สร้างโอกาสทางการศึกษาผ่านการเรียนรู้ตลอดชีวิต: เสริมสร้างภาคีเครือข่ายภูมิภาค สู่การพัฒนากำลังคนแห่งอนาคต
กสศ. ผนึกกำลังภาครัฐ-เอกชน-เยาวชน เพื่อรับมือกับความเสี่ยงตกงานของเยาวชนกว่า 210 ล้านคน ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกและแปซิฟิก

สร้างโอกาสทางการศึกษาผ่านการเรียนรู้ตลอดชีวิต: เสริมสร้างภาคีเครือข่ายภูมิภาค สู่การพัฒนากำลังคนแห่งอนาคต

การประชุม East Asia and Pacific Youth Forum 2026 ภายใต้แนวคิด #FutureMaker: Youth Driving Jobs จัดขึ้นโดย World Bank Group ณ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เมื่อวันที่ 20 พฤษภาคม 2569 เป็นการรวมพลังครั้งสำคัญระหว่างผู้นำเยาวชน ผู้กำหนดนโยบาย นักการศึกษา และตัวแทนจากภาคเอกชน เพื่อร่วมกันกำหนดกรอบความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชน เป้าหมายหลักคือการส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิต เตรียมความพร้อมทักษะกำลังคนให้ตอบโจทย์ความต้องการของตลาดแรงงาน และสร้างตาข่ายรองรับเยาวชนกลุ่มเปราะบางที่อาจได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนผ่านสู่ยุคดิจิทัล (Digital Transformation)

ดร.ไกรยส ภัทราวาท ผู้จัดการกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) ได้รับเชิญให้เข้าร่วมเวทีนี้ เพื่อหาทางออกจากวิกฤตความเหลื่อมล้ำด้านแรงงาน จากการคาดการณ์ที่ว่าภูมิภาคเอเชียตะวันออกและแปซิฟิก มีเยาวชนมากถึง  210 ล้านคน กำลังเผชิญความเสี่ยงที่จะตกงาน อันเป็นผลจากความผันผวนทางเศรษฐกิจและการปรับตัวเข้าสู่ระบบดิจิทัล โดย ผู้จัดการ กสศ. ได้ร่วมนำเสนอกรอบการดำเนินงานแบบบูรณาการ พร้อมเน้นย้ำถึงความสำคัญของ “การร่วมออกแบบ (Co-design)” ให้กลายเป็นโอกาสในการเข้าถึงอาชีพอย่างเสมอภาคสำหรับเยาวชนทุกคนในอนาคต

การประชุม EAP Youth Forum 2026 ในครั้งนี้ มีภาคีเครือข่ายเพื่อการพัฒนา (Development Partners) จากหลากหลายภาคส่วน นำโดยผู้แทนจาก World Bank Group ประกอบด้วย Edith Jibunoh ผู้อำนวยการฝ่ายกิจการภูมิภาค การสื่อสารและความสัมพันธ์ภายนอก, Habib Nasser Rab ผู้จัดการฝ่ายปฏิบัติการด้านความมั่งคั่ง, Melinda Good ผู้อำนวยการประจำประเทศไทยและเมียนมา และ Naomi Adams ผู้จัดการฝ่ายการมีส่วนร่วมของผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย

ในส่วนของตัวแทนสถานศึกษานำโดย ศาสตราจารย์ ดร.วิเลิศ ภูริวัชร อธิการบดีจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เป็นผู้กล่าวเปิดงาน ขณะที่ตัวแทนผู้นำจากภาคเอกชน ได้แก่ คุณพร้อมพร ชัยจิรวิวัฒน์ ผู้จัดการประจำประเทศไทย Thinking Machines และ Kori Chan ผู้ก่อตั้ง ประธานกรรมการและกรรมการผู้จัดการ TWM Group ประเทศปาปัวนิวกินี นอกจากนี้ ยังมีตัวแทนผู้ขับเคลื่อนในระดับนานาชาติเข้าร่วม ได้แก่ Rosanna A. Urdaneta รองอธิบดีฝ่ายนโยบายและการวางแผน Technical Education and Skills Development Authority (TESDA) ประเทศฟิลิปปินส์ และ Dato’ Loo Lee Lian ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร Invest Penang ประเทศมาเลเซีย ร่วมสะท้อนมุมมอง

วิกฤตช่องว่างแรงงาน 210 ล้านตำแหน่ง เสี่ยงตกงาน: ความท้าทายครั้งใหญ่ในการพัฒนากำลังคน

ตลอด 3 ทศวรรษที่ผ่านมา ภูมิภาคเอเชียตะวันออกและแปซิฟิกได้ขับเคลื่อนการแก้ปัญหาความยากจน แต่ปัจจุบันกำลังเผชิญกับจุดเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญ จากภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว หนี้สินที่พุ่งสูง การลงทุนที่หดตัว และผลกระทบจากวิกฤตโลก ข้อมูลระบุว่าในทศวรรษหน้า ภูมิภาคนี้จะมีเยาวชนก้าวเข้าสู่วัยแรงงานมากถึง 320 ล้านคน แต่แนวโน้มกลับชี้ว่าตลาดแรงงานจะมีตำแหน่งงานรองรับเพียง 110 ล้านตำแหน่งเท่านั้น ช่องว่างแรงงานกว่า 210 ล้านตำแหน่งที่หายไป จะกลายเป็นแรงฉุดรั้งการเติบโตทางเศรษฐกิจ และเสี่ยงที่จะเจอช่องว่างความเหลื่อมล้ำในภูมิภาคให้กว้างขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ความท้าทายนี้ถูกซ้ำเติมด้วยแรงกดดันจากการพัฒนาอย่างก้าวกระโดดของเทคโนโลยี โดยเฉพาะปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่เข้ามาสร้างโอกาสใหม่ และทดแทนแรงงานเดิมไปพร้อมกันใน 4 มิติหลัก ได้แก่: การใช้แรงกาย (Physical Labor) เทียบกับ การใช้ความคิด (Cognitive Labor) และ งานที่ทำซ้ำเป็นรูปแบบตายตัว (Routine Labor) เทียบกับ งานที่ต้องอาศัยความยืดหยุ่นพลิกแพลง (Non-Routine Labor) เนื่องจากกำลังแรงงานส่วนใหญ่ในภูมิภาคยังคงกระจุกตัวอยู่ในอุตสาหกรรมบริการในเขตเมืองซึ่งอาศัยกลุ่มคนเหล่านี้จึงมีภาวะเปราะบางสูงต่อความเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี แม้ว่าที่ผ่านมาหุ่นยนต์อัจฉริยะและระบบอัตโนมัติจะเข้ามาแทนที่แรงงานทักษะน้อยไปแล้วกว่า 1.4 ล้านคนทั่วภูมิภาค แต่ขีดความสามารถของประชากรในการประยุกต์ใช้ AI เพื่อยกระดับการทำงาน (Upskill) กลับยังอยู่ในระดับที่ไม่สูงมาก

ดังนั้น การบริหารจัดการในช่วงเวลาแห่งการเปลี่ยนผ่านนี้ จึงต้องการกรอบการทำงานเชิงนโยบายแบบองค์รวม ที่สอดรับ “การเรียนรู้ตลอดชีวิต (Lifelong Learning)” เข้ากับการพัฒนาระบบโครงสร้างการศึกษาและแรงงาน เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันให้เยาวชนและกำลังคนก้าวทันความเปลี่ยนแปลงของโลกอนาคต

การศึกษาไร้รอยต่อเชื่อมสู่ตลาดงาน

การศึกษาและตลาดแรงงานต้องถูกเชื่อมให้เป็นเส้นทางเดียวกัน โดยเปลี่ยนพื้นที่การเรียนรู้ให้เป็น
“สนามทดลองปฏิบัติจริง” ที่ก้าวทันตลาดแรงงาน ยิ่งในยุคที่เทคโนโลยีอย่าง AI พัฒนาอย่างก้าวกระโดด ยิ่งสะท้อนให้เห็นชัดเจนว่า หลักสูตรวิชาการแบบเดิม ที่ต้องใช้เวลาเรียนหลายปี ไม่สามารถตอบสนองบริบทของภาคธุรกิจที่เปลี่ยนแปลงพลิกโฉมในทุกๆ 1-2 ปีได้อีกต่อไป

เพื่อป้องกันไม่ให้ระบบการศึกษาผลิตกำลังคนออกไปสู่อุตสาหกรรมที่กำลังจะล้าสมัย ภาครัฐและสถาบันการศึกษา จำเป็นต้องปรับการทำงานให้คล่องตัว (Agile) เร่งพัฒนาหลักสูตร และนำระบบการรับรองทักษะระยะสั้นที่สะสมต่อยอดได้ (Micro-credentials) มาใช้ และที่สำคัญคือการดึง “ภาคเอกชน” เข้ามาร่วมออกแบบการจัดการศึกษาตั้งแต่ต้น

ในขณะเดียวกัน ภาคเอกชน สามารถอุดช่องว่างภาคปฏิบัติ โดยเปิดโอกาสให้เยาวชนได้รับประสบการณ์การทำงานจริงตั้งแต่ยังเรียนอยู่ ไม่ว่าจะเป็นการฝึกงาน การเรียนรู้ผ่านการทำงาน (Work-based Learning) หรือเวทีระดมสมองแก้ปัญหา (Hackathon) เพื่อบ่มเพาะทักษะการคิดวิเคราะห์ ในการใช้งาน AI และการตัดสินใจหน้างาน

ท้ายที่สุดแล้ว เป้าหมายร่วมกันของทั้งภาครัฐและเอกชน ไม่ใช่การสร้างคนที่มีแค่ทักษะเฉพาะทางที่ตายตัว แต่คือการจับมือกันสร้าง “ทักษะการเรียนรู้ตลอดชีวิต (Lifelong Learning)” เพื่อให้เยาวชนไทยพร้อมรับมือกับทุกความเปลี่ยนแปลงในอนาคต

ปรับระบบนิเวศการเรียนรู้ให้ยืดหยุ่นและโอบรับผู้เรียน

ดร.ไกรยส ภัทราวาท เน้นย้ำถึงการลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา ผ่านกลไกการทำงานระดับพื้นที่ที่ยืดหยุ่นและเข้าใจผู้เรียนอย่างแท้จริง โดยชี้ให้เห็นว่า การทำงานในยุคปัจจุบันต้องก้าวข้ามกรอบคิดที่มองเยาวชนเป็นเพียงหน่วยหนึ่งของทุนมนุษย์ แต่ต้องมุ่งพัฒนามนุษย์อย่างรอบด้านและเป็นองค์รวม (Holistic Approach) เพื่อช่วยเหลือเด็กและเยาวชนนอกระบบที่มาจากครัวเรือนเปราะบาง กสศ. จึงได้ขับเคลื่อน โครงการทุนนวัตกรรมสายอาชีพชั้นสูง เช่น หลักสูตรประกาศนียบัตร 1 ปี สาขาผู้ช่วยพยาบาลและผู้ช่วยทันตแพทย์ ซึ่งเปรียบเสมือนสปริงบอร์ดทางเศรษฐกิจที่ช่วยให้เยาวชนกลุ่มนี้มีรายได้ดูแลตัวเองได้ทันที พร้อมปูพื้นฐานทักษะที่จำเป็นสำหรับตลาดแรงงานยุคดิจิทัล โดยที่พวกเขายังคงรักษาสถานะและมีทางเลือกที่จะกลับมาเรียนต่อในระดับที่สูงขึ้นได้ในอนาคต

“เป้าหมายของ กสศ. และภาคีเครือข่าย คือการสร้างโครงสร้างการเรียนรู้ที่ยืดหยุ่น เราต้องมองสภาพแวดล้อมการเรียนรู้ให้เป็นเหมือนพื้นที่ทดลองปฏิบัติจริง (Sandbox) ที่ระบบเปิดโอกาสให้เด็กลุกขึ้นได้อย่างรวดเร็ว และก้าวสู่ตลาดแรงงานได้อย่างมั่นใจ”

แนวทางดังกล่าวจะเกิดขึ้นได้ ต้องเปลี่ยนวิธีคิดไปสู่ “การร่วมออกแบบ (Co-design)” โดยไม่มองเยาวชนเป็นเพียง “ผู้รับความช่วยเหลือ” หรือแค่มานั่งฟังนโยบายที่ผู้ใหญ่ตัดสินใจไปแล้ว แต่ต้องกระตุ้นให้ผู้กำหนดนโยบายตั้งคำถามว่า ระบบที่เป็นอยู่สามารถเตรียมความพร้อมให้เด็กก้าวสู่อนาคตได้จริงหรือไม่ เราต้องเปลี่ยนจากการคิดแทนเด็กมาเป็นรับฟังเสียงของเด็กอย่างแท้จริง เพื่อหาให้เจอว่าจุดไหนของระบบที่ตอบโจทย์ และจุดไหนที่ยังคงเป็นช่องว่าง ท้ายที่สุดแล้ว ระบบนิเวศการเรียนรู้จะต้องถูกออกแบบให้ “ยืดหยุ่นและโอบรับผู้เรียน” มากกว่าที่จะบังคับให้ผู้เรียนต้องเป็นฝ่ายปรับตัวเข้าหาระบบอยู่ฝ่ายเดียว

ทั้งนี้เพื่อขับเคลื่อนวิสัยทัศน์การจัดการศึกษาและสร้างระบบนิเวศการเรียนรู้ที่ยืดหยุ่น ระหว่างภาครัฐและเอกชนที่พร้อมโอบรับเด็กและเยาวชนทุกคน ซึ่งจะช่วยเปลี่ยนความผันผวนของตลาดแรงงานให้กลายเป็นโอกาสที่เสมอภาคสำหรับเยาวชนกลุ่มเปราะบาง กสศ. จึงขอเชิญชวนภาคีเครือข่ายระดับสากล องค์กรระดับท้องถิ่น และภาคีเครือข่ายด้านการศึกษาทุกภาคส่วน มาร่วมผนึกกำลัง แลกเปลี่ยนองค์ความรู้และข้อมูลเชิงลึก พร้อมทั้งร่วมขับเคลื่อนมาตรการสร้างความเสมอภาคทางการศึกษาระดับภูมิภาค เพื่อสร้างความเปลี่ยนแปลงที่ยั่งยืนในระยะยาวไปด้วยกัน