ที่ตึกภักดีบดินทร์ ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย กล่าวภายหลังการมอบรางวัล Prime Minister’s Thailand Zero Dropout Plus Awards ประจำปี พ.ศ. 2569 ว่า ขอแสดงความยินดีกับทุกท่านที่ได้รับรางวัลในวันนี้ ซึ่งท่านได้พิสูจน์แล้วว่า เมื่อทุกภาคส่วนร่วมมือกัน เราก็สามารถเปลี่ยนชีวิตของเด็กและเยาวชน ตลอดจนเปลี่ยนอนาคตของประเทศได้
“รัฐบาลให้ความสำคัญกับความเสมอภาคทางการศึกษา โดยเชื่อว่าทรัพยากรที่สำคัญที่สุดของชาติคือศักยภาพของพี่น้องประชาชน ประเทศที่เจริญก้าวหน้าหรืออยู่ในระดับที่พัฒนาแล้วในโลก ล้วนลงทุนกับคนอย่างต่อเนื่องในทุกมิติ ไม่ว่าจะเป็นการพัฒนาคุณภาพชีวิตของครอบครัว การเสริมพัฒนาการตั้งแต่ปฐมวัย การศึกษา การวิจัย และการพัฒนาทักษะ ตลอดจนการเรียนรู้ตลอดชีวิต”
นายกรัฐมนตรี ฯ กล่าว
นายอนุทิน กล่าวอีกว่า ประเทศไทยจึงต้องลงทุนด้านทุนมนุษย์ในทุกมิติและทุกช่วงวัย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในวัยศึกษาเล่าเรียนที่เราต้องช่วยกันแก้ไขปัญหาเด็กและเยาวชนที่หลุดออกจากระบบการศึกษาให้หมดไป เพราะเด็กที่หลุดจากระบบการศึกษานั้น ไม่เพียงแต่หลุดออกจากห้องเรียนเท่านั้น แต่ยังหลุดออกจากโอกาสหลายประการในชีวิตอีกด้วย
ด้วยเหตุนี้ รัฐบาลจึงได้ดำเนินการสานต่อนโยบาย Thailand Zero Dropout โดยยกระดับสู่ Thailand Zero Dropout Plus ซึ่งไม่ได้มุ่งเพียงแต่จะพาเด็กกลับเข้าสู่ห้องเรียนเท่านั้น แต่ต้องพาพวกเขาไปสู่อนาคตที่มั่นคง มีทักษะที่เป็นความต้องการของตลาดแรงงานต่าง ๆ และสามารถประกอบอาชีพได้อย่างมีคุณภาพ เพื่อเป็นกำลังในการพัฒนาประเทศต่อไป
“ผมรู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้ทราบว่า จากความร่วมมือของทุกภาคส่วน จำนวนเด็กและเยาวชนนอกระบบการศึกษาได้ลดลงจากกว่า 1 ล้านคน เหลือประมาณ 600,000 คน ซึ่งถือว่าในช่วงเวลาเพียง 2–3 ปีที่เราได้ดำเนินนโยบาย สามารถลดจำนวนเด็กเหล่านี้ลงได้เกือบครึ่งหนึ่ง ถือเป็นผลลัพธ์ของการลงมือทำอย่างจริงจัง และเป็นข้อพิสูจน์ว่า เมื่อสังคมไทยร่วมมือกัน พวกเราก็สามารถสร้างการเปลี่ยนแปลงที่เป็นรูปธรรมได้”
นายอนุทิน กล่าว
ผมขอกราบขอบพระคุณท่านนายกรัฐมนตรี เศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี คนที่ 30 ของประเทศไทยอีกครั้ง ที่ได้เป็นผู้ริเริ่มนโยบายนี้นะครับ ต้องขอขอบพระคุณท่านประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ซึ่งได้นำนโยบายนี้มาสานต่ออย่างต่อเนื่อง และพลตำรวจเอก เพิ่มพูน ชิดชอบ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ในฐานะประธานคณะกรรมการ Thailand Zero Dropout Plus รวมทั้งต้องขอขอบพระคุณท่านผู้ว่าราชการจังหวัด หัวหน้าส่วนราชการทุกหน่วยงานที่ร่วมกันขับเคลื่อนจนเกิดผลเป็นรูปธรรม และได้เห็นต้นแบบการทำงานที่ควรแก่การยกย่อง
หัวใจสำคัญคือการทำงานร่วมกันอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ระดับนโยบายจนถึงระดับพื้นที่ ดังนั้น
“ผมจึงขอให้ท่านผู้ว่าราชการจังหวัดทุกจังหวัด ในฐานะประธานคณะกรรมการระดับจังหวัด ได้บูรณาการทุกหน่วยงานเพื่อค้นหาเด็กเป็นรายบุคคล เชื่อมโยงความช่วยเหลือ ติดตามอย่างต่อเนื่อง และช่วยกันปลดล็อกทุกอุปสรรคที่ขัดขวางการเรียนรู้ของเด็ก”
นายกรัฐมนตรี กล่าว
นายอนุทิน กล่าวา ขอฝากให้เหล่านายกเหล่ากาชาดจังหวัดและคู่สมรสของผู้ว่าราชการจังหวัด ช่วยสนับสนุนคู่ชีวิตของท่านในการทำสิ่งที่ดี เพราะท่านดำรงตำแหน่งนายกเหล่ากาชาด ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการดูแลเด็กและครอบครัวอย่างใกล้ชิด ทั้งด้านความเป็นอยู่ สุขภาพ บริการและการคุ้มครองทางสังคม ถือเป็นการให้บริการทางสังคม และเป็นการทำ CSR หรือจิตอาสารูปแบบหนึ่ง ซึ่งพวกเราทุกคนมีความพร้อมและมีความเต็มใจอยู่แล้ว
“อยากจะขอเชิญชวนภาคเอกชนให้เข้ามามีส่วนร่วมในการช่วยกันลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา เพราะสิ่งที่ช่วยกันนี้ถือเป็นการลงทุนระยะยาว เนื่องจากการช่วยให้เด็กคนหนึ่งได้รับการศึกษา มีทักษะ มีงานทำ และมีโรงเรียนเรียน เท่ากับการเพิ่มกำลังคนที่มีคุณภาพให้กับประเทศ” นายกรัฐมนตรีฯ กล่าวและว่าขอแสดงความยินดีกับผู้ที่ได้รับรางวัลในวันนี้เป็นอย่างยิ่ง และขอให้ทุกท่านได้เห็นว่า รางวัลเหล่านี้เป็นแรงบันดาลใจ เป็นสิ่งแสดงความชื่นชมยินดี ตลอดจนความเคารพศรัทธาในความมุ่งมั่นตั้งใจของท่านจนนำมาสู่ความสำเร็จ แต่จุดนี้ยังไม่ใช่จุดสิ้นสุดของภารกิจที่เรามีร่วมกัน เพราะอนาคตของชาติขึ้นอยู่กับเด็กและเยาวชน และอนาคตของเด็กและเยาวชนนั้นไม่ได้ขึ้นอยู่กับใครคนใดคนหนึ่ง แต่เป็นหน้าที่ของคนทั้งสังคมที่ต้องร่วมกันประคับประคอง เพื่ออนาคตของประเทศไทยที่เข้มแข็งและยั่งยืน