“ข้อสอบที่ดี ไม่ได้เริ่มต้นจากการคิดว่าจะถามอะไร แต่เริ่มจากการนิยามให้ชัดว่า เราต้องการวัดอะไร”
ประโยคนี้สะท้อนแนวคิดสำคัญที่ OECD ใช้พัฒนากรอบการประเมิน PISA ตลอดหลายปีที่ผ่านมา และเป็นจุดตั้งต้นของการสนทนาในเวทีครั้งนี้
แนวคิดดังกล่าวถูกถ่ายทอดโดย Dr. Mario Piacentini นักวิเคราะห์อาวุโสประจำโครงการ PISA ขององค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) ซึ่งร่วมเป็นวิทยากรในเวที Insight Session หัวข้อ Elevating International Competency Assessment: An In-depth Look at the PISA Framework and Approaches to Competency-Based Item Development ซึ่งจัดขึ้นเมื่อวันที่ 3 กรกฎาคม 2569 โดยสถาบันทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ สทศ. ร่วมกับสถาบันวิจัยเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.)

เวทีดังกล่าวมีผู้บริหาร นักวิชาการ และนักวัดผลจากหลายหน่วยงานเข้าร่วมแลกเปลี่ยน ทั้งจาก สทศ. สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) และสถาบันด้านการวัดและประเมินผลของไทย โดยมีเป้าหมายร่วมกันคือการยกระดับระบบการประเมินของประเทศให้สอดคล้องกับแนวคิดการพัฒนาสมรรถนะผู้เรียนในศตวรรษที่ 21
แม้ PISA จะเป็นที่รู้จักในฐานะการประเมินสมรรถนะของนักเรียนอายุ 15 ปีในระดับนานาชาติ แต่ผู้เชี่ยวชาญจาก OECD ชี้ให้เห็นว่า แก่นแท้ของ PISA ไม่ใช่การแข่งขันเพื่อจัดอันดับประเทศ หากเป็นการทำความเข้าใจว่า ผู้เรียนสามารถนำความรู้ที่มีไปใช้แก้ปัญหาในสถานการณ์จริงได้มากน้อยเพียงใด
ด้วยเหตุนี้ การพัฒนาข้อสอบจึงไม่ได้เริ่มจากการคิดคำถาม แต่เริ่มจากการกำหนดให้ชัดว่า “สมรรถนะ” ที่ต้องการวัดคืออะไร ก่อนจะออกแบบสถานการณ์ที่เปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้แสดงความสามารถออกมา และจึงค่อยตีความจากหลักฐานที่เกิดขึ้น

Dr. Mario อธิบายว่า แนวคิดดังกล่าวเรียกว่า Evidence-Centered Design (ECD) ซึ่งเปรียบเสมือน “สามเหลี่ยมการประเมิน” ที่เชื่อมโยงระหว่างความเข้าใจว่าผู้เรียนเรียนรู้อย่างไร (Cognition) สถานการณ์ที่ทำให้ผู้เรียนแสดงสมรรถนะ (Observation) และการแปลผลจากสิ่งที่สังเกตได้ (Interpretation) เข้าด้วยกัน
“ทีมพัฒนาข้อสอบจะยังไม่เริ่มเขียนข้อสอบ จนกว่าจะนิยามสิ่งที่ต้องการวัดได้อย่างชัดเจน” Dr. Mario กล่าว พร้อมย้ำว่า การประเมินคือความพยายาม “มองเข้าไปในความคิดของผู้เรียน” ผ่านหลักฐานที่มีอยู่อย่างจำกัด จึงไม่มีเครื่องมือใดสมบูรณ์แบบ แต่สามารถออกแบบให้สะท้อนศักยภาพของผู้เรียนได้ใกล้เคียงที่สุด
ในวิชาคณิตศาสตร์ PISA ไม่ได้วัดเพียงความสามารถในการคำนวณ แต่พิจารณาตั้งแต่การแปลงปัญหาในชีวิตจริงให้เป็นแบบจำลองทางคณิตศาสตร์ การเลือกใช้เครื่องมือหรือวิธีคำนวณที่เหมาะสม ไปจนถึงการตีความผลลัพธ์กลับไปสู่สถานการณ์เดิม
เช่นเดียวกับการอ่าน ซึ่ง PISA นิยามว่าเป็นความสามารถในการ “มีปฏิสัมพันธ์ ทำความเข้าใจ และประเมินข้อความ” อย่างมีวิจารณญาณ โดยจงใจใช้คำว่า Engage with เป็นคำแรก เพื่อสะท้อนว่า การเป็นผู้อ่านที่ดีไม่ได้อาศัยเพียงทักษะด้านภาษา แต่ต้องมีความสนใจ ความเต็มใจ และแรงจูงใจที่จะทำความเข้าใจข้อความอย่างลึกซึ้ง
การอ่านจึงไม่ใช่เพียงการค้นหาคำตอบที่ถูกต้อง แต่ครอบคลุมตั้งแต่การค้นหาและเข้าถึงข้อมูล การตีความความหมาย ไปจนถึงการสะท้อนคิดและประเมินคุณค่าของสิ่งที่อ่าน ซึ่งเป็นฐานสำคัญของการคิดเชิงวิพากษ์

เมื่อโลกของการสื่อสารเปลี่ยนไป กรอบการประเมินก็จำเป็นต้องเปลี่ยนตาม
Dr. Mario เปิดเผยว่า กรอบการอ่านของ PISA 2029 กำลังได้รับการทบทวนเป็นครั้งที่สาม เพื่อให้สะท้อนพฤติกรรมการอ่านของเยาวชนในยุคดิจิทัลที่ใช้เวลาอยู่กับหน้าจอมากกว่าหนังสือ
ข้อสอบในอนาคตจึงจะมีทั้งข้อความจากสื่อสังคมออนไลน์ เนื้อหาที่สร้างโดย Generative AI ข้อความหลายรูปแบบ รวมถึงข่าวลวงและข้อมูลคุณภาพต่ำ
OECD ให้เหตุผลว่า การประเมินต้องสะท้อนโลกที่ผู้เรียนใช้ชีวิตอยู่ หากต้องการรู้ว่าผู้เรียนสามารถแยกแยะข่าวลวงได้หรือไม่ ก็จำเป็นต้องให้ผู้เรียนเผชิญกับข่าวลวงจริงในสถานการณ์การประเมิน
ขณะเดียวกัน OECD ยังยืนยันว่าจะคงการอ่านข้อความยาวและวรรณกรรมไว้ เพราะเชื่อว่าการอ่านหนังสือทั้งเล่มยังเป็นทักษะสำคัญที่ช่วยพัฒนาความรู้ ความคิด และความเป็นมนุษย์
อีกประเด็นที่ได้รับความสนใจคือ การใช้เทคโนโลยีดิจิทัลเพื่อเปลี่ยนวิธีการประเมิน จากเดิมที่สนใจเพียง “คำตอบสุดท้าย” ไปสู่การเก็บข้อมูล “กระบวนการคิด” ของผู้เรียนระหว่างลงมือทำโจทย์
สิ่งที่ระบบบันทึกไว้ ไม่ใช่เพียงว่าผู้เรียนตอบถูกหรือผิด แต่รวมถึงลำดับการคิด วิธีตัดสินใจ และจุดที่ผู้เรียนเริ่มติดขัด ซึ่งเป็นข้อมูลที่สามารถนำกลับไปใช้พัฒนาการเรียนรู้ได้มากกว่าคะแนนเพียงตัวเดียว
ในช่วงสาธิตเครื่องมือ Ms. Emma Linsenmayer นำเสนอแพลตฟอร์ม PILA และระบบ Authoring Tool ที่ OECD พัฒนาขึ้น เพื่อให้ครูและนักพัฒนาข้อสอบสามารถสร้างการประเมินแบบดิจิทัลได้เองโดยไม่ต้องมีความรู้ด้านการเขียนโปรแกรม รองรับทั้งข้อสอบแบบดั้งเดิมและกิจกรรมเชิงโต้ตอบ พร้อมระบบกำหนดสมรรถนะ ระดับความยาก และการเก็บข้อมูลอัตโนมัติ ซึ่งช่วยวางรากฐานสำหรับการสร้างคลังข้อสอบและการประเมินเพื่อพัฒนาการเรียนรู้ในอนาคต

นอกเหนือจากเทคนิคการสร้างข้อสอบ เวทีครั้งนี้ยังชวนให้ผู้เข้าร่วมย้อนกลับมาตั้งคำถามกับระบบการศึกษาว่า ตลอดหลายปีที่ผ่านมา เราอาจใช้เวลาไปกับการวัด “สิ่งที่วัดได้ง่าย” มากกว่า “สิ่งที่สำคัญที่สุด”
หากเป้าหมายของการศึกษาคือการสร้างพลเมืองที่คิดเป็น แก้ปัญหาได้ มีความคิดสร้างสรรค์ ใช้เทคโนโลยีอย่างรับผิดชอบ และอยู่ร่วมกับผู้อื่นได้อย่างเข้าใจ สมรรถนะเหล่านี้ย่อมควรเป็นสิ่งที่ระบบการประเมินให้ความสำคัญเช่นเดียวกัน
ตลอดการแลกเปลี่ยนในเวทีครั้งนี้ มีการย้ำอยู่หลายครั้งว่า การยกระดับการวัดและประเมินผลไม่ใช่เพียงการสร้างข้อสอบที่ดีขึ้น แต่คือการเปลี่ยนบทบาทของการประเมิน จากเครื่องมือคัดเลือก ไปสู่เครื่องมือที่ช่วยให้ครูเข้าใจผู้เรียน และใช้ข้อมูลกลับไปพัฒนาการเรียนรู้ของเด็กแต่ละคนได้จริง
นั่นอาจเป็นเหตุผลที่ Dr. Mario ย้ำตลอดทั้งเวทีว่า ก่อนจะถามว่า “ข้อสอบควรเป็นอย่างไร” ระบบการศึกษาควรตอบให้ได้เสียก่อนว่า “เราอยากให้ผู้เรียนเติบโตเป็นคนแบบไหน” เพราะเมื่อคำตอบของคำถามนี้ชัดเจน ข้อสอบก็จะไม่ใช่เพียงเครื่องมือวัดผล แต่จะกลายเป็นเครื่องมือที่ช่วยขับเคลื่อนการเรียนรู้ไปในทิศทางเดียวกับเป้าหมายของการศึกษา