ครั้งแรกของการลงทุนไทย! กสศ. พลิกโฉมการศึกษา ใช้ผลลัพธ์นำการจ่ายเงิน “Pay for Success” แก้ปัญหาเด็กพัฒนาการช้า
พร้อม MOU ดึงนักลงทุนนานาชาติร่วมแก้ความเหลื่อมล้ำการศึกษาไทย

ครั้งแรกของการลงทุนไทย! กสศ. พลิกโฉมการศึกษา ใช้ผลลัพธ์นำการจ่ายเงิน “Pay for Success” แก้ปัญหาเด็กพัฒนาการช้า

เมื่อวันที่ 14 พฤษภาคม 2569 กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) เปิดเผยผลดำเนินงานโครงการพัฒนาศักยภาพเด็กปฐมวัย (ICAP) โครงการนำร่อง “จ่ายเงินตามผลลัพธ์” (Pay for Success) แห่งแรกของประเทศไทย พร้อมลงนามความร่วมมือ (MOU) กับภาคีนักลงทุนนานาชาติ เพื่อขยายนวัตกรรมการเงินเพื่อสังคมไปสู่ระดับนโยบายประเทศ ในงานสัมมนา “การเงินเพื่ออนาคต ยกระดับทุนมนุษย์ โอกาสและประสบการณ์ในไทยและต่างประเทศ ” ณ โรงแรม เดอะ สุโกศล กรุงเทพมหานคร

ดร.ไกรยส ภัทราวาท ผู้จัดการ กสศ. ชี้ให้เห็นว่า ปัญหาความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาไม่ใช่เพียงวิกฤตทางสังคม แต่คือความสูญเสียทางเศรษฐกิจที่วัดได้ งานวิจัยของ กสศ. ประเมินว่าหากเด็กนักเรียนชั้น ม.3 ทุกคนได้ศึกษาต่อในระดับสูง จะสร้างผลกระทบทางเศรษฐกิจได้มากถึง 409 ล้านบาทต่อปี คิดเป็นอัตราผลตอบแทนการลงทุน (IRR) ร้อยละ 9 ซึ่งสูงกว่าต้นทุนทางการเงินของภาครัฐ และอยู่ในระดับเดียวกับการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานระดับประเทศ

“การแก้ปัญหาระดับโครงสร้างของความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา ไม่สามารถพึ่งพางบประมาณจากภาครัฐเพียงฝ่ายเดียวได้อีกต่อไป ด้วยฐานข้อมูลที่แม่นยำและนวัตกรรมที่ กสศ. มี เมื่อผนวกกับกลไกการลงทุนที่ยึดผลลัพธ์เป็นศูนย์กลาง จะทำให้เงินทุกบาทที่ลงทุนเกิดความคุ้มค่าสูงสุด และที่สำคัญกว่านั้น สามารถพิสูจน์ได้ว่าคุ้มค่าจริง”  ดร.ไกรยส กล่าว

ดร.ไกรยส กล่าวว่า Pay for Success หรือ Outcome-Based Financing คือกลไกที่ภาคเอกชนหรือนักลงทุนออกเงินล่วงหน้าให้โครงการทางสังคมดำเนินการก่อน โดยรัฐหรือผู้จ่ายเงินตามผลลัพธ์จะจ่ายเงินคืนพร้อมผลตอบแทน ก็ต่อเมื่อโครงการบรรลุเป้าหมายที่กำหนดไว้และได้รับการยืนยันจากผู้ประเมินอิสระแล้วเท่านั้น ต่างจากโครงการแบบเดิมที่จ่ายเงินตามกิจกรรมโดยไม่ผูกกับผลที่เกิดขึ้นจริง โมเดลนี้เริ่มใช้ครั้งแรกในสหราชอาณาจักรเมื่อปี 2553 และปัจจุบันขยายไปแล้วกว่า 40 ประเทศทั่วโลก

ดร.ไกรยส ภัทราวาท

กสศ. ได้นำร่องร่วมกับภาคีเอกชนสนับสนุนทุน มหาวิทยาลัยรามคำแหง Change Fusion  และ Tri-Sector Associates ในฐานะผู้ร่วมพัฒนา และ สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) ในฐานะผู้ประเมินผลอิสระ ผ่านโครงการพัฒนาศักยภาพเด็กปฐมวัย (ICAP) ที่ดำเนินการในศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก 129 แห่ง ใน 11 จังหวัดทั่วประเทศ ครอบคลุมเด็กปฐมวัย 3,270 คน

สำหรับจุดแข็งของโครงการอยู่ที่การออกแบบการทำงานแบบบูรณาการรอบตัวเด็ก ทั้งการพัฒนาครูให้ใช้แนวทาง Active Learning ที่มีหลักฐานเชิงประจักษ์รองรับ การสร้างการมีส่วนร่วมของผู้ปกครองอย่างต่อเนื่อง และการเชื่อมประสานกับหน่วยงานท้องถิ่นทั้งด้านสาธารณสุขและสวัสดิการสังคม ทำให้การพัฒนาเด็กเกิดขึ้นได้อย่างครอบคลุมและยั่งยืนในระดับพื้นที่ ผลที่ได้รับการยืนยันจากผู้ประเมินอิสระภายนอก มีดังนี้ 1.สัดส่วนเด็กที่มีปัญหาทักษะสมองส่วนหน้า (Executive Function: EF) ลดลงจากร้อยละ 28 เหลือร้อยละ 3.9 ดีกว่าเป้าหมาย 3.5 เท่า 2.สัดส่วนเด็กที่มีพัฒนาการต่ำกว่าเกณฑ์มาตรฐาน (DSPM) ลดลงจากร้อยละ 31 เหลือร้อยละ 9 ดีกว่าเป้าหมาย 2 เท่า

“ทักษะ EF ในวัยเด็กถือเป็นตัวชี้วัดที่นักวิจัยด้านเศรษฐศาสตร์การศึกษาระดับนานาชาติให้ความสำคัญอย่างยิ่ง เนื่องจากมีความสัมพันธ์โดยตรงกับผลลัพธ์ด้านการศึกษา รายได้ในวัยผู้ใหญ่ และการพึ่งพาตนเองทางเศรษฐกิจในระยะยาว การลดลงของตัวเลขเหล่านี้จึงไม่ใช่แค่ตัวชี้วัดเชิงพัฒนาการ แต่คือสัญญาณเชิงโครงสร้างที่บ่งชี้ว่าวงจรความเหลื่อมล้ำสามารถถูกตัดได้ตั้งแต่ต้น นี่คือการพิสูจน์ว่าเงินทุกบาทที่ลงทุนไปเกิดผลจริง สามารถวัดได้ ตรวจสอบได้ และที่สำคัญ คืนทุนได้  ผลลัพธ์ทั้งหมดถูกเชื่อมโยงโดยตรงกับเงื่อนไขการจ่ายเงิน ซึ่งถือเป็นหัวใจสำคัญของโมเดล Pay for Success ที่แตกต่างจากโครงการสังคมแบบเดิม” ดร.ไกรยส กล่าว

สุวิชญ โรจนวานิช

นายสุวิชญ โรจนวานิช เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ระบุชัดว่า ในบริบทที่พื้นที่ทางการคลังของรัฐมีข้อจำกัดมากขึ้น การพึ่งพางบประมาณภาครัฐเพียงฝ่ายเดียวไม่เพียงพออีกต่อไป รัฐต้องเปลี่ยนบทบาทจาก “ผู้จ่ายเงินอุดหนุน” มาเป็น “ผู้ขับเคลื่อนผลลัพธ์” ที่สร้างความมั่นใจให้นักลงทุนภาคเอกชนสามารถเข้ามาร่วมแก้ปัญหาได้อย่างมีหลักประกัน

กรณีศึกษา “ราชบุรี Zero Dropout” สะท้อนแนวทางนี้ได้ชัดเจน เมื่อบริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) ออกหุ้นกู้เพื่อการศึกษาระดมทุนป้องกันเด็กหลายหมื่นคนในจังหวัดราชบุรีออกจากระบบการศึกษา และเมื่อผลลัพธ์ได้รับการพิสูจน์แล้ว รัฐบาลจึงรับไม้ต่อขยายเป็นนโยบายระดับชาติ Thailand Zero Dropout Plus ทั่วประเทศ

ทั้งนี้ ภายในงาน กสศ. ได้ลงนามความร่วมมือ (MOU) กับ AVPN (Asia Venture Philanthropy Network) เครือข่ายนักลงทุนเพื่อสังคมที่ใหญ่ที่สุดในเอเชีย และ Tri-Sector Associates ที่ปรึกษาเชี่ยวชาญด้านการออกแบบสัญญาจ่ายเงินตามผลลัพธ์ มุ่งพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานสำคัญ 3 ส่วน ได้แก่ 1.Outcomes Marketplace แพลตฟอร์มกลางที่เชื่อมนักลงทุนผลกระทบ (Impact Investors) กับองค์กรผู้ดำเนินโครงการที่มีผลลัพธ์ผ่านการพิสูจน์แล้ว ลดอุปสรรคในการเข้าถึงและตรวจสอบโอกาสการลงทุนเพื่อสังคม 2.ระบบมาตรฐานการวัดผล ที่น่าเชื่อถือและเป็นกลาง เพื่อให้นักลงทุนสามารถเปรียบเทียบผลลัพธ์ข้ามโครงการได้ ซึ่งถือเป็นเงื่อนไขพื้นฐานของตลาดทุนเพื่อสังคมที่มีประสิทธิภาพ และ 3.การเสริมสร้างศักยภาพ ให้องค์กรภาคสังคมไทยมีความพร้อมด้านข้อมูล การวัดผล และการบริหารโครงการในระดับที่นักลงทุนสถาบันยอมรับได้

ปัจจุบัน Pay for Success ดำเนินการแล้วใน 40 ประเทศ ครอบคลุม 295 โครงการ มูลค่ารวมกว่า 524 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และมีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่องตามรายงานของ OECD ปี 2568 ในเอเชียแปซิฟิก ออสเตรเลีย อินเดีย ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ และสิงคโปร์ต่างนำกลไกนี้ไปปรับใช้ในระดับนโยบายแล้ว

“ประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่ระยะใหม่ของการแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำ ที่ใช้กลไกตลาดและระบบข้อมูลเป็นตัวขับเคลื่อน ด้วยฐานข้อมูลเด็กและเยาวชนที่ กสศ. สะสมมาครอบคลุมกลุ่มเสี่ยงหลุดจากระบบการศึกษกว่า 1.3 ล้านคนทั่วประเทศ และเด็กและเยาวชนนอกระบบการศึกษา อีกกว่า 603,000 คน  ประกอบกับโครงสร้างความร่วมมือที่วางรากฐานในวันนี้ ประเทศไทยมีองค์ประกอบพื้นฐานที่จำเป็นสำหรับตลาดการลงทุนเพื่อสังคมที่ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ” ดร.ไกรยส กล่าว 

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม: กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) โทร 02-079-5475