“ขี้คร้าน (ขี้เกียจ) เรียนครับ ชอบแต่งรถ ไปโรงเรียนก็ไม่เข้าเรียน ไปอยู่หลังห้องน้ำบ้าง สนามบอลบ้าง ชอบอยู่บ้านเล่นเกม ROV”
ประโยคสั้นๆ จาก ‘ปอนด์’ วัย 17 ปี และ ‘อั้ม’ วัย 16 ปี ซื่อตรงเกินกว่าจะปิดบังความจริงของเด็กชายขอบเมืองพื้นที่ อำเภอนาแก จังหวัดนครพนม เยาวชนวัยรุ่นคู่หูที่ตัดสินใจหันหลังให้ระบบการศึกษาตั้งแต่ระดับชั้น ม.1
คำว่า ‘ภาวะการเรียนรู้ถดถอย’ หรือ ‘Learning Loss’ ในความหมายทางวิชาการ หมายถึงภาวะที่เด็กมีความสามารถในการเรียนรู้หรือผลลัพธ์การเรียนรู้ที่ลดลง หรือลืมสิ่งที่เคยเรียนไป เมื่อเทียบกับช่วงก่อนเกิดสถานการณ์ที่ทำให้การเรียนรู้ไม่เป็นไปตามปกติ ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อทักษะพื้นฐาน ต่อเนื่องไปถึงการกลับเข้าสู่ระบบการศึกษา และอาจส่งผลต่อการเรียนรู้ในระยะยาว เมื่อสถานการณ์นั้นสิ้นสุดลง โดยผลกระทบดังกล่าวจะรุนแรงมากขึ้นในกลุ่มยากจนหรือด้อยโอกาส
แต่สำหรับพวกเขา คำว่า Learning Loss ได้ขยายความของภาวะการเรียนรู้ถดถอยให้ไม่ใช่แค่เรื่องในสมุดรายงานผลการเรียน หากแต่คือ ‘สภาวะเนือยนิ่ง’ การสูญเสียเป้าหมายชีวิต และการถูกลอยแพอยู่ริมขอบของสังคม
ไร้ความหวัง ไร้ความฝัน ใช้ชีวิตไปวันๆ คือภาวะที่เกิดขึ้นกับทั้งอั้มและปอนด์ รวมถึงเด็กๆ อีกหลายสิบคนที่เต็มใจลาออกออกจากโรงเรียนในระดับ ม.ต้น
เราอยากชวนทุกคนมาสำรวจรอยแผลใต้พรมการศึกษา ผ่านบทสนทนากับสองเด็กหนุ่มผู้เคยหันหลังให้ห้องเรียน เพื่อค้นหาว่าอะไรคือสิ่งที่หล่นหายไปอย่างแท้จริง และระบบนิเวศการศึกษาแบบไหนที่จะไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง

‘ขี้เกียจเรียน’ หรือ ‘โรงเรียนไม่ตอบโจทย์’
“ขี้เกียจ ติดเพื่อน ตีไก่ชน สนุกครับ” ปอนด์เล่าให้ฟัง
สำหรับเด็กหลายคนที่หลุดออกจากระบบ ภาพจำของคนนอกมักมองว่าพวกเขาเป็นเด็กมีปัญหา หรือเด็กเกเร แต่สำหรับปอนด์ความรู้สึกอยากออกจากโรงเรียนเริ่มจากเรื่องธรรมดาๆ อย่างความรู้สึกไม่เชื่อมโยงและความขี้เกียจที่ค่อยๆ กัดเซาะความหมายของการเรียนไปทีละน้อย
“ไปช่วยเขานำไก่ไปชน ได้ 300 เลยออกไปช่วยเขาเต็มตัว ไม่ต้องขอแม่”
สำหรับปอนด์พื้นที่นอกโรงเรียนกลายเป็นสถานที่มอบความสุข ตัวตน และรายได้เล็กๆ น้อยๆ ให้ปอนด์ทันที เพราะจุดที่ทำให้ปอนด์ตัดสินใจออกจากโรงเรียนทันที คือการที่ได้ไปคลุกคลีกับรุ่นพี่ที่เลี้ยงไก่ชน
เมื่อออกจากโรงเรียนมานานนับปี ช่วงเวลาที่หายไปจากการเรียนรู้ถูกแทนที่ด้วยสภาวะเนือยนิ่ง วงจรชีวิตในแต่ละวันขยับแบบไร้เป้าหมาย จากวงตีไก่ สู่การชนปลากัด เล่นเกม ROV, Free Fire, ตกปลา ยิงปลา และจบลงที่การซิ่งมอเตอร์ไซค์ ซึ่งปอนด์ยอมรับว่าทำสิ่งเหล่านี้ไปจนเบื่อแล้วแต่ก็ไม่รู้จะไปไหน
“ตื่น 6-7 โมง กินข้าว เล่นเกม แล้วก็นอน รถพังแล้วขายในเฟซบุ๊ก ถ้ามีรถใหม่ก็คงแว้นอีก”
เรื่องของอั้มก็คล้ายๆ กัน เหตุผลที่ออกจากโรงเรียนเพราะปัญหาการเงินของที่บ้านและการได้แว้นรถสนุกกว่าเรียนในห้องเรียนเป็นไหนๆ
ทั้งคู่ไม่มีเป้าหมายระยะยาวของตัวเอง เพราะชีวิตแขวนไว้กับความสุขบนท่อไอเสีย และหน้าจอสมาร์ตโฟน พวกเขาไม่รู้ว่าจะมีชีวิตเพื่ออะไรในโครงสร้างที่ยังไม่เห็นว่าเอื้อให้เติบโต

แผลเป็นใต้พรมและความเหลื่อมล้ำ
ในขณะที่บ้านและโรงเรียนก็ไม่ได้มีพลังมากพอที่จะรั้งปอนด์และอั้มให้เรียนต่อ
“ครูมาหาครั้งหนึ่ง มาถามว่าจะกลับไปเรียนไหม ผมตอบว่ากลับครับแต่ก็ไม่ได้ไปเลย มันอยากออกแล้ว” ปอนด์บอก
เหมือนที่อั้มเล่าว่า “พ่อแม่รู้ เขาไม่ด่า บอกว่าถ้าไม่เรียนก็ให้มาทำนา ขอเงินเท่าไหร่ก็ให้ ซื้อสดให้เลย”
ข้อมูลจากสถาบันแห่งชาติเพื่อการพัฒนาเด็กและครอบครัว ระบุว่าเด็กปฐมวัยในชุมชนแออัดถึง 77% มีพัฒนาการถดถอย และกว่า 90% ขาดการศึกษาต่อเนื่อง ปัญหานี้ไม่ได้เกิดจากตัวเด็กเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากโครงสร้างที่กดทับ
“เรามองว่าเขาขาดโอกาสสำหรับครอบครัวที่ยากจน หรือมีปัญหาครอบครัวทางด้านสังคมที่แตกต่างกันไป แต่คนมีเงินบางคนเขาก็อาจจะไม่ได้ตั้งใจเรียนก็มี อยู่ที่ครอบครัวมากกว่าว่าจะอบรมเด็กได้แค่ไหน”
สรรเสริญ แก้วคนตรง ผู้ใหญ่บ้านในตำบลนาเลียง เล่าให้ฟังว่าเด็กในพื้นที่นี้มีครอบครัวที่มีรายได้ยากจน และระดับปานกลาง ส่วนใหญ่พ่อแม่มักจะเข้าไปทำงานในกรุงเทพฯ ไปต่างประเทศ แล้วให้เด็กๆ อยู่กับปู่ย่าตายาย จะกลับบ้านมาแค่ช่วงเทศกาลหยุดยาว หรือไม่ก็แค่ส่งเงินมาเท่านั้น

เด็กหลายคน รวมถึงอั้มและปอนด์ จึงเติบโตมากับตา ยาย หรือพี่สาว
“ถ้าพ่อแม่เข้มงวดเข้าใจลูกมากพอจะดีมาก แต่บางครอบครัวเด็กอยู่กับตายายแก่ๆ เด็กอยากออก เขาก็ให้ออก ไม่มีแรงไปบังคับเคี่ยวเข็ญ เพราะมีบางบ้านที่แม่กลับมาอยู่ด้วย เด็กทำตัวดีขึ้น ครอบครัวเลยสำคัญมาก”
ผู้ใหญ่บ้านบอกว่าสุดท้ายการอบรมเด็กเป็นเรื่องของครอบครัวที่จะต้องมีพื้นฐานที่ดีก่อน แต่ในมุมกลับกันพ่อแม่ต้องเข้าไปหารายได้ในเมืองใหญ่ ปล่อยให้เด็กอยู่กับตายาย การไร้ซึ่งการกำกับดูแลอย่างใกล้ชิดบวกกับสภาวะเงินทองไม่พอใช้ เพราะแม้ว่าจะเรียนฟรี แต่ค่าเดินทางและค่าครองชีพก็อาจจะไม่พอสำหรับการเรียนของเด็กๆ สิ่งที่เกิดขึ้นนี้เลยกลายเป็น ‘ภาวะจำยอม’ ที่บีบให้ออกจากโรงเรียนแบบไม่รู้ตัว แม้ว่าเด็กจะบอกว่าอยากออกเองก็ได้

ชีวิตแบบจำยอม ให้ห้องนอนเป็นแค่พื้นที่ปลอดภัยหนึ่งเดียว
เมื่อออกจากโรงเรียน ชีวิตปอนด์และอั้มเหมือนถูกหยุดเวลาให้จมอยู่สิ่งเดิมๆ อั้มบอกว่าตอนที่ตัวเองขอออกจากโรงเรียนที่บ้านไม่ได้ว่าอะไร แค่บอกว่าถ้าไม่เรียนก็ให้มาทำนา
การทำนาเป็นแค่สิ่งเดียวที่เยาวชนนอกระบบนาแกทำได้เลย รวมถึงอาชีพรับจ้างแรงงานราคาถูก หรือไม่ก็ต้องย้ายถิ่นฐานตามพ่อแม่เข้าไปหางานทำในเมืองใหญ่
การไร้ซึ่งทางเลือกอาชีพที่หลากหลายและสอดคล้องกับความสนใจของเด็ก ทำให้ภาวะเนือยนิ่งยิ่งหยั่งรากลึก เพราะพวกเขาไม่รู้ว่าตัวเองจะพัฒนาทักษะไปเพื่ออะไรในบริบทสังคมแบบนี้ เพราะนิเวศทางเศรษฐกิจและอาชีพของท้องถิ่นในพื้นที่ตำบลนาเลียง ทางเลือกด้านอาชีพสำหรับคนรุ่นใหม่มีอยู่อย่างจำกัด อาชีพหลักที่พอจะสร้างรายได้ในชุมชนคือเกษตรกรรม ปลูกถั่ว การรับจ้างทั่วไป หรือการออกไปทำช่างกระจกอะลูมิเนียมตามต่างจังหวัด
เมื่อเป็นอย่างนี้ เด็กจึงมองไม่เห็นว่าระบบการศึกษาจะช่วยเปลี่ยนชีวิตอย่างไร และการออกไปเจอโอกาสดีๆ ข้างนอกก็ไม่ได้มีโอกาสมากพอ

สะพานเชื่อมโอกาส
พื้นที่ที่ปอนด์และอั้มรู้สึกปลอดภัยและสบายใจตอนนี้คือ ‘บ้านและห้องนอน’ ที่เขาสามารถควบคุมได้เอง
สภาวะการเก็บตัวหรือแยกตัวออกจากสังคม (Social Isolation) นี้เป็นส่วนหนึ่งของวิกฤตสุขภาพจิตที่แฝงมากับ Learning Loss ศาสตราจารย์ ดร.สมพงษ์ จิตระดับ กรรมการบริหารกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) ให้ความเห็นว่าเด็กกลุ่มนี้กำลังเผชิญภาวะเครียดเงียบที่ซ่อนอยู่ภายใต้สภาวะจำยอม
‘ศักดิ์’ วีรศักดิ์ หะติง นักพัฒนาชุมชนชํานาญการ องค์การบริหารส่วนตำบลนาเลียง บอกว่าสิ่งที่ทำให้เด็กปฏิเสธโรงเรียนยอมกลับเข้าสู่กระบวนการเรียนรู้อีกครั้ง ไม่ใช่นโยบายบังคับเรียนฟรี หรือการขู่ด้วยวุฒิการศึกษา แต่คือผู้คนที่ยื่นมือเข้าไปหาในพื้นที่ของเขา และกระบวนการเรียนรู้ที่ไม่ซับซ้อน ได้ลงมือทำ และเห็นผลลัพธ์ทันตา
การจะดึงเด็กอย่างปอนด์และอั้มออกจากวงจรเนือยนิ่ง ไม่สามารถใช้ไม้บรรทัดเดิมของโรงเรียนในระบบมาวัดได้ แต่ต้องอาศัยการจัดการศึกษาเชิงพื้นที่ (Area-Based Education : ABE) ที่เชื่อมโยงท้องถิ่นอย่าง อบต. หรือเทศบาล เข้ามาเป็นโซ่ข้อกลาง
อบต.นาเลียง จึงทำโครงการการจัดการเรียนรู้ที่ยืดหยุ่นเพื่อสร้างพื้นที่ปลอดภัยสําหรับการพัฒนากลุ่มเด็กและเยาวชนนอกระบบการศึกษา (อบต.นาเลียง) ร่วมกับ กสศ. และเครือข่ายการจัดการศึกษาเชิงพื้นที่ (Area-Based Education : ABE) ทำหน้าที่เป็นตัวกลางดึงเด็กเนือยนิ่งให้เข้าสู่สังคมอีกครั้ง โดยที่มีวีรศักดิ์ เป็นผู้รับผิดชอบโครงการ
“จุดเริ่มต้นตอนแรกคือเราเน้นอยากให้เด็กออกมาจากกลุ่ม เรายังไม่คิดเรื่องการศึกษา เราต้องการให้เด็กออกมาอยู่นอกบ้าน ออกมาอยู่กับชุมชน ไม่อยากให้เขาอยู่ในที่ของเขาสร้างความคุ้นเคยก่อน เราพยายามเป็นฮับ (Hub) ให้เด็ก” ศักดิ์ เล่า

ในปีแรก อบต.นาเลียงทำหน้าที่เป็นเพียงพื้นที่ดำเนินโครงการ โดยมี ‘มหาวิทยาลัยนครพนม’ เป็นหน่วยรับทุนหลักก่อนจะก้าวขึ้นมาเป็นหน่วยรับทุนเองโดยตรงในปีที่ 2 โดยวางบทบาทตัวเองชัดเจนในการเป็น ‘แกนกลาง (Hub)’ MOU ร่วมกับศูนย์ส่งเสริมการเรียนระดับอำเภอนาแก (สกร.) และมูลนิธิส่งเสริมพัฒนาเด็กและเยาวชน (CYF) เพื่อสร้าง ‘ตาข่าย 3 ชั้น’ โมเดลการจัดการศึกษาเชิงพื้นที่ที่ออกแบบมาเพื่อรองรับและช่วยเหลือเด็กและเยาวชนที่หลุดออกจากระบบการศึกษา โดยสร้างทางเลือกที่มีความยืดหยุ่นต่างระดับกันตามความพร้อมและเงื่อนไขชีวิตของเด็กแต่ละคน
เนื่องจากอบต.นาเลียงมีจุดแข็งดั้งเดิมเป็นหน่วยงานราชการที่คนในชุมชนไว้ใจ มีข้อมูลประชากรในมือ และมีทรัพยากรในการจัดกิจกรรม
ความท้าทายของการแก้ปัญหาเด็กนอกระบบ คือระเบียบข้อบังคับทางราชการและขั้นตอนที่แข็งตัว แต่ อบต.นาเลียง เลือกที่จะใช้ความเป็นหน่วยงานท้องถิ่นที่ใกล้ชิดชุมชนมากที่สุด คลายเงื่อนไขเพื่อเปิดประตูโอบรับเด็กทุกคน
“ในส่วนขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เรื่องเด็กในกลุ่มนี้ก็เป็นอีกด้านหนึ่งที่เราต้องให้ความสำคัญ การเริ่มต้นใหม่ยังไม่สาย บางทีเขาอาจจะเก่งกว่าเราก็ได้ในอนาคต ผมเชื่อแบบนั้น”

เปลี่ยนวิชาการ เป็น ‘ทักษะชีวิตที่จับต้องได้’
จุดเปลี่ยนของปอนด์และอั้มเกิดขึ้นเมื่อมีศักดิ์ และหน่วยงานท้องถิ่นเข้าไปชวนให้เข้าร่วมการอบรมที่นาเลียง ซึ่งเป็นกิจกรรมที่เน้นทักษะอาชีพมากกว่าวิชาการ
กระบวนการเรียนรู้เชิงยืดหยุ่นที่อบต.นาเลียง ออกแบบให้เน้นการลงมือทำจริง (Active Learning) ที่ตอบโจทย์บริบทอาชีพในชุมชน เช่น การทำกระจกอะลูมิเนียม การทำผลิตภัณฑ์สมุนไพร การทำยาดม การชงกาแฟ หรือการใช้สื่อออนไลน์
“ไปอบรมมีกิจกรรมให้ทำ สนุกครับ ทำยาดม ทำกาแฟ ทำกระจก ชอบทำยาดมที่สุด เพราะมันง่ายดี” ปอนด์เล่า
สัมผัสของความสำเร็จเล็กๆ จากการลงมือทำ กลายเป็นสวิตช์ที่ทำให้เด็กๆ เริ่มมองเห็นอนาคตของตัวเองอีกครั้ง และเข้าใจว่าวุฒิการศึกษามีไว้เพื่ออะไร
ตอนนี้ปอนด์และอั้ม ถูกดึงกลับเข้าสู่ระบบ สกร. จนคว้าวุฒิ ม.ต้น และเตรียมต่อระดับ ม.4

“แม่มาชวน พี่ศักดิ์มาชวนครั้งเดียว แล้วไปสมัครเรียนเลย อยากกลับไปเรียน อยากได้วุฒิเอาไปทำงานตั้งไฟ (ช่างไฟ) ที่กรุงเทพฯ กับลุง” ปอนด์เล่า
“เรียน กศน. (สกร.) แล้วครับ เข้าพร้อมปอนด์เลย อนาคตอยากทำงานไฟครับ เหมือนเพื่อน” อั้มตอบเหมือนกัน
เพื่อให้เด็กทุกคนที่เคยหล่นหายไปในความเนือยนิ่งได้มีพื้นที่ยืน มีคนคอยรับฟัง และมีโอกาสออกเดินทางสู่อนาคตที่พวกเขาเลือกเองอีกครั้ง การทำงานของ อบต.นาเลียง และเครือข่าย ABE จึงเป็นมากกว่าแค่โครงการจัดอบรมอาชีพ แต่มันคือการขยายขอบเขตของพื้นที่ปลอดภัย จากห้องนอนสี่เหลี่ยมให้ครอบคลุมไปถึงชุมชน ศูนย์เรียนรู้ และระบบการศึกษาทางเลือก เพราะคำว่าการฟื้นฟูภาวะการเรียนรู้ ไม่ได้จบลงเพียงแค่การมอบใบประกาศนียบัตรหรือวุฒิการศึกษา หากแต่คือการบ่มเพาะทักษะชีวิต ทักษะอาชีพ และเป้าหมายในชีวิตที่ตัวเองอยากไปถึงด้วย