เมื่อวันที่ 9 กันยายน 2569 ณ อาคารรัฐสภา ดร.ไกรยส ภัทราวาท ผู้จัดการกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) ร่วมเสวนารับฟังความเห็นเรื่อง “การขับเคลื่อนกลไกเชิงนโยบายเพื่อยกระดับการส่งเสริมการเรียนรู้ การศึกษาเอกชน การศึกษาพิเศษ และความเท่าเทียมทางการศึกษาของไทย” จัดโดย คณะกรรมาธิการการศึกษา การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม วุฒิสภา เพื่อระดมความเห็นจากหน่วยงานด้านนโยบาย หน่วยจัดการศึกษา ภาคประชาสังคม ชุมชน นักวิชาการ และภาคีเครือข่าย นำไปสู่ข้อเสนอเชิงนโยบายและการพัฒนากฎหมายที่เอื้อต่อการเรียนรู้ของประชาชนทุกกลุ่ม

ดร.กมล รอดคล้าย ประธานคณะกรรมาธิการการศึกษา การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม วุฒิสภา กล่าวว่า เวทีครั้งนี้เป็นโอกาสให้ทุกฝ่ายร่วมแลกเปลี่ยนข้อเท็จจริง บทเรียนจากการทำงาน และข้อเสนอจากหลากหลายมุมมอง เพื่อเป็นข้อมูลต้นทางในการเชื่อมต่อกลไกการทำงาน ตลอดจนจัดทำข้อเสนอต่อที่ประชุมวุฒิสภาและคณะรัฐมนตรี ให้การปฏิรูปโครงสร้างการศึกษาไทยสามารถตอบโจทย์ผู้เรียนทุกกลุ่มได้อย่างทั่วถึง
ปัจจุบันการศึกษาไม่ได้จำกัดอยู่ในระบบที่แยกส่วนระหว่างการศึกษาในระบบ นอกระบบ และตามอัธยาศัยอีกต่อไป แต่จำเป็นต้องสร้างจุดเชื่อมโยงระหว่างรูปแบบการเรียนรู้ต่าง ๆ ให้มากขึ้น เพื่อเป็นฐานสำคัญในการพัฒนา พ.ร.บ. การศึกษาแห่งชาติฉบับใหม่ ให้รองรับความแตกต่างหลากหลายของผู้เรียน และนำไปสู่ระบบนิเวศการเรียนรู้ที่ทุกภาคส่วนมีส่วนร่วม ทั้งด้านการเข้าถึงการศึกษาที่มีคุณภาพ ทุนการศึกษา งบประมาณ การพัฒนาบุคลากร และการสนับสนุนหน่วยจัดการศึกษา

จาก “เห็นตัวเด็ก” สู่การออกแบบความช่วยเหลือรายบุคคล
ดร.ไกรยส ภัทราวาท ผู้จัดการ กสศ. นำเสนอแนวทางลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา โดยชี้ว่า หนึ่งในความก้าวหน้าสำคัญของประเทศไทย คือการบูรณาการข้อมูลโดยใช้เลขประจำตัวประชาชน 13 หลัก เชื่อมโยงกับทะเบียนราษฎรและฐานข้อมูลด้านการศึกษา ทำให้สามารถมองเห็น “ตัวตนของเด็กและเยาวชนที่ไม่มีรายชื่ออยู่ในระบบการศึกษา” ซึ่งปัจจุบันมีอยู่ประมาณ 6 แสนคน และนำข้อมูลไปใช้ในการค้นหา เข้าถึง ทำความเข้าใจสถานการณ์ ตลอดจนออกแบบความช่วยเหลือและเส้นทางการเรียนรู้ที่เหมาะสมเป็นรายบุคคล
ขณะเดียวกัน การลดความเหลื่อมล้ำไม่อาจมุ่งเฉพาะการพาเด็กที่หลุดออกจากระบบกลับมาเรียนเท่านั้น แต่ต้องดูแลเด็กที่ยังอยู่ในระบบ โดยเฉพาะ “กลุ่มเสี่ยง” ควบคู่กันไป เพราะเด็กจากครัวเรือนรายได้น้อยและเปราะบางอาจหลุดจากการศึกษาได้ทุกเวลา จากหลากหลายปัจจัย ทั้งปัญหาเศรษฐกิจ ภาระครอบครัว ภัยพิบัติ หรือสถานการณ์ความไม่สงบ
หนึ่งในกลไกป้องกันคือ เงินอุดหนุนแบบมีเงื่อนไข หรือ “ทุนเสมอภาค” ที่ กสศ. ใช้สนับสนุนเด็กและเยาวชนจากครัวเรือนยากจนพิเศษ ควบคู่กับการติดตามสถานะความเป็นอยู่ผ่านการเยี่ยมบ้านของครู และการส่งต่อข้อมูลรายบุคคลระหว่างสถานศึกษาและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อประคองให้เด็กสามารถเรียนต่อจนจบการศึกษา และเชื่อมต่อไปยังการศึกษาระดับที่สูงขึ้น
ดร.ไกรยส กล่าวว่า ปัจจุบันมีเด็กและเยาวชนจากครัวเรือนใต้เส้นความยากจนประมาณ 3 ล้านคน ในจำนวนนี้ 1.9 ล้านคนได้รับทุนปัจจัยพื้นฐานนักเรียนยากจนจากหน่วยงานต้นสังกัด และในจำนวนดังกล่าวมีนักเรียนยากจนพิเศษ 1.39 ล้านคนได้รับทุนเสมอภาคจาก กสศ. เพิ่มเติม ขณะที่เด็กและเยาวชนอีกราว 1.1 ล้านคนยังไม่ได้รับการจัดสรรทุนจากหน่วยงานใด
กสศ. จึงนำผลการคัดกรองมาใช้สนับสนุนการจัดทำข้อเสนอเชิงนโยบาย พร้อมเชื่อมความร่วมมือกับภาคเอกชนเพื่อระดมทุนและทรัพยากรเพิ่มเติม รวมถึงเชื่อมต่อไปยังทุนการศึกษาอื่น ๆ เพื่อป้องกันไม่ให้เด็กและเยาวชนกลุ่มนี้หลุดออกจากระบบการศึกษา และเปิดโอกาสให้สามารถศึกษาต่อได้อย่างเต็มศักยภาพ
เมื่อเด็กนอกระบบกว่า 2 ใน 3 ไม่ต้องการกลับโรงเรียน โจทย์จึงไม่ใช่แค่ “พากลับเข้าระบบ”
สำหรับเด็กและเยาวชนที่อยู่นอกระบบการศึกษา ผู้จัดการ กสศ. กล่าวว่า ประสบการณ์จากการขับเคลื่อน Thailand Zero Dropout และ Thailand Zero Dropout Plus พบว่า เด็กและเยาวชนที่ติดตามจนพบตัวกว่า 2 ใน 3 ไม่ประสงค์กลับเข้าเรียนในโรงเรียนรูปแบบเดิม เนื่องจากแต่ละคนมีเงื่อนไขชีวิตแตกต่างกัน บางคนต้องทำงานหารายได้ บางคนมีภาระดูแลสมาชิกในครอบครัว ขณะที่บางคนเป็นผู้พิการ
ข้อค้นพบดังกล่าวทำให้โจทย์สำคัญไม่ใช่เพียง “ทำอย่างไรให้เด็กกลับเข้าโรงเรียน” แต่คือ “ทำอย่างไรให้การเรียนรู้ไปถึงเด็กได้ โดยไม่บังคับให้เขาต้องละทิ้งชีวิตที่เป็นอยู่”
“การจัดการศึกษาที่ยืดหยุ่นไม่เพียงช่วยประคองให้เด็กยังอยู่ในระบบ แต่ยังเปิดโอกาสให้เด็กที่หลุดจากการศึกษากลับเข้าสู่เส้นทางการเรียนรู้ได้ ผ่านหลักสูตรที่ออกแบบให้เหมาะกับแต่ละกลุ่มหรือแต่ละบุคคล ลดข้อจำกัดเรื่องสถานที่ เวลา หลักสูตร และการวัดประเมินผล จึงสามารถรองรับทั้งคนที่ต้องทำงานเลี้ยงชีพ ผู้มีภาระดูแลครอบครัว ผู้พิการ หรือผู้ที่ต้องการเรียนรู้เพื่อไปสู่การมีงานทำ” ดร.ไกรยส กล่าว
ที่ผ่านมา กสศ. และภาคีได้ร่วมกันพัฒนารูปแบบการศึกษาที่ยืดหยุ่นหลากหลาย ตั้งแต่ 1 โรงเรียน 3 รูปแบบ, Mobile School และการสนับสนุนศูนย์การเรียนตามมาตรา 12 ซึ่งเปิดพื้นที่ให้สถานประกอบการ ชุมชน ครอบครัว และบุคคล สามารถมีส่วนร่วมจัดการศึกษาให้เหมาะกับชีวิตและความต้องการของผู้เรียน
หลักการสำคัญคือ เมื่อค้นพบเด็กแล้ว ต้องเริ่มต้นจากการถามว่า “เขาต้องการเรียนรู้อย่างไร” หากเด็กต้องการกลับเข้าสู่โรงเรียน คณะทำงานสามารถประสานสถานศึกษาเพื่อส่งต่อกลับเข้าสู่ระบบได้ แต่หากต้องการเรียนรู้ในรูปแบบอื่น ก็ต้องมีหน่วยจัดการเรียนรู้และเส้นทางการศึกษาทางเลือกที่รองรับอย่างเป็นรูปธรรม

เชื่อม “การศึกษา–สวัสดิการ–สุขภาพ” สู่ระบบหลักประกันโอกาสทางการศึกษา
ดร.ไกรยส กล่าวว่า อีกโจทย์สำคัญคือการเชื่อมข้อมูลและความช่วยเหลือที่แต่ละหน่วยงานมีอยู่แล้วเข้าหากัน เพราะปัญหาของเด็กคนหนึ่งไม่ได้มีเพียงมิติการศึกษา แต่ยังเชื่อมโยงกับรายได้ ครอบครัว สุขภาพ สวัสดิการ และการมีงานทำ
ที่ผ่านมา กสศ. จึงร่วมกับหน่วยงานต่าง ๆ เชื่อมระบบช่วยเหลือ เช่น ความร่วมมือกับกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ เพื่อให้เด็กและเยาวชนกลุ่มเปราะบางเข้าถึงสิทธิสวัสดิการและความช่วยเหลือทางสังคม รวมถึงความร่วมมือกับสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ในการเชื่อมข้อมูลเด็กทั้งในและนอกระบบการศึกษา ให้เข้าถึงสิทธิด้านสุขภาพพื้นฐาน ตั้งแต่การรับวัคซีน การคัดกรองสุขภาพ ไปจนถึงการตรวจสายตาและรับแว่นตา
แม้สิทธิเหล่านี้จะมีงบประมาณรองรับอยู่แล้ว แต่เด็กและเยาวชนเปราะบางจำนวนหนึ่งยังเข้าไม่ถึง เนื่องจากมีต้นทุนการเดินทาง หรือไม่สามารถหยุดงานเพื่อไปรับบริการได้ การเชื่อมข้อมูลจึงต้องนำไปสู่การปรับวิธีให้บริการ เพื่อให้สิทธิและความช่วยเหลือสามารถเดินทางไปถึงเด็กได้จริง
“เป้าหมายสำคัญของการบูรณาการข้อมูลร่วมกับทุกหน่วยงาน คือการสร้างระบบหลักประกันโอกาสทางการศึกษา หรือ Education Security System ที่เชื่อมโยงการรับ–ส่งและอัปเดตข้อมูล รวมถึงบริหารจัดการความช่วยเหลือไม่ให้ซ้ำซ้อน และทำให้ประชาชนเข้าถึงบริการได้สะดวกโดยใช้เลขประจำตัวประชาชน 13 หลัก เพื่อให้สิทธิ สวัสดิการ และงบประมาณที่รัฐมีอยู่แล้ว ถูกนำมาใช้อย่างครอบคลุมและเต็มประสิทธิภาพสำหรับเด็กและเยาวชนทุกกลุ่ม”

จาก “ผู้เรียนวิ่งหาการศึกษา” สู่ “การศึกษาขยับไปหาผู้เรียน”
ผู้จัดการ กสศ. เสนอว่า หากบทเรียนจากการจัดการศึกษาที่ยืดหยุ่นได้รับการสังเคราะห์และนำไปสู่การพัฒนาระบบสนับสนุนด้านงบประมาณใน พ.ร.บ. การศึกษาแห่งชาติฉบับใหม่ พร้อมมีกลไกสนับสนุนให้สามารถขยายผลได้มากขึ้น ประเทศไทยจะสามารถเปลี่ยนวิธีคิดเรื่องการศึกษา จากเดิมที่ผู้เรียนต้องปรับตัวเข้าหาระบบ ไปสู่ระบบที่สามารถปรับรูปแบบการเรียนรู้ งบประมาณ และทรัพยากรให้สอดคล้องกับผู้เรียนแต่ละคน
“ต่อจากนี้ การศึกษาต้องขยับไปหาผู้เรียน” ดร.ไกรยส กล่าว พร้อมย้ำว่า ประสบการณ์การทำงานกับเยาวชนนอกระบบตลอดหลายปีที่ผ่านมา ทำให้เห็นว่า “สถานที่” และ “เวลา” เป็นอุปสรรคสำคัญของการเรียนรู้ การออกแบบหลักสูตรจึงต้องช่วยปลดล็อกข้อจำกัดเหล่านี้
ตัวอย่างที่เกิดขึ้นแล้ว ได้แก่ “หมอลำศึกษา” ที่นำวิถีชีวิตและอาชีพของเยาวชนหมอลำมาเป็นฐานการเรียนรู้ การจัดการศึกษาในสถานประกอบการร่วมกับภาคธุรกิจอย่าง KFC และ CJ Mall รวมถึงความร่วมมือล่าสุดกับ สมาคมกีฬาฟุตบอลแห่งประเทศไทยฯ ในการพัฒนาหลักสูตรการศึกษาที่ยืดหยุ่นที่ใช้ “ฟุตบอลเป็นฐาน” เปลี่ยนความรักและความสนใจของเด็กให้เชื่อมต่อกับการเรียนรู้ ทักษะ และเส้นทางอาชีพที่หลากหลาย ทั้งนักฟุตบอล งานสื่อ วิทยาศาสตร์การกีฬา และธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับฟุตบอล
“ทั้งหมดนี้ทำให้เห็นว่า การเรียนรู้เพื่อให้ได้วุฒิการศึกษาหรือไปสู่การมีอาชีพไม่จำเป็นต้องมีเพียงรูปแบบเดียว แต่สามารถออกแบบให้ตอบโจทย์ชีวิตของแต่ละคน เรียนรู้ได้ทุกที่ ทุกเวลา หากเรามีความร่วมมือ แรงสนับสนุน และเส้นทางที่ชัดเจนรองรับผู้เรียน” ดร.ไกรยส กล่าว