เรื่องของ ‘สิงโต’ ที่บอกเด็กชุมชนหนึ่งว่า “เราไม่ต้องเป็นอย่างที่สิ่งแวดล้อมสร้างขึ้นเสมอไป”

เรื่องของ ‘สิงโต’ ที่บอกเด็กชุมชนหนึ่งว่า “เราไม่ต้องเป็นอย่างที่สิ่งแวดล้อมสร้างขึ้นเสมอไป”

‘ตั้งแต่เกิดมาพวกเขาก็ถูกล้อมไว้หมดแล้ว’

‘คุณ’ กำลังนั่งบนโซฟาในคอนโด ‘คุณ’ กำลังกินข้าวกลางวันอยู่ที่ออฟฟิศ ‘คุณ’ กำลังนั่งหลังพวงมาลัยรถ ไถฟีดรอไฟเขียวตรงสี่แยก หรือ ‘คุณ’ กำลังอ่านบทความนี้ ขณะเบียดเสียดผู้คนบนรถไฟฟ้าในชั่วโมงเร่งด่วน

ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหน อยากชวน ‘คุณ’ หลับตา นึกภาพเด็กคนหนึ่ง ที่เมื่อ ‘เขา’ จำความได้ ก็เห็นยาเสพติดอยู่รอบตัว เห็นวงจรเสพยาค้ายาของคนใกล้ตัวเป็นเรื่องสามัญในชีวิต

‘เขา’ คือ …เด็กที่มีภาพตำรวจเข้ามาจับคนรู้จักในชุมชนเป็นความทรงจำวัยเยาว์

คือ …เด็กที่ยังไม่ทันเข้าวัยรุ่น เพื่อนวิ่งเล่นมาด้วยกันก็เริ่มเป็นเด็กเดินยา

คือ …เด็กที่เห็นวงจรเวียนเข้า-ออกทัณฑสถานเป็นส่วนหนึ่งของการเติบโต

คือ …เด็กที่เห็นงานส่งยาเป็นช่องทางหาเงินง่ายที่สุด เมื่อถึงวันอยากมีรายได้ของตัวเอง

คำถามคือ… ‘คุณ’ คิดว่าเมื่อเขาโตเป็นผู้ใหญ่ เด็กคนนี้จะอยากเป็นอะไร?

…ตำรวจ เภสัชกร หมอ พัศดี เจ้าพนักงานราชทัณฑ์ หรืออยากเป็นผู้พิพากษา?  

หรืออันที่จริงเขาควร ‘อัปเลเวลเป็นตัวท็อป’ ในแวดวงที่ตัวเองคุ้นเคยที่สุด?  

ยังไม่ต้องรีบตอบ เพราะเราอยากชวน ‘คุณ’ อ่านเรื่องของ ‘ม็อบ-โฟล์ค’ กับคณะสิงโตของเขา และเบื้องหลังการทำงานของหน่วยเรียนรู้ในโครงการหนุนเสริมทางวิชาการและการจัดการความรู้สำหรับการพัฒนาเด็กนอกระบบการศึกษา กสศ. ที่จะมาเผยบางมุมของชีวิต ในฐานะเด็กที่ตั้งแต่เกิดก็ถูกล้อมไว้ด้วยยาเสพติด และข้อค้นพบจากเวลาสามปีของการทำงานกับเด็กเยาวชนกลุ่มเสี่ยงในวงจรยาเสพติด

แล้ว ‘เรา’ ค่อยทบทวนไปด้วยกัน ว่าชีวิตหนึ่งที่เข้าไปเวียนวนอยู่ในวงจรนี้ เป็นเรื่องของตัวเขาคนเดียว หรือครอบครัวของเขา หรือสภาพแวดล้อมที่เขาเติบโตขึ้นมา …หรือมีใครบ้างที่มีส่วนร่วมกับเรื่องราวนี้?

‘โฟล์ค’ อายุ 25 กำลังยืนมองน้อง ๆ หวดกลองเปิดการแสดงเชิดสิงโต ตรงลานกลางแจ้งหน้าหอศิลป์ กทม. ในบรรยากาศเย็นวันเสาร์ของแยกปทุมวัน ที่ผู้คนออกมาใช้วันหยุดสบาย ๆ พร้อมเริ่มฉายภาพชุมชนของเขา

“พี่พอนึกออกไหมว่าสำหรับเรา แค่เกิดมาก็เห็นญาติพี่น้องโดนจับเพราะยา มีเพื่อนที่พ่อแม่ค้ายา พอเข้าโรงเรียนก็ต้องมีเพื่อนสักคนเป็นเด็กส่งยา แล้วพี่คิดว่าเราจะหนีพ้นหรือ”

โฟล์คพูดเบา ๆ แต่เสียงเขากลับแทรกทะลุเสียงกลองดังลั่น พาเราผ่านเข้าไปในตรอกแคบของชุมชนเก่าแก่ใกล้วัด หนาแน่นด้วยบ้านเรือน ผู้คน และซอกซอยเร้นลับ สถานที่ที่โฟล์คบอกว่าตั้งแต่เขาเกิดก็ถูกล้อมไว้ด้วยยาเสพติด จนช่วงวัยหนึ่ง เขาไม่รู้จักใครเลยที่ไม่ข้องเกี่ยวกับ ‘ยา’ ในทางใดทางหนึ่ง และชีวิตแบบนี้เองที่โฟล์คโตขึ้นมา จนวันหนึ่งปลายทางก็พาเขาไปหยุดที่ทัณฑสถาน

“ช่วงผมกำลังโต หันไปทางไหนก็มีแต่ยา” โฟล์คย้ำ แล้วเล่าต่อว่า “ผมเรียนแค่ ป.6 แล้วไม่ได้เรียนต่อ ตอนนั้นอยากหางานทำ อยากมีเงินใช้ จนเห็นเพื่อนหาเงินได้จากยา เราก็อยากได้บ้าง จากนั้นรู้ตัวอีกทีก็เข้าไปอยู่ข้างในเต็มตัวแล้ว ไม่ได้คิดเลยว่าจะต้องเอาตัวออกมา”   

ส่วน ‘ม็อบ’ อายุ 28 ที่มาจากชุมชนเดียวกันบอกว่า เขามีเส้นทางต่างไป เพราะ ‘ทุกอย่างเริ่มต้นที่บ้าน’ โดยตั้งแต่จำความได้ก็เห็นคนในครอบครัวพัวพันอยู่กับยาเสพติด การจะเข้าวงการนี้สำหรับเขาจึง ‘ง่ายแสนง่าย’  

เมื่อย้อนถึงวัยเด็ก เมโมรีของม็อบจึงไม่เคยมีเรื่องราวประเภท ‘วันแสนสุขในสวนสนุกครั้งแรก’ หรือ ‘ความประทับใจจากสนามเด็กเล่นที่รัก’ บันทึกไว้เลย      

“สำหรับผม ภาพรถตำรวจเข้ามาจับคนในชุมชนคือสิ่งคุ้นชิน เหมือนเป็นภาพความทรงจำของวันธรรมดา ๆ ตอนยังเป็นเด็ก หรือให้นึกถึงเพื่อนคนแรกในชีวิต ก็จะมีแต่คนที่ครอบครัวถอดแบบมาเหมือนกับเราเป๊ะ คือต้องมีญาติพี่น้องที่เกี่ยวข้องกับยาเสพติดอยู่สักคนสองคน”

แต่แม้โลกใบเดียวที่รู้จักในวัยเด็กเป็นอย่างนั้น ม็อบกลับไม่เคยคิดจะ ‘ข้ามเส้น’ ไปอีกฟากหนึ่ง เพราะเขาเจ็บปวดกับความทรงจำที่เห็นยาเสพติดพรากเอาคนใกล้ตัวของเขาไปคนแล้วคนเล่า ไม่ว่าคนในครอบครัว หรือเพื่อนพี่น้องในชุมชนที่เติบโตมาด้วยกัน ทั้งม็อบยังต้องสู้กับคำปรามาสที่ลอยมาเข้าหูทุกวัน ว่า ‘วันหนึ่งตัวเขาเองคงหนีไม่พ้นวงจรนี้’ นั่นยิ่งทำให้เขาอยากพิสูจน์ว่า “เราไม่ต้องเป็นอย่างที่สิ่งแวดล้อมสร้างขึ้นมาเสมอไป”

28 ปีผ่านมา ม็อบจึงไม่เคยแตะต้องยาเสพติด และยังตั้งมั่นว่าอยากเป็นส่วนหนึ่งของการยุติวงจรนี้ เพื่อไม่ให้มีเด็กคนไหนโตขึ้นด้วยความทรงจำแบบเดียวกับเขา

สิงโตน้อยสะบัดหาง เลื้อยผ่านผู้คน ไต่บันไดขึ้นทางเดินลอยฟ้าเหนือหอศิลป์ กทม. กระโดดโลดเต้น หยอกล้อผู้ชม หันกลับไปเล่นกับ ‘แป๊ะยิ้ม’ เจ้าของรอยยิ้มแห่งโชคลาภและความสุข ที่ผงกหัวอยู่ใกล้ ๆ  

…ม็อบพูดขึ้นว่า “วันนี้ชุมชนที่เราอยู่อาจไม่ได้เปลี่ยนไปเลย สิบยี่สิบปีจนผมเป็นผู้ใหญ่ ไม่มีใครทำให้ยาเสพติดหายไปได้ …แต่ตอนนี้ เรายังพอมีเกราะป้องกันให้เด็ก ๆ ได้บ้าง”

เขาหมายถึง ‘คณะสิงโต’ ที่เหมือนเป็น ‘ที่พักใจหลบภัย’ ของเด็กในชุมชน และคือที่ที่ทั้งม็อบและโฟล์คเชื่อว่า ทำให้ชีวิตมาได้ถึงตรงนี้

ม็อบกับโฟล์คที่วันนี้มีหน้าที่เป็นพี่เลี้ยงดูแลน้อง ๆ บอกว่าเรื่องราวของคณะสิงโตต้องย้อนกลับไปสิบกว่าปีก่อน ตอนพวกเขายังเป็นเด็ก ตอนที่การเชิดสิงโตยังเป็นแค่การละเล่นเลียนแบบ ของ ‘เด็ก ๆ ที่ไม่มีอะไรให้เล่น’

“สมัยตัวเท่าน้อง ๆ เราไม่มีของเล่น ไม่มีสนามดี ๆ ให้วิ่งเล่นกัน ก็เลยไปอาศัยเล่นกันในวัด แล้วความบันเทิงที่เข้าถึงง่ายที่สุดก็คือสิงโตที่มาเชิดให้ดูตรงลานวัด ความเป็นเด็กเราเห็นก็ตื่นเต้น พอดูบ่อยเข้า ก็อยากเล่นได้แบบพี่ ๆ เขาบ้าง เลยช่วยกันเอาถังสีมาตีแทนกลอง หาลังเบียร์มาทำหัวสิงโต ขโมยจีวรเก่าของหลวงพ่อมาทำหาง เลียนแบบท่าทางเชิดสิงโตกันประสาเด็ก เล่นกันอย่างนั้นทุกวัน จนมันกลายเป็นความสุขเดียวของการใช้เวลาร่วมกัน”

ม็อบย้อนมองช่วงเวลาที่เขาใช้คำแทนว่า คือ ‘จุดเปลี่ยนของชีวิต’ เพราะการเล่นสิงโตตามประสา ไม่เพียงพาสู่โลกจินตนาการ ช่วยให้หลบเร้นจากความจริงรอบตัวได้ชั่วคราว หากโชว์สิงโตสมมติที่เล่นกันตรงลานวัด ยังพาพวกเขาเข้าไป ‘อยู่ในสายตาของผู้ใหญ่ใจดี’ ในชุมชน ที่เห็นความสุขความสนุกความตั้งใจของเด็ก ๆ และอยากสนับสนุน แล้วจึงเริ่มจาก ‘หัวสิงโตของเล่นหนึ่งหัว’ ตามด้วยชุดเชิดสิงโตสำหรับเด็ก และกลองใบเล็ก ๆ ที่ทั้งหมดกลายมาเป็น ‘ต้นทางความฝัน’ ให้พวกเขาอยากออกไปแสดงให้คนดูจริง ๆ

“ตอนที่ได้หัวสิงโตครั้งแรก เรายิ้ม มองหน้ากัน แต่ละคนเหมือนอยากพูดออกมาว่า ‘นี่หัวสิงโตของจริงเว้ย’ จากนั้นก็มีกลอง มีชุดเชิดสิงโต ถึงจะเป็นของเด็กเล่น แต่มันทำให้พวกเราเริ่มเชื่อว่าถ้าตั้งใจซ้อมให้เก่ง โอกาสได้ออกแสดงจริงก็เป็นไปได้”

โฟล์คเอ่ยชื่อผู้ใหญ่ใจดีคนนั้นที่ม็อบอ้างถึง ว่าคือ ‘ลุงตี๋’ คนที่มองเห็นพวกเขา เข้ามาคุยกับพวกเขา และคอยบอกพวกเขาตั้งแต่ยังตัวเล็ก ๆ ว่า ถ้าชุมชนมีที่ให้เด็กเล่น มีกิจกรรมให้แสดงออก ที่ตรงนั้นจะปลอดภัยพอให้เด็ก ๆ ‘ฝัน’ ถึง ‘ชีวิตอื่น ๆ ที่เป็นไปได้’ และไม่เพียงคำพูด ลุงตี๋ยังเลือกลงมือสร้างพื้นที่นั้นขึ้นมา จนชุดสิงโตเด็กเล่นจากสำเพ็งวันนั้น ได้เปลี่ยนแปลงเส้นทางชีวิตของเด็กหลายต่อหลายคน ตลอดหลายปีผ่านมา    

แล้วหลังจากชุดพร้อม อุปกรณ์พร้อม เด็ก ๆ จึงได้แรงหนุนจากลุงตี๋ให้ออกเก็บเกี่ยวประสบการณ์กับคณะสิงโตรุ่นพี่ จนเริ่มมีโชว์ของตัวเอง พร้อมขยับเป็น ‘งานจริงจัง’ ของเด็กในชุมชน ที่ใช้ส่งต่อความฝันกันรุ่นสู่รุ่น

“ตอนเป็นเด็กเราไม่รู้อะไรหรอกครับ วัน ๆ คิดแค่อยากเล่น แล้วสิงโตก็คือความสุขของทุกคน จนเริ่มโต เราถึงเพิ่งคิดได้ว่าถ้าวันนั้นลุงตี๋ไม่มาถามว่าเราอยากทำอะไร ไม่หาของหางานมาให้ ผมว่าชีวิตเราคงเปลี่ยนไปอีกทาง ไม่ได้รอดมาเป็นผู้ใหญ่แบบนี้”     

โฟล์คจบประโยค และหันไปมองสิงโตน้อย ที่กำลังโลดเต้นกลับลงมาจากทางเดินลอยฟ้า รำพึงขึ้นว่า “แป๊บเดียวเองนะพี่ จากสิงโตหัวแรก ตอนนี้ผมเป็นพี่เลี้ยงไปแล้ว”

ขณะที่ม็อบอมยิ้ม เมื่อนึกถึงวันเก่า ๆ แล้วหันไปมองลุงตี๋ที่ยืนเล่าเรื่องราวของคณะสิงโตให้คนเดินผ่านไปมาฟัง บนเวทีแสดงที่ตั้งอยู่ตรงย่านเศรษฐกิจกลางเมืองหลวง …ที่ที่ไม่มีอะไรเหมือนกับ ‘บ้าน’ ที่พวกเขาเติบโตขึ้นมาเลย

ลุงตี๋ ผู้จุดประกายความฝันให้เด็ก ๆ

“เด็ก ๆ มีทั้งที่เรียนในโรงเรียนและคนที่หลุดออกมาแล้ว”

ม็อบพูดถึงสถานะทางการศึกษาของน้อง ๆ ในคณะสิงโต เพราะอยากย้ำให้เห็นชัดว่า ‘พื้นที่ปลอดภัย’ คือสิ่งที่ก่อนหน้านี้ ‘ไม่เคยมีสถาบันใดมอบให้พวกเขาได้’ ไม่ว่าบ้าน ครอบครัว ชุมชน หรือ ‘โรงเรียน’

ตัวม็อบเองเรียนในโรงเรียนแค่ชั้น ม.3 จนหลายปีต่อมาถึงต่อ สกร. จนได้วุฒิ ม.6 เขาชวนเราเข้าไปสำรวจ ‘ข้างใน’ โรงเรียนแห่งเดียวที่เคยผ่าน ว่า “โรงเรียนที่เราโตขึ้นมา คือสถานที่รวมเด็กกลุ่มเสี่ยงที่ถูกเอามามัดรวมกันไว้ แล้วต่างคนต่างก็พากันจมลงไป อย่างโรงเรียนที่ผมกับโฟล์คเรียน ก็คือทางเลือกสุดท้ายที่คนแถวนั้นจะส่งลูกหลานไปเรียน คือแค่เราเข้าไป เด็กผู้ชายจะประทับตราแล้วว่าต้องติดยาแน่ ๆ หรือถ้าเป็นเด็กผู้หญิงเขาก็จะมองว่าสักพักเดี๋ยวก็คงท้อง ไม่มีใครคิดหรอกว่าถ้าเราเรียนจบออกมา จะได้ไปสอบติดโรงเรียนดี ๆ”

โฟล์คเสริมว่า “อย่างที่บอกว่าเหมือนเราถูกล้อมไว้ทุกทาง ตั้งแต่พื้นฐานทุกอย่าง บ้าน ชุมชน หรือโรงเรียน มันแทบจะกำหนดไว้แล้วว่าเราไม่มีทางมีเพื่อนดี ๆ สังคมดี ๆ หรือสิ่งแวดล้อมดี ๆ ที่จะพาไปหาอนาคตดี ๆ ได้ พวกผมจึงไม่แปลกใจ ว่าเด็กที่เรียนมาด้วยกัน หลายคนจึงไม่พ้นเป็นอย่างที่เขาประทับตราเราไว้แต่แรก”

เมื่อประสบการณ์ทำให้ทั้งคู่เชื่อว่า โรงเรียนอาจมอบให้ได้เพียง ‘อนาคตในแบบที่ไม่มีเด็กคนไหนใฝ่ฝัน’ ม็อบ และ โฟล์ค จึงยิ่งตั้งใจให้ทุกช่วงเวลาในคณะสิงโต จะต้องช่วยหล่อหลอมน้อง ๆ ในชุมชนให้มองชีวิตอย่างซื่อตรง ทว่าไม่ยอมจำนนต่อสภาพแวดล้อมและข้อจำกัด พวกเขาใช้คณะสิงโตพาเด็ก ๆ เปิดโลก ให้แต่ละคนมองเห็นเป้าหมายของการเรียนรู้ หรือเส้นทางการประกอบอาชีพ ผ่านการค้นหาและค้นพบตัวเอง ไม่ว่าคนที่ยังอยู่ในรั้วโรงเรียน หรือหลุดมาแล้วจากระบบการศึกษา   

ส่วนกับโฟล์ค เขายิ่งเชื่อว่าการส่งต่อบทเรียนชีวิต คือภารกิจสำคัญในการลดความเสี่ยงของน้อง ๆ ที่กำลังเติบโตขึ้น และในฐานะคนที่เคยก้าวพลาด โฟล์คพยายามทุกทางให้น้อง ๆ ได้เรียนลัดจากประสบการณ์ของเขา เพื่อจะบอกว่า ทางใดที่เห็นคนเลือกเดินและล้มเหลวมาแล้ว ก็ไม่ควรมีใครย่ำซ้ำรอยอีก

“พวกเราอยากให้คณะสิงโตเป็นพื้นที่ให้น้อง ๆ เข้าใจตัวเอง ยอมรับมัน และเข้าใจว่าสังคมข้างนอกยังมีด้านอื่น ๆ อีกมากที่เขาไม่เคยเห็น เพื่อให้ความทรงจำจากตรงนี้เป็นแรงบันดาลใจให้แต่ละคนกล้าฝัน กล้าเดินต่อไป เพราะอีกไม่กี่ปี เด็ก ๆ พวกนี้ก็จะโตขึ้น และพ้นจากพวกเราไป และสำหรับผมในฐานะรุ่นพี่ ก็อยากให้ประสบการณ์ของตัวเองมีประโยชน์กับน้อง ๆ ในการเตือนให้เขาตัดสินใจกับทุกทางเลือกของชีวิตอย่างมีสติ ซึ่งหลายปีผ่านมา ผมก็ดีใจว่ามีเด็กที่มาบอกเราว่าเขาได้ไปเรียนต่อโรงเรียนดี ๆ มีงานดี ๆ ทำ แต่ที่ผมประทับใจที่สุดคือเวลามีน้องกลับมาบอกเราว่า ถ้าไม่มีคณะสิงโต เขาอาจหายไปตรงกลางทาง คงไม่ผ่านชีวิตมาได้ถึงตอนนี้”  

‘ถึงอยู่ท่ามกลางวงจรยาเสพติด เด็ก ๆ ก็ต้องมีพื้นที่ปลอดภัย’

จากมุมมองในพื้นที่ ชวนดูภาพกว้างของการจัดการความรู้สำหรับการพัฒนาเยาวชนนอกระบบการศึกษาในวงจรยาเสพติด โดย ‘ครูตูน’ วัชรพงศ์ พุ่มชื่น ทีมหนุนเสริมทางวิชาการ กสศ. เผยการทำงานที่เริ่มจากข้อมูลของหน่วยการเรียนรู้จากทั่วประเทศ ว่า จากราว 600,000 คนของเด็กที่ไม่มีรายชื่อในระบบการศึกษา (ปี 2569) มีถึงครึ่งหนึ่งที่เสี่ยงเข้าสู่วงจรยาเสพติด จากสาเหตุสำคัญ คือ ‘ไม่มีพื้นที่ปลอดภัย’ เพียงพอ โดยพื้นที่ปลอดภัยในที่นี้ หมายถึงพื้นที่เชิงกายภาพ ที่จะช่วยพาเด็กพ้นจากสิ่งแวดล้อมเดิมคือ บ้าน-ครอบครัว-ชุมชน ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นความเสี่ยง โดยเฉพาะสำหรับเด็กชุมชนเมือง

อย่างไรก็ตาม พื้นที่ปลอดภัยเชิงกายภาพจะเกิดขึ้นไม่ได้ หากไม่เริ่มจากขั้นแรกของการทำงานคือ ‘มองผ่านฉากหน้าของปัญหาให้เห็นเนื้อใน’ ว่าเด็กกลุ่มเสี่ยงในวงจรยาเสพติด ต้องต่อสู้กับความสัมพันธ์เชิงสังคม ที่ซ้อนทับด้วยปัญหาครอบครัว เศรษฐกิจ และสุขภาพจิต จนไม่อาจหาทางออกได้ด้วยตัวเอง

“เด็กเหล่านี้ต้องเผชิญกับ ‘สภาวะถูกมองไม่เห็น’ จึงต้องพยายามดิ้นรนด้วยตัวเอง เพื่อเอาตัวรอดจากสิ่งแวดล้อมที่เอื้อให้เข้าไปอยู่ในวงจรยาเสพติด ขณะที่การรับมือปัญหาที่ผ่านมา ล้วนมาจากวิธีคิดเชิงอำนาจ คือพอเราเจอเด็กติดยาก็จะถูกส่งไปบำบัด หรือเมื่อเจอเด็กที่เข้าไปพัวพันกับยาเสพติดในฐานะผู้ค้า เด็กจะถูกส่งเข้ากระบวนการทางกฎหมาย ซึ่งวิธีเหล่านี้พิสูจน์แล้วว่าไม่ได้ผล ทั้งยิ่งผลักเด็กให้รู้สึกโดดเดี่ยวลำพังจนยิ่งถลำลึก และกลายเป็นชนวนให้เกิดอาชญากรรมอื่นตามมา”   

‘เรา’ ต้องเชื่อว่าถ้าเด็กได้รับโอกาสและรู้สึกปลอดภัย ‘เขา’ จะเปลี่ยนเส้นทางชีวิตได้

ครูตูนพูดถึงการค้นพบ ‘หัวใจของการทำงาน’ จากต้นแบบการดูแลเด็กกลุ่มเสี่ยงในหลากบริบทพื้นที่ ว่าเมื่อชุมชน ‘มองเห็น-รับฟัง’ พร้อมเดิมพันด้วยความเชื่อมั่นว่า ‘ถ้าเด็กได้รับโอกาส และรู้สึกปลอดภัยพอ เขาจะเปลี่ยนเส้นทางชีวิตได้’ แล้วเมื่อนั้นวิธีการที่เหมาะสมกับพื้นที่หรือสถานการณ์เฉพาะจึงตามมา   

“งานของเราเริ่มจากคณะทำงาน ที่ต้องเชื่อก่อนว่าไม่มีเด็กคนไหนต้องการเข้าไปอยู่ในวงจรยาเสพติดตั้งแต่ต้น จากนั้นเปลี่ยนวิธีการเป็น มองหาเพื่อมองเห็น ก่อนขยับเข้าใกล้ทีละนิด และเปิดใจรับฟังเด็กโดยไม่รีบร้อนตัดสิน ซึ่งจะพาไปสู่ความเข้าใจในเงื่อนไขสถานการณ์ ว่าเด็กคนหนึ่งเข้าไปอยู่ในความเสี่ยง หรือไปอยู่ตรงใจกลางวงจรยาเสพติดได้อย่างไร เพราะถ้าไม่มีข้อมูลนี้ เราก็ไม่มีทางรู้ว่าต้องทำยังไงถึงจะดึงเขาออกมาได้”

หลักคิดการทำงานลักษณะนี้คือ ‘มุ่งให้โอกาส ไม่ใช่พิพากษาตัดสิน’ ซึ่งหมายถึงเมื่อพบเด็กคนหนึ่ง กระบวนการจัดการเรียนรู้จะเริ่มทันทีโดยไม่รอให้เด็กพ้นหลุดจากความเสี่ยงโดยสมบูรณ์

ครูตูน วัชรพงศ์ พุ่มชื่น ทีมหนุนเสริมทางวิชาการ กสศ.

“การตัดวงจรยาเสพติด เราทำงานขนานกันระหว่างการดูแลบำบัด พร้อมกับค่อย ๆ พาเขาออกมาจากจุดเสี่ยงทีละนิด ใครเป็นผู้เสพผู้ค้าก็มาหาทางออกด้วยกัน ตรงพื้นที่ที่ไม่มีการตัดสิน ด้วยกลุ่มคนใกล้ชิดที่เด็กเชื่อใจ ไว้ใจ และเชื่อว่าคือผู้ให้คำแนะนำปรึกษาที่จริงใจกับเขาจริง ๆ”

ครูตูนยกตัวอย่างคณะสิงโตของม็อบกับโฟล์ค ที่มี ‘จุดเปลี่ยนจากผู้ใหญ่หนึ่งคน’ มองเห็นการขาดความพร้อมของเด็กในชุมชน และพาตัวเข้าไปรับฟังและส่งมอบโอกาส ด้วยทุนจำนวนไม่มาก ทว่าผลลัพธ์กลับยิ่งใหญ่พอจะเปลี่ยนชีวิตของเด็กรุ่นหนึ่ง ก่อนลงรากหยั่งลึกส่งต่อถึงคนอีกรุ่น กระทั่งเด็กชุมชนหนึ่งกล้ามองอนาคต โดยไม่ยอมจำนนต่อสภาพแวดล้อมอีกต่อไป

“นี่คือการสร้างพื้นที่ปลอดภัยในชุมชน โดยคนในชุมชน ที่จะบอกกับน้อง ๆ สิงโตตัวเล็ก ๆ เหล่านี้ว่า ถึงยังไม่อาจพาตัวเองออกจากความเสี่ยงได้ แต่ใกล้ ๆ เขายังมีที่ที่เข้าไปได้ทุกเวลา ที่ที่เขาจะได้พูด ได้ออกความเห็น ได้ฟังเรื่องราวของเพื่อนพี่น้องที่เติบโตมาจากที่เดียวกัน แล้วถึงตรงนั้นเราก็ไม่จำเป็นต้องพูด แต่พวกเขาจะรับรู้ได้ว่า ไม่มีใครกำลังต่อสู้อยู่เพียงลำพัง”  

ครูตูนจบประโยค พร้อมคณะสิงโตน้อยปิดการแสดง เด็ก ๆ เริ่มเก็บอุปกรณ์ บางคนเปลี่ยนชุด บางคนออกวิ่งเล่นตรงลานกิจกรรมทั้งเครื่องแบบเชิดสิงโต

…แล้วเมื่อถอดหัวสิงโตออก พวกเขาก็กลับกลมกลืนไปกับผู้คน ที่ออกมาเดินเตร็ดเตร่สบาย ๆ ในช่วงหัวค่ำของวันเสาร์ …อย่างไม่มีอะไรให้แยกออกจากกันได้เลย

ทีนี้ ก็ถึงเวลาที่ ‘คุณ’ ต้องตอบคำถามที่ทิ้งไว้ช่วงต้น ว่าเมื่อโตเป็นผู้ใหญ่ ‘เขา’ จะอยากเป็นอะไร?


*เรียบเรียงจากบทสัมภาษณ์ในงาน ‘ปรากฎการณ์ของการปรากฏกาย’
วันที่ 4 กรกฎาคม 2569 ณ หอศิลป์กรุงเทพฯ (BACC)