ตลอดกว่า 30 ปีที่ผ่านมา ประเทศไทยพูดถึงความพยายามก้าวข้าม “กับดักรายได้ปานกลาง” และความหวังที่จะก้าวขึ้นเป็นประเทศรายได้สูง แต่หากมองย้อนกลับไปยังรากฐานของการพัฒนาประเทศ คำถามหนึ่งที่อาจต้องถามควบคู่กันคือ
ตลอดเส้นทางการศึกษา เราทำให้เด็กและเยาวชนไทยได้ค้นพบและพัฒนา “ขีดความสามารถ” ของตัวเองมากพอแล้วหรือยัง
เพราะในระหว่างที่เด็กคนหนึ่งกำลังเติบโต ยังมีเด็กอีกจำนวนไม่น้อยที่ค่อย ๆ หายไปจากเส้นทางการศึกษา บางคนหยุดหลังจบการศึกษาภาคบังคับ บางคนไปไม่ถึงมัธยมศึกษาตอนปลายหรือสายอาชีพ ขณะที่ความยากจนยังทำให้ระยะทางที่เด็กแต่ละคนเดินไปได้ในระบบการศึกษาแตกต่างกันอย่างมาก
ทุกครั้งที่เด็กคนหนึ่งต้องหยุดเรียนก่อนที่จะได้ค้นพบว่าตัวเองถนัดอะไร หรือมีความสามารถไปได้ไกลแค่ไหน สิ่งที่สูญเสียจึงอาจไม่ใช่เพียง “โอกาสทางการศึกษาของเด็กหนึ่งคน” แต่หมายถึง ศักยภาพของทุนมนุษย์ที่ประเทศไม่ได้มีโอกาสพัฒนาอย่างเต็มที่
นี่คือโจทย์ที่ ดร.ไกรยส ภัทราวาท ผู้จัดการกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) ชวนสังคมร่วมคิดบนเวที “From Kids to Human Capital — การปฏิรูปศึกษาและพัฒนาทุนมนุษย์ ไปต่ออย่างไร ให้ได้ผล?” ในงาน National Education Forum 2026 เมื่อวันที่ 29 สิงหาคม 2569
และเป็นจุดตั้งต้นของคำถามสำคัญว่า หากประเทศไทยต้องการยกระดับทุนมนุษย์เพื่อพาประเทศไปข้างหน้า เราจะสร้างระบบการศึกษาอย่างไรให้เด็กจากทุกพื้นฐาน ไม่เพียงมีโอกาสได้เรียน แต่มีโอกาสค้นพบ พัฒนา และใช้ขีดความสามารถของตัวเองได้อย่างเต็มศักยภาพ

ทำไม ‘จำนวนปีการศึกษา’ จึงเกี่ยวข้องกับอนาคตเศรษฐกิจของประเทศ
ดร.ไกรยสชวนมองภาพใหญ่ผ่านข้อมูลว่า ตลอดกว่า 30 ปีที่ผ่านมา ประเทศไทยพยายามก้าวขึ้นเป็น “เสือเศรษฐกิจตัวที่ 5 ของเอเชีย” และหลุดพ้นจากกับดักรายได้ปานกลาง แต่ปัจจุบันรายได้เฉลี่ยของคนไทยยังอยู่ที่ประมาณ 21,000 บาทต่อเดือน ขณะที่ประเทศรายได้สูงอย่างสิงคโปร์มีรายได้เฉลี่ยมากกว่า 200,000 บาทต่อเดือน
ช่องว่างดังกล่าวมีปัจจัยเกี่ยวข้องหลายด้าน แต่หนึ่งในตัวชี้วัดสำคัญของระดับทุนมนุษย์ที่ ดร.ไกรยสชวนให้พิจารณาคือ “จำนวนปีการศึกษาเฉลี่ยของประชากรในประเทศ”
ประเทศรายได้สูงในเอเชียมีจำนวนปีการศึกษาเฉลี่ยอยู่ในระดับเลขสองหลัก หรือประมาณ 11–13 ปี ขณะที่ประเทศไทยยังอยู่ที่ประมาณ 9 ปี มาอย่างยาวนาน
เหตุใดตัวเลขเพียงไม่กี่ปีจึงสำคัญ?
เพราะจำนวนปีที่คนคนหนึ่งอยู่ในเส้นทางการเรียนรู้ ไม่ได้หมายถึงเพียงจำนวนปีที่นั่งอยู่ในห้องเรียน แต่หมายถึงช่วงเวลาที่เขามีโอกาสสะสมความรู้ พัฒนาทักษะ ค้นพบความถนัด และต่อยอดไปสู่อาชีพที่สร้างคุณค่าและรายได้ให้กับตัวเอง
ปัญหาจึงอยู่ที่ว่า ก่อนที่เด็กจำนวนหนึ่งจะเดินไปถึงจุดนั้น พวกเขากลับหลุดออกจากเส้นทางการศึกษาเสียก่อน

เด็กกำลัง ‘หายไป’ ตรงไหนระหว่างทาง
ข้อมูลจากการติดตามเด็กนักเรียนยากจนและยากจนพิเศษ ด้วยเลขประจำตัวประชาชน 13 หลัก ช่วยให้มองเห็นรอยต่อสำคัญของระบบการศึกษาได้ชัดขึ้น
เมื่อเด็กจบชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 มีเด็กมากกว่า 30,000 คนไม่ได้เรียนต่อ และอีกกว่า 100,000 คนหลุดออกจากระบบในช่วงมัธยมศึกษาตอนปลายหรือระดับ ปวช.
แต่ความเหลื่อมล้ำยิ่งปรากฏชัดเมื่อมองเส้นทางการศึกษาผ่านต้นทุนชีวิตของเด็กรายคน
กสศ. ติดตามนักเรียนยากจนและยากจนพิเศษจำนวน 167,989 คน ตั้งแต่ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ในปีการศึกษา 2564 ไปจนถึงระบบ TCAS ปีการศึกษา 2568 พบว่า มีเด็กกลุ่มนี้เพียงร้อยละ 12 ที่สามารถเข้าสู่มหาวิทยาลัยได้สำเร็จ ขณะที่ค่าเฉลี่ยของเด็กไทยทั่วไปอยู่ที่ประมาณร้อยละ 32
ลองจินตนาการว่า มีเด็กสองกลุ่ม กลุ่มละ 100 คน ยืนอยู่ที่จุดเริ่มต้นเดียวกันในชั้น ม.3 เมื่อเวลาผ่านไปจนถึงประตูมหาวิทยาลัย ในกลุ่มเด็กทั่วไปจะมีประมาณ 32 คนที่ไปถึง ขณะที่ในกลุ่มเด็กยากจนจะเหลือเพียงประมาณ 12 คน
ช่องว่างเกือบ 3 เท่านี้จึงไม่ได้บอกเพียงว่าใคร “สอบติดมหาวิทยาลัย” มากกว่ากัน แต่สะท้อนว่า ต้นทุนทางเศรษฐกิจและสังคมยังมีอิทธิพลอย่างมากต่อระยะทางที่เด็กคนหนึ่งสามารถเดินไปได้ในระบบการศึกษา และนี่เป็นเพียงเด็กที่ยังสามารถติดตามอยู่บนเส้นทางการศึกษา

ประเทศไทยยังมีเด็กและเยาวชนที่อยู่นอกระบบการศึกษาทุกรูปแบบประมาณ 600,000 คน แบ่งเป็นเด็กก่อนวัยเรียนกว่า 80,000 คน เด็กวัยการศึกษาภาคบังคับประมาณ 260,000 คน และเด็กวัยมัธยมศึกษาตอนปลายหรือ ปวช. อีกประมาณ 250,000 แสนคน
ขณะเดียวกัน ยังมีเด็กในระบบอีกราว 3 ล้านคน ที่อยู่ใต้เส้นความยากจนและมีความเสี่ยงจะหลุดออกจากโรงเรียน
ดังนั้น หากรอจนถึงวันที่เด็ก “หลุด” แล้วจึงเริ่มแก้ปัญหา อาจสายเกินไปสำหรับเด็กจำนวนไม่น้อย ระบบการศึกษาจึงต้องสามารถมองเห็นความเสี่ยงตั้งแต่ระหว่างทาง และมีทางเลือกมากพอที่จะช่วยให้เด็กไปต่อได้
เป้าหมายไม่ใช่การทำให้เด็กทุกคนไปมหาวิทยาลัย
เมื่อเห็นช่องว่างร้อยละ 12 กับร้อยละ 32 คำตอบที่ง่ายที่สุดอาจดูเหมือนว่า เราต้องทำให้เด็กยากจนเข้าสู่มหาวิทยาลัยให้มากขึ้น
แต่นั่นยังไม่ใช่คำตอบทั้งหมด

ดร.ไกรยสเสนอว่า การแก้ความเหลื่อมล้ำและพัฒนาทุนมนุษย์ในมิติใหม่ ไม่ใช่การผลักดันให้เด็กทุกคนต้องกลับเข้าสู่มหาวิทยาลัยสายกระแสหลัก เพราะเด็กแต่ละคนมีความสนใจ ความถนัด ต้นทุนชีวิต และเป้าหมายในอนาคตแตกต่างกัน
สิ่งที่ระบบควรทำจึงไม่ใช่การกำหนด “ปลายทางเดียว” ให้ทุกคน แต่ต้องสร้างเงื่อนไขให้เด็กแต่ละคนค้นพบว่า ตัวเองทำอะไรได้ดี สนใจอะไร และอยากพัฒนาตัวเองไปในทิศทางไหน
นี่คือความหมายของ Personalized Education — การศึกษาที่ตอบโจทย์ชีวิตรายบุคคล ซึ่งไม่ได้ลดมาตรฐานการศึกษา แต่เปลี่ยนวิธีคิดจากการกำหนดให้เด็กทุกคนต้องเรียนเหมือนกัน ไปสู่การสร้างเส้นทางที่หลากหลายเพื่อพาแต่ละคนไปถึงศักยภาพของตัวเอง
เพราะหากมอง “ทุนมนุษย์” เพียงในฐานะกำลังแรงงานหรือปัจจัยการผลิต เราอาจสนใจเพียงว่าประเทศต้องการคนทำงานประเภทใด
แต่หากมองทุนมนุษย์ในความหมายที่กว้างขึ้น การพัฒนาคนคือการสร้าง “เสรีภาพ” และ “ขีดความสามารถ” ให้มนุษย์สามารถพัฒนาตัวเองไปสู่เวอร์ชันที่ดีที่สุดของตัวเองได้
เมื่อคนคนหนึ่งมีโอกาสค้นพบความสามารถ พัฒนาความสามารถนั้น และเปลี่ยนมันไปเป็นอาชีพ รายได้ หรือคุณค่าที่สร้างให้กับสังคม การพัฒนาคนจึงเชื่อมกลับไปสู่การพัฒนาประเทศในท้ายที่สุด

3 การเปลี่ยนผ่าน เมื่อการศึกษาไม่ได้มีหน้าที่แค่ ‘เตรียมสอบ’
ถ้าปลายทางคือการทำให้เด็กแต่ละคนพัฒนาขีดความสามารถของตัวเอง ระบบการศึกษาแบบเดิมย่อมต้องเปลี่ยนตามไปด้วย ดร.ไกรยสเสนอ 3 การเปลี่ยนผ่านสำคัญ สำหรับการปฏิรูปการศึกษา
หนึ่ง จาก Standardization สู่ Personalization
จากระบบที่ใช้มาตรฐานเดียว รูปแบบเดียว และคาดหวังผลลัพธ์แบบเดียวกับผู้เรียนจำนวนมาก ไปสู่ระบบที่สามารถตอบสนองความต้องการเฉพาะบุคคลได้มากขึ้น
เพราะความเสมอภาคไม่ได้หมายความว่าเด็กทุกคนต้องได้รับสิ่งเดียวกัน แต่หมายถึงการทำให้เด็กที่มีต้นทุนและความต้องการแตกต่างกัน มีโอกาสพัฒนาตัวเองได้อย่างเต็มที่เช่นเดียวกัน
สอง จากการแข่งขันและการสอบ สู่การค้นหาศักยภาพและตัวตน
แทนที่จะทำให้การศึกษากลายเป็นการแข่งขันว่าใครทำคะแนนได้สูงกว่าใคร ระบบควรช่วยให้ผู้เรียนค้นพบว่า ตัวเองถนัดอะไร สนใจอะไร และสามารถพัฒนาไปสู่ความเชี่ยวชาญด้านใด เพื่อให้เด็กวางแผนเส้นทางการเรียนรู้และชีวิตของตัวเองได้
สาม จากการเตรียมสอบ สู่การเตรียมอนาคต
เป้าหมายของการเรียนไม่ควรสิ้นสุดอยู่ที่ข้อสอบครั้งถัดไป แต่ต้องทำให้ผู้เรียนพร้อมรับมือกับอนาคต ทั้งอนาคตของตัวเองและอนาคตของประเทศที่กำลังเผชิญการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว
การเปลี่ยนผ่านทั้งสามด้านจึงมีคำถามเดียวกันอยู่เบื้องหลัง คือแทนที่ระบบจะถามว่า “เด็กคนนี้ทำตามมาตรฐานได้หรือไม่” เราอาจต้องเริ่มถามใหม่ว่า “เด็กคนนี้มีขีดความสามารถอะไร และระบบจะช่วยให้เขาพัฒนาไปได้ไกลที่สุดอย่างไร”

เมื่อชีวิตไม่ได้เดินตามตารางเรียน การศึกษาก็ต้องยืดหยุ่นได้
Personalization จะเกิดขึ้นได้ยาก หากระบบยังยึดติดกับเวลาและสถานที่เรียนเพียงรูปแบบเดียว
เด็กบางคนต้องทำงาน เด็กบางคนมีภาระดูแลครอบครัว บางคนมีทักษะหรืออาชีพที่กำลังพัฒนาอยู่แล้ว ขณะที่บางคนอาจไม่สามารถกลับเข้าสู่โรงเรียนแบบเดิมได้อีก
ดร.ไกรยสจึงเสนอให้สร้างความยืดหยุ่นทั้งมิติของ เวลาและสถานที่ เปิดโอกาสให้ผู้เรียนเลือกเส้นทางที่สอดคล้องกับชีวิตของตัวเอง ผ่านรูปแบบที่หลากหลาย เช่น Mobile School ศูนย์การเรียนตามมาตรา 12 และ 1 โรงเรียน 3 รูปแบบ
ความยืดหยุ่นในความหมายนี้จึงไม่ใช่การทำให้เด็ก “เรียนน้อยลง” แต่คือการเปิด วิธีไปถึงการเรียนรู้ให้มากกว่าหนึ่งทาง และเมื่อเด็กสามารถเรียนรู้ได้จากหลายพื้นที่ คำถามต่อมาคือ ระบบจะรู้ได้อย่างไรว่าเด็กคนไหนต้องการอะไร
คำตอบสำคัญคือ Data

เมื่อเด็กมีต้นทุนไม่เท่ากัน การให้ทุกคน ‘เท่ากัน’ อาจยังไม่เสมอภาค
ภายใต้ข้อจำกัดทางการคลัง ประเทศไม่สามารถเพิ่มทรัพยากรอย่างไม่มีที่สิ้นสุด สิ่งสำคัญจึงไม่ใช่เพียง “มีงบประมาณเท่าไร” แต่คือ ทรัพยากรที่มีอยู่เดินทางไปถึงใคร
ดร.ไกรยสชี้ว่า การจัดสรรงบประมาณและทรัพยากรทางการศึกษาไม่สามารถใช้วิธีแจกจ่ายให้ทุกคนเท่ากันในลักษณะเดิมเพียงอย่างเดียวได้อีกต่อไป แต่จำเป็นต้องมีข้อมูลที่ดีและแม่นยำพอที่จะจำแนกและทำความเข้าใจความต้องการของเด็กแต่ละคน แล้วจัดสรรหรือโยกย้ายทรัพยากรไปยังจุดที่จำเป็นที่สุด
Data ในความหมายนี้จึงไม่ควรหยุดอยู่ที่การบอกว่า ประเทศไทยมีเด็กนอกระบบกี่คน แต่ต้องพาเราไปให้ถึงคำถามว่า เด็กคนนั้นคือใคร อยู่ตรงไหน กำลังเผชิญข้อจำกัดอะไร และอะไรคือทรัพยากรที่จะช่วยให้เขาเดินต่อไปได้
เพราะเด็กที่ยากจน เด็กพิการ เด็กที่ต้องทำงาน เด็กที่อยู่ในพื้นที่ห่างไกล หรือเด็กที่มีความสามารถเฉพาะด้าน ย่อมไม่ได้ต้องการความช่วยเหลือแบบเดียวกัน
การจัดสรรอย่างเป็นธรรมจึงไม่จำเป็นต้องหมายถึงการให้ทุกคน “เท่ากัน” แต่คือการทำให้ทรัพยากรตอบสนองต่อความจำเป็นที่ “แตกต่างกัน” เพื่อให้ทุกคนมีโอกาสไปถึงศักยภาพของตัวเอง

ถ้าการศึกษาเป็น ‘ขบวนรถไฟ’ เด็กทุกคนต้องขึ้นได้ และไม่จำเป็นต้องลงสถานีเดียวกัน
ดร.ไกรยสเปรียบระบบการศึกษาเหมือนกับ “ขบวนรถไฟ”
โบกี้แรกต้องเปิดรับเด็กทุกคนให้สามารถเข้ามาอยู่ในระบบการศึกษาได้อย่างเสมอภาค ไม่ว่าเด็กคนนั้นจะเกิดมาในครอบครัวแบบใด อยู่พื้นที่ไหน หรือมีต้นทุนชีวิตมากน้อยเพียงใด แต่การเปิดประตูให้ขึ้นรถไฟยังไม่เพียงพอ
ระหว่างทาง ต้องมีระบบจัดสรรงบประมาณและทรัพยากรที่คำนึงถึงความเหลื่อมล้ำ เพื่อไม่ให้เด็กที่มีต้นทุนน้อยกว่าต้องตกจากขบวนก่อนถึงปลายทาง และที่สำคัญ ปลายทางไม่ควรมีเพียงสถานีเดียว
เด็กคนหนึ่งอาจเติบโตไปเป็นผู้ประกอบการ อีกคนอาจเป็นนักวิทยาศาสตร์ ช่างฝีมือ ศิลปิน นักกีฬา หรือค้นพบเส้นทางอื่นที่ตรงกับความสามารถของตัวเอง
ระบบการศึกษาที่ดีจึงไม่ใช่รถไฟที่บังคับให้ทุกคนขึ้นจากสถานีเดียวกัน เดินทางด้วยความเร็วเท่ากัน และลงที่สถานีเดียวกัน
แต่ต้องเป็นระบบที่เปิดประตูให้ทุกคนขึ้น ช่วยประคองไม่ให้ใครตกหล่นระหว่างทาง และมีปลายทางหลากหลายพอสำหรับความสามารถของมนุษย์ที่แตกต่างกัน

จาก Education for All สู่ All for Education
แต่ระบบขนาดใหญ่เช่นนี้ไม่สามารถสร้างขึ้นได้ด้วยโรงเรียน กระทรวงศึกษาธิการ หรือ กสศ. เพียงหน่วยงานเดียว
การพัฒนาทุนมนุษย์และลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาจึงต้องขยับจาก Education for All ไปพร้อมกับ All for Education คือไม่เพียงทำให้ “การศึกษามีไว้สำหรับทุกคน” แต่ทำให้ “ทุกภาคส่วนเข้ามาร่วมสร้างการศึกษา”
ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น สื่อมวลชน ภาควิชาการ และภาคประชาสังคม ต่างมีทรัพยากรและความเชี่ยวชาญที่สามารถเข้ามาเติมเต็มระบบได้
บทบาทของภาครัฐจึงสามารถขยับจากการเป็นผู้ดำเนินการทุกเรื่องด้วยตัวเอง ไปสู่การใช้ข้อมูล “ชี้เป้า” ว่าเด็กกลุ่มใดหรือพื้นที่ใดกำลังต้องการความช่วยเหลือ แล้วเปิดพื้นที่ให้ภาคส่วนต่าง ๆ เข้ามาร่วมสร้างนวัตกรรมและลงทุนในการพัฒนาคน
ไม่ว่าจะเป็นการเปิดโอกาสฝึกอาชีพให้เด็กในกระบวนการยุติธรรม การพัฒนากลไกทางการเงินเพื่อสนับสนุน Zero Dropout หรือการสร้างแรงจูงใจทางภาษีให้ภาคเอกชนเข้ามาร่วมลงทุนในการพัฒนาทุนมนุษย์
เพราะโจทย์เรื่องเด็กหนึ่งคน อาจเชื่อมโยงตั้งแต่การศึกษา ครอบครัว รายได้ สุขภาพ ไปจนถึงตลาดแรงงาน การแก้ปัญหาจึงต้องอาศัยพลังจากหลายส่วนของสังคมเช่นเดียวกัน


จาก ‘เด็ก’ สู่ ‘ทุนมนุษย์’ เริ่มต้นจากการไม่ปล่อยให้ขีดความสามารถสูญหายระหว่างทาง
ท้ายที่สุด การพัฒนาทุนมนุษย์อาจไม่ควรเริ่มจากคำถามว่า ประเทศไทยต้องการผลิตคนแบบไหน แต่อาจต้องเริ่มจากคำถามที่ใกล้ตัวเด็กกว่านั้นว่า
เด็กคนนี้คือใคร เขาทำอะไรได้ดี และเราจะทำอย่างไรให้ข้อจำกัดของชีวิตไม่กลายเป็นเหตุผลที่ทำให้ความสามารถของเขาหายไปก่อนที่จะได้เติบโต
เพราะเด็กยากจนคนหนึ่งอาจมีศักยภาพเป็นนักวิทยาศาสตร์ เด็กที่ไม่สามารถนั่งเรียนตามตารางปกติอาจมีทักษะที่เติบโตจากการทำงานจริง หรือเด็กที่ดูเหมือนไปต่อไม่ได้ในระบบเดิม อาจเพียงยังไม่พบเส้นทางการเรียนรู้ที่เหมาะกับตัวเอง
โจทย์ของการปฏิรูปการศึกษาจึงไม่ใช่การสร้างเส้นทางเดียวที่สมบูรณ์แบบสำหรับเด็กทุกคน แต่คือการสร้างระบบที่มองเห็นความแตกต่าง มีข้อมูลมากพอที่จะรู้ว่าใครต้องการอะไร จัดสรรทรัพยากรอย่างเป็นธรรม และเปิดเส้นทางการเรียนรู้ที่หลากหลายพอให้แต่ละคนค้นพบอนาคตของตัวเอง
เมื่อเด็กทุกคนมีโอกาสค้นพบ พัฒนา และใช้ “ขีดความสามารถ” ของตัวเองได้อย่างเต็มที่ การลงทุนทางการศึกษาจึงไม่ได้เปลี่ยนเพียงอนาคตของเด็กคนหนึ่ง
แต่กำลังเปลี่ยนเด็กในวันนี้ ให้กลายเป็น “ทุนมนุษย์” ที่มีคุณภาพของประเทศในวันข้างหน้า ไม่ใช่เพียงในฐานะกำลังแรงงาน แต่ในฐานะมนุษย์ที่มีเสรีภาพ มีทางเลือก และสามารถกำหนดอนาคตของตัวเองได้