รมช.สิริพงศ์ เร่งขับเคลื่อนการช่วยเหลือเด็กและเยาวชนนอกระบบ วางระบบข้อมูลกลาง เดินหน้ายกระดับ Thailand Zero Dropout Plus สู่ ASEAN Zero Dropout 2030 ในฐานะประธานอาเซียนปี 2571

รมช.สิริพงศ์ เร่งขับเคลื่อนการช่วยเหลือเด็กและเยาวชนนอกระบบ วางระบบข้อมูลกลาง เดินหน้ายกระดับ Thailand Zero Dropout Plus สู่ ASEAN Zero Dropout 2030 ในฐานะประธานอาเซียนปี 2571

เมื่อวันที่ 11 มิถุนายน 2569 ณ ห้องประชุมคมนาคม อาคารคมนาคม 2 กระทรวงคมนาคม นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม ในฐานะประธานคณะอนุกรรมการพัฒนาระบบการจัดการศึกษาหรือการเรียนรู้ที่ยืดหยุ่นและบูรณาการระหว่างหน่วยงานเพื่อแก้ไขปัญหาเด็กและเยาวชนนอกระบบการศึกษา ครั้งที่ 1/2569 ซึ่งเป็นการประชุมนัดแรกภายหลังการแต่งตั้งคณะอนุกรรมการชุดใหม่ภายใต้กลไก Thailand Zero Dropout Plus (TZD+) เพื่อขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาเด็กและเยาวชนนอกระบบการศึกษาอย่างเป็นระบบและต่อเนื่อง

การประชุมครั้งนี้มีผู้แทนจากหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และภาควิชาการที่เกี่ยวข้องเข้าร่วม โดยมีภารกิจสำคัญในการศึกษา ออกแบบ และพัฒนามาตรการจัดการศึกษาหรือการเรียนรู้ที่ยืดหยุ่น การเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างหน่วยงาน การพัฒนาระบบฐานข้อมูลกลาง ตลอดจนการส่งเสริมความร่วมมือระหว่างภาครัฐ เอกชน และภาคประชาสังคม เพื่อให้เด็กและเยาวชนทุกคนสามารถเข้าถึงโอกาสทางการศึกษาและการเรียนรู้ที่เหมาะสมกับศักยภาพของตนเอง

สิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ

นายสิริพงศ์ เปิดเผยว่า ที่ประชุมได้พิจารณา “นิยามกลุ่มเป้าหมายและแนวทางการบูรณาการข้อมูลระหว่างหน่วยงาน” เพื่อใช้เป็นฐานในการขับเคลื่อน Thailand Zero Dropout Plus โดยรับทราบความก้าวหน้าการเชื่อมโยงข้อมูลเด็กและเยาวชนที่ไม่มีชื่ออยู่ในระบบการศึกษาซึ่งดำเนินการร่วมกันระหว่างหลายหน่วยงานอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2566 เป็นต้นมา ส่งผลให้จำนวนเด็กและเยาวชนที่ไม่มีชื่ออยู่ในระบบการศึกษาลดลงจาก 1,025,514 คน เหลือ 603,095 คน ในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา สะท้อนถึงพลังของการบูรณาการข้อมูลและการทำงานร่วมกันของทุกภาคส่วนในการค้นหา ติดตาม และส่งต่อโอกาสทางการศึกษาให้กับเด็กและเยาวชนกลุ่มเป้าหมายอย่างต่อเนื่อง

ที่ประชุมเห็นชอบหลักการกำหนดกลุ่มเป้าหมายของ Thailand Zero Dropout Plus ให้ครอบคลุมเด็กและเยาวชนที่ไม่มีชื่ออยู่ในระบบการศึกษาทุกคน พร้อมกำหนดให้กลุ่มเด็กในช่วงการศึกษาภาคบังคับและก่อนการศึกษาภาคบังคับเป็นกลุ่มเป้าหมายเร่งด่วน เพื่อป้องกันไม่ให้เด็กหลุดออกจากระบบการศึกษาตั้งแต่ต้นทาง

นอกจากนี้ ที่ประชุมยังได้พิจารณา Roadmap การขับเคลื่อน Thailand Zero Dropout Plus สู่ ASEAN Zero Dropout 2030 ซึ่งเป็นแผนระยะ 4 ปี (พ.ศ. 2569–2572) เพื่อยกระดับการดำเนินงานจากการแก้ไขปัญหาเด็กและเยาวชนนอกระบบการศึกษาในประเทศไทย สู่ความร่วมมือระดับภูมิภาคอาเซียน ภายใต้วิสัยทัศน์ “All for Education, Education for All” มุ่งสร้างหลักประกันทางการศึกษาให้กับเด็กและเยาวชนทุกคนในภูมิภาคอาเซียน

Roadmap ดังกล่าวกำหนดกลุ่มเป้าหมายสำคัญ 3 กลุ่ม ได้แก่ เด็กปฐมวัยอายุ 2–3 ปี เพื่อป้องกันการหลุดออกจากระบบการศึกษาตั้งแต่ต้นทาง เด็กและเยาวชนอายุ 3–18 ปี ที่หลุดออกจากระบบการศึกษา เพื่อให้ได้รับการค้นหา ติดตาม และจัดการเรียนรู้ที่ยืดหยุ่น รวมถึงกลุ่มแรงงานรุ่นใหม่และเยาวชนที่ไม่ได้อยู่ในระบบการศึกษา การจ้างงาน หรือการฝึกอบรม (NEET) อายุไม่เกิน 25 ปี ผ่านระบบ Learning Passport และระบบนิเวศการเรียนรู้ตลอดชีวิตที่เชื่อมโยงกับตลาดแรงงาน

การขับเคลื่อนดังกล่าวจะเป็นหนึ่งในวาระสำคัญที่ประเทศไทยเตรียมผลักดันในช่วงการดำรงตำแหน่งประธานอาเซียนปี 2571 เพื่อเชิญชวนประเทศสมาชิกอาเซียนร่วมกำหนดเป้าหมาย ASEAN Zero Dropout 2030 และสร้างความร่วมมือระดับภูมิภาคในการแก้ไขปัญหาเด็กและเยาวชนนอกระบบการศึกษา

อีกหนึ่งวาระสำคัญ คือ การพิจารณาปฏิทิน กรอบหลักเกณฑ์ และแนวทางการพิจารณารางวัล Prime Minister TZD+ Awards เพื่อยกย่องเชิดชูจังหวัด องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น สถานศึกษา หน่วยจัดการเรียนรู้ ภาคเอกชน และภาคีเครือข่าย ที่มีผลงานโดดเด่นในการขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาเด็กและเยาวชนนอกระบบการศึกษาอย่างเป็นระบบและยั่งยืน โดยมีกำหนดจัดพิธีมอบรางวัลในเดือนกรกฎาคม 2569 เพื่อสร้างแรงจูงใจและขยายต้นแบบการทำงานที่ช่วยให้เด็กและเยาวชนทุกคนไม่หลุดจากโอกาสทางการศึกษา

นอกจากนี้ ที่ประชุมยังได้พิจารณารายงานสรุปผลการดำเนินงานขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาเด็กและเยาวชนนอกระบบการศึกษา ระยะที่หนึ่ง (พ.ศ. 2567–2569) เพื่อจัดทำเป็นรายงานเสนอต่อคณะรัฐมนตรี สะท้อนผลลัพธ์ของการดำเนินงานตลอด 3 ปีที่ผ่านมา ทั้งด้านการบูรณาการข้อมูล การติดตามค้นหาเด็กนอกระบบ การพัฒนากลไกการเรียนรู้ที่ยืดหยุ่น และการสร้างความร่วมมือจากทุกภาคส่วนในการดูแลเด็กและเยาวชนกลุ่มเปราะบางไม่ให้หลุดจากเส้นทางการเรียนรู้

นายสิริพงศ์ กล่าวว่า “เด็กทุกคนคือทรัพยากรมนุษย์ที่มีคุณค่าของประเทศ การปล่อยให้เด็กหลุดออกจากระบบการศึกษาไม่เพียงเป็นการสูญเสียโอกาสของเด็กคนหนึ่ง แต่ยังเป็นการสูญเสียโอกาสของประเทศในระยะยาว การแก้ไขปัญหาเด็กและเยาวชนนอกระบบการศึกษาจึงไม่ใช่เพียงการพาเด็กกลับเข้าสู่ห้องเรียน แต่คือการสร้างระบบนิเวศการเรียนรู้ที่ยืดหยุ่น เชื่อมโยงข้อมูลและความร่วมมือจากทุกภาคส่วน เพื่อให้เด็กและเยาวชนทุกคนได้รับโอกาสในการพัฒนาตามศักยภาพ และสามารถเติบโตเป็นกำลังสำคัญของประเทศในอนาคต”

พร้อมยืนยันว่า Thailand Zero Dropout Plus จะเป็นกลไกสำคัญในการสร้างหลักประกันโอกาสทางการศึกษาให้กับเด็กและเยาวชนไทยทุกคน และเป็นรากฐานสำคัญในการยกระดับประเทศไทยสู่การเป็นผู้นำด้านการแก้ไขปัญหาเด็กและเยาวชนนอกระบบการศึกษาในภูมิภาคอาเซียน ภายใต้เป้าหมาย ASEAN Zero Dropout 2030 เพื่อให้เด็กและเยาวชนทุกคนไม่ว่าจะอยู่ที่ใด มีสถานะทางเศรษฐกิจหรือสังคมเช่นใด สามารถเข้าถึงการศึกษาและการเรียนรู้ที่เหมาะสมกับศักยภาพของตนเองได้ตลอดช่วงชีวิต