‘ลูกจาก’ อาจเป็นเพียงผลของต้นจากสำหรับคนนอกพื้นที่
แต่สำหรับคนในตำบลบางชนะ อำเภอเมือง จังหวัดสุราษฎร์ธานี พื้นที่ทำงานของ ‘กลุ่มยุวชนสร้างสรรค์’ หน่วยจัดการเรียนรู้การจัดการการศึกษาเชิงพื้นที่ (Area-based Education: ABE) ด้วยการสนับสนุนของ กสศ. ลูกจากไม่ได้เป็นเพียงทรัพยากรธรรมชาติ แต่เป็นวิถีชีวิตและสัญลักษณ์ของคนบางชนะ
“ลูกจากเป็นสัญลักษณ์ของคนในบาง (บางชนะ) ถ้าลองถามว่าพวกเขาได้อะไรจากลูกจากบ้าง คำตอบจะหลากหลายมาก ทั้งเป็นแหล่งเพาะพันธุ์สัตว์น้ำ นำไปทำลอยแก้วได้ ส่วนใบจากก็ใช้ทำยาสูบ ทำหลังคาบ้าน สารพัดประโยชน์” สายสุนีย์ ประทุมทอง จากสโมสรโรตารีศรีตาปี 1 ในเครือข่ายที่สนับสนุนกลุ่มยุวชนสร้างสรรค์ อธิบาย
แต่คุณค่าของลูกจากไม่ได้มีแค่นี้ เพราะลูกจากสามารถให้สีธรรมชาติสำหรับ ‘ผ้ามัดย้อม’ งานฝีมือที่กลายเป็นอาชีพเล็กๆ ของเด็กและเยาวชนในพื้นที่
สำหรับ ‘น้ำข้าว’ วัย 16 ปี เยาวชนภายใต้กลุ่มยุวชนสร้างสรรค์ ผ้ามัดย้อมจากลูกจากนอกจากทำให้เธอมีรายได้ ยังทำให้เธอมีโอกาสที่จะนำเสนอเรื่องราวของชุมชนออกไปสู่สายตาคนนอกพื้นที่ ผ่านผลงานที่เธอทำด้วยสองมือของตัวเอง
“ลูกจากอยู่ริมน้ำติดบ้านเรา เวลานักท่องเที่ยวมาที่นี่ เขาก็มาดูต้นจากกัน ส่วนผลงานมัดย้อมของเราก็มาจากลูกจาก มีครั้งหนึ่งคนมาถามว่า ถ้าเอาผลงานเราไปตั้งที่คาเฟ่ที่อื่น เรายินดีไหม หนูยินดีมากนะ หนูภูมิใจ แล้วก็รู้สึกว่าเราได้มีอาชีพที่พึ่งพาตัวเองได้” น้ำข้าวเล่า
แม้ว่าเด็กๆ ในพื้นที่นี้จะเกิดมาก็เห็นต้นจากอยู่ข้างบ้าน แต่ถ้าไม่มีการส่งเสริมการเรียนรู้โดยเริ่มจากทรัพยากรที่มีอยู่ในชุมชน เด็กและเยาวชนกลุ่มนี้อาจจะต้องหาทางเอาตัวรอดด้วยการออกไปทำงานนอกชุมชน
ในตอนนี้ลูกจากในสายตาของเด็กๆ จึงไม่ใช่แค่ผลจากต้นจาก แต่เป็นองค์ประกอบที่สำคัญในการสร้างผ้ามัดย้อม และเป็นสิ่งที่เด็กๆ รู้ว่าสามารถเอาไปต่อยอดอะไรได้บ้าง ที่แม้กระทั่ง ‘หลง’ แฟนของ ‘บัว’ วัย 17 ปี เยาวชนในพื้นที่การทำงานของโครงการ ที่ถนัดออกเรือหาปลามากกว่าพูด ยังสามารถเล่าได้ว่าต้นจาก 1 ต้นให้ประโยชน์อะไรได้บ้าง

ทักษะอาชีพที่เติบโตจากทรัพยากรของชุมชนจึงไม่ได้สร้างเพียงรายได้ แต่ยังทำหน้าที่เป็นพื้นที่ปลอดภัยให้เด็กๆ ได้เรียนรู้คุณค่าของตัวเอง และอยู่รอดได้ในพื้นที่ที่พวกเขารู้จักเป็นอย่างดี

บริเวณหน้าบ้านริมคลองร้อยสายที่ ‘ครูอู๊ด-นิวัต โฮ้เต้กิ้ม’ กับ ‘ครูจิบ-ขจรศรี โฮ้เต้กิ้ม’ คณะทำงานกลุ่มยุวชนสร้างสรรค์และครูอาสาใช้เป็น 1 ในพื้นที่จัดกิจกรรมการเรียนรู้ มีราวตากผ้าที่เรียงรายไปด้วยผ้ามัดย้อมหลากสี และผ้ามัดย้อมส่วนใหญ่เป็นฝีมือของ ‘น้ำข้าว’ เยาวชนในโครงการที่เชี่ยวชาญทักษะการทำผ้ามัดย้อมจนสามารถนำไปใช้ทั้งในการประกวดและการหารายได้ให้กับตัวเอง
น้ำข้าวเข้ามาในหน่วยและสนิทกับทีมพี่เลี้ยงในกลุ่มยุวชนสร้างสรรค์ เพราะรู้จักกับครูจิบ ครูอู๊ด และคนอื่นๆ มาตั้งแต่น้ำข้าวอยู่ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ซึ่งน้ำข้าวบอกว่า “ถูกพามาเลี้ยง พามานอนที่บ้านครูจิบตั้งแต่เด็กๆ”
พอน้ำข้าวออกจากโรงเรียนหลังจบประถมศึกษาปีที่ 6 เพราะมีปัญหากับกลุ่มเพื่อน ก็เลยมานั่งเรียนรู้ทักษะชีวิต ฝึกการทำผ้ามัดย้อมแบบจริงจังกับทางหน่วย ผ่านห้องเรียนผ้ามัดย้อมที่จัดกิจกรรมอยู่ที่โรงเรียนวัดประสิทธาราม โรงเรียนขนาดเล็กที่ถูกยุบไปก่อนที่ชุมชนจะเรียกร้องให้กลับมาเป็นโรงเรียนอีกครั้ง จนเกิดเป็นห้องเรียนโรงเรียนวัดประสิทธาราม ทำให้น้ำข้าวเรียนรู้การมัดย้อม จนเชี่ยวชาญและสามารถเป็นวิทยากรสอนวิธีทำผ้ามัดย้อมให้กับคนอื่นๆ ทั้งในและนอกห้องเรียนได้

“พวกเขาก็ส่งเสริมมาตั้งแต่เล็กจนโตค่ะ แต่เขาก็ไม่คิดว่าโตมายังจะอยู่ด้วยกัน เขาบอกว่าไม่รู้ชาติก่อนไปทำอะไรมาถึงกลับมาเจอกันอีก (หัวเราะ)” น้ำข้าวเล่า
ในพื้นที่หน่วยการเรียนรู้แห่งนี้ นอกจากน้ำข้าว ยังมี ‘บัว’ เพื่อนสนิทรุ่นราวคราวเดียวกันกับน้ำข้าว ที่เรียนจบแค่ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ที่เข้ามาเรียนรู้ผ้ามัดย้อม ผ่านการชวนของน้ำข้าว
“น้ำข้าวเขาพาไปทำผ้ามัดย้อมที่โรงเรียนวัดประสิทธาราม ตอนนั้นหนูไม่เคยย้อมผ้า ก็ไปลอง แล้วทีหลังก็มาทำผ้ามัดย้อมกับครูจิบ ครูจิบเขาก็ให้ย้อมเอง มัดเอง ทำเองทุกอย่าง” บัวเล่า

ผ้ามัดย้อมเป็นภูมิปัญญาที่มีในท้องถิ่นอยู่แล้ว แต่ผ้ามัดย้อมของน้ำข้าว และบัว ที่เกิดขึ้นภายใต้การร่วมมือของ ‘กลุ่มยุวชนสร้างสรรค์’ มีความพิเศษคือสีจาก ‘ลูกจาก’
ซึ่งจุดเริ่มต้นของผ้ามัดย้อมจากลูกจาก เป็นเรื่องบังเอิญที่ไม่ได้มาจากความตั้งใจ เพราะน้ำข้าวบอกว่า เธอได้ลองเอายางลูกจากมาทำสีมัดย้อม เนื่องจาก‘ครูวุ้น-จิราภรณ์ สุดสิน’ กลุ่มยุวชนสร้างสรรค์ ที่ปัจจุบันเป็นครูแผนกวิจิตรศิลป์วิทยาลัยอาชีวศึกษาพระนครศรีอยุธยาถูกเตือนให้ระวังยางเลอะเสื้อจากการสับลูกจาก
“ตอนนั้นครูพี่วุ้นถูกเตือนให้ระวังยางลูกจากติดเสื้อ ทางกลุ่มครูอาสาเขาก็เลยคิดไอเดียขึ้นมาว่า ถ้าเราเอาลูกจากที่มียางมาย้อมผ้าแล้วมันมีสี มันจะสามารถส่งเสริมเด็กต่อได้นะ”
ไอเดียนี้ไม่ได้สำเร็จตั้งแต่ครั้งแรกที่ลงมือทำ เพราะสียางลูกจากเป็นสีที่จาง ไม่ชัด ตอนที่ย้อมครั้งแรกสีก็ไม่ติดกับผ้า น้ำข้าวและเพื่อนๆ ที่ลองฝึกทำผ้ามัดย้อมด้วยกันภายใต้คำแนะนำของครูวุ้นและครูจิบจึงใช้เวลากว่า 2 ปีในการทดลอง คิดค้นเทคนิค ปรับปรุงสีให้ชัดขึ้น
ซึ่งเรื่องราวของผ้าผืนแรกที่สำเร็จยังอยู่ในความทรงจำของน้ำข้าว
“ผืนแรกเป็นผ้าผืนเล็กๆ ที่ฝึกกับครูพี่วุ้น นั่งทำกันตรงศาลาริมคลองที่โรงเรียนวัดประสิทธิธาราม เขาแจกผ้าคนละผืนสองผืน ให้ลองทำ ได้ไม่ได้ก็ลองทำดู ทำไปทำมาก็ได้ลายชิงดวงกับพระจันทร์ทรงกลด” น้ำข้าวเล่า
ลายชิงดวง คือ ลายที่ใช้ฝาขวดน้ำมาเป็นอุปกรณ์เสริมในการมัด ทำให้ได้ลวดลายวงกลมหลายๆ วง ส่วนลายพระจันทร์ทรงกลด คือ ลวดลายที่มีแสงรอบๆ วงกลม กระจายออกไปข้างๆ คล้ายพระจันทร์ทรงกลด ซึ่งทั้ง 2 ลาย แม้จะเป็นลายพื้นฐานสำหรับการทำผ้ามัดย้อม แต่ต้องใช้ความพยายามและความอดทนในการฝึกฝน ถึงจะทำให้ได้ลวดลายที่ต้องการ
กว่าจะรู้ว่าต้องใช้อะไรผสมถึงจะได้สีอื่น กว่าจะรู้ว่าแต่ละลายต้องมัดยังไง น้ำข้าวกับบัวก็ผ่านการลองผิดลองถูกมาหลายครั้ง ตามประสาคนที่เริ่มทุกอย่างจาก 0 โดยต่อยอดมาจากความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับการทำผ้ามัดย้อมที่ครูวุ้นสอน
“ตอนนั้นที่เริ่มทำก็ทำไม่เป็นหรอก ทำๆ ไป มัดมั่วๆ มันก็ออกมาเป็นลายก้อนเมฆ เราเลยลองใช้ลูกแก้วมาทำเป็นลายจุดๆ ” บัวอธิบาย
ขั้นตอนการทำผ้ามัดย้อมที่เด็กๆ ฝึก เริ่มจากการวางแผนก่อนว่าจะทำลายอะไร และใช้หนังยางมัดให้เป็นลายที่คิดไว้ หลังจากนั้นเอาไปแช่ในหม้อต้มสีที่เตรียมไว้ พอครบเวลาก็เอาผ้าไปล้างน้ำก่อนจะนำไปตากผึ่งลมให้แห้ง
“มัดหนังยางจนปวดมือไปหมดเลยค่ะ” น้ำข้าวบอกว่าการมัดผ้าก่อนย้อมเป็นขั้นตอนที่ไม่ยาก แต่ถ้าไม่ได้ฝึกฝนก็อาจจะไม่ได้ลายที่ต้องการ เหมือนที่น้ำข้าวมักจะมือบวมบ่อยๆ เพราะมัดหนังยางเพื่อสร้างลายบนผ้ามัดย้อม
หลังจากลองทำไปเรื่อยๆ จนชำนาญมากขึ้น น้ำข้าวก็ถามครูจิบว่า “ไม่คิดจะทำสีอื่นบ้างเลยเหรอ” ครูจิบจึงให้น้ำข้าวกับบัวลองใช้ของอย่างอื่นนอกเหนือจากลูกจากมาย้อมสี ไม่ว่าจะเป็น สีเหลืองจากดาวเรือง สีเขียวจากใบหูกวาง สีแดงจากเปลือกฝาง และลองใช้มอร์แดนท์ (Mordant) มาช่วยปรับเฉดของสี เช่น สีแดงจากฝางไปจุ่มน้ำปูนจะได้สีชมพู แต่ถ้าไปจุ่มสารส้มจะได้สีม่วงบานเย็น ซึ่งทั้งหมดนี้มาจากการค้นคว้าและทดลองด้วยตัวเอง

พอทำสีได้หลากหลายมากขึ้น รู้จักเทคนิคในการสร้างลายในแบบต่างๆ ผลงานของน้ำข้าว บัว และเพื่อนๆ จึงได้ออกไปเฉิดฉายในงานต่างๆ และหลายงานก็มาจากการสนับสนุนของ ‘สโมสรโรตารีศรีตาปี’ ที่ครูจิบไปติดต่อประสานงานด้วย เนื่องจากสโมสรโรตารีศรีตาปีเองก็อยากช่วยส่งเสริมอนาคตของเด็กไปพร้อมๆ กับร่วมพัฒนาชุมชนผ่านทุนทรัพย์ เช่น การนำผ้ามัดย้อมจากเด็กๆ ไปใช้เป็นองค์ประกอบของชุดในประเพณีชักพระประจำปีของจังหวัด พอมีคนสนใจก็ส่งต่อช่องทางการติดต่อของครูจิบให้ และการจัดคณะทัวร์การเรียนรู้ พาชาวต่างชาติมาลองทำผ้ามัดย้อมที่ห้องเรียนโรงเรียนวัดประสิทธิธาราม
“ชุมชนแข็งแรงอยู่แล้ว เรามาเป็นส่วนหนึ่งที่มาช่วยเสริมเขาในสิ่งที่เขาไม่มี เขาไม่มีที่ซักล้าง ไม่มีเตาสำหรับย้อม เราก็ไปหาทุน ไปหาอุปกรณ์มาให้ จัดห้องโชว์รูมไว้ให้โชว์ผลงาน ความคาดหวังเราตอนนั้นแค่หวังชุมชนจะมีรายได้ไปจ้างครูมาสอนเด็กๆ ที่โรงเรียนยุบไปแล้ว” สายสุนีย์กล่าว

การที่คนภายนอกเห็นผลงานมากขึ้น จึงทำให้เกิดการสร้างรายได้จากการรับออเดอร์ผลิตผ้ามัดย้อมเป็นลำดับถัดมา ทำให้จากเดิมที่มีการทำผ้ามัดย้อมจากสีลูกจากเป็นเพียงการฝึกทักษะจากของรอบตัว ทำแล้วก็ชื่นชมกันอยู่ในพื้นที่ ก็เปลี่ยนเป็นทักษะในการสร้างงานที่มีมูลค่าขึ้นมาได้
“มีร้านโทรมาทางครูจิบ ครูจิบเลยบอกหนูกับบัวว่าให้ทำผ้ามัดย้อม 30 ผืน แต่ตอนนั้นไม่ได้บอกว่าเป็นออเดอร์จากข้างนอก บอกแค่ครูมีงานให้ทำนะ เราก็ทำๆ กันไป มันก็ออกมาดีเลย” น้ำข้าวเล่าไปยิ้มไป
หลังออเดอร์นี้ถูกส่งถึงมือลูกค้า ลูกค้าก็กลับมาสั่งผ้ามัดย้อมผ่านทางครูจิบเป็นระยะๆ น้ำข้าวกับบัวจึงมีรายได้ทางนี้เข้ามา บางครั้งก็ได้ประมาณ 500-600 บาทต่อสัปดาห์ และก็มีบางครั้งที่ได้ถึง 3,000 บาท สลับกับงานอื่นๆ ที่ตัวเองทำ เช่น งานรับจ้างทั่วไป

พอถามว่าอะไรยากที่สุดในการทำผ้ามัดย้อม น้ำข้าวกับบัวตอบเป็นเสียงเดียวกันว่า ‘สี’ โดยบัวให้เหตุผลว่า ถ้าทำแต่สีเดิมๆ ลูกค้าจะเบื่อ ส่วนน้ำข้าวบอกว่า สีเป็นสิ่งที่คุมยาก แค่เปลี่ยนชนิดผ้า ก็สามารถทำให้สูตรสีที่เราคิดมาใช้ไม่ได้
“บางทีคาดหวังนะ อยากได้สีเขียว ก็ย้อมเป็นสีเหลืองไปก่อน แล้วไปจุ่มมอร์แดนท์ แต่สีเขียวมันไม่ติด ย้อมซ้ำๆ มันก็กลายเป็นสีที่ดูสกปรก แต่ก็แก้นะ จนออกมาเป็นสีน้ำตาล เพราะเสียดายผ้า รอยมัดรอบแรกยังอยู่อยู่เลย” น้ำข้าวเล่าพร้อมชี้ไปยังผ้าสีน้ำตาลต้นเรื่อง
แม้การแก้งานจะเป็นเรื่องปกติที่เกิดขึ้นได้ไม่ว่ากับใครก็ตาม แต่มันก็ต้องมีการแก้งานที่ทำให้เรารู้สึกว่าไม่อยากจะแก้ต่อไปแล้ว เพราะแก้เท่าไหร่ก็ไม่ดีขึ้นสักที เหตุการณ์แบบนี้เองก็เกิดขึ้นกับน้ำข้าวเช่นกัน
น้ำข้าวบอกว่า เคยเจอโจทย์ยากที่ทำให้รู้สึกไม่อยากทำผ้าผืนนั้นแล้ว แต่ก็อาศัยความอดทนร่วมกับครูจิบ และ ‘ฮึบ’ ขึ้นได้จนสำเร็จ จากการนึกถึง ‘เอี้ยง-ภัสรา รู้พันธุ์’ 1 ในแกนนำสำคัญของกลุ่มยุวชนสร้างสรรค์ ที่ทำกิจกรรมด้านการพัฒนาเด็ก เยาวชน และชุมชน สืบสานภูมิปัญญาด้วยกระบวนการงานวิจัยเพื่อท้องถิ่นมาตั้งแต่สมัยยังเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษา และเป็นผู้บุกเบิกการฝึกฝนทักษะผ้ามัดย้อม
“คำพูดของพี่เอี้ยงผุดขึ้นมาในหัว พี่เอี้ยงเคยสอนว่า “ถ้าไม่เข้มแข็งก็อยู่ไม่ได้หรอกบนโลกนี้” แล้วแกก็เคยบอกว่า “สู้นะน้อง ทำไป ไม่มีงานอะไรที่ง่ายสบายหรอก” เราก็อดทนทำๆ จนชำนาญทุกลาย ทุกสี ตอนนี้ก็เก่งหมดแล้ว เหลือแค่เรื่องเนื้อผ้านี่แหละ” น้ำข้าวอธิบาย
หลังจากนั้นเป็นต้นมา หากเจอโจทย์ผ้าที่ยาก นอกจากฮึบขึ้นมาแล้ว น้ำข้าวก็พยายามผ่อนคลายตัวเอง เช่น ที่ผ่านมามีลูกค้าต้องการผ้า 100 ผืนใน 1 อาทิตย์ น้ำข้าวก็แก้เครียดด้วยการกินขนมที่บ้านครูจิบจนหมด ก่อนจะลุกไปทำงานที่ได้รับมอบหมายให้สำเร็จ

หากให้ย้อนไปสมัยยังเรียนอยู่ในโรงเรียน วิชาโปรดของเด็กหญิงน้ำข้าวคือ วิชาศิลปะ จึงไม่น่าแปลกใจที่น้ำข้าวจะชอบการทำผ้ามัดย้อม จนกลายเป็นว่าเมื่อไหร่ที่มีเวลาว่าง น้ำข้าวก็จะใช้เวลาตรงนั้นในการวาดรูป ออกแบบลวดลาย รวมไปถึงสีในการทำผ้ามัดย้อมชิ้นต่อไป หรือบางครั้งต่อให้ไม่มีออเดอร์เข้ามา เธอก็จะลุกไปย้อมผ้าอยู่ดี
ซึ่งถ้าไม่มีห้องเรียนผ้ามัดย้อม ไม่มีการสนับสนุนจากภายนอก ไม่มีออเดอร์เข้ามา การวาดภาพก็จะเป็นแค่งานอดิเรกจากความชอบ แต่ตอนนี้น้ำข้าวมีผ้ามัดย้อมเป็นทั้งทักษะ รายได้ และ ‘ความสุข’
“ผ้ามัดย้อมคือความสุขนะ เพราะว่าเรานั่งทำคนเดียว เงียบๆ ไม่มีเสียงรบกวน ไม่มีใครมาเกะกะ เราได้มีความสุขของเรา”
นอกจากความสุขแล้ว น้ำข้าวยังเสริมอีกว่า ผ้ามัดย้อมทำให้เธอมีทักษะหลายอย่าง มีคะแนนสำหรับการเรียน กศน. และทำให้เธอกำลังจะได้วุฒิ ม.3

ส่วนบัวเอง ก็มีผ้ามัดย้อมเป็นงานที่น่าตื่นเต้นและสนุก เพราะบางครั้งไม่ได้ตั้งใจมัดก็ออกมาสวย แต่บางครั้งที่ตั้งใจมากๆ ก็ออกมาไม่ดี
“เรามัดมั่ว แต่พอเราย้อมสีเสร็จ เปิดแล้วสวย ก็ตื่นเต้นดีใจว่า อุ๊ย วันนี้ทำได้ดี หนูสามารถมั่วแล้วก็ออกมาลายสวยมาก ลายที่เราไม่คาดหวังจะออกมาดีมาก แต่ลายอะไรที่เราคาดหวังจะแย่ทุกลาย แต่มันคือศิลปะ ไม่มีผิด ไม่มีถูกค่ะ”
ทักษะผ้ามัดย้อม ทำให้บัวได้ออกนอกพื้นที่ ไปเป็นวิทยากรให้กับคนอื่นๆ แต่พอบัวรู้ว่าตัวเองท้อง บัวก็เก็บเรื่องนี้ไว้เป็นความลับ เพราะกลัวว่าจะไม่ได้ทำผ้ามัดย้อมอีก
“หนูกลัวเขาไม่ให้ทำงาน เลยไม่ได้บอก เราอยากไปทำ เราอยากไปให้ความรู้กับน้องๆ ตามที่ต่างๆ อยากไปร่วมทำกิจกรรมกับคนอื่นๆ เวลาไปไทดำเนี่ย ก็อยากไปที่สุดนะ สนุก” บัวเสริม

“ถ้าผ้ามัดย้อมมันไปต่อไม่ได้ หนูก็อยากไปทำงานเซเว่น”
สำหรับน้ำข้าว ทักษะการทำผ้ามัดย้อมสามารถนำไปต่อยอดได้อีกหลายอย่าง อย่างในตอนนี้น้ำข้าวก็กำลังจะต่อเติมพื้นที่ข้างบ้านเพื่อเปิดเป็นศูนย์การเรียนรู้ผ้ามัดย้อม
“ตอนนี้กำลังจะทำศูนย์การเรียนรู้มัดย้อมข้างบ้าน ให้ครูจิบช่วยส่งของส่งอะไรมาให้ ลองทำไปก่อน ถ้ารอดก็ทำต่อ ถ้าไปไม่รอดก็จะไปทำงานเซเว่น”
แต่การทำผ้ามัดย้อมมีความไม่แน่ไม่นอนสูง ขึ้นอยู่กับความสนใจของคน น้ำข้าวจึงวางแผนว่า หลังจากได้วุฒิ ม.3 จากการเรียน กศน. ในเทอมนี้ เธอจะเรียนต่อให้ได้วุฒิ ม.6 เพราะอาชีพทั้งในพื้นที่ชานเมืองและในเมืองเดี๋ยวนี้รับวุฒิขั้นต่ำอยู่ที่ ม. 3
หากเป็นอาชีพที่ไม่ใช้วุฒิในพื้นที่ จะมีเพียงไม่กี่อาชีพเท่านั้น เช่น การทำประมง การทำสวนทำไร่ และการรับจ้างทั่วไป แต่อาชีพเหล่านี้ก็ไม่มีความแน่นอนด้านรายได้ การมีวุฒิเพื่อเข้าไปหางานในเมืองจึงดูมั่นคงกว่า

“หนูก็มีความคิดนะว่าจะไปทำงานปั๊ม ทำงานเซเว่น ถ้าเกิดมัดย้อมมันไม่รอด แล้วเขาต้องการวุฒิ ม.3 เทอมนี้ก็เลยจะเร่งให้ได้วุฒิค่ะ ถ้าได้วุฒิ ม.3 ก็ไม่คาดหวังอะไรกับวุฒิ ม.6 แล้ว เพราะเขาบอกว่าไม่ว่าทำงานอะไร ม.3 ก็พอ ส่วน ป.6 เขาไม่ใช้แล้ว”
ส่วนในมุมของบัว แม้จะหยุดเรียน กศน. มาพักหนึ่งเพราะต้องดูแลลูก แต่บัวก็ยังอยากมีวุฒิ ตอนนี้บัวจึงตัดสินใจว่าจะเรียนโรงเรียนมือถือตามคำแนะนำของครูจิบ เพราะถ้าได้ไปทำงานที่เซเว่นก็จะช่วยบรรเทาภาระที่ตัวเองต้องรับผิดชอบได้
“คิดว่าถ้าเรียนจบก็จะทำงานเพราะว่าเรามีภาระ มีเรื่องที่จะต้องรับผิดชอบ ทำงานเซเว่นก็ยังดี แต่เมื่อก่อนหนูไม่ได้ทำงานหรอก ไปกับครูจิบบ้าง ออกทะเลกับแฟน ออกรอบวางอวนอะไรแบบนี้ค่ะ แต่ออกทะเลยากกว่าทำมัดย้อมนะ หนูว่ายน้ำไม่เป็น” บัวขำ
หากเป็นก่อนหน้านี้บัวและน้ำข้าวอาจจินตนาการไม่ออกว่า จะเรียนไปด้วย ทำงานไปด้วยได้อย่างไร เพราะแค่เรียนในระบบอย่างเดียวก็ไม่อยากเรียนแล้ว แต่จากกระบวนการออกแบบการเรียนรู้ของทีมพี่เลี้ยงยุวชนสร้างสรรค์ น้ำข้าวและบัวจึงมีโอกาสในการเรียนรู้ มีโอกาสในการที่จะได้วุฒิ โดยที่ไม่ขาดรายได้ และถ้าวันไหนที่การทำมัดย้อมไปไม่รอดอย่างที่น้ำข้าวบอก อย่างน้อยพวกเขาก็จะมีวุฒิในการเลือกประกอบอาชีพใหม่ในอนาคต
เรื่อง : ธันยพร เกษรสิทธิ์
ภาพถ่าย : อธิคม แสงไชย
ภาพประกอบ : บัว คำดี