‘เชื่อมขบวนรถไฟแห่งโอกาสการศึกษาสู่การมีงานทำ’ ด้วยวงรอบ ‘นิเวศการเรียนรู้’ ที่พร้อมชวนผู้พิการออกมาใช้ชีวิต

‘เชื่อมขบวนรถไฟแห่งโอกาสการศึกษาสู่การมีงานทำ’ ด้วยวงรอบ ‘นิเวศการเรียนรู้’ ที่พร้อมชวนผู้พิการออกมาใช้ชีวิต

“สังคมที่ปกติ คือสังคมที่เราต้องได้เห็นความแตกต่างหลากหลายอยู่รอบ ๆ ตัว บนท้องถนน รถโดยสารสาธารณะ ร้านอาหาร ในโรงเรียน ในทุกที่ทำงาน ทุก ๆ ที่ควรมีคนทุกวัยทุกประเภท มีผู้พิการออกมาใช้ชีวิต ประกอบอาชีพมีรายได้ โดยไม่ต้องหลบอยู่แค่ในบ้าน

“…นั่นคือความหมายของสังคมเสมอภาค ที่จะเป็นไปได้ก็ต่อเมื่อระบบถูกออกแบบให้เป็นคำตอบสำหรับชีวิตคนทุกกลุ่มจริง ๆ”        

คุณธันว์ธิดา วงศ์ประสงค์ ผู้อำนวยการสำนักพัฒนานวัตกรรมเพื่อสร้างโอกาสการเรียนรู้ กสศ. กล่าวบนเวทีเสวนา ‘ALL MEANS ALL’ Learning Ecosystem: รวมพลังสร้างนิเวศการเรียนรู้เพื่อทุกคน ที่จัดขึ้นในเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา เป็นการสรุปให้เห็นภาพรวมจากวงพูดคุยร่วมกันหลายฝ่าย ตั้งแต่ภาครัฐ ชุมชน สถาบันการศึกษา ครอบครัว ผู้ประกอบการเอกชน ที่มาร่วมกันแลกเปลี่ยนความรู้ บทเรียน ประสบการณ์ บนความพยายามสร้าง ‘ระบบนิเวศการเรียนรู้ตลอดชีวิตสำหรับผู้พิการ’ ให้ครอบคลุมการเข้าถึงสิทธิพื้นฐาน ความช่วยเหลือดูแลเฉพาะทาง การเข้าถึงการศึกษา ฝึกทักษะอาชีพ การเข้าสู่เส้นทางทำงาน และไม่จบลงแค่นั้น หากยังต้องกินความหมายถึงโอกาสก้าวหน้าในอาชีพ หรือในชีวิตตามลำดับขั้น ทั้งไม่ลืมกางตาข่ายไว้รองรับ ในวันที่กลไกต่าง ๆ ในสังคมเปลี่ยนแปลงตามเวลา

‘เวทีแห่งนี้’ ได้เผยให้เห็นวงรอบของนิเวศเรียนรู้สำหรับผู้พิการ ซึ่งที่ผ่านมามีผลสำเร็จจับต้องได้ของหลายฝ่าย อาทิ การรวมกลุ่มผู้ปกครองผู้พิการ ที่นำไปสู่การจัดตั้งศูนย์การเรียนเพื่อจัดการศึกษาโดยครอบครัว หรือการทำงานของหน่วยจัดการเรียนรู้ ที่สร้างความเข้าใจและทลายกำแพงทัศนคติในชุมชน จนเกิดการอยู่ร่วม ดูแล และสนับสนุนการเรียนรู้สู่การทำงานของผู้พิการในพื้นที่ ตลอดจนสถาบันการศึกษาผู้ผลิตครูการศึกษาพิเศษ ที่เข้าไปจับมือกับสถาบันอาชีวศึกษา จนเกิด ‘เส้นทางเรียนรู้สายอาชีพ’ บ่มเพาะเยาวชนผู้พิการจนมีทักษะทำงานขั้นสูง และเชื่อมต่อถึงตำแหน่งงานในสถานประกอบการภาคเอกชน ซึ่งไม่เพียงตั้งรับ หากยังยื่นมือเข้ามาช่วยพัฒนาหลักสูตร เพื่อให้พื้นที่ตลาดแรงงานพร้อมรองรับผู้พิการรุ่นใหม่ ๆ ทุกปี

ผอ.สำนักพัฒนานวัตกรรมเพื่อสร้างโอกาสการเรียนรู้ กสศ. กล่าวว่า ความร่วมมือจากทุกทิศทางนี้เปรียบได้กับ ‘โบกี้รถไฟ’ ที่เชื่อมต่อกันจนเป็น ‘ขบวนรถไฟ’ ที่มีความหมายประหนึ่ง ‘หลักประกันโอกาสทางการศึกษาสำหรับผู้พิการ’ โดยเมื่อทุกฝ่ายยึดเป็นวาระทางสังคม ความรู้ ข้อมูล ความชำนาญเฉพาะทาง หรือบทเรียนการทำงานต่างสถานการณ์และข้อจำกัด ก็หลั่งไหลมาร้อยเรียง จนภาพของนิเวศการเรียนรู้สู่การทำงาน หรือการออกมาใช้ชีวิตของผู้พิการ ปรากฏ       

คุณธันว์ธิดา วงศ์ประสงค์

ณ จุดเริ่มต้น ก่อนที่หนึ่งโบกี้จะแข็งแรงพร้อมเชื่อมประกอบเป็นขบวนรถไฟ คุณธันว์ธิดา บอกว่าสิ่งสำคัญอันเป็นรากฐาน ซึ่งอาจเปรียบได้กับ ‘รางรถไฟ’ คือการส่งต่อของทัศนคติ ให้ ‘สังคม’ รับรู้ มองเห็น และยอมรับในความแตกต่างหลากหลาย หรือคือหลักคิดของการอยู่ร่วมกัน ที่ว่า ‘ทุกคนในสังคมล้วนขาดพร่องและมีความต้องการไม่เหมือนกัน’

“เมื่อพูดถึงความหลากหลาย เราต้องมองในมิติที่ว่าคนทุกคนมีส่วนที่ขาด ไม่ว่าตั้งแต่จุดเริ่มต้น หรือประสบเหตุใดก็ตามจนชีวิตเปลี่ยนแปลง ดังนั้นสังคมจึงต้องมีหลักประกันโอกาส ไม่ว่าด้านสุขภาพ การศึกษา พื้นที่พัฒนาศักยภาพสู่การมีงานมีอาชีพ ซึ่งทัศนคติเช่นนี้เอง ที่จะพาไปถึงการออกแบบโครงสร้างของสังคมเสมอภาค

“ส่วนสิ่งที่จะมาสนับสนุนต่อจากทัศนคติที่ส่งออกไป คือความร่วมมือ ที่ทุกฝ่ายต้องแบ่งปันและคิดว่าคือการทำงานร่วมกัน บนเป้าหมายร่วม คือค้นหารวบรวมข้อมูลของผู้พิการทุกคนทุกช่วงวัย จากทุกชุมชน จากบ้านทุกหลัง แล้วจึงร่วมกันมองถึงความเป็นไปได้ในการออกแบบการดูแลช่วยเหลือ และส่งต่อถึงเส้นทางการศึกษา ฝึกทักษะ และการมีอาชีพ”           

จากรางรถไฟกำหนดเส้นทาง ขยับมาดูโบกี้เล็ก ๆ ที่เป็นพื้นที่แรกเริ่มของผู้พิการคนหนึ่ง คือ ‘ครอบครัว’ โดย คุณพิมพ์ใจ พันวินิต ผู้อำนวยการศูนย์การเรียนปัญญ์ฟาร์มสุข กล่าวว่า ผู้ปกครองหรือผู้ดูแลอาจเป็นเพียงหน่วยเล็ก ๆ แต่ถือว่ามีบทบาทสำคัญที่สุดสำหรับผู้พิการ เพราะคือคนที่รู้ถึงขีดความสามารถและข้อจำกัด อันจะเป็นต้นทุนของการจัดการเรียนรู้ หรือส่งเสริมพัฒนาการที่ตรงจุด      

คุณพิมพ์ใจถ่ายทอดประสบการณ์ในฐานะผู้ปกครอง และเป็นแกนเชื่อมกลุ่มผู้ปกครองจัดตั้งศูนย์การเรียน เพื่อจัดการเรียนรู้สำหรับผู้พิการในชื่อ ‘ศูนย์การเรียนปัญญ์ฟาร์มสุข’ ว่า “พื้นฐานความสนใจ ความถนัด และข้อจำกัดของผู้พิการแต่ละคน คือกุญแจที่จะไขไปสู่การจัดการเรียนรู้ที่เป็นไปได้ ศูนย์การเรียนปัญญ์ความสุขจึงพยายามสร้างพื้นที่เรียนรู้บนความเชื่อว่า ผู้พิการทุกช่วงวัยเรียนรู้ร่วมกันได้ หากจัดพื้นที่เหมาะสม สร้างความเชื่อมั่นให้ผู้ปกครองทุกคนเชื่อว่าตนเป็นครูได้ และมีแผนการเรียนรู้เฉพาะบุคคลที่แข็งแรงพอ  

“หลักสำคัญคือผู้ปกครองต้องหมั่นสังเกต ทำความเข้าใจ และเชื่อมต่อทำงานกับสหวิชาชีพเช่นแพทย์หรือนักกายภาพบำบัดได้ ในการประเมินศักยภาพและข้อจำกัด จากนั้นจึงสามารถร่าง ‘แผนการศึกษารายบุคคล’ (IEP) ที่ครอบคลุมเรื่องการส่งเสริมจุดเด่นของผู้เรียน การพัฒนาทักษะสังคม การเลือกใช้สื่อการเรียนรู้ จนถึงรายละเอียดการจัดพื้นที่เรียนรู้ ให้เหมาะสม ปลอดภัย

คุณพิมพ์ใจ พันวินิต

ผอ.ศูนย์การเรียนปัญญ์ความสุข พูดถึงบทเรียนจากการรวมกันเป็นเครือข่ายผู้ปกครองผู้พิการ ที่ช่วยให้ครอบครัวสามารถมองเห็นเป้าหมายเป็นลำดับ ตั้งแต่การร่วมส่งต่อความรู้ เป็นพื้นที่ของความเข้าใจ กำลังใจ และเป็น ‘ผนังพิง’ ให้ผู้ปกครองที่ยังมองไม่เห็นทาง เข้าถึงแนวทางจัดการศึกษาและกระตุ้นพัฒนาการ บนฐานความเชื่อมั่นว่า ‘ผู้ปกครองสามารถเป็นคนแรกที่จะออกแบบการเรียนรู้ได้ โดยมีพื้นที่กิจกรรมเล็ก ๆ ในครอบครัวเป็นจุดเริ่มต้น’    

ต่อด้วย คุณมะโนลา พึ่งอำนวย ประธานชมรมเพื่อคนพิการจังหวัดเลย ที่เล่าถึงการสร้างนิเวศการเรียนรู้ในชุมชนสำหรับผู้พิการ โดยยึดหลักการรับฟัง ทำความเข้าใจ หรือคำนึงถึง ‘ความต้องการของผู้เรียนรู้’ เป็นตัวตั้ง ก่อนจะวางแผนต่อเนื่อง เพื่อให้ผู้พิการนำทักษะจากการอบรมไปใช้สร้างอาชีพได้จริง มีตลาดรองรับ ขณะที่การส่งต่อทัศนคติถึงสังคมจำเป็นต้องย้ำสารกับทุกฝ่าย ทั้งเพื่อนบ้าน ตลาด ร้านค้า โรงเรียน จนถึงสถานที่ทำงาน เพื่อให้เกิดการยอมรับ เชื่อมั่นและให้โอกาส ทั้งต้องไม่ละเลยเรื่องการปรับสถานที่ เช่นห้องน้ำ ทางเดิน และเพิ่มเติมสิ่งอำนวยความสะดวกที่เอื้อต่อการใช้ชีวิต และการทำงานของผู้พิการ แล้วเมื่อนั้น ‘การอยู่ร่วมกันบนความแตกต่างหลากหลายจึงเป็นไปได้’    

“การพาผู้พิการคนหนึ่งไปถึงโอกาส ไม่ใช่แค่การคิดถึงการพาไปเรียน พาไปมีอาชีพ แต่ทุกคนในสังคมแวดล้อมต้องรับรู้ถึงการมีอยู่ ข้อจำกัด และศักยภาพของเขา ถ้าทำได้ เราถึงพูดได้ว่าสำเร็จแล้วในการสร้างสังคมเสมอภาค เพราะที่ตรงนั้น ผู้พิการจะรู้สึกมีตัวตน ได้ออกมาใช้ชีวิต หรือรู้สึกว่าเขาได้เป็นส่วนหนึ่งของสังคมจริง ๆ”       

คุณมะโนลา พึ่งอำนวย

ในบทบาทสถาบันการศึกษา รศ.ดร.ชนิศา ตันติเฉลิม หัวหน้าโครงการหนุนเสริมวิชาการโครงการ ทุนนวัตกรรมสายอาชีพชั้นสูง สำหรับผู้เรียนที่มีความต้องการพิเศษ และรองคณบดี คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า การสร้างเส้นทางการศึกษาสายอาชีพสู่การมีงานทำ คือการมองถึงทุกขั้นตอนตลอดชีวิตจากต้นถึงปลายทาง ประเด็นสำคัญคือการคัดกรองตั้งแต่เข้าสู่ระบบการศึกษา ที่ผู้ปกครองและครูจะช่วยได้ในเบื้องต้น เพื่อค้นพบข้อจำกัดของการเรียนรู้ ส่งเสริมพัฒนาการทันท่วงที และจะส่งผลโดยตรงต่อการสะสมทักษะและศักยภาพเพื่อการศึกษาระยะยาว

“ในช่วงแรกที่เข้าสู่การศึกษา การคัดกรองแต่ต้นทาง จะยิ่งเพิ่มโอกาสของผู้พิการในนการเรียนร่วม หรือสามารถกระตุ้นพัฒนาการได้ไวยิ่งขึ้น อย่างไรก็ตามเป้าหมายการคัดกรองเบื้องต้น เราจะมุ่งหาเด็กที่ต้องการความช่วยเหลือมากที่สุด และต้องเจอให้เร็วที่สุด โดยเฉพาะในช่วงวัยแรกเกิดถึง 7 ปี อย่างน้อยที่สุด เราต้องรู้ว่าทำไมเด็กคนหนึ่งเรียนช้า เรียนไม่เข้าใจ ซึ่งทุกวันนี้เรามีเครื่องมือที่ผู้ปกครองและครูสามารถทำได้ และคิดว่าควรเป็นทักษะที่จำเป็นต้องพัฒนาให้ครูทุกคนทำได้ในอนาคตอันใกล้”

รศ.ดร.ชนิศา กล่าวย้ำว่า การคัดกรองเบื้องต้นไม่เพียงช่วยส่งเสริมกระตุ้นพัฒนาการ หากยังสำคัญมากต่อความพร้อมสำหรับการศึกษาระดับสูง

“เด็กที่มีต้นทุนทางศักยภาพต่อเนื่องไม่ขาดตอน ตั้งแต่อนุบาลถึงอาชีวศึกษา เขาจะพร้อมไปต่อทันที ด้วยทักษะอ่านเขียน การสื่อสารเข้าสังคม การดูแลตัวเองและจัดการอุปสรรคปัญหาเบื้องต้น แล้วเมื่อเข้าสู่ข้อต่อสุดท้ายก่อนไปสู่การมีงานทำ เราถือว่าอาชีวศึกษาคือคำตอบที่เหมาะสมสำหรับผู้พิการ ด้วยลักษณะเฉพาะคือระบบการศึกษาที่ยืดหยุ่นสูง และให้ความสำคัญกับการมุ่งค้นพบศักยภาพระดับบุคคล”

รศ.ดร.ชนิศา ตันติเฉลิม

 

รองคณบดี คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ระบุว่าตรงปลายทางของการพัฒนาศักยภาพผู้พิการ ภาพที่ทุกฝ่ายต้องการเห็นคือ ‘การมีงานทำ’ ซึ่งจะเกิดขึ้นไม่ได้หากไม่มีจุดเริ่มต้น …จากการค้นหาค้นพบ และมีพื้นที่โอกาสเรียนรู้ เพื่อผู้พิการคนหนึ่งได้ตระหนักถึงคุณค่าของความสามารถในตัวเอง และนำไปใช้เป็นเครื่องมือฝ่าฟันอุปสรรค กล้าเดินออกไปสู่สังคม พร้อมเผชิญโอกาสใหม่ ๆ ในชีวิต …ซึ่งทั้งหมดนั้นรออยู่บนเส้นทางอาชีพ    

‘ที่ ‘คาเฟ่ อเมซอน’ (Café Amazon) พนักงานทุกคนต้องมีเส้นทางอาชีพที่มั่นคง ทุกคนต้องได้รับค่าจ้างในเรทเดียวกัน วัดผลงานในมิติเดียวกัน และสามารถก้าวไปสู่ตำแหน่งงานระดับสูงได้ทัดเทียมกัน โดยไม่มีข้อจำกัดเรื่องอายุ หรือความพิการ’

คุณภูรี สมิทธิเนตย์ หัวหน้าโครงการ Café Amazon for Chance บริษัท สานพลัง วิสาหกิจ เพื่อสังคม เล่าถึงโครงการ Café Amazon for Chance ที่มี 523 สาขาทั่วประเทศ ซึ่งเปิดรับพนักงานผู้สูงวัยและผู้พิการ และความตั้งใจในการจับมือกับสถานศึกษาอาชีวศึกษา ในโครงการทุนนวัตกรรมสายอาชีพชั้นสูงสำหรับผู้มีความต้องการพิเศษ เพื่อเป็น ‘โบกี้เชื่อมต่อ’ จากการศึกษาสู่อาชีพของผู้พิการ ด้วยแนวคิดดังกล่าว อเมซอนจึงเข้าไปร่วมพัฒนาหลักสูตรเรียนรู้ และปรับเปลี่ยนพื้นที่และระบบการทำงานทั้งหมด เพื่อรองรับผู้พิการประเภทต่าง ๆ โดยนำเทคโนโลยีสมัยใหม่มาช่วย มีการฝึกอบรมพนักงานทั้งหมดให้เรียนรู้เรื่องการใช้ภาษามือ รวมถึงให้ความสำคัญกับระบบเตือนภัยและอุบัติเหตุต่าง ๆ ระหว่างการทำงาน สำหรับผู้พิการโดยเฉพาะ  

ในฐานะผู้บริหาร คุณภูรีเชื่อว่า ‘ยิ่งสถานประกอบการช่วยลดข้อจำกัดลงได้เท่าไหร่ ประตูโอกาสสำหรับผู้พิการในตลาดแรงงานก็จะยิ่งเปิดกว้างขึ้นเท่านั้น’ และใช่เพียงการเป็นผู้ให้ หากในการสร้างระบบการศึกษาสู่การทำงาน สถานประกอบการเองยังเป็นฝ่ายได้รับ จากศักยภาพในการทำงานที่มาพร้อมกับทักษะพิเศษ ทั้งความสามารถพิเศษในการสังเกต จดจำ คำนวณ จนถึงความละเอียดใจใส่ในบริการ ที่ถือเป็นจุดเด่นและคือความภาคภูมิใจของคาเฟ่ อเมซอน เสมอมา  

“เช่นที่บอกว่าที่อเมซอน ทุกคนต้องมีโอกาสเติบโตก้าวหน้า มีอาชีพมั่นคง เราจึงส่งเสริมให้พนักงานทุกคนมีโอกาสอบรมเป็นผู้ประกอบการ มีการเชื่อมต่องานกับธนาคารออมสินในฐานะพาร์ทเนอร์ ทำโครงการเงินกู้เพื่อเริ่มธุรกิจ และสำหรับพนักงานผู้พิการ ในการอบรมเราจะดึงผู้ปกครองเข้ามาร่วมด้วย เพื่อให้มั่นใจว่าวันที่เขาออกไปประกอบธุรกิจด้วยตัวเอง กระบวนการและระบบต่าง ๆ จะมีประสิทธิภาพ ยั่งยืน และสำเร็จได้”    

คุณภูรี สมิทธิเนตย์

และในการ ‘สร้างนิเวศการเรียนรู้เพื่อผู้พิการ’ วงรอบการทำงานจะวนมาบรรจบกันไม่ได้เลย หากไม่มีความร่วมมือจากฝ่ายผู้กำหนดนโยบาย ซึ่งคือภาครัฐ ที่ในวงเสวนาครั้งนี้ มี คุณสิริณัฏฐ์ อ่อนไสว ผู้อำนวยการกลุ่มส่งเสริมสิทธิกองส่งเสริมสิทธิและสวัสดิการคนพิการ กรมส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ (พก.) และ คุณวรางคณา ไชยเรือน ผู้อำนวยการสำนักบริหารงานการศึกษาพิเศษ (สศศ.) มาร่วมฉายภาพสถานการณ์ของผู้พิการ โอกาสทางการศึกษา และการจัดการศึกษาที่เปิดพื้นที่สำหรับทุกคน   

โดย คุณสิริณัฏฐ์ ให้ภาพรวมสถานการณ์ผู้พิการว่า ปัจจุบันผู้มีบัตรประจำตัวผู้พิการอยู่ที่ 2.3 ล้านคน ในจำนวนนี้มีสัดส่วนเป็นเด็กเยาวชน 3.3% วัยแรงงาน 3.4% ผุ้สูงอายุ 61% และเด็กเกิดใหม่ 0.5% ประเด็นสำคัญคือต้องผลักดันให้ผู้พิการที่ไม่อยู่ในฐานข้อมูลชุดนี้ เข้าถึงการทำบัตรประจำตัวเพื่อรับสิทธิพื้นฐาน ซึ่ง พก. ได้ปรับระบบให้สะดวกในเรื่องการประเมินความพิการ และการขอรับบัตรประจำตัวผ่านระบบออนไลน์ ซึ่งทำได้ในโรงพยาบาลมากกว่า 100 แห่งทั่วประเทศ นอกจากนี้ยังได้เชื่อมต่อข้อมูลผู้พิการผ่านระบบ ThaiD เพื่อการยืนยันตัวตน ตรวจสอบสิทธิ และการใช้งานบริการต่างๆ ที่สะดวก รวดเร็ว และปลอดภัยจากการทำธุรกรรมออนไลน์      

ด้าน คุณวรางคณา เสริมว่า ปีการศึกษา 2569 มีนักเรียนผู้พิการเรียนร่วมในโรงเรียนสังกัด สพฐ. ราว 37,000 คน ในโรงเรียน 21,000 แห่ง (จากทั้งหมด 2.8 หมื่นแห่ง) และมีนักเรียนผู้พิการอีกราว 20,000 คน ในโรงเรียน 130 แห่งภายใต้สำนักบริหารงานการศึกษาพิเศษ  

ภารกิจของ สศศ. คือสนับสนุนการคัดกรองความพิการเบื้องต้น โดยครูผู้ผ่านหลักสูตรคัดกรองผู้พิการ เพื่อให้พบอุปสรรคการเรียนรู้ ความต้องการการช่วยเหลือหรือการใช้สื่อเฉพาะทาง พร้อมกันนี้ สศศ. ยังผลักดันให้โรงเรียนทุกแห่งพร้อมเปิดรับนักเรียนผู้พิการเรียนร่วมมากขึ้น ผ่านการส่งเสริมให้ครูมีทักษะออกแบบแผนการเรียนรู้เฉพาะบุคคล

นอกจากนี้ โรงเรียนในสังกัดจะต้องมีความรู้ความเข้าใจเรื่องการจัดสภาพแวดล้อมสำหรับนักเรียนผู้พิการ และนำการจัดการศึกษาที่ยืดหยุ่นมาช่วยลดข้อจำกัดการเรียนรู้ พร้อมส่งเสริมให้ครูค้นพบศักยภาพและความสนใจของเด็กเป็นรายคน ซึ่งถือเป็นนโยบายหลักของการจัดการศึกษาของโรงเรียนในสังกัด สพฐ. และท้ายที่สุดแต่ละโรงเรียนจะต้องทำงานร่วมกัน เพื่อเชื่อมข้อมูลส่งต่อนักเรียนข้ามรอยต่อการศึกษาทุกช่วงชั้น เพื่อสร้างเส้นทางการศึกษาต่อเนื่องเป็นลำดับขั้น      

คนสุดท้ายที่จะช่วยแสดงภาพ ว่าตรงกลางวงรอบของนิเวศการเรียนรู้นั้นหน้าตาเป็นอย่างไร?

ซึ่งผู้ที่จะบอกได้ก็คือ ‘ผู้โดยสาร’ บนขบวนรถไฟแห่งหลักประกันโอกาสทางการศึกษา สู่การมีงานทำสำหรับผู้พิการ ขบวนนี้     

‘ภูเขา’ ร่มเกล้า รุกขชาติ จบการศึกษาชั้น ปวส. หลักสูตรคอมพิวเตอร์และการพัฒนาระบบสารสนเทศ ด้วยทุนนวัตกรรมสายอาชีพชั้นสูง จากวิทยาลัยเทคโนโลยีพระมหาไถ่ พัทยา ก่อนได้เข้าทำงานที่ บริษัท โกซอฟท์ (ประเทศไทย) จำกัด (Gosoft (Thailand) Co., Ltd.) ในเครือ ซีพี ออลล์ และมีประสบการณ์ทำงานมาแล้วปีครึ่ง พูดถึงเนื้องานของเขาว่า ในฐานะโปรแกรมเมอร์ เขามีหน้าที่จัดการข้อมูลสมาชิกลูกค้าชาวต่างชาติ ซึ่งเป็นการได้นำทักษะและความรู้ที่เรียนมาใช้อย่างเต็มที่

ภูเขาทบทวนเส้นทางที่ผ่านมา ว่า จากบ้านห่างไกลจากตัวเมือง ห้อมล้อมด้วยไร่มันสำปะหลัง เขาเคยคิดว่าถึงได้เรียน แต่สุดท้ายเมื่อจบ ม.3 ความต้องการตัวช่วยในการใช้ชีวิตที่มากกว่าคนอื่น คงทำให้เขาทำได้แค่กลับไปอยู่เฉย ๆ ที่บ้านอีกครั้ง  

“แต่เพราะตอนนั้น ผมไม่รู้ว่ามันยังมีเส้นทางไปต่อ”

ภูเขาไม่เลิกหวัง พยายามหาข้อมูลจนพบ ว่าวิทยาลัยเทคโนโลยีพระมหาไถ่ พัทยา เปิดรับผู้พิการเข้าเรียน และมีสาขาที่เขาสนใจ จากนั้นเส้นทางจึงเชื่อมต่อจาก ปวช. ถึง ปวส. และไม่ทันเรียนจบ ทางเส้นนั้นก็ไปเชื่อมต่อกับการทำงาน เมื่อข่าวดีมาถึงว่า โกซอฟท์ประเทศไทยเตรียมต้อนรับเขาในฐานะพนักงานคนใหม่

‘ภูเขา’ ร่มเกล้า รุกขชาติ

 

“จุดที่สำคัญจริง ๆ ที่ทำให้ผมมาถึงวันนี้ คือจุดเชื่อมต่อรองรับตั้งแต่โรงเรียน วิทยาลัย จนถึงที่ทำงาน ซึ่งมันจำเป็นมากต่อผู้พิการอีกจำนวนมากที่อยากเรียน อยากมีทักษะอาชีพ อยากทำงานเลี้ยงดูตัวเอง เพราะสำหรับเรา ข้อจำกัดเรื่องการเดินทางและการใช้ชีวิต มักทำให้คิดไปก่อนว่าไม่มีที่ไหนเปิดรับ หรือเมื่อถึงปลายทางหนึ่งของการเรียนแล้ว ก็อาจไม่มีเส้นทางต่อเชื่อมรองรับ

“ผมถือว่าโชคดีหลายต่อ ต่อแรกคือแม้บ้านเราไม่มีทุนทรัพย์มากมาย แต่ครอบครัวสนับสนุนผมเรื่องเรียนเสมอ ต่อที่สองคือผมเจอโรงเรียนที่เข้าใจ มีเพื่อน ๆ เข้าใจ มีครูเข้าใจและคอยส่งเสริม และต่อที่สามคือผมกล้าที่จะสมัครเรียนสายอาชีพหลังจบ ม.3 โดยไม่กลัวกับการเรียนไกลบ้าน เพราะคิดว่าเมื่อโอกาสอยู่ตรงหน้าแล้ว ยังไงก็ต้องลอง ต้องพิสูจน์ ว่าเราก็ทำได้”

ภูเขาทิ้งท้ายว่า ยังมีผู้พิการอีกไม่น้อยที่ต้องการเรียนรู้ในสาขาวิชาที่หลากหลาย เพื่อการพัฒนาตัวเองอย่างตรงจุดและเต็มศักยภาพ จึงคาดหวังว่าสถาบันต่าง ๆ จะหันมาเปิดรับผู้พิการมากขึ้น เพื่อทางเลือกที่เปิดกว้าง ไม่สิ้นสุดแค่การมีงานทำ แต่คือเส้นทางเรียนรู้เติบโต และเป็นหลักประกันให้ออกไปใช้ชีวิตอย่างมั่นใจ              

และนี่คือวงรอบของ ‘นิเวศการเรียนนรู้ตลอดชีวิตของผู้พิการ’ ที่พ่วงต่อร้อยรวมเป็น ‘ขบวนรถไฟแห่งโอกาส’ ที่จะเพิ่มพื้นที่ให้ผู้พิการออกมาใช้ชีวิตได้ เช่นเดียวกับคนทุกคน