ผู้จัดการ กสศ. ร่วมเวที Flexible Learning Forum 2026 ชู ‘การศึกษายืดหยุ่น’ ขับเคลื่อน Thailand Zero Dropout Plus สร้างระบบการเรียนรู้ให้ไปถึงเด็กทุกคน

ผู้จัดการ กสศ. ร่วมเวที Flexible Learning Forum 2026 ชู ‘การศึกษายืดหยุ่น’ ขับเคลื่อน Thailand Zero Dropout Plus สร้างระบบการเรียนรู้ให้ไปถึงเด็กทุกคน

เมื่อวันที่ 7 กันยายน 2569 ณ โรงแรมบางกอกพาเลส ดร.ไกรยส ภัทราวาท ผู้จัดการกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) เข้าร่วมการประชุมเชิงปฏิบัติการ Flexible Learning Forum 2026: All for Education Zero Dropout for Thailand สานพลังการศึกษาเพื่อปวงชน สู่ประเทศไทยไร้เด็กตกหล่น จัดโดยสำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ โดยมี ดร.สุเทพ แก่งสันเทียะ ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธาน พร้อมด้วยผู้บริหารระดับสูง ศึกษาธิการภาค ศึกษาธิการจังหวัด ผู้แทนสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา (สพป.) และสำนักงานส่งเสริมการเรียนรู้ประจำจังหวัด (สกร.) รวมกว่า 400 คนเข้าร่วม

การประชุมครั้งนี้มุ่งขับเคลื่อน Thailand Zero Dropout Plus (TZD Plus) ควบคู่กับการส่งเสริม Flexible Learning หรือการศึกษาที่ยืดหยุ่น ภายใต้แนวคิด “All for Education” เพื่อเปลี่ยนโจทย์จากการพาเด็กกลับเข้าสู่ห้องเรียนในรูปแบบเดิมเพียงอย่างเดียว ไปสู่การออกแบบการเรียนรู้ที่สอดคล้องกับเงื่อนไขชีวิต ความสนใจ และความถนัดของผู้เรียนแต่ละคน พร้อมสร้างความเข้าใจและบูรณาการการทำงานระหว่างหน่วยงานการศึกษาทั้งส่วนกลางและระดับพื้นที่ รวมถึงเปิดพื้นที่ให้ภาคีจากภาคส่วนต่าง ๆ เข้ามามีส่วนร่วมจัดการศึกษาอย่างเป็นรูปธรรม

ภายในงาน ดร.ไกรยส ภัทราวาท ร่วมบรรยายหัวข้อ “ทิศทางการขับเคลื่อนงาน Thailand Zero Dropout ปี 2570” โดยชี้ว่า ปัญหาความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาและเด็กเยาวชนนอกระบบ เป็นโจทย์ที่ประเทศไทยให้ความสำคัญอย่างต่อเนื่อง แม้จะมีการเปลี่ยนผ่านทางการเมือง แต่เจตจำนงในการขับเคลื่อน Thailand Zero Dropout ยังคงได้รับการสานต่อ สะท้อนว่าการสร้างหลักประกันโอกาสทางการศึกษาให้เด็กทุกคนกำลังก้าวจากนโยบายของรัฐบาลหนึ่ง ไปสู่ภารกิจของประเทศที่ทุกภาคส่วนต้องร่วมกันรับผิดชอบ

จุดเริ่มต้นสำคัญเกิดขึ้นในรัฐบาล นายเศรษฐา ทวีสิน อดีตนายกรัฐมนตรี ซึ่งผลักดัน Thailand Zero Dropout ขึ้นเป็นวาระระดับประเทศ โดยเมื่อวันที่ 28 พฤษภาคม 2567 คณะรัฐมนตรีมีมติรับทราบมาตรการขับเคลื่อนประเทศไทยเพื่อแก้ปัญหาเด็กและเยาวชนนอกระบบการศึกษาให้กลายเป็นศูนย์ ก่อนที่ 11 หน่วยงานจะร่วมลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือเมื่อวันที่ 28 มิถุนายน 2567 ณ หอประชุมคุรุสภา กระทรวงศึกษาธิการ เพื่อร่วมกันขับเคลื่อนมาตรการดังกล่าวสู่การปฏิบัติ

จากเด็กที่ “ไม่ถูกมองเห็น” สู่ระบบที่ตามหาเด็กได้ถึงรายคน

หนึ่งในจุดเปลี่ยนสำคัญของ Thailand Zero Dropout คือการทลายกำแพงข้อมูลระหว่างหน่วยงาน ด้วยการจับคู่ฐานข้อมูลรายบุคคลครั้งใหญ่ โดยนำฐานข้อมูลกลางของกระทรวงศึกษาธิการ ซึ่งครอบคลุมหน่วยจัดการศึกษา 21 สังกัด มาเชื่อมโยงกับฐานข้อมูลทะเบียนราษฎร์ของกรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย ผ่านเลขประจำตัวประชาชน 13 หลัก

การเชื่อมโยงข้อมูลดังกล่าวทำให้ประเทศไทยสามารถมองเห็นเด็กและเยาวชนอายุ 3–18 ปี ที่ไม่มีรายชื่ออยู่ในระบบการศึกษาได้ชัดเจนในระดับรายบุคคล และพบเด็กนอกระบบการศึกษากว่า 1.02 ล้านคน

เมื่อมองเห็นว่าเด็กคือใครและอยู่ที่ใด ขั้นต่อมาคือการส่งต่อข้อมูลลงสู่พื้นที่ ผ่านแอปพลิเคชัน Thailand Zero Dropout เพื่อสนับสนุนกลไกท้องถิ่น ทั้งผู้ใหญ่บ้าน อสม. อพม. และทีมสหวิชาชีพ ให้สามารถติดตามค้นหาเด็กถึงบ้าน เกิดระบบ “ผู้ดูแลรายกรณี” (Case Manager) ที่ไม่ได้ทำหน้าที่เพียงตามหาเด็ก แต่ยังช่วยทำความเข้าใจสาเหตุและเงื่อนไขชีวิตเป็นรายบุคคล เพื่อออกแบบความช่วยเหลือให้ตรงกับปัญหาที่แตกต่างกัน ไม่ว่าจะเป็นความยากจน สุขภาพ ครอบครัว การทำงาน หรือข้อจำกัดในการเข้าถึงการศึกษา

จากการทำงานเชิงรุกของหน่วยงานและภาคีทั่วประเทศ ทำให้ฐานข้อมูลได้รับการตรวจสอบและปรับปรุงให้แม่นยำขึ้น โดยตัวเลขเด็กและเยาวชนนอกระบบล่าสุดอยู่ที่ 603,905 คน และสามารถนำเด็กและเยาวชนกลับเข้าสู่ระบบการเรียนรู้ได้แล้วมากกว่า 300,000 คน

Zero Dropout ไม่ใช่เพียงโจทย์การศึกษา แต่คืออนาคตขีดความสามารถของประเทศ

ดร.ไกรยส กล่าวว่า การเร่งขับเคลื่อน Thailand Zero Dropout ไม่ได้มีความหมายเฉพาะต่อการลดจำนวนเด็กนอกระบบ แต่เชื่อมโยงโดยตรงกับการพัฒนาทุนมนุษย์และขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทย เพราะประชากรวัยแรงงานไทยจำนวนมากยังมีการศึกษาไม่ถึงเกณฑ์ขั้นต่ำ 12 ปี โดยเฉพาะช่วงอายุ 15–18 ปี ซึ่งเป็นรอยต่อสำคัญหลังจบมัธยมศึกษาตอนต้น ที่เด็กจำนวนไม่น้อยต้องออกจากระบบเพื่อทำงานหาเลี้ยงชีพ

เมื่อเปรียบเทียบจำนวนปีการศึกษาเฉลี่ยกับประเทศในภูมิภาค สิงคโปร์อยู่ที่ 13.06 ปี มาเลเซีย 11.09 ปี และฟิลิปปินส์ 9.98 ปี ขณะที่ไทยยังอยู่ในระดับใกล้เคียงกับบรูไนและเวียดนาม ซึ่งกำลังเร่งยกระดับการคงอยู่ของผู้เรียนในระบบอย่างต่อเนื่อง

หากประเทศไทยยังสูญเสียเด็กออกจากเส้นทางการเรียนรู้จำนวนมากในแต่ละปี ผลกระทบจะไม่ได้หยุดอยู่เพียงชีวิตของเด็กแต่ละคน แต่ยังหมายถึงการสูญเสียกำลังแรงงานที่มีทักษะในอนาคต โดยเฉพาะในช่วงที่ประเทศต้องการบุคลากรที่มีความรู้และทักษะขั้นสูงเพื่อรองรับอุตสาหกรรมและเทคโนโลยีสมัยใหม่ และอาจทำให้ประเทศไทยยังคงติดอยู่ในกับดักรายได้ปานกลางต่อไป

ดังนั้น เป้าหมายจึงไม่ใช่เพียงการทำให้คนไทยมี “จำนวนปีที่นั่งอยู่ในโรงเรียน” เพิ่มขึ้น แต่คือการสร้างระบบการเรียนรู้ตลอดชีวิตที่มีคุณภาพ ซึ่งเปิดโอกาสให้ประชาชนสามารถพัฒนาความรู้ ทักษะ และขีดความสามารถของตนเองได้อย่างต่อเนื่อง

โจทย์ดังกล่าวยิ่งมีความสำคัญในช่วงที่ประเทศไทยกำลังเผชิญความท้าทายหลายด้านพร้อมกัน ทั้งวิกฤตโครงสร้างประชากร จากจำนวนเด็กเกิดใหม่ที่ลดลงอย่างต่อเนื่อง โดยมีการประเมินว่าในปี 2575 จะมีเด็กเกิดใหม่ไม่ถึง 340,000 คน ขณะที่จำนวนผู้สูงอายุเพิ่มขึ้นราวปีละ 1 ล้านคน หรือประมาณ 3 เท่าของเด็กเกิดใหม่

ขณะเดียวกัน เศรษฐกิจไทยในช่วง 5 ปีข้างหน้าถูกประเมินว่าอาจเติบโตเฉลี่ยเพียงร้อยละ 2.5 ต่อปี แรงกดดันด้านรายได้และค่าครองชีพจึงอาจผลักให้เด็กจากครัวเรือนเปราะบางต้องออกจากการศึกษาก่อนเวลา ขณะที่ข้อจำกัดด้านการคลังและระดับหนี้สาธารณะทำให้รัฐมีพื้นที่ในการเพิ่มงบประมาณเพื่อแก้ปัญหาน้อยลง ประกอบกับความเปลี่ยนแปลงทางการเมืองทั้งระดับชาติและท้องถิ่นที่อาจกระทบต่อความต่อเนื่องของนโยบาย

ภายใต้เงื่อนไขเหล่านี้ โจทย์สำคัญจึงไม่ใช่เพียงการตามเด็กที่หลุดออกจากระบบกลับมา แต่คือการสร้าง “ระบบ” ที่สามารถดูแลและประคับประคองเส้นทางการเรียนรู้ของเด็กทุกคนให้เดินหน้าต่อได้ แม้เงื่อนไขทางเศรษฐกิจ สังคม หรือการเมืองจะเปลี่ยนแปลงไป

จาก Thailand Zero Dropout สู่ Thailand Zero Dropout Plus สร้าง “ทางไปต่อ” ให้เด็กทุกคน

ดร.ไกรยส กล่าวว่า หาก Thailand Zero Dropout ในระยะแรกทำให้ประเทศไทยสามารถ “มองเห็น–ค้นหา–ช่วยเหลือ” เด็กนอกระบบได้ถึงรายคน ก้าวต่อไปของ Thailand Zero Dropout Plus คือการทำให้เด็กทุกคนมี “ทางไปต่อ” ผ่านระบบการศึกษาที่ยืดหยุ่นและมีคุณภาพ

หัวใจสำคัญคือการไม่จำกัดการเรียนรู้ไว้เพียงเวลา สถานที่ หรือรูปแบบเดียว แต่ปลดล็อกทั้ง Flex Time และ Flex Space เพื่อให้การศึกษาสามารถออกแบบตามชีวิตจริงของผู้เรียน และเปิดโอกาสให้นำความรู้ ทักษะ ประสบการณ์จากการทำงาน ตลอดจนความสนใจและความถนัดของเด็ก มาเป็นส่วนหนึ่งของการเรียนรู้ได้

แนวทางที่ กสศ. และภาคีร่วมกันพัฒนาและขยายผล มีตั้งแต่ “1 โรงเรียน 3 รูปแบบ” (School Based) ที่เปิดให้โรงเรียนสามารถจัดการเรียนรู้ได้ยืดหยุ่นมากขึ้น การจัดการศึกษาผ่านศูนย์การเรียนตามมาตรา 12 โดยสถาบันทางสังคมและภาคเอกชน การพัฒนาตำบลต้นแบบด้านการเรียนรู้ (Community Based) ที่หน่วยงานในพื้นที่และสถาบันการศึกษาร่วมกันออกแบบการเรียนรู้ ไปจนถึง Mobile School (Life Based) ที่ทำให้การเรียนรู้สามารถเกิดขึ้นได้ทุกที่ทุกเวลา

พร้อมกันนี้ยังมีระบบธนาคารหน่วยกิต (Credit Bank) รองรับการสะสมและเทียบโอนผลการเรียนรู้สู่คุณวุฒิการศึกษาและคุณวุฒิวิชาชีพ รวมถึงแนวทาง Learn to Earn ที่ทำให้ผู้เรียนสามารถเรียนรู้ พัฒนาทักษะ และสร้างรายได้ควบคู่กันไป โดยไม่จำเป็นต้องเลือกระหว่าง “เรียน” กับ “ทำงาน”

เมื่อการศึกษาเริ่มจากชีวิต เด็กที่เคยหลุดก็กลับมาเรียนรู้ได้

ผลลัพธ์ของการศึกษาที่ยืดหยุ่นไม่ได้ปรากฏอยู่เพียงในระดับนโยบาย แต่เริ่มเห็นความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นจริงในชีวิตของเด็กหลายพื้นที่

ดร.ไกรยส ยกตัวอย่าง “น้องธีร์” ซึ่งหลุดจากระบบตั้งแต่ ม.1 เพราะไม่สามารถปรับตัวกับการเรียนในโรงเรียน ก่อนจะกลับเข้าสู่การเรียนรู้ผ่านรูปแบบ “1 โรงเรียน 3 รูปแบบ” โดยนำการทำเกษตรและเลี้ยงวัว ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต มาเชื่อมโยงกับการเรียน ทำให้สิ่งที่เคยถูกมองว่าอยู่นอกห้องเรียน กลายเป็นส่วนหนึ่งของเส้นทางการศึกษาได้

เช่นเดียวกับ “น้องฟีฟ่า” เด็กที่มีภาวะบกพร่องทางการเรียนรู้และไม่กล้าไปโรงเรียน แต่มีความสามารถด้านการวาดภาพและปั้นดินน้ำมัน เมื่อการเรียนรู้ถูกออกแบบให้เริ่มต้นจากสิ่งที่เด็กทำได้และสนใจ ความสามารถเฉพาะตัวจึงไม่ใช่สิ่งที่อยู่ข้างนอกการศึกษาอีกต่อไป แต่กลายเป็นพื้นที่ให้เด็กได้เรียนรู้และพัฒนาศักยภาพของตนเอง

ขณะที่ “น้องเอิร์ธ” นักเรียนห้องเรียนระบบสอง โรงเรียนห้วยซ้อวิทยาคม รัชมังคลาภิเษก จังหวัดเชียงราย สามารถนำประสบการณ์จากการทำงานส่งแก๊สในชุมชน รวมถึงทักษะการสื่อสารและการเจรจากับผู้คน มาเชื่อมโยงเป็นส่วนหนึ่งของการเรียนรู้

ส่วน “น้องฮักแพง” ผู้เรียนในหลักสูตร “หมอลำศึกษา” สามารถนำประสบการณ์และทักษะจากการทำงานในวงหมอลำมาเป็นฐานการเรียนรู้ ผ่านความร่วมมือระหว่างภาคเอกชนวงหมอลำและศูนย์การเรียนปัญญากัลป์ ทำให้เด็กสามารถเดินไปบนเส้นทางที่รัก สร้างรายได้ และเดินหน้าสู่การได้รับวุฒิการศึกษาไปพร้อมกัน

ตัวอย่างเหล่านี้สะท้อนว่า เด็กนอกระบบจำนวนไม่น้อยอาจเป็น “ช้างเผือก” ที่มีศักยภาพและความสามารถซ่อนอยู่ เพียงแต่ระบบการศึกษาแบบเดิมอาจยังไม่มีพื้นที่หรือรูปแบบที่เหมาะสมพอจะมองเห็นและรองรับศักยภาพเหล่านั้น

ดร.ไกรยส ระบุว่า หากสามารถช่วยให้เด็กนอกระบบกลับเข้าสู่การเรียนรู้ พัฒนาทักษะ และก้าวไปสู่การประกอบอาชีพได้ การลงทุนเพื่อช่วยเหลือเด็กกลุ่มนี้ยังสามารถสร้างผลตอบแทนกลับคืนสู่สังคม ทั้งในรูปของภาษีและผลผลิตทางเศรษฐกิจเฉลี่ยสูงถึง 7 เท่าของงบประมาณที่ใช้ในการช่วยเหลือ

จาก “หมอลำ” ถึง “ฟุตบอล” เมื่อสิ่งที่เด็กรักกลายเป็นการเรียนรู้

อีกหนึ่งทิศทางสำคัญของ Flexible Learning คือการนำ “สิ่งที่เด็กชอบและถนัด” มาเป็นจุดตั้งต้นของการเรียนรู้ ดังเช่นหลักสูตร “หมอลำศึกษา” ที่เชื่อมวิถีชีวิตและอาชีพของเยาวชนในวงหมอลำเข้ากับการศึกษา และล่าสุด กสศ. ร่วมกับสมาคมกีฬาฟุตบอลแห่งประเทศไทยฯ พัฒนาหลักสูตร “จักรวาลวิทยาฟุตบอล” เพื่อเปลี่ยนสนามฟุตบอลให้เป็นพื้นที่การเรียนรู้ เชื่อมทักษะจากกีฬาเข้ากับทักษะชีวิต วิชาการ และเส้นทางอาชีพ

หนึ่งในต้นแบบเกิดขึ้นที่เทศบาลตำบลลำปางหลวง จังหวัดลำปาง ซึ่งนำฟุตบอลมาเป็นเครื่องมือพาเด็กและเยาวชนนอกระบบกลับเข้าสู่การเรียนรู้ ขณะเดียวกันทีมฟุตบอลเยาวชนจากพื้นที่ยังสามารถก้าวไปแข่งขันในเวทีระดับประเทศ ปัจจุบันมีโรงเรียนและหน่วยงานทั่วประเทศสนใจเข้าร่วมโครงการนำร่องแล้วกว่า 200 แห่ง

ดร.ไกรยส กล่าวว่า ตัวอย่างเหล่านี้ทำให้เห็นว่า Flexible Learning ไม่ใช่การลดมาตรฐานการศึกษาให้กับเด็กที่ไปต่อในระบบเดิมไม่ได้ แต่คือการขยายวิธีการเรียนรู้ให้หลากหลายพอที่จะรองรับความแตกต่างของเด็กแต่ละคน และทำให้สิ่งที่เด็กมีอยู่แล้ว ทั้งความสนใจ ความถนัด ประสบการณ์ชีวิต และการทำงาน สามารถกลายเป็นต้นทุนในการเรียนรู้ พัฒนาตนเอง และสร้างอนาคตได้

จาก Thailand Zero Dropout สู่ ASEAN Zero Dropout 2030

จากความก้าวหน้าที่เกิดขึ้นในประเทศไทย บทเรียนของ Thailand Zero Dropout กำลังถูกต่อยอดไปสู่เป้าหมายที่ไกลกว่าเดิม โดยประเทศไทยเตรียมนำประสบการณ์และนวัตกรรมจากการขับเคลื่อนที่ผ่านมาไปพัฒนาเป็น “พิมพ์เขียวระดับภูมิภาค” ภายใต้กรอบความร่วมมือ ASEAN ด้านเด็กและเยาวชนนอกระบบการศึกษา (OOSCY) เพื่อร่วมกันพัฒนาเส้นทางสู่เป้าหมาย ASEAN Zero Dropout

Roadmap ดังกล่าวเริ่มจากช่วงปี 2569–2570 ซึ่งเป็นช่วงสรุปและถอดบทเรียนจากการขับเคลื่อน Thailand Zero Dropout ระยะแรก ก่อนยกระดับบทบาทของประเทศไทยในปี 2571 สู่การเป็นต้นแบบและผู้นำการขับเคลื่อน Zero Dropout ในภูมิภาค จากนั้นในปี 2572 จะผลักดันเวที ASEAN Zero Dropout เพื่อติดตามสถานการณ์และแลกเปลี่ยนแนวทางร่วมกัน ก่อนมุ่งสู่การประกาศ ASEAN Zero Dropout Declaration ในปี 2573

จากจุดเริ่มต้นที่ประเทศไทยต้องตามหาเด็กกว่า 1 ล้านคนซึ่งเคย “ไม่ถูกมองเห็น” ในระบบข้อมูล วันนี้โจทย์ของ Thailand Zero Dropout กำลังขยับไปอีกขั้น จากการค้นหาและช่วยเหลือเด็กที่หลุดออกจากระบบ สู่การสร้างระบบการเรียนรู้ที่ยืดหยุ่นพอจะรองรับชีวิต ความแตกต่าง และศักยภาพของเด็กแต่ละคน