เมื่อวันที่ 11 มิถุนายน 2569 ณ ห้องประชุมคมนาคม อาคารคมนาคม 2 กระทรวงคมนาคม นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม ในฐานะประธานคณะอนุกรรมการพัฒนาระบบการจัดการศึกษาหรือการเรียนรู้ที่ยืดหยุ่นและบูรณาการระหว่างหน่วยงานเพื่อแก้ไขปัญหาเด็กและเยาวชนนอกระบบการศึกษา ครั้งที่ 1/2569 ซึ่งเป็นการประชุมนัดแรกภายหลังการแต่งตั้งคณะอนุกรรมการชุดใหม่ภายใต้กลไก Thailand Zero Dropout Plus (TZD+) เพื่อขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาเด็กและเยาวชนนอกระบบการศึกษาอย่างเป็นระบบและต่อเนื่อง
การประชุมครั้งนี้มีผู้แทนจากหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และภาควิชาการที่เกี่ยวข้องเข้าร่วม โดยมีภารกิจสำคัญในการศึกษา ออกแบบ และพัฒนามาตรการจัดการศึกษาหรือการเรียนรู้ที่ยืดหยุ่น การเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างหน่วยงาน การพัฒนาระบบฐานข้อมูลกลาง ตลอดจนการส่งเสริมความร่วมมือระหว่างภาครัฐ เอกชน และภาคประชาสังคม เพื่อให้เด็กและเยาวชนทุกคนสามารถเข้าถึงโอกาสทางการศึกษาและการเรียนรู้ที่เหมาะสมกับศักยภาพของตนเอง

นายสิริพงศ์ เปิดเผยว่า ที่ประชุมได้พิจารณา “นิยามกลุ่มเป้าหมายและแนวทางการบูรณาการข้อมูลระหว่างหน่วยงาน” เพื่อใช้เป็นฐานในการขับเคลื่อน Thailand Zero Dropout Plus โดยรับทราบความก้าวหน้าการเชื่อมโยงข้อมูลเด็กและเยาวชนที่ไม่มีชื่ออยู่ในระบบการศึกษาซึ่งดำเนินการร่วมกันระหว่างหลายหน่วยงานอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2566 เป็นต้นมา ส่งผลให้จำนวนเด็กและเยาวชนที่ไม่มีชื่ออยู่ในระบบการศึกษาลดลงจาก 1,025,514 คน เหลือ 603,095 คน ในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา สะท้อนถึงพลังของการบูรณาการข้อมูลและการทำงานร่วมกันของทุกภาคส่วนในการค้นหา ติดตาม และส่งต่อโอกาสทางการศึกษาให้กับเด็กและเยาวชนกลุ่มเป้าหมายอย่างต่อเนื่อง
ที่ประชุมเห็นชอบหลักการกำหนดกลุ่มเป้าหมายของ Thailand Zero Dropout Plus ให้ครอบคลุมเด็กและเยาวชนที่ไม่มีชื่ออยู่ในระบบการศึกษาทุกคน พร้อมกำหนดให้กลุ่มเด็กในช่วงการศึกษาภาคบังคับและก่อนการศึกษาภาคบังคับเป็นกลุ่มเป้าหมายเร่งด่วน เพื่อป้องกันไม่ให้เด็กหลุดออกจากระบบการศึกษาตั้งแต่ต้นทาง

นอกจากนี้ ที่ประชุมยังได้พิจารณา Roadmap การขับเคลื่อน Thailand Zero Dropout Plus สู่ ASEAN Zero Dropout 2030 ซึ่งเป็นแผนระยะ 4 ปี (พ.ศ. 2569–2572) เพื่อยกระดับการดำเนินงานจากการแก้ไขปัญหาเด็กและเยาวชนนอกระบบการศึกษาในประเทศไทย สู่ความร่วมมือระดับภูมิภาคอาเซียน ภายใต้วิสัยทัศน์ “All for Education, Education for All” มุ่งสร้างหลักประกันทางการศึกษาให้กับเด็กและเยาวชนทุกคนในภูมิภาคอาเซียน
Roadmap ดังกล่าวกำหนดกลุ่มเป้าหมายสำคัญ 3 กลุ่ม ได้แก่ เด็กปฐมวัยอายุ 2–3 ปี เพื่อป้องกันการหลุดออกจากระบบการศึกษาตั้งแต่ต้นทาง เด็กและเยาวชนอายุ 3–18 ปี ที่หลุดออกจากระบบการศึกษา เพื่อให้ได้รับการค้นหา ติดตาม และจัดการเรียนรู้ที่ยืดหยุ่น รวมถึงกลุ่มแรงงานรุ่นใหม่และเยาวชนที่ไม่ได้อยู่ในระบบการศึกษา การจ้างงาน หรือการฝึกอบรม (NEET) อายุไม่เกิน 25 ปี ผ่านระบบ Learning Passport และระบบนิเวศการเรียนรู้ตลอดชีวิตที่เชื่อมโยงกับตลาดแรงงาน


การขับเคลื่อนดังกล่าวจะเป็นหนึ่งในวาระสำคัญที่ประเทศไทยเตรียมผลักดันในช่วงการดำรงตำแหน่งประธานอาเซียนปี 2571 เพื่อเชิญชวนประเทศสมาชิกอาเซียนร่วมกำหนดเป้าหมาย ASEAN Zero Dropout 2030 และสร้างความร่วมมือระดับภูมิภาคในการแก้ไขปัญหาเด็กและเยาวชนนอกระบบการศึกษา
อีกหนึ่งวาระสำคัญ คือ การพิจารณาปฏิทิน กรอบหลักเกณฑ์ และแนวทางการพิจารณารางวัล Prime Minister TZD+ Awards เพื่อยกย่องเชิดชูจังหวัด องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น สถานศึกษา หน่วยจัดการเรียนรู้ ภาคเอกชน และภาคีเครือข่าย ที่มีผลงานโดดเด่นในการขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาเด็กและเยาวชนนอกระบบการศึกษาอย่างเป็นระบบและยั่งยืน โดยมีกำหนดจัดพิธีมอบรางวัลในเดือนกรกฎาคม 2569 เพื่อสร้างแรงจูงใจและขยายต้นแบบการทำงานที่ช่วยให้เด็กและเยาวชนทุกคนไม่หลุดจากโอกาสทางการศึกษา
นอกจากนี้ ที่ประชุมยังได้พิจารณารายงานสรุปผลการดำเนินงานขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาเด็กและเยาวชนนอกระบบการศึกษา ระยะที่หนึ่ง (พ.ศ. 2567–2569) เพื่อจัดทำเป็นรายงานเสนอต่อคณะรัฐมนตรี สะท้อนผลลัพธ์ของการดำเนินงานตลอด 3 ปีที่ผ่านมา ทั้งด้านการบูรณาการข้อมูล การติดตามค้นหาเด็กนอกระบบ การพัฒนากลไกการเรียนรู้ที่ยืดหยุ่น และการสร้างความร่วมมือจากทุกภาคส่วนในการดูแลเด็กและเยาวชนกลุ่มเปราะบางไม่ให้หลุดจากเส้นทางการเรียนรู้




นายสิริพงศ์ กล่าวว่า “เด็กทุกคนคือทรัพยากรมนุษย์ที่มีคุณค่าของประเทศ การปล่อยให้เด็กหลุดออกจากระบบการศึกษาไม่เพียงเป็นการสูญเสียโอกาสของเด็กคนหนึ่ง แต่ยังเป็นการสูญเสียโอกาสของประเทศในระยะยาว การแก้ไขปัญหาเด็กและเยาวชนนอกระบบการศึกษาจึงไม่ใช่เพียงการพาเด็กกลับเข้าสู่ห้องเรียน แต่คือการสร้างระบบนิเวศการเรียนรู้ที่ยืดหยุ่น เชื่อมโยงข้อมูลและความร่วมมือจากทุกภาคส่วน เพื่อให้เด็กและเยาวชนทุกคนได้รับโอกาสในการพัฒนาตามศักยภาพ และสามารถเติบโตเป็นกำลังสำคัญของประเทศในอนาคต”
พร้อมยืนยันว่า Thailand Zero Dropout Plus จะเป็นกลไกสำคัญในการสร้างหลักประกันโอกาสทางการศึกษาให้กับเด็กและเยาวชนไทยทุกคน และเป็นรากฐานสำคัญในการยกระดับประเทศไทยสู่การเป็นผู้นำด้านการแก้ไขปัญหาเด็กและเยาวชนนอกระบบการศึกษาในภูมิภาคอาเซียน ภายใต้เป้าหมาย ASEAN Zero Dropout 2030 เพื่อให้เด็กและเยาวชนทุกคนไม่ว่าจะอยู่ที่ใด มีสถานะทางเศรษฐกิจหรือสังคมเช่นใด สามารถเข้าถึงการศึกษาและการเรียนรู้ที่เหมาะสมกับศักยภาพของตนเองได้ตลอดช่วงชีวิต