ตกปลาก็ได้ นั่งเล่นก็ดี ช่วยงานก็มา : ศูนย์การเรียนรู้ชุมชนคนหนุ่มสาว พื้นที่ ‘สบายๆ ’ ไร้รั้วเชิงกายภาพและทางใจของเด็กและผู้ใหญ่ในตำบลโพนแพง

ตกปลาก็ได้ นั่งเล่นก็ดี ช่วยงานก็มา : ศูนย์การเรียนรู้ชุมชนคนหนุ่มสาว พื้นที่ ‘สบายๆ ’ ไร้รั้วเชิงกายภาพและทางใจของเด็กและผู้ใหญ่ในตำบลโพนแพง

ไร้รั้ว ไร้กรอบ ไร้ข้อจำกัด

พื้นที่ศูนย์การเรียนรู้ชุมชนคนหนุ่มสาวที่เรายืนอยู่ ไม่มีกำแพง ไม่มีรั้วกั้น มีเพียงรั้วต้นไม้ที่วางตั้งไว้ติดถนนลาดยาง รถยนต์และมอเตอร์ไซต์สามารถมาจอดเทียบแล้วเดินเข้ามาได้โดยไม่ต้องผ่านจุดคัดกรอง ทั้งที่ส่วนหนึ่งของที่ดินแปลงนี้เป็นบ้านของตั้มและครอบครัว

“เราไม่ซีเรียส เด็กอยากมานอนก็ได้ ก็หอบเสื้อผ้ามา เราก็จะมีตรงระเบียงที่นอนได้ มีเต็นท์ 4-5 หลังให้กางนอน แต่ถ้ายุงกัดก็ตัวใครตัวมัน (หัวเราะ) ถ้าเขามาแล้วสบายใจ ผมว่ามันไม่ได้มีพิษมีภัย” ตั้มอธิบาย

ตั้มเล่าว่าพื้นที่จะมีเด็กเข้ามาเรื่อยๆ มากน้อยขึ้นอยู่กับช่วงปิดเทอม-เปิดเทอม เพราะเด็กในระบบเองก็ชอบเข้ามานั่งเล่นที่นี่ บางคนให้เหตุผลกับตั้มว่ามานั่งฮีลใจ ส่วนเด็กนอกระบบก็ผลัดเวียนกันเข้ามาใช้พื้นที่โดยตลอด แบบที่ตั้มจะไม่ไปบังคับให้เข้ามา แต่จะปล่อยให้ลื่นไหลตามธรรมชาติของเด็ก

ซึ่งศูนย์การเรียนรู้ชุมชนคนหนุ่มสาวเกิดขึ้นจากความตั้งใจที่จะสร้างพื้นที่สร้างสรรค์และแหล่งเรียนรู้สำหรับเด็ก เยาวชน และคนรุ่นใหม่ เพื่อพัฒนาศักยภาพและเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่มีคุณภาพในท้องถิ่นของตนเอง ระยะ 12 ปีที่จัดตั้งศูนย์การเรียนรู้แห่งนี้ขึ้นมาจึงทำให้คนในชุมชนรู้จักสถานที่นี้เป็นอย่างดี และทำให้เกิดการบอกต่อปากต่อปาก เวลามีเรื่องอะไรที่เกี่ยวกับเด็กขึ้นมา ศูนย์การเรียนรู้แห่งนี้ก็จะเป็นที่แรกๆ ที่คนนึกถึง

และเมื่อพัฒนามาเป็นโครงการเสริมสร้างสุขนิเวศน์การเรียนรู้สร้างสรรค์ และพัฒนาสมรรถนะเด็ก เยาวชนนอกระบบการศึกษา โดยการสนับสนุนของ กสศ. ก็เกิดการตั้งเป้าหมายใหม่ในการโอบรับเด็กนอกระบบให้ได้มากขึ้น ทั้งเด็กที่เดินเข้ามาเอง และเด็กที่ต้องใช้กลไกผู้ใหญ่บ้านในการค้นหา รวมถึงการสนับสนุนช่องทางการศึกษาที่มีมากกว่าการเรียนในระบบโรงเรียน

“มันก็มีประเด็นเล็กๆ น้อยๆ ของเด็กอยู่บ้าง มีเด็กบางคนมาบอกว่าที่ไม่เข้ามาหาวันนี้เพราะเห็นว่ามีอีกกลุ่มนั่งอยู่ มันทำให้เห็นว่าลึกๆ แล้วเขาอยากมา แต่เห็นว่าแก๊งเด็กผู้ชายอยู่ ก็เลยไม่กล้าเข้า ไว้พรุ่งนี้มาใหม่ เราก็ปล่อยไปตามธรรมชาติ เพราะเคมีของเด็กแต่ละคนไม่เหมือนกัน เราไม่บังคับ”

เด็กที่มาที่นี่จึงมีหลายรูปแบบ บ้างก็มาคนเดียว บ้างก็มาเป็นคู่ บ้างก็ยกโขยงมาเป็นกลุ่ม แถมบางคนที่เคยมาหรือมาเป็นประจำก็จะเป็นคนชักจูงเพื่อนหน้าใหม่เข้ามาให้ตั้มและทีมงานเห็นหน้าเห็นตา ศูนย์การเรียนรู้ก็จะได้เจอเด็กโดยที่ไม่ต้องออกไปค้นหา ส่วนเด็กก็จะได้ทั้งเพื่อนใหม่และพื้นที่ปลอดภัย เมื่อเขาเริ่มรู้สึกว่าที่นี่ให้อิสระกับเขา

เพราะตั้มบอกว่า ที่นี่ไม่มีกติกาอะไร เว้นเสียแต่ ‘ปาน’ ภรรยาของตั้มและ 1 ในทีมงานอาจจะบ่นหน่อยถ้ากินแล้วไม่ล้างจาน

“เมื่อคืนมีหน้าใหม่มา 2 คน เพื่อนชวนมานั่งกินหมูกระทะ เราเลยให้ตังค์เขาไปซื้อแล้วปล่อยให้เขานั่งคุยกัน เพราะถ้าเราเข้าไปก็จะเป็นการปิดกั้นเด็ก แต่เดี๋ยวเราก็จะหาจังหวะคุยกับเด็กที่พาเพื่อนมาว่าเพื่อนเป็นอะไรยังไง พอเป็นแบบนี้เด็กก็จะมาเรื่อยๆ ได้เพื่อนใหม่เรื่อยๆ ”

ซึ่งพื้นที่ที่ใครก็สามารถวิ่งทะลุหน้าออกหลังได้ตลอด อาจมาพร้อมความกังวลในสายตาบางคนว่าจะมีการลักเล็กขโมยเกิดขึ้นหรือเปล่า ซึ่งตั้มยอมรับว่าเคยมี แต่เป็นเรื่องที่ผ่านมานานแล้ว และเมื่อปรับวิธีคิดให้กับเด็กไป ก็ไม่มีปัญหาทำนองนี้เกิดขึ้นซ้ำอีก

“เราได้ยินเสียงก๊อกแก๊ก พอเราเปิดไฟก็เห็นมีดวางอยู่ ที่ไหนได้ เด็กมาขโมยเอาไผ่ไปทำบ้องกัญชา พอเรารู้ตัวคนเราก็เรียกมาคุย บอกว่าทีหลังไม่ต้องขโมย ให้เข้ามาขอแล้วเอาไปได้เลย เราปรับวิธีคิดเขาใหม่ว่า ถ้าอยากได้อะไรอย่าไปขโมย เพราะถ้าเป็นคนอื่นจะโดนจับนะ” ตั้มเล่า

พอเด็กสบายใจที่จะมา มาแล้วพัฒนาตัวเองให้ดีขึ้น พ่อแม่ก็เบาใจถึงขั้นถ้าตั้มไปหาเด็กที่บ้าน แม่ก็จะบอกให้ตั้มขึ้นไปปลุกได้เลย ส่วนถ้าเด็กกลับบ้านดึกดื่นแต่บอกไว้ก่อนว่าอยู่กับตั้ม พ่อแม่ก็จะไม่ว่าอะไร เพราะรู้ว่าตั้มจะมาส่งลูกตัวเองที่บ้านแน่นอน

‘ตั้ม’ ธนภัทร แสงหิรัญ

มุมหลากหลาย ตามใจผู้ใช้สอย

หากกวาดสายตามองรอบๆ นอกจากความเขียวขจีและร่มเงาของต้นไม้แล้ว ที่ดินแปลงนี้ยังมีการจัดสรรพื้นที่โดยแบ่งเป็นมุมต่างๆ เพื่อทำกิจกรรมที่หลากหลาย เช่น มุมร้านกาแฟ มุมอ่านหนังสือ มุมม้าโยกสำหรับเด็กเล็ก มุมผ่อนคลายริมน้ำ และมุมปลูกต้นไม้

ซึ่งตั้มเล่าว่า การจัดสรรพื้นที่เพื่อใช้สอยอย่างหลากหลายนี้ ไม่ได้เกิดขึ้นจากความตั้งใจตั้งแต่ริเริ่มทำศูนย์การเรียนรู้ แต่เกิดจากการฟังเสียงของเด็กๆ ที่เข้ามาในพื้นที่นี้ว่าต้องการอะไร แล้วค่อยๆ ปรับตามความต้องการ

เช่น เด็กอยากไปคาเฟ่ จากเดิมต้องขับออกไปคาเฟ่ด้านนอก เสียเงินหลายบาท ถ้าไม่มีเงินก็ไปไม่ได้ ก็เปลี่ยนเป็นมานั่งคาเฟ่ที่มีปานเป็นบาริสต้า แถมน่าจะเป็นมิตรกว่า เพราะถ้ารอนาน เด็กๆ ไม่ต้องโวยวายกับพนักงาน แต่สามารถเต้น ‘เอื้อยค้าบ’ เป็นการส่งสัญญาณให้มือชงได้เลย

“เด็กๆ มาบอกเราว่าอยากมีมุมหนังสือ อยากมีมุมนั่งเล่น อยากไปคาเฟ่ งั้นถ้าเปิดเองแล้วมานั่งที่นี่แล้วกัน ผมเคยเปิดร้านกาแฟ เคยเปิดร้านต้นไม้ ก็เอาสกิล เอาสิ่งที่เราเคยมีมาทำ สอนน้องปานทำกาแฟ ยกต้นไม้มาทำให้ที่มันร่มรื่นขึ้น”

จากเดิมที่ศูนย์การเรียนรู้ทำกิจกรรมกันอยู่ในบ้านดินที่ปัจจุบันเป็นลานปูนกว้าง ก็ขยับขยายด้วยการถมบ่อปลาเพิ่มพื้นที่ใช้สอย จากเดิมที่ทางเข้าพื้นที่เป็นป่าทึบก็ถางและจัดที่ทางให้ดูสบายตาขึ้น

การปรับเปลี่ยนของพื้นที่โดยรับฟังเสียงของผู้ใช้งานอย่างเด็กๆ ที่แวะเข้ามาจึงไม่ได้ส่งผลแค่หน้าตาของศูนย์การเรียนรู้ที่เปลี่ยนไป แต่ทำให้เด็กกลุ่มใหม่กล้าที่จะเข้ามามากขึ้น เกิดการไหลเวียนของเด็กกลุ่มต่างๆ เพราะพวกเขาเห็นและเข้าใจแล้วว่าพื้นที่ไร้รั้วนี้กำลังทำอะไรอยู่ และมีอะไรให้ทำบ้าง

จะมานั่งวาดรูป นั่งร้องเพลง หรือจะมาผูกเปลนอนเฉยๆ เพราะไม่อยากอยู่ที่บ้านก็ทำได้ เลือกมุมเอาเองได้เลย

เรียนรู้จากการช่วยงาน

‘ปาน’ จิราวรรณ จันทร์สุข

ระหว่างรอปาน บาริสต้ามือหนึ่งของศูนย์การเรียนรู้ชุมชนคนหนุ่มสาวชงกาแฟ ก็มีมอเตอร์ไซต์ของเด็กในพื้นที่ขับผ่านไปผ่านมา บางคันก็หยุดจอดเพื่อสอดส่องว่ามีใครกำลังทำอะไรในพื้นที่บ้าง ก่อนจะขับออกไปเพราะเห็นว่าวันนี้มีผู้ใหญ่มาเยอะ

ภาพแบบนี้เป็นภาพปกติที่ปานเห็นเป็นประจำ เพราะเวลาเด็กๆ เข้ามาในศูนย์การเรียนรู้ นอกจากจะมาช่วยงาน เช่น แจกเอกสาร จัดเก้าอี้ ทำความสะอาด เด็กก็จะมานั่งคุย นั่งกินขนม นั่งตกปลา ถ้าผู้ใหญ่อยู่เยอะเกินไปก็จะรู้สึกว่ายังไม่อยากเข้ามา

ซึ่งถ้ามีงานอะไรให้ทำ ปานก็จะใช้ช่องทางเฟซบุ๊กติดต่อเด็กๆ ให้มาช่วยงาน เพราะเด็กที่นี่ไม่ค่อยตอบไลน์ ไม่เหมือนพวกผู้ใหญ่ที่ตั้งกรุ๊ปไลน์ทำงานกันไม่รู้กี่กลุ่มต่อกี่กลุ่ม

โดยงานที่ให้ทำก็จะช่วยพัฒนาทักษะของเด็กอย่างไม่บีบบังคับ ไม่ได้เป็นใบงานจริงจังแบบในห้องเรียน แต่จะเป็นกิจกรรมที่ทำให้เด็กได้มีปฏิสัมพันธ์กับคนในสังคมและได้ปลูกฝังจิตอาสา อย่างการช่วยจัดสถานที่และแจกเอกสาร ที่ทำให้เด็กเรียนรู้วิธีเข้าสังคม วิธีเข้าหาผู้ใหญ่ หรือถ้าเป็นกิจกรรมนอกพื้นที่อย่างรณรงค์เรื่องบุหรี่ไฟฟ้าที่ถนนคนเดิน ก็จะมีทั้งเด็กที่พัฒนาทักษะการสื่อสารจากการได้จับไมค์พูด

ซึ่งการมาร่วมกิจกรรมกับทางศูนย์ในบางครั้งก็จะได้ค่าตอบแทนเป็นค่าเดินทาง แต่ปานเล่าว่า มีบางครั้งที่เด็กเดินเข้ามาขอทำงานจุกจิก

“เด็กบางคนมาแล้วถามว่ามีอะไรให้ทำบ้าง อยากได้ตังค์ไปใช้ เราก็จะมีอะไรเล็กๆ น้อยๆ ให้ทำ แบบเทดินถุงละ 2 บาท อะไรแบบนี้ เขาก็ทำนะ 10 ถุงก็ 20 แล้ว แล้วบางทีเขาก็กินข้าวที่นี่ พอจะกลับบ้านก็ห่อข้าวกลับไปกินที่บ้านเขาด้วย” ปานอธิบาย

พื้นที่รับฟัง มีปัญหามาได้เลย

ตั้มเล่าว่า ที่นี่เป็นศูนย์การเรียนรู้สำหรับเด็กและเยาวชน แต่ไม่ได้มีการจำกัดว่าผู้ใหญ่เข้าไม่ได้ เช่นเดียวกับการไม่ได้จำกัดว่าเด็กที่มาที่นี่ได้ต้องเป็นเด็กนอกระบบเท่านั้น จึงมีผู้ใหญ่หลายคนแวะเข้ามาสั่งกาแฟ มานั่งเล่น จนไปถึงภรรยาอุ้มลูกมานั่งเล่นบนม้านั่ง เพราะทะเลาะกับสามีที่บ้าน

“การที่มีพื้นที่เชิงกายภาพมันช่วยในการหนุนเสริมเด็ก ทำให้เขารู้สึกมีพื้นที่จริงๆ ที่เราไปรับฟังไปคุยด้วยได้ แต่ไม่ใช่แค่เด็กนะ พื้นที่ตรงนี้มันมีไว้รองรับ ไว้เป็นที่ระบาย จะมาปรึกษาหรือมานั่งเฉยๆ ให้สบายใจก็ได้” ตั้มเสริม

เด็กที่มาที่นี่จึงมีความหลากหลาย บางคนมาเพราะปัญหาที่แบกไว้เต็มบ่า บางคนมาเพราะอยากเจอเพื่อนใหม่ หรือบางคนมาที่นี่เพราะไม่อยากอยู่บ้าน เช่นกรณีของ ‘กรอบ’ วัย 16 ที่ยังมีชื่ออยู่ในระบบ ยังไปโรงเรียน แต่รำคาญลูกพี่ลูกน้องตัวจิ๋ว เลยหนีมานอนเล่นที่ศูนย์ฯ ดีกว่า

กรอบ

“เด็กที่นี่มีปัญหาหลากหลาย ความเสี่ยงส่วนใหญ่ของเขามาจากเพื่อน จากรุ่นพี่ ที่เป็นกลุ่มอยากรู้อยากลองใช้ยาเสพติด ซึ่งเราไม่ได้มีปัญหากับหัวหน้ากลุ่มนะ เพราะก็คุยอยู่หลังบ้าน ถามข้อมูลเรื่องยา เพราะเราพยายามหาข้อมูลไปยืนยันกับผู้นำชุมชนว่า ที่เด็กรวมกลุ่มใช้ยาเสพติดเพราะเขาไม่มีที่ไป”

เวลาเด็กไม่ไปโรงเรียน อยู่แต่ในบ้าน คนในบ้านก็จะไล่ให้ไปหาอะไรทำ พอเด็กออกนอกบ้านก็ไม่มีอะไรให้ทำ เพราะไม่มีพื้นที่ในการจัดกิจกรรมให้พวกเขา ไม่มีงานที่รองรับ แต่พอเด็กกลับบ้านช้า ก็จะโดนดุด่าว่าไปมั่วสุมเล่นยา ทั้งที่เด็กอาจจะไปทำกิจกรรมอย่างอื่นมา

(ซ้าย) กล้า

ทำให้การรวมกลุ่มมั่วสุมในที่ที่ไกลจากสายตาผู้ใหญ่กลายเป็นพื้นที่ของความสบายใจแทนที่บ้านของตัวเอง ศูนย์การเรียนรู้ชุมชนคนหนุ่มสาวจึงพยายามทำให้พื้นที่แปลงนี้เป็นบ้านอีกหลังก่อนที่เด็กจะหลุดไปยังพื้นที่มั่วสุม

“สิ่งที่เราพยายามทำก็คือทำให้ตรงนี้เป็นบ้านอีกหลังหนึ่งก่อนที่จะไปตรงนั้น ถ้าน้องไม่ไหวจริงๆ ก็ไปได้ เราไม่ว่า แต่ถ้าไปค้นพบอะไร เจออะไรมา เล่าสู่กันฟังได้นะ พวกแก๊งลายเต็มตัวบางทีก็มาจอดแล้วยกมือไหว้เรา มันเป็นเรื่องปกติเลย เด็กมาถามว่า กัญชาหรือยาบ้าดีกว่ากัน เราก็ตอบว่าไม่เคยลองยาบ้านะ แต่กัญชาคงฟินๆ ดี เด็กก็บอกเราว่าผมจะเบาๆ ลงนะพี่”

เมื่อรู้สึกสบายใจที่จะมา เด็กก็จะมาซ้ำ อย่าง ‘กล้า’ เด็กนอกระบบเพื่อนซี้ของกรอบ เด็กในระบบ วัย 16 ที่เป็นขาประจำของที่นี่ ก็มาทำกิจกรรมกับศูนย์ฯ บ่อยครั้ง ทั้งที่จุดเริ่มต้นมาจากการที่เพื่อนชวนมา แต่พอมาแล้วรู้สึก ‘ติดใจ’ เลยกลายเป็นขาประจำของที่นี่

“มาที่นี่แล้วสบายใจ เวลามีอะไรเครียดๆ เราก็มานอนเล่นอยู่ที่นี่ นอนฟังเสียงแมกไม้ มาที่นี่มันสบายใจเพราะได้ตัดขาดจากเรื่องเครียดๆ อย่างเรื่องครอบครัว มุมที่ผมชอบที่สุดคือตรงต้นมะขามครับ” กล้าอธิบายพร้อมรอยยิ้ม