ทุกคนเห็นตรงกันว่าปัญหาเรื่องการศึกษาไทยควรได้รับการแก้ไข ทั้งในแง่คุณภาพและความครอบคลุมถึงเด็กทุกคน มีนโยบายการศึกษาเกิดขึ้นใหม่ตลอดเวลาหลังการปฏิรูปการศึกษาเกือบสามทศวรรษ แต่เวลาก็ผ่านพ้นไปโดยที่เกิดความเปลี่ยนแปลงในเชิงรูปธรรมน้อยกว่าที่คาดหวังกันไว้ ในขณะที่ประเทศไทยก็กำลังเดินเข้าสู่วิกฤตรายได้และวิกฤตประชากร การยกระดับทุนมนุษย์ด้วยการศึกษาจึงเป็นเรื่องที่สำคัญอย่างยิ่ง
รายงานการศึกษาจากหลายองค์กรทั้งในและต่างประเทศยังชี้ไปในทิศทางเดียวกันว่าปัญหาเหลื่อมล้ำทางการศึกษายังมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น และเป็นปัจจัยหลักที่ฉุดรั้งศักยภาพและเศรษฐกิจของสังคมไทย เมื่อมาดูที่รายละเอียดของประเด็น ปัญหาไม่ได้อยู่ที่ประเทศไทยขาดความตั้งใจหรือการขาดแคลนงบประมาณ แต่อยู่ที่ความไม่ต่อเนื่องทางนโยบาย และขาดกลไกเชิงสถาบันที่ทำงานจนเกิดความสำเร็จเป็นรูปธรรมได้
ต่อประเด็นนี้ หนึ่งในภาคส่วนที่สำคัญกับการสร้างความเปลี่ยนแปลงคือฝ่ายนโยบายและนิติบัญญัติ เนื้อหาในบทความนี้คือการร่วมกันหาคำตอบว่า เราจะทำอย่างไรให้การปฏิรูปการศึกษาเดินหน้าได้อย่างยั่งยืนและมีความต่อเนื่องทางนโยบาย ไม่ว่าสภาะทางการเมืองและสังคมจะอยู่บนความไม่แน่นอนเพียงใด เพื่อไม่ให้เด็กไทยตกหล่นท่ามกลางคลื่นลมแห่งความไม่แน่นอนนี้ และนำไปสู่การสร้างทุนมนุษย์ที่มีคุณภาพในอนาคต
เดินหน้า 5 นโยบายแรก เพื่อปลดล็อกความต่อเนื่องของการพัฒนาการศึกษาไทย
“การแก้ปัญหาความไม่ต่อเนื่องในการศึกษาไทย สิ่งสำคัญที่ต้องยอมรับประการแรก คือปัญหาในปัจจุบันไม่ได้เกิดจากการขาดแคลนนโยบายที่ดี แต่เกิดจากการที่นโยบายที่ดีไม่สามารถดำเนินงานได้อย่างต่อเนื่องจนตลอดรอดฝั่ง ประเทศจึงจำเป็นต้องแยกความต่อเนื่องของนโยบายออกจากความต่อเนื่องของตัวบุคคลให้ได้”
ดร.ธีราภา ไพโรหกุล ที่ปรึกษาของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ กล่าวในวงเสวนา ‘จากงบประมาณรายปี สู่การลงทุนในทุนมนุษย์ที่ยั่งยืน นวัตกรรมเชิงนโยบายและกลไกนิติบัญญัติใหม่เพื่อลดความเหลื่อมล้ำและสร้างอนาคตประเทศ’ ในงานสัมมานาทางวิชาการ Equity Forum 2026 ถึงประเด็นความไม่ต่อเนื่องของนโยบายการศึกษา ซึ่งสอดคล้องกับข้อมูลที่ว่าประเทศไทยมีการเปลี่ยนตัวรัฐมนตรีบ่อยครั้ง โดยรัฐมนตรีกระทรวงศึกษาธิการมีเวลาทำงานเฉลี่ยเพียงคนละ 10-11 เดือนเท่านั้น สาเหตุจากความผันผวนทางการเมือง
ทั้งนี้ ดร.ธีราภา ชี้ว่าการจะเริ่มต้นสร้างความต่อเนื่องทางนโยบายการศึกษา ต้องเริ่มจากการปักธงนโยบายก่อน โดยนโยบายที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการประกาศไว้มีห้าประการ ประกอบด้วย
1.การลดภาระงานครูเพื่อคืนครูสู่ห้องเรียน
2.การปรับปรุงสูตรการจัดสรรงบประมาณเพื่อแก้ไขความเหลื่อมล้ำเป็นรูปแบบที่อิงตามความต้องการจริง (Need-Based)
3.การยกระดับหลักสูตรให้เท่าทันโลก
4.การสร้างความปลอดภัยในสถานศึกษา
5.การผลักดันพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติฉบับใหม่
ในแง่กระบวนการทำงานและความสำคัญของนโยบายแต่ละข้อ ดร.ธีราภาให้สัมภาษณ์เพิ่มเติมว่า ห้านโยบายนี้มีความสำคัญเท่ากันทั้งสิ้น แต่จุดที่แตกต่างคือการแบ่งระยะการทำงานเป็นเป้าหมายระยะสั้น ระยะกลาง และระยะยาว โดยนโยบายที่เดินหน้าทำได้ทันทีคือ การลดภาระงานครูเพื่อคืนครูสู่ห้องเรียน ซึ่งเริ่มต้นทำระยะที่หนึ่งไปแล้ว

“เรามีการยกเลิกโครงการที่ดึงเวลาของคุณครูไปทำอย่างอื่นที่ไม่ใช่การสอน ตอนนี้เรายกเลิกไปแล้วเจ็ดโครงการ กําลังเข้าสู่ระยะที่สองที่จะมีการยกเลิกการประเมินซ้ำซ้อนของครูที่ใช้เอกสารเยอะมาก อันนี้เราถือว่าเป็น quick win ทำได้ทันที”
ในเป้าหมายระยะสั้นนี้ยังมีนโยบายการสร้างความปลอดภัยในสถานศึกษา รวมอยู่ด้วย โดย ดร.ธีราภาระบุว่าเป็นนโยบายที่ต้องทำต่อยอดไปเรื่อยๆ
“เวลาเราพูดว่า ‘โรงเรียนเป็นพื้นที่ปลอดภัย’ เราพูดถึงทั้งในสองมิติคือ (1) มิติเชิงกายภาพ คือเรื่องของโครงสร้างพื้นฐานในโรงเรียน เช่น ถนนหนทาง ความปลอดภัยของอาคาร ความปลอดภัยของระบบไฟฟ้า ฯลฯ และ (2) มิติเชิงสุขภาพจิต คือเรื่องสภาวะทางจิตใจของเด็กและคุณครู เรามีการจัดตั้งศูนย์พิทักษ์สิทธิและเสรีภาพที่ครอบคลุมการดูแลตั้งแต่นักเรียนและคุณครูในสถานศึกษา ตอนนี้หากมีปัญหาเกิดขึ้นเราก็ลงไปแก้ปัญหาทันที” ดร.ธีราภาลงรายละเอียด
นอกจากนี้ยังมีส่วนของนโยบายในระยะสั้น/ระยะกลางที่กำลังอยู่ในกระบวนการ คือ การปรับปรุงสูตรการจัดสรรงบประมาณเพื่อแก้ไขความเหลื่อมล้ำเป็นรูปแบบที่อิงตามความต้องการจริง (Need-Based) โดยกระทรวงฯ ตั้งเป้าไว้ว่าต้องการรื้อสูตรงบประมาณให้เสร็จภายในไตรมาสที่ 4 ของปี 2569 โดยการทำงานอย่างใกล้ชิดกับสภาการศึกษาและ กสศ.
“เราต้องการเปลี่ยนจากงบประมาณรายหัวเป็นการอิงตามความต้องการจริง เวลาบอกว่าจ่ายงบประมาณตามรายหัว ฟังแล้วเหมือนจะดูดีเพราะได้เท่ากันทุกคน แต่จริงๆ แล้วมันไม่เป็นธรรม เพราะท้ายที่สุดแล้ว โรงเรียนขนาดเล็กหรือโรงเรียนห่างไกล เขามีความต้องการมากที่สุด งบประมาณจึงควรไปลงที่เขา แต่จำนวนนักเรียนเขาน้อย จำนวนคุณครูไม่พอ อยู่ในพื้นที่ห่างไกล งบจึงน้อยตามไปด้วย ในขณะที่โรงเรียนขนาดใหญ่ได้งบเยอะเพราะจำนวนนักเรียนเยอะ กลายเป็นงบที่เท่ากันแต่ไม่เท่าเทียม เราจึงปักธงไว้ว่าต้องได้สูตรจัดสรรงบประมาณใหม่ภายในไตรมาส 4 ของปี 2569” ดร.ธีราภากล่าว
ยังเหลืออีกสองนโยบายซึ่งเป็น ‘งานช้าง’ ที่อยู่ในเป้าหมายการทำงานระยะยาวคือ การยกระดับหลักสูตรให้เท่าทันโลก และ การผลักดันพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติฉบับใหม่ โดย ดร.ธีราภาระบุว่า การปรับหลักสูตรอาจใช้เวลาพอสมควร และคงไม่สามารถปรับหลักสูตรได้ทีเดียวทั้งประเทศ ทั้งนี้มีการวางเป้าหมายว่าต้องการปรับหลักสูตรไปสู่ฐานสมรรถนะ ปัจจุบันมีการเริ่มต้นนำร่องไปแล้ว 4,000 กว่าโรงเรียนในระดับปฐมวัยและประถมศึกษา

“ตอนนี้เรากําลังวัดผลว่าใน 4,000 กว่าโรงเรียน ส่วนไหนได้ผล ส่วนไหนไม่ได้ผล และเราต้องปรับปรุงพัฒนาส่วนไหนบ้าง เราค่อยๆ ปรับตามระยะเวลาและความเหมาะสม หรืออย่างในพื้นที่นวัตกรรมการศึกษา (education sandbox) ที่มี พ.ร.บ.รองรับ ก็มีการทำงานอย่างต่อเนื่อง เรื่องไหนทำได้ก็ทำก่อน แล้วจึงมาวัดผลกัน” ดร.ธีราภา กล่าว ก่อนลงรายละเอียดถึงแนวคิดการปรับหลักสูตรให้เท่าทันโลกว่า
“หลักสูตรต้องอัปเดตให้สอดคล้องกับบริบทสังคม เปลี่ยนจากการให้เด็กท่องจำไปสู่การสอนให้เด็กคิดเป็น สื่อสารเป็น ปฏิบัติเป็น ถ้าหลักการตรงนี้ยังยืนอยู่ การออกแบบหลักสูตรต่อมาไม่ว่าจะผ่านไปกี่รัฐบาลก็จะยังยืนอยู่บนแกนนี้”
ต่อมาที่นโยบายสุดท้ายซึ่งถือเป็น ‘ตัวหลัก’ และต้องใช้ระยะเวลานานพอสมควรคือเรื่อง พ.ร.บ.การศึกษาฉบับใหม่ ดร.ธีราภากล่าวว่าทีมทำงานขีดเส้นระยะเวลาทำงานไว้ที่สองปี และมีการวางแผนการดำเนินงานอย่างชัดเจน โดยตอนนี้มีการตั้งอนุกรรมการร่างกฎหมายขึ้นมาแล้ว และเปิดให้มีกระบวนการรับฟังและคุยกับกลุ่มผู้มีส่วนได้ส่วนเสียคู่ขนานกันไปด้วย เพื่อนำข้อมูลที่ได้จากการคุยแลกเปลี่ยนไปปรับปรุงร่างกฎหมายก่อนผลักดันเข้าสภา
“ถ้าเราทำห้าข้อนี้สำเร็จ อย่างน้อยเราก็มีหลักให้จับไว้แน่นในการทำนโยบายการศึกษา” ดร.ธีราภากล่าวสรุป
วางปรัชญา ปรับกลไก และมีเจตจำนงทางการเมือง: หัวใจของความเปลี่ยนแปลง
การสร้างความเปลี่ยนแปลงเชิงนโยบาย จำเป็นต้องมีการเคลื่อนไปพร้อมกันทั้งระบบ นอกจากฝ่ายบริหารแล้ว อีกหนึ่งฝ่ายที่สำคัญคือฝ่ายนิติบัญญัติ ที่เข้ามามีส่วนสำคัญในการจัดสรรงบประมาณและออกกฎหมาย
ดร.อมรศักดิ์ กิจธนานันท์ รองประธานคณะกรรมาธิการการศึกษา การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม วุฒิสภา (สว.) อธิบายถึงกลไกการทำงานของกรรมาธิการวุฒิสภาว่า มีความแตกต่างจากของสภาผู้แทนราษฎร (สส.) โดยสภาผู้แทนราษฎรมีการแยกเป็นสองคณะ คือ คณะกรรมาธิการการศึกษาที่กำกับดูแลงานส่วนของกระทรวงศึกษาธิการ และคณะกรรมาธิการอีกคณะที่ดูแลงานของกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) แต่ในส่วนของวุฒิสภานั้นรวมงานทั้งสองกระทรวงอยู่ในคณะกรรมาธิการเดียวกัน คือคณะกรรมาธิการการศึกษา การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ข้อดีคือทำให้เกิดการเชื่อมโยงงานได้ตลอดกระบวนการเรียนรู้ของเด็กจากระดับปฐมวัยถึงอุดมศึกษาอย่างต่อเนื่อง
ทั้งนี้ เรื่องการจัดสรรงบประมาณที่เหมาะสมเป็นหนึ่งใน ‘หัวใจ’ ของการพัฒนาการศึกษาไทย จึงจำเป็นต้องพัฒนากลไกการทำงานของฝ่ายนิติบัญญัติที่มีอำนาจในการดูแลงบประมาณให้เหมาะสม ต่อประเด็นนี้ ดร.อมรศักดิ์ อธิบายให้เห็นความแตกต่างระหว่าง สส. กับ สว. ว่า วุฒิสภาไม่มีอำนาจในการตัดลดงบประมาณ โดยมีเพียงอำนาจในการเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบสิ่งที่สภาผู้แทนราษฎรเสนอเท่านั้น แต่ทั้งนี้วุฒิสภาสามารถตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับงบประมาณได้ เช่น การประเมินว่างบประมาณส่วนใดน้อยหรือมากเกินไป รวมถึงเสนอแนวทางการปรับปรุงแก้ไข โดยที่การตั้งข้อสังเกตนั้นจะได้รับการบันทึกอย่างเป็นระบบ เพื่อใช้ในกระบวนการปรับแก้ต่อไป
“โจทย์หลักในการทำงานเรื่องการศึกษา แบ่งออกเป็นสองส่วน คือ (1) ด้านงบประมาณ คือจะทำอย่างไรให้การพัฒนาการศึกษามีความยั่งยืนและงบไม่ถูกตัดทอนมากไปนัก ไม่เช่นนั้นจะเกิดความไม่แน่นอนและไม่ต่อเนื่อง เพราะความเสมอภาคต้องอาศัยความต่อเนื่องด้วย และ (2) ด้านกฎหมายหรือนโยบาย ซึ่งตามธรรมชาติทางการเมือง นโยบายมักจะถูกเปลี่ยนเมื่อมีการเปลี่ยนรัฐบาลหรือรัฐมนตรี เพราะฉะนั้นสิ่งที่มีความแน่นอนที่สุดคือกฎหมาย เราจึงต้องทำให้เกิดเป็นมาตรการที่มีผลบังคับเชิงกฎหมาย โดยเฉพาะการเป็น พ.ร.บ. ที่มีการเปลี่ยนแปลงยาก จะช่วยให้เกิดความแน่นอนและต่อเนื่องของการดำเนินการ” ดร.อมรศักดิ์ กล่าว
ดร.อมรศักดิ์ ยังกล่าวอีกว่า ในเรื่องงบประมาณด้านการศึกษาให้กับโรงเรียนต่างๆ นั้นจำเป็นต้องมีการพิจารณาสูตรการจัดสรรงบประมาณใหม่ เนื่องจากปัจจุบันยังคงใช้หลักการคำนวณตามรายหัว โดยไม่ได้ประเมินจากความต้องการที่แท้จริงหรือโจทย์ของโรงเรียนจริงๆ
“หากพิจารณาได้ว่าโจทย์ของเราคืออะไร รูปแบบการจัดสรรงบประมาณก็จะแตกต่างออกไป เช่น ประเทศฟินแลนด์มีโจทย์หลักเรื่องความเสมอภาค เขาต้องการทำให้โรงเรียนมีความเสมอภาคกันโดยใช้แนวคิดการสร้างความพร้อมให้กับผู้เรียน รัฐบาลจึงจัดสรรงบประมาณไม่เท่ากัน เช่น มีการสนับสนุนเพิ่มเติมแก่โรงเรียนที่มีผู้พิการร่วมเรียน หรือการจ้างครูในอัตราพิเศษจูงใจครูไปสอนโรงเรียนเขตชนบทที่อยู่ห่างไกล ซึ่งประเทศไทยก็ควรพิจารณาว่าหลักที่ใช้ในการจัดสรรงบประมาณคืออะไร เพื่อมุ่งหวังผลลัพธ์ใดในการศึกษา เป็นเรื่องหลักคิดเชิงปรัชญาในการจัดการศึกษา” ดร.อมรศักดิ์ยกตัวอย่าง

นอกจากนี้ ดร.อมรศักดิ์ยังชี้ว่า การจัดสรรงบประมาณการศึกษาในปัจจุบันมีการแบ่งตามกระทรวง แต่ยังไม่มีการจัดสรรงบบูรณาการเพื่อการศึกษาโดยเฉพาะ หากสามารถปรับเปลี่ยนกลไกในส่วนนี้ได้จะช่วยขับเคลื่อนการทำงานได้ดีกว่าเดิม และยังได้เชื่อมโยงถึงการจัดทำร่างพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติที่รัฐบาลกำลังดำเนินการอยู่ว่าควรส่งเสริมการศึกษาที่ยืดหยุ่นและการเรียนรู้ตลอดชีวิต และการลดความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงการศึกษาที่มีคุณภาพ โดยแนวทางที่กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) ได้ดำเนินงานไว้หลายเรื่องนั้นถือเป็นต้นแบบที่ดี แม้ว่าอาจยังคงมีข้อติดขัดบ้าง แต่หากได้รับการแก้ไขเชิงโครงสร้างจะสามารถช่วยสนับสนุนระบบการศึกษาได้อย่างมีประสิทธิภาพ
เมื่อถามถึงภาพการศึกษาไทยในอนาคต และความเป็นไปได้ที่จะมีความต่อเนื่องทางนโยบายโดยไม่ขึ้นอยู่กับความไม่แน่นอนทางการเมือง ดร.อมรศักดิ์ตอบว่า “ถ้าเราทำเหมือนเดิมก็ไม่มีทางเปลี่ยนแปลง”
คำว่า ‘เหมือนเดิม’ ในที่นี้ หมายถึงไม่มีกลไกใหม่เข้าไปบังคับให้ระบบเดินหน้าอย่างต่อเนื่อง ไม่ขึ้นกับผู้บริหารหรือรัฐมนตรีที่เปลี่ยนไปตามวาระ
“ถ้าเราอยากเห็นความต่อเนื่อง เราต้องออกแบบกลไกใหม่หรือใส่บางอย่างเข้าไปในกลไก เช่น ออกแบบสูตรการคำนวณงบประมาณ ฯลฯ กระทรวงศึกษาร่วมมือกับสำนักงบเพื่อคุยเรื่องการจัดสรรงบประมาณการศึกษา และถ้าเราอยากให้เกิดเสถียรภาพในการทำงาน เราก็ต้องใส่เข้าไปในระเบียบซึ่งแน่นอนว่าคือกฎหมาย เช่น พ.ร.บ.การศึกษา ข้อดีคือถ้าใส่เข้าไปแล้วมันจะ ‘อยู่ยาว เปลี่ยนยาก’ เพราะฉะนั้นถ้าสิ่งไหนที่เราคิดว่าดีและอยากให้เปลี่ยนยาก เราก็ต้องผลักดันให้เป็น พ.ร.บ.” ดร.อมรศักดิ์ลงรายละเอียด
เมื่อถอยมามองในภาพใหญ่ ดร.อมรศักดิ์ชี้ว่าการจะเปลี่ยนแปลงนโยบายให้สำเร็จต้องเกิดจากการมี 1. คนผลักดันสำคัญที่พูดประเด็นเดิมสม่ำเสมอจนสังคมสนใจและยอมรับ 2.จังหวะเวลาที่เหมาะสมที่เกิดหน้าต่างนโยบาย (policy window) ที่ฝ่ายการเมืองตอบรับข้อเสนอของผู้เชี่ยวชาญแล้วนำไปใช้เป็นนโยบายจริง
“ถ้าหน้าต่างเปิดเมื่อไหร่ เรามีแนวทางพร้อม เมื่อมีการนำเสนอแนวคิดเหล่านี้ในจังหวะที่ฝ่ายการเมืองต้องการ ก็มีโอกาสสูงที่เขาจะรับ แต่ท้ายที่สุดแล้วก็ต้องย้อนไปที่เจตจำนงทางการเมืองและความแข็งแกร่งของฝ่ายบริหารด้วยที่จะเป็นตัวขับเคลื่อนสำคัญ” ดร.อมรศักดิ์ระบุ ทั้งนี้ยังกล่าวต่อว่า มีอีกหนึ่งปัจจัยที่สำคัญ แต่เกิดขึ้นได้ยากสำหรับเรื่องการศึกษา คือ ‘กระแสสังคม’ ที่ต้องรณรงค์ร่วมกันหลายฝ่ายจนเกิดความต้องการการเปลี่ยนแปลงร่วมกันของสังคม จนสามารถกดดันไปถึงการเมืองได้
ทั้งนี้ ดร.อมรศักดิ์ ทิ้งท้ายถึงการวางปรัชญาเรื่องการศึกษาว่า “ในแวดวงการศึกษาเราน่าจะชวนกันคิดว่าอะไรคือปรัชญาการศึกษาของไทย และประเด็นใดที่ฝ่ายนิติบัญญัติควรร่วมหารือและผลักดันเข้าสู่สภาผู้แทนราษฎร เพื่อจัดลำดับความสำคัญของประเทศให้เกิดความต่อเนื่องในการดำเนินนโยบาย และกำหนดแกนหลักที่สังคมไทยจะยึดถือร่วมกัน ซึ่งหนึ่งในแกนหลักนั้นควรมีเรื่อง ‘ความเสมอภาค’ อยู่ด้วย” ดร.อมรศักดิ์กล่าวสรุป
สู่การพัฒนาทุนมนุษย์
พ้นไปจากนโยบายการศึกษาที่กล่าวถึงข้างต้น สิ่งสำคัญที่เป็นฐานรากของปัญหานั้นเชื่อมโยงไปถึงเรื่องทางเศรษฐกิจด้วย ประเทศไทยติดอยู่ใน ‘กับดักรายได้ปานกลาง’ มาแล้วกว่าสี่ทศวรรษ แม้ในช่วงเวลาที่ผ่านมาประเทศไทยจะมีการขยายตัวของคนชั้นกลางและผู้มีรายได้สูงเพิ่มขึ้นมากมายเป็นประวัติการณ์ แต่ในขณะเดียวกันก็ยังมีประชากรไทยหลายล้านครัวเรือนที่ยังติดอยู่ใน ‘กับดักความยากจนข้ามรุ่น’ ซึ่งนั่นยิ่งทำให้ความเหลื่อมล้ำถ่างกว้างอย่างยากจะคืนกลับ
รายได้เฉลี่ยของประชากรไทยตอนนี้ ห่างจากเป้าหมายการเป็นประเทศรายได้สูงอีกกว่าร้อยละ 40-50 ซึ่งเราอาจต้องใช้มากกว่า 20 ปี ในการเดินทางไปสู่จุดนั้น

ในช่วงวิกฤตแห่งกับดักรายได้นี้ เราก็กำลังเผชิญอีกวิกฤตหนึ่งพร้อมกันคือ ‘วิกฤตประชากร’ โดยในปัจจุบันมีประชากรไทยเกิดใหม่ต่อปีเกือบไม่ถึงปีละสี่แสนคน จากเดิมเคยเกิดมากกว่าปีละหนึ่งล้านคนในช่วง 40 ปีที่ผ่านมา ดังนั้นจึงกล่าวได้ว่า ประเทศไทยตอนนี้กำลังเข้าสู่ภาวะ ‘เกิดน้อย สูงวัย และยากจน’
ท่ามกลางเรือที่โคลงเคลงอย่างน่ากังวลใจนี้ ทางออกสำคัญที่จะพาเราแก้ปัญหานี้ได้คือการลงทุนพัฒนาคนหรือ ‘ทุนมนุษย์’ (human capital) อย่างเสมอภาค เพื่อพาเราออกจากเส้นทางสู่ความล้มละลายเชิงโครงสร้างในมิติเศรษฐกิจ สังคม และเสถียรภาพทางการเงินการคลังของประเทศในระยะยาว ในขณะเดียวกันก็ต้องไม่ลืมว่า เด็กทุกคนมีความต้องการและลักษณะเฉพาะของตัวเอง ดังนั้นการส่งเสริมการเรียนรู้ที่เหมาะกับเด็กทุกคนจึงเป็นเรื่องที่ต้องทำไปควบคู่กัน โดยตระหนักอยู่เสมอว่าเด็กทุกคนล้วนเป็นมนุษย์ที่มีหัวใจ
ต่อประเด็นนี้ก็เป็นเรื่องที่กระทรวงศึกษาธิการกำลังพยายามขับเคลื่อนอย่างเต็มกำลัง ดร.ธีราภา ไพโรหกุล ที่ปรึกษาของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ กล่าวว่า หากสร้างการเปลี่ยนแปลงเชิงนโยบายทั้งหมดที่กล่าวมานี้ได้ ก็สามารถนำไปสู่การพัฒนาทุนมนุษย์ที่มีคุณภาพได้
“เวลาเราพูดถึงทุนมนุษย์ มันไม่ใช่แค่เรื่องของการศึกษา แต่ทุนมนุษย์ผูกกับแทบทุกอย่างและเกี่ยวข้องกับหลายกระทรวงมาก” ดร.ธีราภา เปิดประเด็น โดยขยายความว่าในปัจจุบันประเทศไทยมีอัตราการเกิดน้อยและกำลังเข้าสู่สังคมสูงวัยเต็มรูปแบบ ดังนั้นสิ่งที่ต้องทำคือการพัฒนาคุณภาพทุนมนุษย์ให้ได้มากที่สุด เพื่อสอดรับกับการขับเคลื่อนทางเศรษฐกิจ
“นโยบายที่เราพูดมาทั้งหมดห้านโยบายถือเป็นจุดเริ่มต้นในการปักธงเพื่อยกระดับให้คนทุกช่วงวัยเป็นคนที่มีคุณภาพและมีทักษะที่ตอบโจทย์ตลาดแรงงานทั้งในประเทศและระดับโลก แต่ทั้งนี้เราไม่ได้กำลังบอกว่าตลาดแรงงานต้องการอาชีพอะไร แล้วเราต้องผลิตคนออกมาตามนั้นแบบเป๊ะๆ แต่ทักษะที่เราให้ความสำคัญคือซอฟต์สกิล ที่ช่วยให้เขานำไปประยุกต์ใช้กับช่วงชีวิตต่างๆ ของเขาได้
“นี่คือเหตุผลว่าทำไมเราจึงให้ความสำคัญกับหลักสูตรฐานสมรรถนะ โดยสลัดกรอบของรายวิชาออกไป และให้ความสำคัญกับการศึกษาแบบยืดหยุ่นซึ่งเกี่ยวข้องกับแนวทางที่ กสศ. กำลังขับเคลื่อนอยู่ด้วย นี่จึงเป็นที่มาของการทำ พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติฉบับใหม่ที่ยืนอยู่บนฐานของการศึกษาที่ยืดหยุ่น และยึดหลักการศึกษาตลอดชีวิต (lifelong learning)” ดร.ธีราภา ทิ้งท้าย