Save The Children เสนอ 3 แนวทางช่วยเด็กนักเรียนกว่าพันล้านคนไม่หลุดจากระบบการศึกษา

โดย : Kevin Watkins
แปลและเรียบเรียง : นงลักษณ์ อัจนปัญญา

World Economic Forum เผยบทความพิเศษแสดงความเห็นของผู้เชี่ยวชาญด้านการศึกษาที่เสนอแนะแนวทางเพื่อบรรเทาผลกระทบจากปัญหาการระบาดของ COVID-19 หวังช่วยเหลือไม่ให้เด็กนักเรียนมากกว่าพันล้านคนทั่วโลกต้องหลุดจากระบบการศึกษา

Kevin Watkins ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (CEO) องค์กร Save The Children ในอังกฤษ ระบุว่า ผลกระทบของ COVID-19 ในขณะนี้ที่เห็นได้ชัดเจนที่สุด ก็คือการที่โรคระบาดดังกล่าวกำลังทำให้ระบบการศึกษาทั่วโลกอยู่ในภาวะฉุกเฉินอย่างมาก เพราะทำให้สถานการณ์การศึกษาที่เลวร้ายอยู่แล้ว ทวีความรุนแรงมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะกับบรรดาเด็กยากจนหลายร้อยล้านคนทั่วโลก เพราะการศึกษาเชื่อมโยงอนาคต ทั้งความสามารถในการสร้างงาน การหางาน และการพัฒนาสุขภาพ อีกทั้ง การที่บุคลากรของประเทศไม่สามารถเข้าถึงการศึกษาได้ จะส่งผลต่อความสามารถในการพัฒนาประเทศอย่างมีคุณภาพ ยั่งยืนและเท่าเทียมเสมอภาคในอนาคตต่อไปได้

ขณะเดียวกัน การศึกษายังเป็นอาวุธที่สำคัญที่สุดในการลดปัญหาความยากจน และสร้างประชาชนให้เป็นทรัพยากรมนุษย์ที่ทรงคุณค่าต่อประเทศชาติ Kevin Watkins มองว่า แม้ผลลัพธ์จากผลกระทบของ COVID-19 จะไม่ได้ออกมาเป็นรูปธรรมที่สามารถประเมินชี้วัดได้อย่างชัดเจน แต่รัฐบาลนานาประเทศทั่วโลกไม่ควรมองข้าม และจำเป็นต้องจัดสรรงบประมาณลงทุนด้านการศึกษาเพื่อป้องกันผลกระทบทางลบทางการศึกษาที่จะเกิดขึ้นได้

อย่างไรก็ตาม เป็นเรื่องที่น่าเศร้าว่า งบประมาณทางการศึกษากลายเป็นงบตัวแรกๆ ของหลายประเทศที่รัฐบาลหลายประเทศเลือกที่จะตัดลดลงเมื่อเศรษฐกิจของประเทศเผชิญภับภาวะถดถอย และรัฐบาลต้องใช้งบส่วนใหญ่เพื่อให้ความช่วยเหลือด้านเศรษฐกิจและการสาธารณสุขเป็นหลัก ส่งผลให้มีการประเมินว่า รัฐบาลในกลุ่มประเทศรายได้ปานกลางและรายได้ต่ำ มีแนวโน้มจะใช้จ่ายเงินงบประมาณทางการศึกษาที่น้อยกว่าที่วางแผนเอาไว้ 77,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ในช่วง 18 เดือนข้างหน้า

 

อะไรที่หน่วยงานด้านการศึกษาสามารถลงมือทำได้ในการบรรเทาหายนะภัยทางการศึกษาครั้งนี้ได้?

Save the Children ซึ่งเดินหน้ารณรงค์เรื่อง Save Our Education มาอย่างต่อเนื่อง ได้เสนอแนะแนวทาง 3 แนวทางที่จะช่วยปกป้องการศึกษาให้อยู่ในมือของเด็กๆ หลายร้อยล้านคนทั่วโลก

ประการแรกก็คือ

ารหาทุกช่องทางให้เด็กได้เรียนหนังสือต่อไปได้ แม้ไม่ได้เดินทางไปเรียนที่โรงเรียน ไม่ว่าจะเป็นแบบออนไลน์ หรือออฟไลน์ โลว์เทค หรือไฮเทค โดยคำนึงถึงความเหมาะสมสอดคล้องกับบริบทสภาพแวดล้อมของผู้เรียนให้มากที่สุด

ประการที่สองคือ

ใช้วิกฤตนี้เป็นโอกาสในการมองหาจุดอ่อนทางในระบบการศึกษา โดยดูว่า หลักสูตรการศึกษามีความบกพร่องตรงไหน ต้องปรับอย่างไร เด็กกลุ่มไหนมีความเสี่ยงต่อการหลุดจากระบบการศึกษา และหันไปปรับปรุงระบบเพื่อป้องกันและลดความเสี่ยงต่อการหลุดจากระบบการศึกษาของเด็กๆ ในอนาคต

ประการที่สามคือ

การเปิดทางสร้างเครือข่ายความร่วมมือจากองค์การนานาประเทศ เพื่อเปิดทางให้องค์กรเครือข่ายเหล่านี้สามารถเข้ามาให้ความช่วยเหลือ โดยเฉพาะด้านเงินทุน ขณะเดียวกัน ความช่วยเหลือจากต่างประเทศ ยังหมายรวมถึง การปล่อยเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำ และการออกนโยบายผ่อนผันพักชำระหนี้ให้แก่ประเทศกำลังพัฒนาที่มีรายได้ต่ำหรือรายได้ปานกลาง

 

Kevin Watkins ได้ยกตัวอย่างโครงการช่วยเหลือทางการขององค์กร The Education Commission ที่จัดตั้ง International Finance Facility for Education ซึ่งจะทำหน้าที่ค้ำประกันเงินกู้ ทำให้ธนาคารโลก (World Bank) และสถาบันการเงินอื่นๆ สามารถกู้ยืมเงินดอกเบี้ยถูกจากตลาดก่อนนำไปปล่อยกู้ต่อให้กับประเทศกำลังพัฒนา โดยเงินทุกๆ 1 ดอลลาร์สหรัฐในโครงการจะช่วยปลดล็อดเงินช่วยเหลือด้านการศึกษาถึง 4 ดอลลาร์สหรัฐ

ขณะที่เราสามารถใช้กฎเกณฑ์ประเมินวัดความเสียหายของ COVID-19 ด้านสาธารณสุขด้วยตัวเลขผู้ติดเชื้อ ผู้เสียชีวิต และผู้หายขาด หรือประเมินผลเสียหายทางเศรษฐกิจด้วยตัวเลขจีดีพีและหนี้สาธารณะ แต่ผลกระทบทางการศึกษากลับเป็นอะไรที่ไม่มีตัวชี้วัดที่เป็นรูปธรรมให้มองเห็นได้อย่างชัดเจน กระนั้น การเข้าไม่ถึงการศึกษาของเด็กยากจนทั่วโลกก็เป็นเหมือนรอยแผลที่จะฝังอยู่กับตัวเด็กเหล่านั้นชั่วชีวิต และพรากโอกาสของเด็กเหล่านั้นจะได้มีชีวิตที่ดีในอนาคต ดังนั้น การลงทุนในการศึกษา จึงเป็น ปัจจัยที่จำเป็นที่สุดอีกปัจจัยหนึ่งที่ไม่ควรมองข้าม

B.B.King นักกีตาร์ตำนานระดับโลกได้กล่าวไว้

 

ที่มา: COVID-19 forced a billion children out of school – here’s how we can save their education

Back To Top