กสศ. จับมือภาคีสานเครือข่าย ‘ALL MEANS ALL’ สร้างนิเวศการเรียนรู้ผู้พิการ เชื่อมเส้นทางจากครอบครัวสู่การศึกษา และการทำงานอย่างไร้รอยต่อ

กสศ. จับมือภาคีสานเครือข่าย ‘ALL MEANS ALL’ สร้างนิเวศการเรียนรู้ผู้พิการ เชื่อมเส้นทางจากครอบครัวสู่การศึกษา และการทำงานอย่างไร้รอยต่อ

เมื่อวันที่ 21 สิงหาคม 2569 กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) ร่วมกับภาคีเครือข่ายด้านการศึกษาและการพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ จัดเวที ‘ALL MEANS ALL’ Learning Ecosystem: นิเวศการเรียนรู้เพื่อทุกคน ณ ห้องประชุม Magic 3 โรงแรมมิราเคิล แกรนด์ คอนเวนชั่น กรุงเทพฯ เพื่อแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และบทเรียนการสร้างระบบนิเวศการเรียนรู้ตลอดชีวิตสำหรับผู้พิการ พร้อมเชื่อมความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคประชาสังคม สถาบันการศึกษา หน่วยจัดการเรียนรู้ และชุมชน

เวทีมุ่งร่วมกันหาแนวทางขยายโอกาสทางการศึกษาและการเรียนรู้ พัฒนาทักษะเพื่อการประกอบอาชีพ ตลอดจนจัดทำข้อเสนอเชิงนโยบายเพื่อขับเคลื่อนการเรียนรู้ที่ยืดหยุ่น (Flexible Learning) และ การเรียนรู้ตลอดชีวิต (Lifelong Learning) ให้ผู้พิการสามารถเข้าถึงการเรียนรู้ที่สอดคล้องกับศักยภาพ ความต้องการ และเงื่อนไขชีวิตของแต่ละคน

ภายในงานมีผู้แทนจากกรมส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ สำนักบริหารงานการศึกษาพิเศษ สำนักมาตรฐานการอาชีวศึกษาและวิชาชีพ สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา สถาบันการศึกษาอาชีวศึกษา วิทยาลัย ศูนย์การเรียน หน่วยจัดการเรียนรู้ ตลอดจนเครือข่ายภาครัฐ ภาคประชาสังคม และภาคเอกชน เข้าร่วม

นอกจากนี้ ยังมีทีมหนุนเสริมทางวิชาการจากโครงการทุนนวัตกรรมสายอาชีพชั้นสูงสำหรับผู้เรียนที่มีความต้องการพิเศษ โดยคณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และโครงการส่งเสริมการเรียนรู้สำหรับประชากรวัยแรงงานนอกระบบและครัวเรือนที่มีแนวโน้มกลายเป็นกลุ่มยากจนข้ามรุ่น รวมถึงผู้บริหาร ผู้ทรงคุณวุฒิ และคณะทำงานที่เกี่ยวข้องของ กสศ. เข้าร่วมแลกเปลี่ยน

หัวใจสำคัญของเวทีอยู่ที่การมองว่า ผู้เรียนแต่ละคนมีบริบท ความจำเป็น และข้อจำกัดในชีวิตแตกต่างกัน โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบาง ทั้งผู้พิการ ผู้สูงอายุ และแรงงานนอกระบบ การออกแบบเส้นทางการศึกษาจึงไม่อาจใช้รูปแบบเดียวกับทุกคน แต่ต้องยืดหยุ่นและตอบสนองความต้องการของผู้เรียนอย่างเหมาะสม

สำหรับผู้พิการ เป้าหมายไม่ได้หยุดอยู่เพียงการเข้าถึงวุฒิการศึกษา แต่ต้องครอบคลุมถึงการพัฒนาทักษะเฉพาะบุคคล การประกอบอาชีพ และการใช้ชีวิตในสังคม จึงจำเป็นต้องเชื่อมโยงข้อมูลและกลไกการส่งต่อระหว่างหน่วยงาน เพื่อสร้าง ‘ระบบนิเวศแห่งความร่วมมือ’ (Partnership Ecosystem) ที่ทำให้ครอบครัว ชุมชน สถาบันการศึกษา องค์กรคนพิการ ภาคประชาสังคม ภาครัฐ ภาคเอกชน สถานประกอบการ และตัวผู้เรียน สามารถทำงานไปสู่เป้าหมายเดียวกัน

กสศ. ในบทบาทของการ ‘เหนี่ยวนำความร่วมมือ’ จึงมุ่งใช้เวที ALL MEANS ALL เป็นพื้นที่กลางในการเชื่อมโยงทรัพยากร ความรู้ นวัตกรรม และประสบการณ์จากการทำงานจริง เพื่อร่วมกันออกแบบข้อเสนอเชิงนโยบาย และต่อยอดต้นแบบระบบนิเวศการเรียนรู้สำหรับผู้พิการสู่การทำงานระยะยาว เพื่อให้ทุกคนสามารถเข้าถึงการเรียนรู้ได้อย่างต่อเนื่องในทุกช่วงชีวิต

เปิดข้อมูลเด็กพิการทั้งใน–นอกระบบ ชี้โจทย์แรกต้อง “มองเห็น” ก่อนออกแบบความช่วยเหลือ

นายพัฒนะพงษ์ สุขมะดัน ผู้ช่วยผู้จัดการ กสศ. กล่าวว่า จากการบูรณาการฐานข้อมูลระหว่างหน่วยงาน รวมถึงการลงพื้นที่ติดตามเด็กและเยาวชนนอกระบบการศึกษาภายใต้ Thailand Zero Dropout Plus พบว่า ประเทศไทยมีเด็กและเยาวชนอายุ 3–18 ปี ที่ไม่มีชื่ออยู่ในระบบการศึกษาราว 6 แสนคน ในจำนวนนี้เป็นเด็กและเยาวชนที่มีความพิการประมาณ 1.5 หมื่นคน หรือคิดเป็นร้อยละ 3 ของเด็กนอกระบบทั้งหมด

เมื่อจำแนกตามประเภทความพิการ พบว่า กลุ่มที่มีสัดส่วนสูง ได้แก่ ความพิการทางสติปัญญา ร้อยละ 36 ความพิการซ้ำซ้อน ร้อยละ 25 และความพิการทางการเคลื่อนไหวหรือทางร่างกาย ร้อยละ 14

ขณะเดียวกัน ในจำนวนนักเรียนประมาณ 8 ล้านคนในระบบการศึกษาสังกัดกระทรวงศึกษาธิการ มีนักเรียนจากครัวเรือนที่มีรายได้ต่ำกว่าเส้นความยากจน ซึ่งกำหนดไว้ที่ 3,078 บาทต่อคนต่อเดือน ประมาณ 1.3 ล้านคน ในจำนวนนี้มีนักเรียนที่มีสถานะผู้พิการในมิติการศึกษาตามนิยามของกระทรวงศึกษาธิการราว 1.1 แสนคน และมีเด็กและเยาวชนผู้พิการที่ต้องการความช่วยเหลือเร่งด่วนด้านการใช้ชีวิตและการดำรงชีพ ตามนิยามของกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ จำนวน 8,862 คน

พัฒนะพงษ์ สุขมะดัน

นายพัฒนะพงษ์ระบุว่า จุดเริ่มต้นสำคัญของการช่วยเหลือ คือการทำให้เด็กและเยาวชนผู้พิการสามารถเข้าสู่กระบวนการลงทะเบียนและได้รับบัตรประจำตัวคนพิการ เพื่อเข้าถึงสิทธิและสวัสดิการพื้นฐาน โดยปัจจุบันยังมีเด็กและเยาวชนผู้พิการทั้งในและนอกระบบการศึกษาราว 2.8 แสนคนที่ยังไม่มีบัตรประจำตัวคนพิการ ขณะที่ผู้ที่มีบัตรแล้วแต่ยังไม่ได้เข้าสู่ระบบการเรียนรู้และพัฒนาทักษะ มีอีกราว 2.9 หมื่นคน

กสศ. และภาคีจึงวางแนวทางการทำงานร่วมกัน 3 ด้าน ได้แก่ 1) เชื่อมโยงข้อมูลระหว่างหน่วยงาน เพื่อค้นหาและทำความเข้าใจสถานการณ์ของเด็กและเยาวชนผู้พิการแต่ละกลุ่ม ก่อนนำข้อมูลมาออกแบบความช่วยเหลือให้ตรงจุด 2) สนับสนุนผู้ที่อยู่ในความดูแลให้ได้รับการลงทะเบียนบัตรประจำตัวคนพิการ เพื่อเข้าถึงสิทธิและสวัสดิการ พร้อมใช้ข้อมูลรายบุคคลออกแบบการเรียนรู้และการพัฒนาทักษะ และ 3) ค้นหาเด็กและเยาวชนที่ปรากฏในฐานข้อมูลแต่ยังไม่ทราบสถานะ ผ่านกลไก Thailand Zero Dropout Plus โดยร่วมกับภาคประชาสังคม ท้องถิ่น และสถาบันการศึกษา เพื่อป้องกันกลุ่มเสี่ยงไม่ให้หลุดจากระบบ และพาผู้ที่หลุดไปแล้วกลับเข้าสู่การเรียนรู้

จาก “ครอบครัว” ถึง “สถานประกอบการ” ต้องเชื่อมเส้นทางเรียนรู้ให้ไร้รอยต่อ

นายพัฒนะพงษ์กล่าวว่า การสร้าง ‘นิเวศการเรียนรู้สำหรับผู้พิการ’ ไม่สามารถเกิดขึ้นจากหน่วยงานใดเพียงลำพัง แต่ต้องอาศัยความร่วมมือตั้งแต่ครอบครัว ชุมชน สถาบันการศึกษา ไปจนถึงสถานประกอบการและสังคม เพราะทุกฝ่ายล้วนมีส่วนในการสร้างเส้นทางจากการเรียนรู้ไปสู่การประกอบอาชีพ

“จุดเริ่มต้นคือครอบครัว เพราะพ่อแม่ ผู้ปกครอง และผู้ดูแล คือคนที่เข้าใจทั้งศักยภาพและข้อจำกัดของผู้เรียนมากที่สุด ข้อมูลเหล่านี้จะเป็นจุดตั้งต้นของการออกแบบการเรียนรู้ จากนั้นสถาบันการศึกษาต้องปรับทั้งทัศนคติของครู บุคลากร พื้นที่ ห้องเรียน สิ่งอำนวยความสะดวก และสื่อการเรียนรู้ให้เหมาะกับผู้เรียน พร้อมเตรียมทักษะด้านสุขภาพ การใช้ชีวิต การดูแลตัวเอง และการปรับตัวในสังคม ก่อนเชื่อมต่อไปยังสถานประกอบการ เพื่อร่วมพัฒนาหลักสูตรที่ทำให้การเรียนรู้สามารถนำไปสู่การทำงานได้จริง”

ตัวอย่างหนึ่งของระบบนิเวศการเรียนรู้ที่เกิดขึ้นจริง คือกรณีของ ‘น้องฟีฟ่า’ นักเรียนชั้น ม.2 โรงเรียนเนกขัมวิทยา จังหวัดราชบุรี ซึ่งเคยหลุดจากระบบการศึกษาจากภาวะออทิสซึม (Autism Spectrum Disorder: ASD) ก่อนที่ความร่วมมือระหว่างสำนักงานพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัด โรงเรียน และเครือข่ายชุมชน จะช่วยให้ฟีฟ่ากลับเข้าสู่การเรียนรู้ผ่านระบบการศึกษาที่ยืดหยุ่น ตามแนวทาง 1 โรงเรียน 3 รูปแบบ

การเรียนรู้ของฟีฟ่าได้รับการออกแบบบนฐานความสนใจและความสามารถด้านศิลปะ เชื่อมโยงทั้งการได้รับวุฒิการศึกษา การสร้างรายได้ และการพัฒนาทักษะสำหรับประกอบอาชีพในอนาคต สะท้อนให้เห็นว่า เมื่อทุกฝ่ายร่วมกันออกแบบการศึกษาที่สอดคล้องกับศักยภาพและข้อจำกัดของผู้เรียน เส้นทางจากการเรียนรู้ไปสู่การประกอบอาชีพก็สามารถเกิดขึ้นได้อย่างเป็นรูปธรรม

“รู้จักเด็กเป็นรายคน” จุดตั้งต้นจากห้องเรียนสู่เส้นทางอาชีพ

นพ.ยงยุทธ วงศ์ภิรมย์ศานติ์ ที่ปรึกษาคณะอนุกรรมการส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพการศึกษาระดับสูงกว่าภาคบังคับ กสศ. กล่าวว่า สำหรับสถาบันการศึกษา การสร้างระบบนิเวศการเรียนรู้สำหรับผู้เรียนที่มีความพิการ จำเป็นต้องพัฒนาระบบช่วยเหลือในโรงเรียนให้เข้มแข็ง โดยเฉพาะการมีข้อมูลและความเข้าใจผู้เรียนเป็นรายบุคคล เพราะนอกจากจะช่วยให้โรงเรียนออกแบบความช่วยเหลือได้อย่างเหมาะสมแล้ว ยังเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญที่ช่วยให้ผู้เรียนค้นพบตัวเอง และเชื่อมต่อจากห้องเรียนไปสู่โลกการทำงาน

นพ.ยงยุทธ วงศ์ภิรมย์ศานติ์

อย่างไรก็ตาม โรงเรียนไม่สามารถทำหน้าที่นี้ได้เพียงลำพัง แต่ต้องสร้างความร่วมมือระหว่าง ผู้ปกครอง–โรงเรียน–ผู้เรียน ผ่านกระบวนการต่าง ๆ ตั้งแต่การประชุมผู้ปกครอง การเยี่ยมบ้าน ไปจนถึงการเปิดพื้นที่ให้เด็กได้ทดลองและแสดงศักยภาพ พร้อมกับการแนะแนวด้านการเรียน อาชีพ และทักษะชีวิตในทุกห้องเรียน

หัวใจสำคัญคือการออกแบบการศึกษาที่ทำให้เด็ก “รู้จักตัวเอง” เห็นทั้งจุดแข็ง จุดที่ต้องพัฒนา ความสนใจ และศักยภาพเฉพาะของตน ก่อนต่อยอดไปสู่การศึกษาที่สูงขึ้นและเส้นทางอาชีพ ดังนั้น บ้าน ชุมชน และโรงเรียน จึงต้องทำงานเชื่อมโยงกัน เพื่อสร้างพื้นที่ตั้งต้นที่ทำให้ผู้เรียนมองเห็นเส้นทางชีวิตของตัวเองได้ชัดเจนขึ้น

ผศ.ดร.พาตีเมาะ นิมา

ผู้ปกครองต้องไม่เดินลำพัง เพราะ “เครือข่าย” คือส่วนหนึ่งของโอกาส

ผศ.ดร.พาตีเมาะ นิมา ชมรมผู้ปกครองบุคคลออทิสติกอำเภอยะหริ่ง จังหวัดปัตตานี กล่าวถึงบทบาทของครอบครัวว่า จุดเริ่มต้นสำคัญคือผู้ปกครองต้องเชื่อมั่นว่า เด็กทุกคนสามารถพัฒนาศักยภาพได้ ขณะที่ ‘ชมรมผู้ปกครอง’ เป็นกลไกสำคัญทั้งในการแลกเปลี่ยนวิธีการเรียนรู้ที่เหมาะสมกับเด็กแต่ละคน และสร้างพื้นที่ปลอดภัยทางใจให้กับครอบครัวที่กำลังเผชิญโจทย์เดียวกัน

“สำหรับผู้ปกครองของเด็กและเยาวชนผู้พิการ การมีพื้นที่แบ่งปัน รับฟัง และเข้าใจ ทำให้ไม่มีใครต้องรู้สึกโดดเดี่ยวอยู่เพียงลำพังที่บ้าน ในช่วงแรกเรายอมรับว่ามีปัญหาและข้อจำกัดอยู่มากในการทำให้ลูกเข้าถึงโอกาสเรียนรู้ แต่เมื่อมีชมรมผู้ปกครอง และมีแรงสนับสนุนจากหน่วยงานต่าง ๆ เข้ามา เราเริ่มเห็นคุณค่าของการมีเครือข่าย เพราะช่วยเชื่อมโยงไปสู่การเรียนรู้ การส่งเสริมทักษะอาชีพ และการทำงาน”

“ที่สำคัญคือทำให้เห็นว่าสังคมกำลังเปิดกว้างมากขึ้นในการสร้างพื้นที่สำหรับผู้พิการ ให้สามารถร่างเส้นทางชีวิตได้ตามศักยภาพ หากทุกฝ่ายยังจับมือกันและพยายามสร้างเส้นทางชีวิตที่ชัดเจนสำหรับผู้พิการต่อไป เราเชื่อว่าเด็กและเยาวชนผู้พิการทุกคนจะเรียนรู้ได้ พึ่งพาตัวเองได้ กล้ามองเห็นเส้นทางการเติบโตของตัวเอง และสามารถภูมิใจและเชื่อมั่นในตัวเองจากภายในได้”

เสียงจากผู้เรียน “สิ่งที่เราต้องการ คือโอกาสพัฒนาตัวเองในรูปแบบและวิธีการที่เหมาะสม”

นายพงษณพัทธ์ ลิ้มธนภรณ์ นักศึกษาทุนนวัตกรรมสายอาชีพชั้นสูงสำหรับผู้เรียนที่มีความต้องการพิเศษ รุ่นที่ 6 ซึ่งกำลังศึกษาสาขาอาหารและโภชนาการ วิทยาลัยอาชีวศึกษาเชียงใหม่ กล่าวว่า ในมุมของผู้เรียน ‘ระบบนิเวศการเรียนรู้’ ไม่สามารถเกิดขึ้นจากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งได้ เพราะเส้นทางการเรียนรู้ของเขา ซึ่งเชื่อมจากบ้านสู่โรงเรียนและวิทยาลัย เกิดจากการเตรียมพร้อมอย่างค่อยเป็นค่อยไป ก่อนต่อยอดไปสู่โลกการทำงาน

จุดเริ่มต้นสำคัญคือการค้นพบว่าตัวเองชอบทำอาหารและขนม จนนำไปสู่การเลือกเรียนต่อด้านอาหารและโภชนาการ แต่พงษณพัทธ์ย้ำว่า การรู้ว่าตัวเองชอบอะไรหรือได้รับโอกาสทางการศึกษา ไม่ได้หมายความว่าความสำเร็จจะเกิดขึ้นทันที เพราะตลอดเส้นทางยังต้องเผชิญกับการเปลี่ยนแปลง ปัญหา และความผิดพลาด ซึ่งกลายเป็นบทเรียนให้เขาเรียนรู้ที่จะลงมือทำซ้ำ ปรับตัว และไม่ย่อท้อต่ออุปสรรค

สิ่งเหล่านี้ไม่อาจเกิดขึ้นได้ หากปราศจากความเข้าใจ โอกาส และแรงสนับสนุนจากครอบครัว ครู เพื่อน โรงเรียน วิทยาลัย รวมถึงทุนการศึกษาและเครือข่ายที่เกี่ยวข้อง

พงษณพัทธ์ ลิ้มธนภรณ์

“ผมเชื่อว่าการที่ตัวเองก้าวมาถึงจุดนี้ จนได้มีโอกาสเรียนและกำลังคิดถึงเส้นทางอาชีพหลังเรียนจบ ทั้งหมดจะเป็นไปไม่ได้เลยถ้าไม่มีความร่วมมือของทุกฝ่าย ที่ผลักดันให้ผมค้นพบตัวเอง เชื่อมั่นในตัวเอง จนกล้าร่างเส้นทางอาชีพที่จะทำต่อไปหลังเรียนจบ ท้ายที่สุดผมจึงอยากสื่อสารแทนผู้พิการอีกหลาย ๆ คน ว่าสิ่งที่เราต้องการ คือโอกาสพัฒนาตัวเองในรูปแบบและวิธีการที่เหมาะสม และเมื่อนั้นพวกเราก็เชื่อว่าจะสามารถดูแลตัวเอง และสร้างประโยชน์ต่อสังคมได้เช่นเดียวกับทุกคน”