43 กิโลเมตร คือ ระยะทางระหว่างตัวเมืองยะลาและตาดีกาบาโงยือแร โรงเรียนสอนศาสนาที่ตั้งอยู่ในตำบลบาเจาะ อำเภอบันนังสตา จังหวัดยะลา พื้นที่นี้เป็นศูนย์กลางการทำงานของหน่วยจัดการเรียนรู้การจัดการการศึกษาเชิงพื้นที่ (Area-based Education : ABE) ภายใต้การสนับสนุนของกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.)
ปัญหาหลักของเด็กและเยาวชนในพื้นที่บ้านอูแบ ต.บาเจาะ อ.บันนังสตา จ.ยะลา รวมถึงสามจังหวัดชายแดนใต้ คือ ปัญหาปากท้อง ที่ทำให้โอกาสด้านการศึกษาถูกตัดออกไปด้วย
“เรียนในระบบถึงชั้น ม.2 หลังจากนั้นก็ไม่ได้เข้าเรียนเลย เพราะไม่มีงบจะเรียนต่อ” ซัน เฟาชาน อาแว วัย 21 เล่า
ข้อมูลจากสำนักงานสถิติจังหวัดยะลาบอกว่า รายได้เฉลี่ยของประชากรในยะลาอยู่ที่ประมาณ 108,108 บาทต่อคนต่อปี สาเหตุโดยอ้อมที่ส่งผลต่อการลืมตาอ้าปากของคนในพื้นที่ คือ การเป็นจังหวัดภายใต้กฎหมายพิเศษด้านความมั่นคง ได้แก่ พระราชบัญญัติกฎอัยการศึก พ.ศ. 2457 พระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548 และพระราชบัญญัติการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร พ.ศ. 2551
“อาชีพแถวนี้จะเป็นทำสวน สวนยาง สวนทุเรียน บ้านที่รวยจะทำสวนทุเรียน เด็กก็จะไปเรียนในเมืองไม่ก็มาเลเซีย ถ้าเป็นผู้หญิง การหลุดออกจากระบบเขาไม่ได้เดือดร้อน มันมีชุดความคิดว่า พอแต่งงานไปผู้ชายต้องส่งเสียเลี้ยงดูผู้หญิง” สูรียาอธิบาย
ส่วนปัญหารองลงมา คือ ‘ความปลอดภัย’ ของพื้นที่ที่ถูกนิยามว่าเป็นพื้นที่สีแดง มีทั้งยาเสพติด การกระทำที่ผิดกฎหมาย และความรุนแรงในพื้นที่ที่กระทบต่อความมั่นคงของรัฐ
‘สูรียา อาแว’ ครูตาดีกา นักวิชาการสาธารณสุขชำนาญการ อบต.บาเจาะ และหัวหน้าคณะทำงานโครงการสานพลังร่วมกันการจัดการเรียนรู้ที่ยืดหยุ่นและสร้างพื้นที่ปลอดภัยสำหรับเด็กและเยาวชนนอกระบบการศึกษาตำบลบาเจาะ บอกว่า เด็กๆ นอกระบบของบ้านอูแบต้องเผชิญความเสี่ยงหลายอย่าง
“เมื่อก่อนเขาอยู่ในแหล่งยาเสพติด 12 ชั่วโมงเลย อยู่ตรงนั้นตั้งแต่ค่ำถึงเช้า”

ทว่า สูรียาก็ย้ำว่า สำหรับเด็กบ้านอูแบ โรงเรียนไม่ใช่พื้นที่ปลอดภัย แม้ว่าการศึกษาภาพรวมจะมีทั้งระบบโรงเรียนสามัญแบบที่เราคุ้นเคย ปอเนาะหรือโรงเรียนที่เน้นสอนศาสนา และโรงเรียนแบบกึ่งกลางที่มีทั้งการเรียนการสอนแบบสามัญและศาสนา
และการที่สูรียาเป็นครูตาดีกา เขารู้ดีว่าการผลักเด็กเข้าสู่ระบบเพื่อกลับไปเป็นเด็กดีในสายตาคนในชุมชนไม่ใช่วิธีการที่ยั่งยืน เพราะท้ายที่สุดแล้วเด็กก็จะหลุดออกมาเหมือนเดิม
โจทย์แรกของ สูรียา อาแว จึงเป็นการทำให้เด็กในพื้นที่นี้มีพื้นที่ปลอดภัยในการพัฒนาศักยภาพโดยไม่จำเป็นต้องเป็นโรงเรียน
“พี่เชื่อว่าน้องทุกคนมีดีในตัว แต่ไม่มีพื้นที่ให้เขาแสดงศักยภาพให้คนอื่นเห็น พอคนอื่นไม่เห็น บุคคลภายนอกก็มองว่าเป็นเด็กไม่เอาไหน”
แต่การสร้างพื้นที่ให้เด็กวางใจที่จะเข้ามาไม่ใช่เรื่องง่าย ในฐานะหน่วยการเรียนรู้การจัดการการศึกษาเชิงพื้นที่ (ABE) จึงไม่ได้มีแค่คณะทำงานเท่านั้น แต่ต้องประกอบไปด้วยกลไกอื่นๆ ในสังคมที่เรียกว่า 4 เสาหลัก คือ ผู้นำชุมชน ผู้นำศาสนา ฝ่ายท้องถิ่น รวมถึงแกนนำเด็กและเยาวชน

- เปิดโอกาสให้เด็กอยู่ในสายตา ผ่านกลไกศาสนา
ที่หมู่บ้านอูแบ การไม่ไปเรียนหรือเข้าไม่ถึงการศึกษา ไม่ใช่นิยามทั้งหมดของ ‘เด็กไม่ดี’ “เด็กไม่ดีคือเด็กที่หลงผิด เราไม่อยากให้เกิดสิ่งไม่ดีในหมู่บ้าน จึงต้องหันหน้าเข้าหาศาสนา” ดาโอะ ลาโฮยา โต๊ะอิหม่ามกล่าว
กลไกแรกที่สูรียาดึงเข้ามา คือ กลไกศาสนา สำหรับพื้นที่ที่ผู้คนนับถืออิสลามเกือบ 100% โดยใช้พื้นที่ตาดีกาที่เป็นโรงเรียนศาสนาในการจัดกิจกรรม และชวนโต๊ะอิหม่าม ผู้นำศาสนาเข้ามาทำงานกับเด็กด้วยการเติมความรู้ด้านศาสนา และเป็นกระบอกเสียงให้กับชุมชนว่า กิจกรรมที่เกิดขึ้นจะเป็นไปตามกรอบของศาสนาเพื่อสร้างความสบายใจให้กับคนในพื้นที่
ก่อนที่หน่วยจะจัดกิจกรรมให้กับเด็กในโครงการ วันธรรมดาของตาดีกาบาโงยือแรจะไม่มีคนเข้ามาในพื้นที่ เพราะเด็กไปโรงเรียน ส่วนวันเสาร์-อาทิตย์ที่มีการเรียนการสอน ก็จะมีแค่คนที่ตั้งใจมาเรียน กับผู้ปกครองที่เข้ามาส่งลูกหลานของตัวเองเท่านั้น สูรียาและคณะทำงานจึงตั้งใจทำให้พื้นที่ตาดีกากลายเป็นพื้นที่เปิดกว้างทำกิจกรรมร่วมกัน ให้ใครก็ได้เข้ามาใช้บริการ และชวนเด็กนอกระบบมามีส่วนร่วม
“เราพยายามเปิดพื้นที่ โดยไม่ใช่พื้นที่เฉพาะให้สอนศาสนาอย่างเดียว แต่เป็นพื้นที่เปิดกว้างทำกิจกรรมร่วมกัน หลังๆ อบต. จะจัดโครงการอะไรก็พยายามดึงเข้ามาจัดที่ตาดีกา และพี่ดึงเด็กเยาวชนนอกระบบไปมีส่วนร่วมในการทำกิจกรรม ให้เขามีกิจกรรมอย่างต่อเนื่อง”
ก่อนหน้านี้เด็กนอกระบบจะอยู่กระจัดกระจายเป็นกลุ่มเป็นแก๊ง บ้างก็ไปบิดมอเตอร์ไซต์เที่ยวไปเรื่อย บ้างก็อยู่ตามกระท่อม พอลูกไม่กลับบ้าน พ่อแม่ก็ไม่รู้ว่าลูกไปที่ไหน เกิดความกังวลมากมายตามมา ทั้งกลัวว่าลูกจะเกิดอันตราย เพราะเส้นทางกลับบ้านมีแต่ความมืด ไม่มีแสงไฟ ทั้งกลัวว่าลูกจะหันหน้าเข้าหายาเสพติด
พอเด็กนอกระบบถูกชักชวนมาช่วยงาน มาทำกิจกรรมในพื้นที่ตาดีกา ตลอดจนมานั่งเล่นไวไฟฟรีในพื้นที่นี้ ในขณะที่ห้องเรียนของตาดีกาก็เปิดสอนตามปกติ ทำให้เด็กทุกคน ‘อยู่ในสายตา’ โดยที่คนในชุมชนไม่จำเป็นต้องจ้องมองตลอดเวลา แต่รู้ว่าเด็กอยู่ที่ไหน

“เราเล่าให้ผู้ปกครองฟังว่า ดึกๆ ลูกเขามานั่งเล่นเกมตรงนี้นะ จากเมื่อก่อนที่ไปแว้นมอเตอร์ไซต์ในตัวเมือง เขาก็สบายใจว่าอย่างน้อยๆ ที่ตรงนี้ลูกเขาก็ไม่ยุ่งกับยาเสพติด เพราะลูกเขาเกรงใจเราที่เป็นครู ลูกเขาอยู่ในสายตาเรา” สูรียาเล่า
กิจกรรมในช่วงแรกจะเป็นกิจกรรมที่สร้างความผ่อนคลาย ที่แทรกเรื่องศาสนาเข้าไปอย่างไม่บีบบังคับให้เด็กค่อยๆ ซึมซับ และเมื่อติดใจ เด็กก็จะกลายเป็นฝ่ายเอ่ยปากถามถึงกิจกรรมครั้งต่อไปโดยที่ทีมพี่เลี้ยงไม่ต้องชวน
“จะดึงเด็กมาเรียนศาสนาเลยไม่ได้ มันจะกลายเป็นกับดักเพราะเขาไม่ชอบ เราเลยให้เขาทำกิจกรรมที่สนใจแล้วเอาศาสนาเข้าไปแทรกเพื่อให้เขาซึมซับ จะตัดศาสนาออกเลยก็ไม่ได้เพราะมันเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตเขา” สูรียาอธิบาย
หนึ่งในการเปลี่ยนแปลงที่เห็นชัดในสายตาคนในชุมชน โดยเฉพาะกับผู้นำศาสนา จึงเป็นการละหมาดที่เด็กๆ ไปละหมาดที่มัสยิดมากขึ้น เพราะถึงจะเป็นเรื่องเล็กๆ น้อยๆ แต่เมื่อก่อนเด็กไม่ดีของบ้านอูแบไม่ละหมาด ไม่ให้ความสนใจกับศาสนา การที่เห็นว่าเด็กละหมาดมากขึ้น มาทำกิจกรรมศาสนา มาทำกิจกรรมกับชุมชนมากขึ้น จึงเป็นการเปลี่ยนแปลงที่น่าชื่นใจ
“รู้สึกภูมิใจที่มีโครงการนี้ เพราะจากเมื่อก่อนเด็กที่ไม่รู้ศาสนา แต่งตัวก็ไม่ได้ดีเท่าไหร่ พอเข้าโครงการก็ดูสะอาด ดูเป็นผู้เป็นคนมากขึ้น มีวินัย ก็รู้สึกภูมิใจ และถ้าเป็นไปได้ก็อยากให้มีโครงการต่อไป” โต๊ะอิหม่ามกล่าว
พอเด็กๆ ที่มาทำกิจกรรมรู้สึกผ่อนคลายและสบายใจที่จะมาอยู่ในพื้นที่ตาดีกากับเพื่อนๆ และพี่เลี้ยง ทีมพี่เลี้ยงจึงเปิดโอกาสให้เด็กๆ เสนอสิ่งที่ตัวเองอยากทำ จนกลายมาเป็นร้านน้ำชาที่เป็นแลนด์มาร์คของเด็กในพื้นที่นี้ในยามค่ำคืน แทนที่คาเฟ่ในตัวเมืองที่ต้องบิดมอเตอร์ไซต์เป็นชั่วโมงกว่าจะไปถึง

บางคนอาจเรียกที่นี่ว่าพื้นที่ปลอดภัยที่เปิดโอกาสให้เด็กได้ทำกิจกรรมที่สนใจ และเปิดโอกาสให้เด็กเสนอสิ่งที่อยากทำ แต่พื้นที่แห่งนี้ยังเป็น ‘พื้นที่ถ่วงเวลา’ ที่อย่างน้อยก็ทำให้การมั่วสุมนอกสายตา กลับมาอยู่ในสายตาของผู้ใหญ่
“ที่นี่เป็นพื้นที่ถ่วงเวลาที่ใช้กับเด็กที่ติดยาเสพติด และเด็กที่ครอบครัวเสี่ยงติดยาเสพติด เมื่อก่อนเขาอยู่ในแหล่งยาเสพติด 12 ชั่วโมงเลย อยู่ตรงนั้นตั้งแต่ค่ำถึงเช้า เราดึงเขาพยายามคุยกับเขาว่ามาอยู่ตรงนี้นะ”
สูรียาเล่าว่า เด็กกลุ่มนี้ในช่วงแรกจะใช้เวลาอยู่ในตาดีกาแค่ชั่วโมงเดียว แต่พอมาบ่อยครั้ง เด็กก็เริ่มปรับพฤติกรรม พูดคุยกับเพื่อนและผู้ใหญ่รอบตัวมากขึ้น ใช้เวลาในตาดีกามากขึ้น ซึ่งเด็กหลายคนบอกกับพี่เลี้ยงว่า หากให้เลิกใช้ยาเสพติดโดยทันทีเป็นเรื่องยาก ขอพยายามด้วยการแบ่งเวลาให้กับพื้นที่ตาดีกามากกว่าพื้นที่ที่มียาเสพติด
“เขาบอกจะแบ่งเวลาให้เรามากกว่าอีกฝั่ง ยังไม่ได้เลิก แต่อยู่ในสายตาเรา มาให้เราได้มองเห็นเขา”
- จากใจกลางตาดีกา สู่ความร่วมมือจากรอบนอก
การสร้างพื้นที่สักพื้นที่หนึ่งให้คนสบายใจที่จะมาอยู่อย่างต่อเนื่องเป็นเรื่องยาก และยิ่งอยู่ภายใต้ข้อจำกัดที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ยิ่งยากไปกันใหญ่ สูรียาก็รู้สึกแบบนั้นเช่นกัน
การอยู่ภายใต้กฎหมายพิเศษทำให้การขยับตัวทำอะไรสักอย่างของคนในพื้นที่ เป็นเรื่องที่ต้องระมัดระวังเป็นพิเศษ โดยเฉพาะการรวมตัวกันของเยาวชน การทำกิจกรรมระหว่างชายหญิง หากไม่แยกผู้ปกครองจะไม่สบายใจที่จะให้เด็กนอกระบบเข้าโครงการ อีกทั้งอาจถูกมองว่าจะมีการปลุกปั่นหรือทำกิจกรรมไม่เหมาะสม ซึ่งหากฝ่ายความมั่นคงของรัฐมองว่าเป็นปัญหา ก็สามารถถูกยุติได้ตลอดเวลา ผู้นำจึงเป็นกระบอกเสียงสร้างความเชื่อมั่นกับบุคคลภายนอกว่า กิจกรรมที่ทำเด็กและเยาวชนนอกระบบได้ประโยชน์
ทำให้ในระยะที่สองของโครงการที่มีการขยายกลุ่มเป้าหมายเพิ่มเติมเป็นเด็กที่มีความเสี่ยงหรือเกี่ยวข้องกับยาเสพติด การชวนเด็กมาทำกิจกรรมเป็นเรื่องที่ยากมากขึ้น เพราะผู้ปกครองหลายบ้านไม่เห็นด้วยที่จะให้บุตรหลานของตัวเองเกี่ยวข้องกับเด็กมีปัญหากลุ่มนี้ แม้ว่าคนที่เข้าไปพูดคุยทำความเข้าใจและขอความเชื่อใจจะเป็นทีมพี่เลี้ยงที่เป็นคนในพื้นที่ก็ตาม

“มันเกิดการเหมารวมขึ้น เพราะพี่มีเด็กกลุ่มนึงที่ครอบครัวเขายุ่งเกี่ยวกับยาเสพติด เด็กไม่ได้ไปเรียน เสี่ยงต่อการติดยา ครอบครัวอื่นเลยสั่งห้ามไม่ให้ลูกเขาไปยุ่งกับบ้านนี้ เลยเกิดเสียงค้านขึ้นเพราะกลัวลูกหลานเขาจะไปยุ่งกับยาเสพติดด้วย”
ข้อมูลจากสำนักงานสาธารณสุขและแพทย์ในพื้นที่จังหวัดยะลาระบุว่า ในปี 2568 มีผู้เข้ารับการบำบัดเรื่องยาเสพติดอยู่ที่ประมาณ 2,000 – 3,000 คน แต่ สวท.ยะลา คาดว่า มีผู้ติดยาเสพติดกว่า 45,000 คน เพราะเป็นพื้นที่ที่มีการลำเลียงยาเสพติด
ปัญหายาเสพติดไม่ใช่ปัญหาของใครคนใดคนหนึ่ง และยิ่งเกิดขึ้นกับเด็กในชุมชน ยิ่งต้องอาศัยความร่วมมือจากหลายภาคส่วน สูรียาและคณะทำงานจึงต้องดึงฝ่ายปกครองและฝ่ายท้องถิ่น ที่ทำงานโดยตรงเกี่ยวกับปัญหายาเสพติดและความปลอดภัยเข้ามาผสานพลัง
“เราต้องสร้างความเข้าใจกับครอบครัวที่เด็กมาอบรมทำกิจกรรม คุยกับพ่อแม่ว่าเด็กคนนี้มาอยู่ในกิจกรรม ช่วงบ่ายก็ออกกำลังกายห่างไกลยาเสพติด กลางคืนมีกิจกรรมทำสิ่งดีๆ” ลาเต๊ะ อภิบาลแบ ผู้ช่วยฝ่ายปกครองอธิบาย
ส่วนเรื่องความปลอดภัย เมื่อกิจกรรมเกิดขึ้นในหมู่บ้าน หากมีปัญหาผู้นำในพื้นที่ต้องรับผิดชอบ ฝ่ายปกครองและท้องถิ่นจึงเข้ามาช่วยดูแลด้านความปลอดภัย ช่วยพูดคุยกับคนในชุมชนผ่านเสียงตามสาย และประสานหน่วยความมั่นคงของรัฐในทุกครั้งที่มีการจัดกิจกรรมขึ้น

การที่ท้องถิ่นให้ความสำคัญในการประชาสัมพันธ์กิจกรรม ทำให้หมู่บ้านข้างเคียงให้ความสนใจ โดยเฉพาะผลสำเร็จจากคาเฟ่ที่เกิดขึ้นในพื้นที่ตาดีกาบาโงยือแร ที่เปลี่ยนมุมมองว่า เด็กไม่ดีก็สามารถเปลี่ยนแปลงตัวเองได้ และอยากให้หน่วยขยายพื้นที่การทำงานเพื่อให้ลูกหลานของตัวเองได้มีส่วนร่วม
“ในฐานะผู้นำชุมชน ได้พูดคุยกับกำนันผู้ใหญ่บ้านแต่ละหมู่ เขาเห็นความแตกต่างเด็กบ้านอูแบกับเด็กบ้านอื่น สมัยก่อนเขาลือกันว่าเด็กบ้านอูแบเนี่ยมันดื้อ เป็นเด็กไม่ดี พอมามีโครงการนี้มีการเปลี่ยนแปลงเยอะ ผู้ใหญ่บ้านแต่ละหมู่อื่นก็ถามว่ามีกิจกรรมนี้ทำยังไง” ลาเต๊ะ อภิบาลแบ ผู้ช่วยฝ่ายปกครองเล่า
- เยาวชนเปลี่ยนแปลง ผู้ปกครองยินดี ชุมชนภูมิใจ
ในตอนนี้ พื้นที่ตาดีกา โรงเรียนศาสนาในชุมชนที่คนนอกมองว่าเข้าถึงยาก และเป็นสถานที่ที่คนในชุมชนเลือกจะไม่แวะเวียนมาหากไม่ได้สนใจที่จะเรียนศาสนา กลายเป็นพื้นที่เปิดกว้างให้คนในชุมชนเข้ามาใช้พื้นที่ กลายเป็นพื้นที่ที่สร้างความสบายใจให้กับคนในชุมชน รวมไปถึงเด็กในโครงการที่แวะเวียนเข้ามาอย่างต่อเนื่อง
บางคนก็เข้ามานั่งขับร้องอานาเซด ดีดกีตาร์ กับเพื่อนที่ร้านน้ำชาในทุกค่ำคืน เพราะร้านน้ำชาตั้งต้นมาจากความต้องการของเด็กที่อยากทำ เมนู การตกแต่ง และบรรยากาศจึงเป็นสิ่งที่เด็กในพื้นที่ชอบ
“พอเขามาร่วมกิจกรรมกับเราก็ให้เขาเต็มที่ อยากขับร้องอานาเซดเราก็ให้ จะกี่เพลงก็แล้วแต่เขา จนสุดท้ายบอกไม่ไหวแล้วเจ็บคอ แสดงว่าเขาเอ็นจอยสุดๆ โต๊ะอิหม่ามก็เห็นด้วย ชอบที่จะเห็นคนรุ่นใหม่กล้าแสดงออกมากขึ้น การขับร้องอานาเซดกับการเล่นกีตาร์บางทัศนะบอกว่าได้ ไม่ผิดหลักศาสนา” สูรียาเสริม
หรือทุกวันศุกร์ ที่นี่ก็จะมีการขายข้าวยำโดยกลุ่มเด็กผู้หญิงและพี่เลี้ยงหญิง เมื่อไหร่ที่มีการโพสต์ในกลุ่มเฟซบุ๊กบ้านอูแบว่าจะมีการขายข้าวยำ ชาวบ้านในชุมชนก็จะบิดมอเตอร์ไซต์เข้ามาจอดหน้าตาดีกาเพื่อซื้อข้าวยำไปรับประทาน บางครั้งก็มีการรับออเดอร์ขนมที่กลุ่มเด็กผู้หญิงได้ฝึกจากการร่วมกิจกรรมของหน่วยอีกด้วย

ซึ่งร้านข้าวยำ เกิดจากความตั้งใจที่จะให้เด็กผู้หญิงมีอาชีพแบบเดียวกับเด็กผู้ชายที่ทำร้านน้ำชา เพราะข้าวยำเป็นอาหารที่เด็กคุ้นเคย วัตถุดิบก็หาไม่ยาก มีอยู่ในพื้นที่ และเด็กผู้หญิงไม่สามารถรวมกลุ่มกับเด็กผู้ชาย โดยเฉพาะในยามวิกาลที่เด็กผู้ชายจะมานั่งรวมกลุ่มกัน การแยกร้านข้าวยำออกมาจึงเป็นกิจกรรมที่ทำให้ในชุมชนเห็นว่ามีการแบ่งหญิงชายอย่างถูกต้องตามหลักศาสนา
ทั้ง 2 กิจกรรมนี้ เป็นความสนใจและความตั้งใจของเด็กๆ ที่หน่วยไม่ได้บังคับว่าต้องทำ แต่ช่วยผลักดันผ่านทุนทรัพย์และองค์ความรู้ เพราะการส่งเสริมให้พวกเขาต่อยอดจากสิ่งที่สนใจ จะทำให้เด็กๆ มองเห็นตัวเองชัดขึ้น
พอเด็กมีพื้นที่ให้มาอยู่ในสายตา ค่อยๆ เปลี่ยนแปลงตัวเองให้เห็น พ่อแม่ก็เบาใจ
“เมื่อก่อนเวลาแม่ป่วย เขาไม่เคยเฝ้า แต่เดี๋ยวนี้เวลาแม่เข้าโรงพยาบาลหรือ ICU เขาจะไปดูแลตลอด ทั้งเช็ดตัวและช่วยเหลือทุกอย่าง” มาศีเต๊าะพูดทั้งน้ำตา
มาศีเต๊าะ สาเมาะ วัย 46 ปี แม่ของบุ๊ค (นามสมมติ) เยาวชนในโครงการเล่าว่า ก่อนรู้จักโครงการนี้ ลูกของตนจบแค่ชั้น ม.1 ลูกไม่สนใจที่จะเรียน อยู่บ้านก็ไม่พูดคุยกับคนในครอบครัว ใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับเพื่อน ต้องคอยโทรตามให้กลับบ้านเสมอ
ตอนแรกที่บุ๊คเข้าร่วมโครงการ มาศีเต๊าะก็กังวลเรื่องยาเสพติดเหมือนกับผู้ปกครองคนอื่นๆ แต่พอได้เห็นว่ากิจกรรมของหน่วยมีอะไรบ้างจากการอธิบายของผู้นำชุมชน ได้เห็นลูกหิ้วคาราเมลลาเต้กลับมาฝากจากร้านน้ำชาที่ทำกับเพื่อน ความวางใจจึงเพิ่มขึ้น
และในตอนนี้ ลูกของเธอน่ารักขึ้นมาก

“ภูมิใจในตัวเขา เขามีความคิดเป็นผู้ใหญ่มากขึ้น รู้หน้าที่ กลับบ้านเป็นเวลา มีความรับผิดชอบทางศาสนามากขึ้น ละหมาดสม่ำเสมอ หากพลาดก็จะละหมาดชดเชยเอง ถ้าเป็นเมื่อก่อนเขาจะปล่อยผ่าน” มาศีเต๊าะเล่าพร้อมรอยยิ้ม
สำหรับผู้ใหญ่ในชุมชน การที่เด็กไม่เอาไหนกลุ่มนี้กลายเป็นเด็กดี อาจมีเกณฑ์เป็นการละหมาด และการเข้าร่วมกิจกรรมของชุมชน เพราะเมื่อไหร่ที่มีการทำกิจกรรมวันสำคัญทางศาสนา เช่น งานอาชูรออ์ งานเมาลิดนบี หรือบ้านไหนแต่งงาน จะมี (อดีต) เด็กไม่ดีเป็นจิตอาสา ไปช่วยงานอย่างสม่ำเสมอ
แต่สำหรับเด็กกลุ่มนี้ สิ่งที่เปลี่ยนไป คือ การรู้จักตัวเองมากขึ้น การมีพื้นที่ให้เป็นตัวของตัวเอง และทักษะความรู้ที่มากขึ้น ที่ทำให้พวกเขากลับมาอยากเรียนรู้เพื่ออนาคตของตัวเองในฐานะส่วนหนึ่งของชุมชนอีกครั้ง
“อยากให้เรียนรู้ไปเรื่อยๆ ไม่อยากให้ทำตัวไร้สาระ หาความรู้ด้วยตัวเอง เข้าหาผู้ใหญ่ ค่อยๆ ไปถามผู้ใหญ่ในเรื่องที่เราอยากรู้” ซันกล่าว
