วันแรงงานในโลกทักษะใหม่: เด็กยากจนจะไปถึงงานที่ดีและมีศักดิ์ศรีได้อย่างไร

วันแรงงานในโลกทักษะใหม่: เด็กยากจนจะไปถึงงานที่ดีและมีศักดิ์ศรีได้อย่างไร

สนทนากับ ธันว์ธิดา วงศ์ประสงค์ ผู้อำนวยการสำนักพัฒนานวัตกรรมเพื่อสร้างโอกาสการเรียนรู้ กสศ. ถึงบทบาทของกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา และทุนนวัตกรรมสายอาชีพชั้นสูง ในฐานะกลไกสร้างกำลังคน ลดความยากจนข้ามรุ่น และยกระดับทุนมนุษย์ไทย

ทุกวันที่ 1 พฤษภาคม เรานึกถึงแรงงาน แต่มักนึกถึงในฐานะ “คนที่มีงานทำแล้ว” หรือผู้ที่เข้าสู่ตลาดแรงงาน มีสัญญาจ้าง มีรายได้ มีสวัสดิการ

แต่จริงๆ แล้ว อาจถึงเวลาที่สังคมไทยควรทบทวนนิยาม หรือมองแรงงานในมุมใหม่ ที่ครอบคลุมภาพรวมทั้งชีวิตของมนุษย์คนหนึ่ง ซึ่งรวมถึงช่วงที่เขาอยู่ในระบบการศึกษาด้วย

สำหรับกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา แรงงานที่มีคุณค่าไม่ได้เกิดขึ้นในวันสมัครงาน แต่ฝังรากอยู่ในวันที่เด็กคนหนึ่งได้รับ (หรือไม่ได้รับ)โอกาสการเรียนรู้ที่ดี ในระบบที่ออกแบบมาเพื่อเขา ในเส้นทางที่พาเขาไปถึงอาชีพ รายได้ และศักดิ์ศรีที่เขาสมควรได้

ธันว์ธิดา วงศ์ประสงค์

ธันว์ธิดา วงศ์ประสงค์ ผู้อำนวยการสำนักพัฒนานวัตกรรมเพื่อสร้างโอกาสการเรียนรู้ กสศ. พูดถึงเรื่องนี้ในฐานะคนที่ทำงานด้านการศึกษา โดยมาพร้อมกับมุมมองของงานวิจัย ข้อมูลช่องว่างในระบบการศึกษาที่มองเห็นได้ชัด พูดถึงตัวเลขและสถิติที่บอกเล่าชะตากรรมของแรงงานหลากหลายรุ่น และพูดถึงทุนนวัตกรรมสายอาชีพชั้นสูงในฐานะกลไกที่พิสูจน์แล้วว่าเปลี่ยนชีวิตได้จริง ไม่ใช่แค่ในตัวเด็กหนึ่งคน แต่ในครอบครัว และในรุ่นถัดไป

วันแรงงานปีนี้ กสศ. อยากชวนสังคมมอง “แรงงาน” ใหม่อย่างไร ในมุมไหนบ้าง

ถ้าพูดถึงนิยามใหม่ของแรงงาน คิดว่ามีอยู่ 2 เรื่องที่ต้องมองพร้อมกัน หนึ่งคือการให้โอกาสในการพัฒนาและฝึกทักษะ สองคือทำอย่างไรให้โอกาสที่เข้าถึงนั้นเป็นการเรียนรู้ที่มีคุณภาพด้วย ไม่ใช่แค่ได้เข้าถึง

แต่มีอีกมิติหนึ่งที่คนมักมองข้าม ในภาพรวมของประเทศ การลงทุนเรื่องการเรียนรู้สำหรับ “วัยแรงงาน” ยังมีน้อยมาก เพราะเรามักนึกถึงแต่วัยเรียน ซึ่งก็มีความสำคัญ แต่ต้องใช้เวลายาวนานถึง 12 ปีกว่าจะเห็นผล

ในขณะที่คนอายุ 18 ปีขึ้นไปที่อยู่ในตลาดแรงงานแล้ว ถ้าเราใช้หลักสูตรที่ใช่ ส่งเสริมทักษะที่ใช่ เพียงแค่ 6 เดือนหรือ 1 ปี เขาก็สามารถเปลี่ยนแปลงตัวเองได้ทันที กลายเป็นกำลังสำคัญให้กับตัวเอง ครอบครัว และชุมชนได้เลย นี่คือนัยยะของการพัฒนาที่รวดเร็วของกลุ่มวัยแรงงาน ที่เรายังให้ความสำคัญน้อยเกินไป

แต่ถึงแม้จะลงทุน ก็ยังมีโจทย์สำคัญเรื่องการจับคู่ระหว่างฝั่งซัพพลายกับดีมานด์ (supply / demand) ที่ผ่านมาเรารู้ว่าสถานศึกษามีหลักสูตรอะไร ตั้งอยู่ที่ไหน แต่เราไม่ค่อยรู้ว่าตลาดแรงงานต้องการอะไรจริงๆ ช่องว่างตรงนี้ทำให้เกิดผลลัพธ์ที่ไม่ดีสำหรับทุกฝ่าย ทั้งตัวแรงงานเอง ทั้งนายจ้าง และทั้งต่อประเทศไทยในภาพรวม

ทำไมแรงงานที่มีคุณค่าจึงต้องเริ่มจากโอกาสการเรียนรู้ที่เสมอภาค

เด็กและเยาวชนใช้ชีวิตในสถานศึกษาเป็นเวลา 9 – 12 ปี นั่นคือเวลาส่วนใหญ่ของช่วงที่สำคัญที่สุดในชีวิต และนั่นคือหน้าต่างที่ระบบการศึกษามีโอกาสส่งเสริมเขา ก่อนที่เขาจะออกไปเผชิญโลก

แต่บทบาทที่แท้จริงของการศึกษาไม่ใช่แค่การให้ทักษะทางเทคนิค สิ่งที่สำคัญกว่านั้นคือการสร้างจินตภาพใหม่ให้เด็ก โดยเฉพาะเด็กที่ยากจนด้อยโอกาส ว่าชีวิตสามารถดีกว่าที่เป็นอยู่ได้ คือระบบการศึกษาต้องทำให้เขาเชื่อมั่นในตัวเอง ค้นพบตัวเอง และเห็นทางเลือกในชีวิตที่หลากหลาย ไม่ใช่แค่รู้ว่าต้องทำงานอะไร

เราไม่ได้ส่งเสริมเขาเพราะเขายากจนแล้วสงสาร แต่เพราะเราเห็นศักยภาพของเขา ถ้าระบบการศึกษาทำงานตรงนี้ได้ แนวคิดเรื่องการพึ่งพาตัวเองและมีศักดิ์ศรีในชีวิตก็จะเป็นไปได้จริง ไม่ใช่แค่ฝัน

ในมุม กสศ. คำว่า “งานที่มีคุณค่า” หมายถึงอะไร

บางทีเราเผลอมองแคบไป คิดว่างานที่มีคุณค่าคือ “การได้เข้าสู่ตลาดแรงงาน” แต่จริงๆ แล้ว ปลายทางของการเรียนรู้ที่แท้จริงต้องนำไปสู่สองสิ่ง หนึ่งคือการค้นพบศักยภาพของตัวเอง และสองคือพึ่งพาตัวเองได้ มีอาชีพ มีรายได้ที่มั่นคง และมีศักดิ์ศรี

คำว่า “ศักดิ์ศรี” นี้สำคัญมาก เราไม่ได้มองเขาเป็นแรงงานชั้นสอง ไม่ว่าเขาจะประกอบอาชีพอะไร ทุกคนมีคุณค่าหมด และการเรียนรู้มีความหมาย

แรงงานที่มีคุณค่าจึงหมายถึงคนที่มีทักษะวิชาชีพ มีทักษะวิชาการ และมีทักษะชีวิตที่ดีไปพร้อมกัน เป็นการบูรณาการทั้งสามเรื่องนี้ ไม่ใช่แค่เรียนจบแล้วไปทำงานได้ แต่ต้องมีชีวิตที่ดีด้วย

แล้วยังมีเรื่องที่หลายคนมองข้ามอีกอย่างหนึ่ง ก็คือเรื่องการเรียนรู้ที่ทันต่อการเปลี่ยนแปลง เราเจอเด็กที่เรียน 4 ปีจบมาแล้วทักษะตกยุคไปแล้ว (outdated) เพราะหลักสูตรไม่ทันโลก นั่นคือการสูญเปล่า ทั้งของเขาและของระบบ เพราะฉะนั้นแรงงานที่มีคุณค่าต้องได้รับการเรียนรู้ที่อัปเดต ที่ตอบโจทย์ชีวิตจริง และที่ช่วยให้เขาค้นพบว่าตัวเองชอบอะไร ถนัดอะไร ก่อนที่จะก้าวสู่ตลาดแรงงาน

กสศ. เห็นช่องว่างอะไรบ้างในระบบที่ทำให้เด็กจำนวนหนึ่งยังไปไม่ถึงงานที่มีคุณค่า

ช่องว่างแรกที่เห็นชัดคือคุณภาพของการเรียนรู้และฝึกอบรม มีผลสำรวจจากทั้งยูนิเซฟ สภาพัฒน์ และ TDRI พบว่าเกือบ 39% ของคนที่ผ่านการฝึกอบรมบอกว่าหลังจบแล้วเอาไปใช้ไม่ค่อยได้ หรือไม่ได้นำไปสู่การมีงานทำ นั่นแปลว่าเกือบครึ่งหนึ่งของการลงทุนเรื่องนี้ยังไม่ตอบโจทย์ชีวิตจริง

ช่องว่างที่สองคือมายาคติเรื่องการศึกษาสายอาชีพ สังคมยังมองว่าสายอาชีพเป็น “แรงงานชั้นสอง” ทั้งที่ความจริงแล้วโลกของสายอาชีพเปลี่ยนไปเยอะมากแล้ว มันไม่ได้เป็นงานสายพานแบบเดิมอีกต่อไป แต่ต้องการทักษะ STEM แบบประยุกต์ใช้จริง ซึ่งเป็นแนวทางเดียวกับที่ประเทศที่ปฏิรูปการศึกษาสำเร็จอย่างจีน ไต้หวัน สิงคโปร์ และแม้แต่เวียดนาม กำลังเดินอยู่ กลุ่มคนที่เรียนสายอาชีพสามารถเป็นนวัตกรในอุตสาหกรรม เช่น EV โซลาร์เซลล์ ดิจิทัล ได้เลย งานฝีมือก็ไม่ได้เป็นแค่งานฝีมืออีกต่อไป แต่กลายเป็นงานคราฟต์และงานสร้างสรรค์ที่มีมูลค่าสูง

ช่องว่างที่สามคือซัพพลายกับดีมานด์ไม่สอดคล้องกัน เรารู้ว่าสถานศึกษามีหลักสูตรอะไร แต่ไม่รู้ว่าตลาดต้องการอะไร ทำให้เด็กเรียนจบมาแล้วทำงานต่ำกว่าวุฒิ หรือทักษะที่เรียนมาล้าสมัยไปแล้วก่อนจะเริ่มทำงาน มันเป็นวงจรที่ไม่ดีเลย ทั้งสำหรับตัวแรงงานและประเทศ

และช่องว่างที่สี่ ซึ่งเชื่อมกับทุกอย่างที่พูดมา คือระบบยังไม่มีความเชื่อมโยงที่ชัดเจนระหว่างวุฒิการศึกษา ใบรับรองสมรรถนะ และระบบค่าตอบแทน ถ้าระบบสามารถบอกได้ว่า “ถ้าคุณมีทักษะระดับนี้ คุณจะได้ค่าตอบแทนแบบนี้” มันจะสร้างแรงจูงใจและความชัดเจนให้กับทั้งเด็กและนายจ้างได้อย่างมาก ตรงนี้ยังเป็นโจทย์การปฏิรูปที่ยังค้างอยู่

ทุนนวัตกรรมสายอาชีพชั้นสูงเข้ามาเป็นคำตอบของช่องว่างนี้อย่างไร และทำอย่างไรให้ทุนการศึกษาไม่ได้หยุดแค่ “การได้เรียน” แต่พาเด็กไปถึงการมีทักษะ มีงานทำ และมีเส้นทางเติบโตจริง

สิ่งที่ กสศ. พยายามทำกับทุนนวัตกรรมสายอาชีพชั้นสูงก็คือ เราไม่ได้เอาหลักสูตรที่มีอยู่แล้วมาเป็นตัวตั้ง แต่เริ่มจากดีมานด์ (demand) ก่อน ลงไปดูในแต่ละจังหวัด แต่ละพื้นที่ว่ามีอาชีพอะไรที่กำลังเปลี่ยน อะไรที่ตลาดต้องการจริงๆ แล้วค่อยชวนสถานศึกษามาร่วมออกแบบหลักสูตร

เพราะถ้าทำแบบเดิม คือส่งเด็กยากจนเข้าไปเรียนหลักสูตรที่มีอยู่แล้วออกมาตกงาน มันก็คือการซ้ำเดิม ไม่ต่างจากวงจรความยากจนที่ไม่หลุดออกไป

ตัวอย่างที่ชัดมากคือสายสุขภาพ เราพบว่าความต้องการบุคลากรด้านนี้สูงมาก ทั้งจากปัญหาสังคมสูงวัย โรคไม่ติดต่อเรื้อรัง และความต้องการดูแลผู้ป่วยระยะยาว เราจึงนำทุนมาเปิดหลักสูตรผู้ช่วยพยาบาลและผู้ช่วยทันตแพทย์ ระยะเวลาเพียง 1 ปี สำหรับเยาวชนที่จบ ม.6 หรือ ปวช.3 ที่ขาดแคลนทุนทรัพย์ ผลที่ได้คือน้องกลุ่มนี้มีงานทำ 100% หลังเรียนจบ รายได้เฉลี่ย 12,000 – 26,000 บาทต่อเดือน

แต่ที่เราทำไม่ได้หยุดแค่ “ได้วุฒิ” เราส่งเสริมให้เขามีสิ่งที่เรียกว่า “1 + X” คือวุฒิประกาศนียบัตรผู้ช่วยพยาบาลบวกกับใบรับรองจากสภาวิชาชีพ มาตรฐานฝีมือแรงงาน และความเชี่ยวชาญเฉพาะทางตามความต้องการของพื้นที่ บางพื้นที่เน้นการดูแลผู้สูงอายุ บางพื้นที่เน้นผู้ป่วยมะเร็งระยะสุดท้าย บางพื้นที่มีปัญหายาเสพติดก็เน้นผู้ป่วยจิตเวช ไอ้ X ตัวนี้แหละที่สร้างมูลค่าเพิ่มจริงๆ และในบางกรณีก็สามารถแปลงตรงๆ เป็นรายได้ที่สูงขึ้นด้วย เช่น มีภาษาอังกฤษระดับหนึ่งก็ได้เพิ่มอีกสองพันบาทต่อเดือน

อีกตัวอย่างที่น่าสนใจคืออาชีพใหม่อย่าง “ช่างบริหารอาคาร” ที่เกิดจากการที่ธุรกิจโรงแรมและอพาร์ตเมนต์บอกว่าเขาไม่ต้องการช่างไฟ ช่างทีวี ช่างแอร์แยกกัน 3 คน แต่ต้องการคนคนเดียวที่ทำได้หมด ซึ่งเป็นทักษะบูรณาการที่หลักสูตรเดิมไม่มี กสศ. จึงเข้าไปช่วยออกแบบหลักสูตรนี้ร่วมกับสถาบันและสถานประกอบการ โดยนำร่องอยู่ใน 5 จังหวัดแล้ว ได้แก่ ขอนแก่น ภูเก็ต กำแพงเพชร ฉะเชิงเทรา และนครราชสีมา ร่วมกับหอการค้าไทย หอการค้าภาค และหอการค้าจังหวัด

กระบวนการทำงานคือเราเริ่มจากยุทธศาสตร์จังหวัด ดูว่าพื้นที่นั้นกำลังขับเคลื่อนอะไร มีอะไรที่กำลังเติบโต แล้วค่อยชวนสถานประกอบการในพื้นที่เข้ามาร่วมตั้งแต่วันแรก ทั้งช่วยออกแบบหลักสูตร ช่วยคัดเลือกเยาวชน รับนักศึกษาไปฝึกงาน และรับเข้าทำงานหลังจบ ทำให้เด็กที่ได้ทุนเป็นเด็กในพื้นที่ ทำงานในพื้นที่ ไม่ต้องย้ายถิ่น เป็นวินวิน (win-win) สำหรับทุกฝ่าย ทั้งจังหวัด สถานประกอบการ และเยาวชน

ปัจจุบัน ทุนนวัตกรรมสายอาชีพชั้นสูงดำเนินมาถึงปีที่ 7 แล้ว นักศึกษาประมาณ 2,500 ทุนต่อปี ตลอด 7 ปีที่ผ่านมา ทุนนวัตกรรมสายอาชีพชั้นสูงได้สนับสนุนนักศึกษาทุนสะสมแล้ว 15,278 ทุน ครอบคลุมสถานศึกษาสายอาชีพทั้งภาครัฐและเอกชน 150 แห่ง ใน 60 จังหวัดทั่วประเทศ และจากการศึกษาผลตอบแทนทางเศรษฐกิจและสังคม จากการลงทุน (Social Return on Investment : SROI) ในโครงการนี้ โดยประเมินรายได้ตลอดช่วงชีวิต พบว่า ทุนนวัตกรรมสายอาชีพชั้นสูง โดยเฉลี่ย SROI ส่วนใหญ่อยู่ที่ประมาณ 2 – 4 เท่า

กสศ. มองความสัมพันธ์ระหว่างการศึกษา งาน รายได้ กับการลดความยากจนข้ามรุ่นอย่างไร โดยเฉพาะเมื่อเด็กยากจนหนึ่งคนได้เข้าถึงทักษะและงานที่มีอนาคต

มีข้อมูลที่น่าสนใจมากจากนักศึกษาทุนกลุ่มนี้ ตอนที่เขาเข้ามา รายได้เฉลี่ยของครัวเรือนอยู่ที่ 3,000 บาทต่อเดือน หลังเรียนจบในวุฒิเทียบเท่า ม.6 หรือ ปวส.เพียง 1 ปี รายได้ของเขาสูงกว่าพ่อแม่ถึง 4-8 เท่า

และนักศึกษากลุ่มนี้ส่วนใหญ่เป็นคนแรกในครอบครัวที่เรียนสูงที่สุด และมีรายได้สูงที่สุดในบ้าน พ่อแม่ส่วนใหญ่จบไม่เกิน ม.3

นอกจากนี้ เรายังพบด้วยว่า เมื่อมีคนใดคนหนึ่งได้ทุนและเรียนจบจนได้งานทำ สิ่งที่ตามมาคือผลกระทบที่เกิดนั้นจะกระจายออกไปเกินกว่าตัวเขา ส่งผลทางบวกไปถึงน้องชายหรือน้องสาวในครอบครัวด้วย โดยอาจจะทำให้น้องๆ ไม่ต้องหลุดจากระบบการศึกษา หรือมีโอกาสอยู่ในระบบการศึกษาได้นานขึ้น บ้านได้รับการซ่อมแซม คุณภาพชีวิตของคนทั้งบ้านเปลี่ยน ในทางวิชาการนั้น เมื่อรายได้และระดับการศึกษาของคนรุ่นนี้สูงขึ้นแล้ว รุ่นต่อไปก็มีแนวโน้มจะเรียนสูงกว่าและมีรายได้สูงกว่าขึ้นไปอีก

ลองคิดภาพดูว่าถ้าคนพี่ได้รับโอกาส แล้วคนน้องก็ตามมา รายได้ในบ้านก็จะสะสม โอกาสก็เพิ่ม วงจรความยากจนก็จะไม่ซ้ำรอยเดิมอีก นี่คือสิ่งที่เราเรียกว่าการลดความยากจนข้ามรุ่น ผ่านการลงทุนในทักษะที่ใช้งานได้จริง

โลกแรงงานวันนี้เปลี่ยนเร็วมาก ทั้งจากเทคโนโลยี สังคมสูงวัย และเศรษฐกิจใหม่ ในมุมของ กสศ. ระบบการศึกษาควรเตรียมเด็กและเยาวชนอย่างไร โดยเฉพาะการสร้าง Foundational skills หรือหรือทักษะพื้นฐานชีวิตที่ทำให้เขาเรียนรู้ต่อ ทำงานได้ และปรับตัวได้ตลอดชีวิต

มีข้อค้นพบสำคัญจากการทำงานร่วมกับธนาคารโลก ซึ่งเราสำรวจขีดความสามารถของเยาวชนและแรงงานไทย แล้วพบว่าปัญหาหลักไม่ได้อยู่ที่การขาดทักษะเฉพาะด้าน แต่อยู่ที่ “ทักษะพื้นฐานชีวิต” หรือ Foundational Skills ซึ่งเป็นทักษะที่ทุกอาชีพ ทุกบริบทการทำงาน ต้องการเหมือนกันหมด และมี 3 ด้านด้วยกัน

ด้านแรกคือทักษะการรู้หนังสือ ซึ่งไม่ได้หมายถึงอ่านออกเขียนได้ แต่หมายถึงการจับใจความ วิเคราะห์ และประมวลผลข้อมูลเป็น ตอนนี้เรายังตกเกณฑ์ถึง 60% ของประชากร

ด้านที่สองคือทักษะดิจิทัล ไม่ใช่แค่ใช้สมาร์ทโฟนได้ แต่คือรู้เท่าทันข้อมูลออนไลน์ สามารถเปรียบเทียบราคาสินค้าได้ ไม่ถูกหลอก มีความสามารถในการใช้เทคโนโลยีแก้ปัญหาในชีวิตจริง ตรงนี้น่าเป็นห่วงที่สุด เพราะเรามีเยาวชนและแรงงานไทยที่ทักษะดิจิทัลต่ำกว่าเกณฑ์ถึง 74.1%

ด้านที่สามคือทักษะสังคมและอารมณ์ ซึ่งรวมถึงการมีส่วนร่วมกับผู้อื่น การใส่ใจคนรอบข้าง การทำงานเพื่อเป้าหมาย การจัดการอารมณ์ และการค้นหาสิ่งใหม่ เราก็ตกเกณฑ์ตรงนี้เช่นกันถึง 30%

ที่น่าสนใจมากคือจากข้อมูลที่เราเก็บ พบว่าคนที่มีทักษะพื้นฐานชีวิตสูงกับต่ำนั้นมีรายได้ต่างกันถึง 6,300 บาทต่อคนต่อเดือน ซึ่งพอรวมกันเป็นรายปีแล้วสูงมาก ทักษะ 3 ด้านนี้จึงไม่ใช่แค่ทักษะสำหรับอนาคต แต่ส่งผลต่อรายได้ปัจจุบันทันที และที่สำคัญกว่านั้น เมื่อเจอวิกฤต ไม่ว่าจะเป็นโควิด น้ำท่วม หรือการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจ คนที่มีทักษะพื้นฐานชีวิตสูงก็จะปรับตัวและรับมือได้เร็วกว่ามาก

ดังนั้นโจทย์ของระบบการศึกษาในวันนี้จึงไม่ใช่แค่สอนให้เรียนจบ แต่ต้องสร้างทักษะพื้นฐานที่ทำให้เขาเรียนรู้ต่อได้เอง ทำงานได้ และปรับตัวได้ตลอดชีวิต

หากมองไปอีก 1-2 ปีข้างหน้า ประเทศไทยต้องการแรงงานคุณภาพแบบใด และวันนี้เราควรเริ่มลงทุนกับใคร ลงทุนอย่างไร  นโยบายที่จำเป็นเร่งด่วน  เพื่อให้การสร้างกำลังคนเป็นทั้งวาระด้านเศรษฐกิจและวาระด้านความเสมอภาคไปพร้อมกัน

ถ้าถามว่าแรงงานที่ประเทศไทยต้องการมีลักษณะอย่างไร คิดว่าต้องมีทักษะพื้นฐานชีวิตทั้ง 3 ด้านที่พูดไปก่อนหน้านี้ (รู้หนังสือ ดิจิทัล และทักษะสังคมอารมณ์) นอกจากนี้ ควรมีความรู้รอบด้านวิชาชีพ มีทักษะสูงที่ตลาดต้องการและทำงานได้ทันที รู้จักใช้เทคโนโลยี และที่สำคัญที่สุดคือมีความสามารถยกระดับตัวเอง ครอบครัว และขับเคลื่อนเศรษฐกิจได้ ไม่ใช่แรงงานที่ต้องรอให้คนอื่นมาออกแบบชีวิตให้

กลุ่มที่สำคัญที่สุดและยังขาดการลงทุนอยู่มากคือเยาวชนรุ่นใหม่อายุ 15-24 ปี ถ้าเราปล่อยให้กลุ่มนี้ตกราง มีการศึกษาน้อย ทักษะน้อย รายได้น้อย เขาจะกลายเป็นแรงงานนอกระบบตลอดชีวิต นั่นคือปัญหาไม่ใช่แค่ของตัวเขา แต่ของประเทศด้วย แต่ถ้าลงทุนกับคนกลุ่มนี้วันนี้ เขาสามารถเป็นกำลังสำคัญได้อีกกว่า 40 ปีจนถึงวัยเกษียณ ซึ่งระยะยาวผลตอบแทนนั้นคุ้มมาก ถ้าเราลงทุนกับกลุ่มเยาวชน การลงทุนนี้สามารถพลิกชีวิตเขาได้เลย แล้วก็ยังพลิกชีวิตประเทศไทยได้ด้วย 

นอกจากนั้นยังมีแรงงานนอกระบบที่อายุ 24-64 ปีอีกกว่า 20 ล้านคน ที่หลังจบการศึกษา แทบไม่เคยได้รับการฝึกอบรมเพิ่มเติมอีกเลย มีข้อมูลว่ากลุ่มนี้มีโอกาสได้รับการฝึกอบรมหลังจบการศึกษาเพียง 4% เท่านั้น แปลว่าวันสุดท้ายที่เขาได้เรียนอาจเป็นวันที่เขาจบ ม.3 หรือ ม.6 และหลังจากนั้นก็ไม่มีโอกาสพัฒนาตัวเองอีกเลยตลอดช่วงชีวิตการทำงานของเขา ทั้งๆ ที่โลกเปลี่ยนไปแล้วมากมายแล้ว โลกอาจต้องการทักษะใหม่ๆ แล้ว ซึ่งเขาควรต้องเติมตรงนี้เพิ่ม

ในส่วนนโยบายที่จำเป็นเร่งด่วน คิดว่ามี 3 เรื่อง นั่นคือ

หนึ่งคือลงทุนกับกลุ่มวัยแรงงานอย่างจริงจัง โดยเฉพาะเยาวชนรุ่นใหม่ และถ้างบมีจำกัดก็เน้นตรงนี้ก่อน เพราะผลตอบแทนระยะยาวสูงที่สุด

สองคือออกแบบการยกระดับทักษะที่ตอบโจทย์อนาคต ไม่ใช่ทักษะ sunset อย่างอุตสาหกรรมสันดาปที่กำลังจะหายไป แต่เน้นไปที่ภาคเศรษฐกิจที่กำลังเติบโต เช่น เกษตรอัจฉริยะ บริการดิจิทัล เศรษฐกิจสุขภาพ และยังต้องกระจายไปยังพื้นที่ด้อยโอกาส เพื่อลดความเหลื่อมล้ำระหว่างเมืองและชนบทด้วย

สามคือดึงนายจ้างและภาคเอกชนเข้ามาร่วมตั้งแต่ต้น ไม่ใช่แค่มารับแรงงานตอนจบ เพราะท้ายสุดแล้ว ถ้าไม่มีส่วนนี้เข้ามาร่วม การเปลี่ยนแปลงภาพรวมของระบบแรงงานไทยก็จะเกิดขึ้นได้ยากมาก
ท้ายที่สุด สิ่งสำคัญไม่แพ้กันคือการเปลี่ยนจินตภาพของสังคมว่าประชาชนทุกคน ไม่ว่าจะยากจน ด้อยโอกาส หรือพิการ ไม่ใช่ภาระ แต่เป็นทรัพยากรที่มีศักยภาพ ถ้าเราร่วมกันส่งเสริม ไม่ใช่สงเคราะห์ ประเทศไทยก็จะเดินออกจากกับดักรายได้ปานกลางได้ในที่สุด และการสร้างกำลังคนที่มีคุณค่าก็จะเป็นทั้งวาระด้านเศรษฐกิจและวาระด้านความเสมอภาคไปพร้อมกัน