโรงเรียน เครือข่ายนวัตกรรมการศึกษาทางเลือก โค้ช และผู้แทนสโมสรฟุตบอลท้องถิ่นที่นั่งอยู่ตรงหน้า กลุ่มผู้ใหญ่ที่กำลังจะมีส่วนช่วยกันสร้าง “ทางไปต่อ” ให้กับเด็กอีกจำนวนมาก เมื่อหลักสูตรการศึกษาที่ยืดหยุ่นที่มีฟุตบอลเป็นฐานเริ่มเดินเข้าสู่สถานศึกษา

บทสรุป: ‘จักรวาลวิทยาฟุตบอล’  
ถ้าโอกาสติดทีมชาติคือหนึ่งในล้าน จะสร้างบทเรียนยังไงให้เด็กอีกเก้าแสนกว่าที่ก็รักฟุตบอลไม่แพ้กันยังมีที่ยืน 

เพราะในความเป็นจริง ไม่ใช่เด็กทุกคนที่รักฟุตบอลจะเติบโตไปเป็นนักฟุตบอลอาชีพได้ ตัวเลขที่ใช้เป็นหนึ่งในจุดตั้งต้นของ จักรวาลวิทยาฟุตบอล ชี้ให้เห็นว่า มีเพียงประมาณ 1 ใน 22,800 คน หรือ 0.0044% ของประชากรไทย ที่มีอาชีพเป็นนักฟุตบอล และหากเทียบเฉพาะประชากรวัยแรงงานราว 40 ล้านคน นักฟุตบอลอาชีพจะมีสัดส่วนเพียงประมาณ 0.0072%

*คำนวณจากจำนวนประชากร พ.ศ. 2568 จำนวน 65,809,011 คน เทียบกับนักฟุตบอลที่ลงทะเบียนอาชีพในระบบลีกไทย 103 ทีม รวม 2,884 คน

ตัวเลขนี้บอกถึงอัตราการแข่งขันที่สูงลิ่วของเส้นทางนักฟุตบอลอาชีพ แต่ในอีกด้านหนึ่ง มันกำลังตั้งคำถามที่ใหญ่กว่าเรื่องการแข่งขันว่า แล้วเด็กอีกจำนวนมากที่รักฟุตบอลไม่แพ้กัน จะเอาความรักนั้นไปไว้ที่ไหน

ถ้าปลายทางที่พวกเขามองเห็นมีเพียงการเซ็นสัญญาเป็นนักฟุตบอลอาชีพ คนที่ไปไม่ถึงจะเหลือเส้นทางอะไรให้เดินต่อ

นี่จึงเป็นหัวใจของ ‘จักรวาลวิทยาฟุตบอล’ การชวนกันมองฟุตบอลให้กว้างออกไปนอกเส้นสนาม ไม่ใช่คัดเลือกเฉพาะเด็กที่เตะบอลเก่งที่สุดแล้วพาไปให้ถึงอาชีพ แต่ทำให้เด็กทุกคนที่รักฟุตบอลมองเห็นว่า รอบลูกฟุตบอลหนึ่งลูกยังมีความรู้ ทักษะ และอาชีพอีกมากมายรายล้อมอยู่

“ถ้าสมมติโอกาสติดทีมชาติคือหนึ่งในล้าน เราก็จะมาสร้างบทเรียนไปด้วยกันว่า เด็กอีกเก้าแสนคนที่ก็รักฟุตบอลไม่แพ้กัน เขาจะยังอยู่กับฟุตบอลและไปต่อได้อย่างไร”

เมื่อพูดมาถึงตรงนี้ เรื่องราวของเด็กชายที่เคยวิ่งไล่ลูกฟุตบอลในสนามโรงเรียนเมื่อหลายสิบปีก่อน จึงเดินทางกลับมาบรรจบกับเด็กอีกมากมายในวันนี้ เพียงแต่ครั้งนี้ “ซิโก้” ไม่ได้ยืนอยู่ในฐานะเด็กที่กำลังมองหาทางไปต่ออีกแล้ว

เขายืนอยู่ในฝั่งของผู้ใหญ่

ผู้ใหญ่ที่ครั้งหนึ่งเคยมีครอบครัวคอยสนับสนุน มีครูพละช่วยมองเห็นศักยภาพ มีการศึกษาเปิดประตู และมีฟุตบอลพาไปพบกับโอกาส จึงกำลังชวนผู้ใหญ่คนอื่น ๆ กลับมาทำสิ่งเดียวกันให้กับเด็กอีกจำนวนมาก

“พวกเราที่เป็นผู้ใหญ่ และหลายคนเคยเป็นเด็กที่รักฟุตบอลกันมาก่อน จะต้องเอาประสบการณ์ความรู้ มาช่วยกันวางกรอบเส้นทาง เพื่อไม่ให้มีใครตกหล่นหายไประหว่างทาง 

“ไม่ว่าเขาจะเล่นฟุตบอลเก่งหรือไม่ เขาต้องได้เรียนรู้ว่า ความรักฟุตบอลเปลี่ยนแปลงชีวิตได้ เป็นเครื่องมือเรียนรู้ได้ และพาคนที่หลุดจากโรงเรียนไปแล้วกลับมามีเส้นทางเรียนรู้ที่เหมาะสมได้ ด้วยหัวใจของหลักสูตร ที่จะเผยให้เห็นว่าในจักรวาลของฟุตบอล มีเส้นทางอาชีพหรือเส้นทางชีวิตอยู่มากมายแค่ไหน ที่แต่ละคนจะเลือกเดินไปได้”

เพราะท้ายที่สุดแล้ว ความฝันของเด็กคนหนึ่งอาจเริ่มต้นง่าย ๆ จากสิ่งที่เขารัก สิ่งสำคัญอาจไม่ใช่การบอกเด็กทุกคนว่าเขาต้องไปให้ถึงปลายทางเดียวกัน แต่คือการทำให้เขามองเห็นว่าจากจุดที่ยืนอยู่วันนี้ ยังมี “ทางไปต่อ” อีกมากกว่าหนึ่งทางเสมอ


เรียบเรียงจากบทเรียนและประสบการณ์บนเส้นทางฟุตบอล โดย ‘ซิโก้’ เกียรติศักดิ์ เสนาเมือง จากการประชุมเชิงปฏิบัติการหลักสูตรการศึกษาที่ยืดหยุ่น ‘จักรวาลวิทยาฟุตบอล’ ครั้งที่ 1 ณ โรงแรมเบสท์ เวสเทิร์น จตุจักร กรุงเทพฯ วันที่ 4 กันยายน 2569 คลิก