“เราตอบได้ไหมนะ…ความฝันคือเป็นผู้พิพากษา จริงๆ เพราะอยากพิสูจน์ให้ที่บ้านเห็นว่าหนูทำได้ เพราะที่บ้านไม่ค่อยเชื่อในตัวหนู อย่างพอลองถามพ่อแม่ว่าตรงนี้หนูทำได้ไหม พ่อแม่ก็จะบอกว่าทำไม่ได้หรอก เวลาหนูพูดอะไรมักจะไม่ค่อยฟัง บ้านหนูชอบซ้ำเติม ตอนนี้มีปัญหาอะไรหนูเลยไม่ค่อยบอกครอบครัว”
‘นับ’ สุนิสา ตอบ หลังหันไปถามแฝดน้อง ‘ตน’ สุนิตา เมื่อได้รับคำถามว่า ‘ความฝันตอนนี้ของตัวเองอะไร’ เหมือนกับตนที่ยังคงกระอักกระอ่วนเมื่อตอบคำถาม
“หนูอยากเป็นทนาย เพราะว่าหลานค่อนข้างอยู่ในสังคมที่เสี่ยงยาเสพติด หนูอยากเป็นทนายความเพราะอยากช่วยปรับปรุงหลาน”
ความอึดอัดปรากฏขึ้นในดวงตาของทั้งคู่วัย 17 เพราะเธอก็ไม่รู้ว่าวันนี้ ‘สิทธิที่จะได้ฝัน’ นั้นมีมากน้อยแค่ไหน หลังจากที่บ้านขอร้องให้ทั้งคู่ออกจากโรงเรียนตอน ม.2 เพราะความจน และต้องใช้ชีวิตอยู่ในความว่างเปล่าเกือบ 3 ปี แทนที่จะได้วิ่งตามความฝันในห้องเรียนแบบคนอื่นเขา จวบจนปีนี้ในวัยที่ควรจบมัธยมปลาย นับและตน ได้กลับเข้ามาเรียนอีกครั้งในชั้น ม.4

ก้าวออกจากรั้วโรงเรียน
นับและตน รู้ดีว่าสิ่งที่เกิดขึ้นกับชีวิตตัวเองคงไม่มีใครอยากให้เกิดถ้าที่บ้านมีเงินมากพอ สำหรับครอบครัวที่มีฐานะพร้อม ‘การศึกษา’ อาจเป็นเส้นทางตรงสายที่เด็กทุกคนเดินไปตามช่วงวัยอย่างราบรื่น แต่สำหรับครอบครัวนับและตน ในจังหวัดสตูล การส่งลูกเรียนหนังสือกลับเป็นเหมือนการแบกรับต้นทุนชีวิตที่หนักอึ้ง
ย้อนกลับไปตอนอายุ 14 ปี ทั้งคู่เรียนในโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาควบคู่สามัญแห่งหนึ่ง
“ตอนนั้นเครียดค่ะ มันไม่สนุกกับการเรียนเท่าไหร่ ด้วยความที่เราเป็นเด็กหลังห้อง พอยกมือถามครูก็ไม่ค่อยสนใจ จะสนใจแต่เด็กหน้าห้องมากกว่า” นับตอบ
สภาพแวดล้อมในห้องเรียน ไม่ได้เอื้อให้พวกเธอรู้สึกสนุกกับการเรียนรู้เท่าไร นับกับน้องสาว พร้อมเพื่อนๆ ส่วนหนึ่งเลยกลายเป็นเด็กหลังห้อง ที่มีผลการเรียนติดลบ
“พ่อกับแม่บอกว่าไม่มีเงินแล้วนะ จะเอายังไง แล้วหนูก็มีปัญหาเรื่องการเรียนด้วย เรียนไม่ค่อยทันเพื่อน ชอบโดดบ่อยๆ ติด ร เยอะ พอเป็นแบบนี้ก็เลยได้ออกจากโรงเรียนทั้งคู่ ก็รู้สึกเสียใจ กับรู้สึกเสียดายที่ไม่ได้เรียนแล้ว”
วิกฤตการเงินในครอบครัวใหญ่ที่มีพี่น้องถึง 7 คน ที่ทั้งคู่เป็นลูกคนสุดท้อง พ่อและแม่วัยใกล้ 60 ปี มีอาชีพรับจ้างกรีดยางตอนกลางคืน มีรายได้ที่ไม่แน่นอนเพียงวันละ 200-300 บาทเท่านั้น
อาชีพรับจ้างกรีดยางในตอนกลางคืนของพ่อและแม่ ไม่ใช่การเป็นเจ้าของสวนเอง รายได้จึงขึ้นอยู่กับหยาดเหงื่อและสภาพดินฟ้าอากาศ ในคืนที่ฝนตกก็ขาดรายได้ วันไหนโชคดีก็ได้เงินกลับมา ซึ่งเมื่อนำมาหารเฉลี่ยกับปากท้องของคนในบ้านและหลานๆ อีกหลายชีวิต เงินจำนวนนี้แทบไม่พอกับค่ากับข้าวในแต่ละวัน
นับจำได้ดีว่ามะ (แม่) เดินมาพูดด้วยความจำใจว่า “ตอนนี้มะยังไม่มีเงินเลย เดี๋ยวรอให้มะมีเงินก่อนได้ไหม” ทั้งคู่รู้ดีว่าในความเป็นจริง คำว่า ‘รอให้มีเงิน’ ของมะ มันช่างห่างไกลเหลือเกิน และเมื่อบวกกับความกดดันในห้องเรียนที่พวกเธอมักถูกมองข้ามเพราะเป็นเด็กหลังห้อง สุดท้ายทั้งคู่จึงตัดสินใจเดินออกจากระบบการศึกษาตอนจบ ม.2 ทันที เพราะรู้ดีว่าเงินทุกบาทที่จ่ายเป็นค่าเทอมหมายถึงปากท้องของคนทั้งบ้านที่ต้องประหยัดลง

มรดกความจนที่ได้รับ
โลกของนับและตน ที่เคยใช้ชีวิตส่วนใหญ่อยู่ในห้องเรียน ถูกพลิกมาเป็นโลกแห่งการทำมาหากินเพื่อแบ่งเบาภาระครอบครัวในทันทีตลอด 3 ปีที่หลุดออกจากระบบ
“เหนื่อยค่ะ เหนื่อยกว่าการเรียนมากๆ” ทั้งคู่ประสานเสียงเมื่อพูดถึงช่วงเวลา 3 ปีที่หายไป
นับ ไปช่วยพี่สาวขายปลาหมึกย่างและลูกชิ้นย่างที่หน้าเซเว่น รูทีนชีวิตเริ่มต้นตั้งแต่ช่วงเย็น อยู่กับไอร้อนของเตาไฟจนถึงสี่ทุ่ม
“หนูนอนตีสองเป็นเรื่องปกติเลย ตื่นอีกทีสิบโมง แล้วร้านปิดสี่ทุ่ม กลับบ้านมาพักผ่อนร่างกาย นอนเล่นโทรศัพท์จนถึงตีสอง”
ส่วนตน รับหน้าที่แบ่งเบาภาระงานบ้านทั้งหมด คอยล้างจาน ดูแลความสะอาด และช่วยเลี้ยงหลานอยู่ที่บ้านเพื่อประหยัดค่าใช้จ่ายในการจ้างคนดูแล
รายได้วันละ 200-300 บาทที่นับหามาได้จากการขายของ และเงินไม่เกินร้อยบาทที่ตนใช้ซื้อของกินในเซเว่น กลายเป็นวงจรชีวิตที่พวกเธอคิดว่านี่คงคือทั้งหมดของชีวิตแล้ว
“ยอมรับว่าเครียด แล้วก็เบื่อๆ ช่วงนั้นหนูไม่ค่อยพูดกับใคร อย่างพี่ยังได้ไปร้านขายของ แต่หนูอยู่บ้าน ไม่ค่อยไปไหน” ตนบอก

เมื่อครอบครัวคือกำแพง
ทั้งคู่ยอมรับว่าความยากจนไม่เพียงแต่พรากโอกาสในการเรียนรู้ แต่ยังพรากช่วงเวลาที่ควรจะได้วิ่งเล่น พรากสังคมเพื่อนฝูง โดยเฉพาะตนที่ต้องอยู่บ้านตลอดเวลา
แถวบ้านที่อาศัยอยู่ ปัญหายาเสพติดรายล้อมจนกลายเป็นเรื่องปกติในสายตา หลานชายของพวกเธอเคยถูกจับกุมจนต้องขึ้นศาลเยาวชน นี่เลยเป็นที่มาความฝันของตน ที่อยากเป็นทนาย และข้างๆ กันนับก็อยากเป็นผู้พิพากษา
“คือลึกๆ หนูอยากทำให้ตรงข้ามกับสิ่งที่พ่อพูด พ่อเป็นคนที่เก่ง แบบเก่งจนไม่ค่อยฟังใครเลย เขาถือว่าเขาเป็นหัวหน้าครอบครัวใหญ่ที่สุดของบ้าน”
นับพูดแบบตรงไปตรงมาถึงครอบครัวของตัวเอง
“เพราะบางครั้งหนูอยากทำอันนี้ อยากเป็นอันนี้ แต่พ่อกับแม่ไม่ให้ เวลาหนูพูดอะไรมักจะไม่ค่อยฟัง บ้านหนูชอบซ้ำเติม ตอนนี้มีปัญหาอะไรหนูเลยไม่ค่อยบอกครอบครัว”
นับและตนรู้สึกตรงกันว่า บ้านเป็นพื้นที่ปลอดภัยให้ได้เพียงแค่ 50% เท่านั้น เพราะเวลาที่พวกเธอมีความฝัน หรืออยากลองทำอะไรใหม่ๆ มักจะไม่ได้รับความเห็นชอบ หรือคำชื่นชมจากพ่อแม่ แต่กลับได้รับคำพูดที่บั่นทอนความมั่นใจแทน โดยเฉพาะตนที่อยากเป็นทนายความ และโดนพ่อแม่ปรามาสไว้ว่าคงทำไม่ได้
คำพูดบั่นทอนความฝันจากครอบครัวไม่ได้เกิดขึ้นกับแค่ครอบครัวของนับและตน
อัพดอล-อัพดอล พงค์สวัสดิ์ ผู้รับผิดรับโครงการกลไกชุมชนสู่การสร้างพื้นที่ปลอดภัยที่เอื้อต่อการเรียนรู้ของเด็กและเยาวชนนอกระบบการศึกษา จังหวัดสตูล โดยการสนับสนุนของกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) อธิบายสถานการณ์ที่เด็กในพื้นที่สตูลเจอว่าที่นี่มักมีวัฒนธรรมเงียบในบ้าน เพราะถ้าผู้ปกครองไม่ฟังเสียงเด็กดีๆ เสียงนี้ก็จะไม่ได้ยิน และถ้าไม่ได้ยินบ่อยๆ มันก็จะไม่พูดออก

โอกาสที่สองของชีวิต
ในวัย 17 ปี นับตนได้กลับเข้ามาเรียนโรงเรียนอีกครั้ง จุดเปลี่ยนสำคัญเริ่มต้นขึ้นเมื่อแกนนำเครือข่ายเยาวชน ‘เมล็ดพันธุ์เกตรี’ ชักชวนพวกเธอเข้ามาร่วมกิจกรรมของกลุ่ม ‘The GUERRILLA’ โครงการกลไกชุมชนสู่การสร้างพื้นที่ปลอดภัยที่เอื้อต่อการเรียนรู้ของเด็กและเยาวชนนอกระบบการศึกษา จังหวัดสตูล โดยการสนับสนุนของกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.)
นับและตนได้ฟังประสบการณ์เรื่องราวชีวิตจากเพื่อนๆ และรุ่นพี่ โดยเฉพาะบทเรียนเรื่องพิษภัยของยาเสพติด ซึ่งเป็นสิ่งระบาดหนักในชุมชนที่พวกเธออาศัยอยู่ มันกลายเป็นเกราะป้องกันทางความคิดและจุดประกายความฝันที่อยากจะมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น
อีกด้านหนึ่งโรงเรียนอันซอเรียะห์อัดดีนียะห์ โรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลามควบคู่สามัญ เป็นโรงเรียนการกุศลที่เข้าร่วมโครงการกลไกชุมชนสู่การสร้างพื้นที่ปลอดภัยที่เอื้อต่อการเรียนรู้ของเด็กและเยาวชนนอกระบบการศึกษาจังหวัดสตูล เพื่อเปิดโอกาสให้เด็กที่หลุดจากระบบการศึกษาได้กลับมาเรียนอีกครั้ง
หลังจากนั้น กาศมา นาคกระวัศ ผู้อำนวยการโรงเรียน พร้อมด้วยทีมงาน สุกรี นาคกระวัศ ผู้จัดการโรงเรียน ได้เดินทางมาเคาะประตูบ้านเพื่อชวนพวกเธอกลับเข้าสู่ระบบโรงเรียนอีกครั้ง

“ตอนแรกหนูวิ่งหนีไปหลังบ้านเลยค่ะ หลบหน้า ผอ. ตลอด เพราะไม่อยากคุยเรื่องเรียน มันยากมากที่จะกลับไปหลังจากหลุดไปตั้งสองสามปีแล้ว”
แต่คนที่ซัพพอร์ตและดึงมือให้เดินหน้าต่อก็คือมะที่เอ่ยปากขอร้องลูกสาวว่า
“ไม่อยากให้ลูกต้องมากรีดยางรับจ้างเหมือนมะ มันลำบากและไม่แน่นอน ทนอีกนิดนึงเดี๋ยวก็ชิน”
ควบคู่ไปกับพลังของความเป็นฝาแฝดที่นับบอกว่า
“ถ้าไม่มีน้องมาด้วย หนูก็ไม่มา แต่อย่างน้อยจับมือมาเจออะไรที่ไม่รู้ด้วยกัน มันก็ทำให้กล้าสู้”
แม้จะมีความขัดแย้งในใจหรือรู้สึกอึดอัดกับท่าทีของพ่อ แต่อุดมการณ์ลึกๆ ของนับในการกลับมาเรียนหนังสือครั้งนี้ ส่วนหนึ่งคือเธออยากจะเติบโตขึ้นไปเป็นคนที่มีความรู้เท่าทัน เพื่อที่จะสามารถหันหน้ากลับมาคุยกับพ่อด้วยเหตุและผลในฐานะผู้ใหญ่คนหนึ่งได้
“หนูอยากเอาความรู้ที่แท้จริงไปคุยกับพ่อเพราะเขาไม่เคยฟังใครเลย”
ขณะเดียวกัน ตน เองก็อยากใช้ความสำเร็จในอนาคตเพื่อพิสูจน์ให้พ่อเห็นว่าพวกเธอทำได้
“หนูก็อยากพิสูจน์ให้เขารู้ว่าสมองหนูก็ถึง ยังไงหนูก็เป็น (ทนาย) ให้ได้ค่ะ”
ถ้าโรงเรียนยืดหยุ่นมากพอ
ปัจจุบัน นับและตนกลับเข้ามาเรียนในชั้น ม.3 และกำลังเข้าสู่ ม.4 ได้ประมาณ 4 เดือนแล้วที่โรงเรียนอันซอเรียะห์อัดดีนียะห์ แม้ช่วงแรกจะต้องปรับตัวอย่างหนัก
“วันแรกหนูบอกน้องว่ากลับบ้านไหม ไม่รู้จักใครเลย พรุ่งนี้ไม่อยากมาแล้ว แต่น้องมันลากมาเลยต้องมา ถ้าน้องไม่มาเรียนหนูก็ไม่มา อย่างน้อยก็มีน้องมาด้วยกัน จับมือมาเจออะไรที่ไม่รู้ด้วยกัน” นับเล่า
สำหรับเด็กคนหนึ่งที่หลุดออกจากระบบโรงเรียนไปนานถึง 3 ปีเต็ม การผลักประตูรั้วโรงเรียนกลับเข้ามาอีกครั้ง ไม่ใช่แค่เรื่องของการหยิบกระเป๋านักเรียนมาสะพาย แต่คือการเปลี่ยนวิถีชีวิต ความคิด และการปรับตัวที่ต้องใช้ต้นทุนทางจิตใจอย่างสูง
ความท้าทายขั้นต่อมาของการปรับตัวคือ ‘ช่องว่างระหว่างวัยและสถานะ’ ในห้องเรียน ในวัยใกล้ 18 ปีที่ต้องมานั่งเรียนร่วมชั้น ม.3 กับเด็กที่อายุห่างกัน 2-3 ปี ซ้ำร้ายแก๊งเด็กในห้องยังรู้จักและเติบโตด้วยกันมาตั้งแต่มัธยมต้น ทำให้นับและตนกลายเป็นสิ่งแปลกปลอมของห้องเรียนในช่วงแรก

ความอายและการกลัวสายตาคนจ้องมองทำให้ฝาแฝดขังตัวเองไว้ในกลุ่มสองคน นั่งกินข้าวด้วยกันตอนพักกลางวัน และเมื่อเริ่มปรับตัวได้ระดับหนึ่ง ก็ต้องเจอกับวิกฤตน้ำท่วมใหญ่จนโรงเรียนต้องหยุดยาว ปิดกั้นช่องทางการติดต่อเพราะยังไม่มีเบอร์หรือโซเชียลมีเดียของเพื่อนๆ ทำให้หลังน้ำลด ทั้งคู่ต้องกลับมาเริ่มต้นนับหนึ่งในการปรับตัวใหม่อีกครั้ง
“ตอนเรียน ม.สอง คือกดดันเพราะวิชามันยาก มีตั้งแปดถึงสิบวิชา แต่ที่นี่มีแค่ห้าหกวิชา ครูเป็นกันเอง น่ารักและใจดีมาก ค่อยๆ สอน ไม่ดุไม่ด่าเหมือนโรงเรียนอื่น ไม่เข้าใจตรงไหนก็ยกมือถาม ครูก็จะสอนให้ตัวต่อตัวเลย ครูบอกว่าไม่ต้องไปถามเพื่อน ถามครูนี่ ครูสอนได้”
แต่เพราะโรงเรียนนี้ แตกต่างจากที่เดิม
“ที่นี่ครูเป็นกันเอง น่ารักและใจดีมากค่ะ ค่อยๆ สอน ไม่ดุไม่ด่า ถ้าไม่เข้าใจตรงไหนครูจะสอนให้ตัวต่อตัวเลย ครูบอกว่าไม่ต้องไปถามเพื่อน ให้ถามครูได้เลย มันทำให้เราจากเด็กหลังห้องที่ไม่เคยมีใครสนใจ กล้าที่จะเรียนรู้”
จากที่เคยต้องเรียนถึง 8-10 วิชาจนกดดัน ที่นี่ปรับโครงสร้างให้ยืดหยุ่นและตอบโจทย์ศักยภาพเหลือเพียง 5-6 วิชา และมีการประเมินผลผ่านกิจวัตรความดี ตอนนี้กลายเป็นเด็กที่สนุกกับวิชาวิทย์คำนวณ และมีเพื่อนสนิทอย่างอามีนาและมาริน่าที่คอยเข้ามาสร้างเสียงหัวเราะ
เหมือนจะไปได้ไกล แต่ก็อาจจะไปไม่ถึง
สิ่งที่ทำให้นับและตนยังไม่หลุดออกจากระบบไปเป็นครั้งที่สอง เพราะทั้งคู่เริ่มสนุกกับการเรียนในรอบ 4 เดือนที่ผ่านมา ที่ ‘ตัวระบบโรงเรียน’ และ ‘ครู’ ลดเงื่อนไขความกดดันลง แตกต่างจากโรงเรียนเอกชนดั้งเดิมที่เคยเรียน
ที่อันซอเรียะห์อัดดีนียะห์ ไม่ได้เรียนเพียงวิชาการ แต่เรียนรู้ผ่านหลักสูตรฐานสมรรถนะ ที่เน้นการลงมือปฏิบัติจริง จัดการเรียนการสอนแบบบูรณาการ ใช้กระบวนการ I+STEAM Education ประเมินผลจากสมรรถนะที่ผู้เรียนสามารถปฏิบัติได้จริงตามที่กระทรวงศึกษาธิการกำหนด นอกจากนี้ โรงเรียนยังส่งเสริมการปลูกฝัง 9 กิจวัตรความดีตามแบบอย่างของท่านศาสดามูฮัมหมัด (ซ, ล) เพื่อพัฒนาผู้เรียนให้เป็นทั้งคนดีและคนเก่ง พร้อมทั้งเปิดโอกาสให้เรียนรู้ด้านอาชีพร่วมกับวิทยาลัยเทคนิคสตูล เพื่อสามารถนำความรู้ไปประกอบอาชีพและพึ่งพาตนเองได้ในอนาคต
แต่นับก็ยอมรับว่า ตัวเองไม่อยากเรียนต่อแล้ว อยากออกไปหาเงินมากกว่า เพราะมีอิสระและได้เงิน

ไม่ผิดที่นับจะคิดอย่างนั้น อัพดอลบอกว่าหนึ่งในคำถามที่คนทำงานมักได้รับจากเด็กๆ คือ
“ผมจะฝันถึงอะไรเหรอพี่? เพราะเด็กนอกระบบในสตูลจำนวนมากเผชิญภาวะไร้ความฝัน ไม่ใช่เพราะพวกเขาไม่อยากมีอนาคตที่ดี แต่เป็นเพราะโครงสร้างเศรษฐกิจในจังหวัดสตูลปิดตายจินตนาการของพวกเขา”
ฟาลัก บีลาล เส็นจิต เจ้าหน้าที่โครงการเล่าว่า ที่สตูลมีเพียงโรงงานปลากระป๋อง ซึ่งรับเฉพาะแรงงานหญิง และโรงงานปาล์มน้ำมันที่ต้องการแรงงานผู้ใหญ่และงานหนัก
ส่วนงานราชการหรืองานออฟฟิศก็มีจำกัดและการแข่งขันสูง แม้รัฐจะพยายามผลักดันการท่องเที่ยว แต่ก็ไม่ได้เติบโตจนสร้างงานในตัวจังหวัดได้อย่างทั่วถึง สุดท้ายคนสตูลที่เรียนจบสูงๆ หรืออยากลืมตาอ้าปากได้เลยต้องไปทำงานที่หาดใหญ่ ภูเก็ต กระบี่ หรือกรุงเทพฯ และแทบไม่มีใครกลับมาพัฒนาบ้านเกิด
เมื่อเด็กๆ มองเห็นภาพชัดเจนว่า “เรียนไปก็ไม่มีงานทำที่บ้าน เก่งไปก็ไม่มีทางให้เดินต่อ” แรงจูงใจในการเรียนรู้จึงกลายเป็นศูนย์

อย่างน้อยก็ยังมีตนที่บอกว่าหนูอยากเรียนต่อให้ไกลได้ที่สุด
“หนูตอบแบบไม่ลังเลเลยว่าอยากเรียนต่อ เพราะอยากมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น หนูอยากให้ปัจจุบันตัวเองได้พัฒนาไปได้ไกลขึ้น ไม่หยุดอยู่แค่นี้ ต่อให้พี่ไม่มาด้วย หนูก็มา ยังไงก็จะมาเพราะอยากเรียนอยู่” ตนเล่าด้วยแววตาที่เป็นประกาย
วันนี้คำตอบของนับคือไม่อยากเรียนต่อแล้ว ไม่แน่ในอนาคตคำตอบอาจจะเปลี่ยนไป แต่อย่างน้อยวันนี้พวกเธอทั้งคู่ก็ยังคงเรียนระดับชั้น ม.4 อยู่ที่อันซอเรียะห์อัดดีนียะห์
เรื่อง : มยุรา ยะทา
ภาพถ่าย : อธิคม แสงไชย
ภาพประกอบ : ภัทราภรณ์ สงสาร