รายงานผลการดำเนินงานประจำปี

รายงานผลการดำเนินงานประจำปี

ในปีงบประมาณ พ.ศ. 2563 (ต.ค 2562 – ก.ย. 2563) กสศ. ได้ดำเนินงานร่วมกับภาคีเครือข่ายเพื่อช่วยเหลือกลุ่มเป้าหมายตามภารกิจและวัตถุประสงค์ในพระราชบัญญัติกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา พ.ศ. 2561 และสอดคล้องตามเจตนารมณ์ของคณะกรรมการอิสระเพื่อการปฏิรูปการศึกษา (กอปศ.)[1]

แต่ด้วยสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ซึ่งเริ่มแพร่ระบาดในช่วงไตรมาสที่ 2 ของปีงบประมาณ (ภาคเรียนที่ 2/2562) และขยายตัวเป็นวงกว้างในช่วงไตรมาสที่ 3 ของปีงบประมาณ (ภาคเรียนที่ 1/2563) ได้ส่งผลกระทบต่อนักเรียนในครัวเรือนที่ยากจนซึ่งเป็นกลุ่มเป้าหมายของ กสศ. อย่างมาก ทั้งในด้านเศรษฐฐานะของครัวเรือนและภาวะทุพโภชนาการในเด็ก

คณะกรรมการบริหาร กสศ. เล็งเห็นความสำคัญของปัญหาดังกล่าวจึงได้ปรับแผนการดำเนินงานเพื่อให้ความช่วยเหลือและบรรเทาความเดือดร้อนของกลุ่มเป้าหมาย โดยในปีงบประมาณ พ.ศ. 2563 ภายใต้งบประมาณจำนวน 5,915,794,811 บาท[2] กสศ. สามารถช่วยเหลือกลุ่มเป้าหมายตามภารกิจได้จำนวนประมาณ 1,070,000 คน และช่วยเหลือกลุ่มเป้าหมายที่ได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 เพิ่มเติมอีกจำนวนประมาณ 750,000 คน โดยมีผลการดำเนินงานดังแสดงในภาพที่ 1


[1] คณะกรรมการอิสระเพื่อการปฏิรูปการศึกษา ได้รับการแต่งตั้งจากคณะรัฐมนตรีตามบทบัญญัติ มาตรา 261 แห่งรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย เมื่อวันที่ 30 พฤษภาคม พ.ศ. 2560 ให้มีหน้าที่ ทำการศึกษา จัดทำข้อเสนอแนะ และยกร่างกฎหมายที่จำเป็น ในด้านการปฏิรูปการศึกษา

[2] เป็นงบประมาณตามพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2563 จำนวน 5,496,129,400 บาท และจากเงินแหล่งอื่นจำนวน 419,665,411 บาท

รายละเอียดของผลการดำเนินงานจำแนกตามกลุ่มเป้าหมาย 7 กลุ่ม มีดังต่อไปนี้

(1) กลุ่มเด็กเล็ก (อายุ 0 – 2 ปี) และกลุ่มเด็กปฐมวัย (อายุ 3 – 5 ปี)

กสศ. ช่วยเหลือกลุ่มเป้าหมายได้จำนวน 156,087 คน ผ่านทุนเสมอภาค ซึ่งเป็นนักเรียนยากจนพิเศษในระดับอนุบาลจำนวน 134,691 คน และโครงการจัดการศึกษาเชิงพื้นที่เพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา ซึ่งช่วยเหลือเด็กปฐมวัยที่ขาดแคลนทุนทรัพย์ให้สามารถเข้าถึงการศึกษาในศูนย์พัฒนาเด็กเล็กใน 20 จังหวัดต้นแบบ จำนวน 21,396 คน โดยมุ่งเน้นการเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายในระดับพื้นที่ รวมถึงการพัฒนารูปแบบการให้ความช่วยเหลือที่ตรงตามความจำเป็นรายบุคคล และส่งต่อให้แก่หน่วยงานหลักที่รับผิดชอบเพื่อทำการช่วยเหลือในระยะต่อไป

(2) กลุ่มเด็กนักเรียน (อายุ 6 – 14 ปี)

กสศ. ช่วยเหลือนักเรียนทุนเสมอภาค ซึ่งเป็นนักเรียนที่มีค่าคะแนนความยากจน PMT3 อยู่ในเกณฑ์ยากจนพิเศษ (extremely poor) ในภาคเรียนที่ 1/2563 ได้จำนวน 859,737 คน รวมถึง กสศ. ได้ช่วยคัดกรองนักเรียนยากจนเพื่อจัดสรรเงินอุดหนุนปัจจัยพื้นฐานนักเรียนยากจนให้แก่ สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) และ กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น (สถ.) ได้อีกจำนวน 1,719,463 คน และ กสศ. ได้ขยายขอบเขตการดำเนินงานครอบคลุมการศึกษาภาคบังคับในโรงเรียนสังกัด สพฐ. อปท. และครอบคลุมการศึกษาขั้นพื้นฐานในสังกัด ตชด. ซึ่งในการดำเนินการดังกล่าว กสศ. ได้รับความร่วมมือจากครู ในโรงเรียนสังกัด สพฐ. อปท. และ ตชด. จำนวนกว่า 400,000 คน ในการบันทึกข้อมูลและการเยี่ยมบ้าน เพื่อคัดกรองกลุ่มเป้าหมาย รวมถึงการติดตามประเมินผลนักเรียนยากจนพิเศษที่ได้รับทุนเสมอภาค ซึ่งจากการติดตามพบว่า นักเรียนที่ได้รับทุนเสมอภาคอย่างต่อเนื่อง มีอัตราการมาเรียนเพิ่มสูงขึ้น และจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ซึ่งส่งผลกระทบต่อฐานะทางเศรษฐกิจของครัวเรือนที่มีรายได้น้อย เพื่อช่วยบรรเทาภาระค่าใช้จ่ายด้านอาหารและสุขภาพของนักเรียนในช่วงการเลื่อนการเปิดภาคเรียนของครัวเรือนดังกล่าว กสศ. ได้ปรับแผนการดำเนินงาน และสามารถช่วยเหลือกลุ่มเป้าหมายเพิ่มเติมได้อีกจำนวน 753,996 คน

(3) กลุ่มเด็กและเยาวชนนอกระบบการศึกษา (อายุ 6 – 14 ปี) และ (4) กลุ่มเสี่ยงที่จะไม่ได้เรียนต่อหลังจบชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น (อายุ 15 – 17 ปี)

กสศ. ช่วยเหลือเด็กและเยาวชนนอกระบบการศึกษาได้จำนวนทั้งสิ้น 39,799 คน โดยส่งเสริมให้กลุ่มเป้าหมายกลับเข้าสู่ระบบการศึกษา ซึ่งอาจเป็นการศึกษาทางเลือกหรือเข้าถึงการฝึกอาชีพผ่านกลไกการทำงานร่วมกับจังหวัด ภายใต้โครงการจัดการศึกษาเชิงพื้นที่เพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา รวมถึงดำเนินงานภายใต้โครงการสนับสนุนการพัฒนาครูและเด็กนอกระบบการศึกษา ซึ่งเป็นการพัฒนาครูนอกระบบการศึกษา เพื่อให้สามารถจัดการเรียนรู้ที่มีประสิทธิภาพและเหมาะสมกับกลุ่มเด็กนอกระบบการศึกษาให้มีทักษะในการดำเนินชีวิต และได้รับโอกาสฝึกทักษะอาชีพที่สอดคล้องกับความถนัด

(5) กลุ่มเด็กมัธยมศึกษาตอนปลาย (อายุ 15 – 17 ปี)

กสศ. ได้จัดสรรทุนการศึกษาเพื่อช่วยเหลือเยาวชนที่ขาดแคลนทุนทรัพย์หรือด้อยโอกาสจำนวน 4,954 คน ผ่านการดำเนินงานโครงการต่าง ๆ ดังนี้
(1) ทุนนวัตกรรมสายอาชีพชั้นสูง ซึ่งเป็นการให้ทุนการศึกษาแก่เยาวชนที่ขาดแคลนทุนทรัพย์หรือด้อยโอกาสให้ได้รับโอกาสศึกษาต่อจนสำเร็จการศึกษาในระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูงหรืออนุปริญญา โดยเป็นทุนในปีการศึกษา 2563 จำนวน 2,646 ทุน และทุนในปีการศึกษา 2562 จำนวน 1,942 ทุน
(2) ทุนพระกนิษฐาสัมมาชีพ ซึ่งเป็นการให้ทุนการศึกษาแก่เยาวชนที่ขาดแคลนทุนทรัพย์หรือด้อยโอกาสแต่มีความสามารถสูง “กลุ่มช้างเผือก” ให้ได้รับโอกาสศึกษาต่อจนสำเร็จการศึกษาตั้งแต่ระดับปริญญาตรีจนถึงระดับปริญญาเอก  โดยเป็นทุนในปีการศึกษา 2563 จำนวน 25 ทุน และทุนในปีการศึกษา 2562 จำนวน 13 ทุน
(3) ทุนครูรัก(ษ์)ถิ่น ซึ่งเป็นการให้ทุนการศึกษาแก่เยาวชนที่ขาดแคลนทุนทรัพย์หรือด้อยโอกาสให้ได้รับโอกาสศึกษาต่อระดับปริญาตรีในสาขาครุศาสตร์/ศึกษาศาสตร์ จนสำเร็จการศึกษาและได้รับการบรรจุแต่งตั้งเป็นครูในท้องถิ่นห่างไกลและเป็นภูมิลำเนาของตนเอง โดยเป็นทุนในปีการศึกษา 2563 จำนวน 328 ทุน

(6) กลุ่มแรงงานด้อยโอกาส (อายุ 18 – 25 ปี)

กสศ. ได้ให้ความช่วยเหลือผู้ขาดแคลนทุนทรัพย์หรือด้อยโอกาสหรือได้รับผลกระทบทางเศรษฐกิจผ่านโครงการพัฒนาทักษะแรงงานที่ขาดแคลนทุนทรัพย์หรือด้อยโอกาสที่ใช้ชุมชนเป็นฐาน จำนวน 9,056 คน ซึ่งเป็นการเพิ่มทักษะและพัฒนาฝีมือแรงงาน เพื่อยกระดับการประกอบอาชีพและพัฒนาต้นแบบธุรกิจในระดับชุมชน

(7) กลุ่มครูและสถานศึกษา

กสศ. ได้พัฒนาครูและบุคลากรทางการศึกษาจำนวน 19,660 คน นักเรียนในโรงเรียนและสถานศึกษาเป้าหมายจำนวน 194,600 คน โรงเรียนขนาดกลางจำนวน 834 โรงเรียน โดยในจำนวนนี้เป็นโรงเรียนในสังกัด ตชด. จำนวน 50 โรงเรียน และเป็นโรงเรียนพระปริยัติธรรมจำนวน 51 โรงเรียน ผ่านโครงการพัฒนาครูและโรงเรียนเพื่อยกระดับคุณภาพการศึกษาอย่างต่อเนื่อง (Teacher School Quality Program : TSQP) ซึ่งมีเป้าหมายในการพัฒนาครูโดยใช้โรงเรียนและชั้นเรียนเป็นห้องปฏิบัติการ จำแนกออกเป็น 2 กลุ่ม คือ 1) โรงเรียนขนาดกลางในเขตชนบทหรือโรงเรียนขนาดกลางที่ยากจนในเขตเมือง 2) โรงเรียนขนาดเล็กในพื้นที่ชนบทห่างไกล โดยโครงการเน้นการส่งเสริมและพัฒนาศักยภาพทั้งด้านการบริหารจัดการ การจัดการเรียนการสอน การพัฒนาทักษะครูและบุคลากรทางการศึกษา รวมถึงการมีส่วนร่วมของผู้ปกครอง

[3] คะแนน PMT คือ คะแนนที่ได้จากการคำนวณเพื่อวัดระดับความยากจนของกลุ่มเป้าหมายเป็นรายบุคคล ในการคำนวณใช้วิธีการวัดรายได้ทางอ้อม (Proxy Means Test) ซึ่งเป็นวิธีการทางสถิติ ที่ประกอบด้วยตัวชี้วัดอื่น ๆ ที่บ่งบอกถึงระดับความยากจน โดยเป็นตัวชี้วัดเพิ่มเติมนอกเหนือจากรายได้ โดยเกณฑ์การวัดรายได้ทางอ้อมของ กสศ. ประกอบด้วย 1) เกณฑ์ทางด้านรายได้ ครัวเรือนที่มีรายได้ไม่เกิน 3,000 บาทต่อเดือน 2) เกณฑ์ทางด้านสถานะครัวเรือน 8 ด้าน โดยลักษณะของครัวเรือนที่มีผลต่อรายได้มากกว่าจะมีค่าน้ำหนักของคะแนนความยากจนสูงกว่า โดยผลรวมของคะแนน PMT มีค่าอยู่ในช่วง 0 – 100 เรียงลำดับจาก มีความยากจนน้อย (0) ไปจนถึง มีความยากจนรุนแรงที่สุด (100)

การวิจัยและพัฒนานวัตกรรมด้านการศึกษา ซึ่งมีจำนวน 23 โครงการ เช่น นวัตกรรมการแก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาในโรงเรียนขนาดเล็กในพื้นที่ห่างไกลทุรกันดาร เครื่องมือและตัวชี้วัดด้านสถานการณ์การศึกษาระดับจังหวัด ระบบสารสนเทศเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (iSEE2.0) และนวัตกรรมเครือข่ายสถานศึกษาเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา ซึ่งเป็นการสนับสนุนการทำงานด้านการศึกษาในระดับจังหวัด การจัดทำข้อเสนอเชิงนโยบายในระดับประเทศ และการส่งต่อต้นแบบการช่วยเหลือให้แก่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องในอนาคต เพื่อนำไปใช้ประโยชน์ในการปฏิรูปการศึกษา

ความร่วมมือกับภาคีเครือข่ายและทุกภาคส่วน ในปี 2563 กสศ. ได้จัดการประชุมวิชาการระดับนานาชาติ ครั้งที่ 1 เพื่อสร้างเครือข่ายองค์กรระดับประเทศและนานาชาติ ในการร่วมสร้างความเสมอภาคทางการศึกษา รวมถึงเวทีเสวนาวิชาการ และการระดมความร่วมมือกับสังคม ทั้งภาคเอกชนและประชาชน ผ่านโครงการต่าง ๆ เช่น โครงการสู้วิกฤตให้น้องอิ่ม “คนละมือเพื่อมื้อน้อง” ซึ่งช่วยเหลือนักเรียนยากจนพิเศษจำนวนกว่า 42,000 คน และ โครงการ “ร้านทุพโภชนา สั่งทางนี้ อิ่มทางโน้น” ซึ่งเป็นร้านอาหารร้านแรกและร้านเดียวในแอปพลิเคชัน GrabFood ที่นำรายได้ทั้งหมดโดยไม่หักค่าใช้จ่ายไปสมทบทุนค่าอาหารเช้าของนักเรียนยากจนพิเศษที่มีภาวะทุพโภชนาการ เป็นต้น

โดยภาพรวม สถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ทำให้เกิดภาวะวิกฤตทั้งด้านเศรษฐกิจและสังคม อันส่งผลกระทบเป็นอย่างยิ่งต่อปัญหาความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาของไทย ซึ่ง กสศ. ได้ปรับแผนงานเพื่อตอบสนองต่อปัญหาที่เกิดขึ้น โดยร่วมกับหน่วยงานภาคีทุกภาคส่วน ทำให้สามารถช่วยเหลือเด็กและเยาวชนผู้ขาดแคลนทุนทรัพย์ได้มากกว่า 1 ล้านคน อย่างทันท่วงที ทั้งนี้ กสศ. ยังคงมุ่งมั่นที่จะใช้ฐานข้อมูลและองค์ความรู้ที่ได้จากการถอดบทเรียนการดำเนินงาน เพื่อสนับสนุนให้หน่วยงานภาคีทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาสังคม ได้มีส่วนร่วมกันสร้างความเสมอภาคทางการศึกษาอย่างยั่งยืนต่อไป

รายงานประจำปี

รายงานประจำปี 2563

รายงานประจำปี 2562

รายงานประจำปี 2561

รายชื่อโรงเรียน พื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้

จังหวัด นราธิวาส จำนวน 4 โรงเรียน

  • โรงเรียนผดุงมาตร
  • โรงเรียนสวนพระยาวิทยา
  • โรงเรียนราชพัฒนา
  • โรงเรียนนราสิกขาลัย

จังหวัดยะลา จำนวน 15 โรงเรียน

  • โรงเรียนไทยรัฐวิทยา 94 (บ้านบ่อน้ำร้อน)
  • โรงเรียนคุรุชนพัฒนา
  • โรงเรียนบ้านตาเซะ
  • โรงเรียนบ้านราโมง
  • โรงเรียนบ้านกาตอง
  • โรงเรียนบ้านหลักเขต
  • โรงเรียนพัฒนาบาลอ
  • โรงเรียนบ้านโกตาบารู
  • โรงเรียนบ้านตะโละหะลอ
  • โรงเรียนบ้านเยาะ
  • โรงเรียนบ้านโต
  • โรงเรียนบ้านลูโบ๊ะปันยัง
  • โรงเรียนบ้านคลองน้ำใส
  • โรงเรียนบ้านสะเอะ
  • โรงเรียนกาบังพิทยาคม

จังหวัดปัตตานี จำนวน 16 โรงเรียน

  • โรงเรียนวุฒิชัยวิทยา
  • โรงเรียนนิคมสร้างตนเองโคกโพธิ์ มิตรภาพที่ 148
  • โรงเรียนบ้านบางมะรวด
  • โรงเรียนบ้านท่าน้ำตะวันออก
  • โรงเรียนบ้านน้ำบ่อ
  • โรงเรียนบ้านปาลัส
  • โรงเรียนบ้านตรัง
  • โรงเรียนบ้านกระเสาะ
  • โรงเรียนบ้านบูดี
  • โรงเรียนบ้านฝาง
  • โรงเรียนบ้านตะโละไกรทอง
  • โรงเรียนบ้านน้ำดำ
  • โรงเรียนบ้านโลทู
  • โรงเรียนบ้านวังกว้าง
  • โรงเรียนสะนอพิทยาคม
  • โรงเรียนวังกะพ้อพิทยาคม

รายชื่อโรงเรียน ภาคตะวันตก

จังหวัดตาก จำนวน 1 โรงเรียน

  • โรงเรียนบ้านร่มเกล้า 2