อยู่ในวงหมอลำ แต่ไม่ชอบวิชานาฏศิลป์เนี่ยนะ
การเติบโตในครอบครัวที่มีคุณพ่อเป็นนักร้องวงหมอลำ ภาพบรรยากาศที่ผู้คนคลาคล่ำเดินทางมาชมมหรสพยามค่ำคืนเต็มหน้าเวที ความตื่นเต้นที่ยังจำได้ดีเมื่อได้รับโอกาสยืนบนเวทีเคียงข้างคุณพ่อในบางคืน ทำให้เนม (นายรัชชานนท์ หารชมภู) แดนเซอร์ประจำวงอีสานนครศิลป์ ค่อย ๆ ซึมซับ “ความเป็นลูกหลานหมอลำ” เข้ามาอยู่ในเนื้อในตัวตั้งแต่วัยเด็ก
งานเลี้ยงย่อมมีวันเลิกรา ในวันที่เส้นทางการเป็นหมอลำของคุณพ่อสิ้นสุดลง ทำให้เนมจำเป็นต้องเดินทางจากบ้านเกิดมหาสารคาม มาใช้ชีวิตร่วมกับคุณแม่ที่จังหวัดขอนแก่น ภาพบรรยากาศวัยเด็กที่อัดแน่นไปด้วยแสงสีเสียงและผู้คนก็ค่อย ๆ เลือนรางลงตามกาลเวลา ถูกแทนที่ด้วยหน้าที่ความรับผิดชอบในฐานะนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย

จริง ๆ ผมเป็นคนที่ค่อนข้างตั้งใจเรียนนะ แต่การเรียนในบางวิชามันเป๊ะมาก จนทำให้เรารู้สึกตึงตัว
ระบบการศึกษากระแสหลักของประเทศไทยในปัจจุบัน จัดการเรียนการสอนผ่านหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน ปีพุทธศักราช 2551 (ฉบับปรับปรุง พ.ศ. 2560) ที่ตั้งอยู่บนฐานคิดแบบ “หลักสูตรอิงมาตรฐาน (Standard-based Curriculum)” ทำให้การจัดการเรียนรู้ในห้องเรียนนั้นถูกล็อคเอาไว้ด้วยมาตรฐานการเรียนรู้และตัวชี้วัดจำนวนมาก แม้ว่าจะเปิดโอกาสให้ผู้สอนได้ตีความและออกแบบการจัดการเรียนรู้ให้สอดคล้องกับมาตรฐานที่กำหนด แต่ก็ยังไม่เปิดกว้างมากพอที่จะรองรับความต้องการที่หลากหลายของผู้เรียน
ศาสตร์การแสดงอย่างวิชานาฏศิลป์จึงถูกจัดวางเพียงแค่หนึ่งในสาระสำคัญในกลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะ และถูกกำหนดกรอบเอาไว้อย่างชัดเจนว่าจะต้องจัดการเรียนรู้ให้ผู้เรียนในหัวเรื่องใดบ้าง ด้วยวิธีการอย่างไร ภาพจำของผู้เรียนที่มีต่อวิชาการแสดงจึงปรากฏภาพของการแต่งกายด้วยผ้าแดง การท่องจำนาฏยศัพท์ หรือการดัดมือเพื่อทำการฟ้อนรำ
เมื่อเนื้อหาและเป้าหมายการเรียนรู้ถูกกำหนดเอาไว้จากส่วนกลางด้วยความแข็งตัว ความชื่นชอบของเนม (และผู้เรียนอีกหลายคน) ที่ต้องการฝึกฝนทักษะในฐานะนักเต้นคัฟเวอร์แดนซ์ ฝึกร้องเพลงเพลงสากล และความฝันในการประกอบอาชีพครูสอนเต้นจึงค่อย ๆ หล่นหายในระบบแบบไม่มีใครทันสังเกตเห็น เนื่องจากสิ่งเหล่านี้ไม่อนุญาตให้ปรากฏขึ้นในห้องเรียนตามที่หลักสูตรกำหนดไว้

มันเหมือนเกือบถึงเส้นชัยแล้ว อีกนิดเดียว
เมื่อสิ่งที่เรียนไม่สอดคล้องกับสิ่งที่ฝัน ประกอบกับปัญหางานที่คั่งค้างในหลายวิชา ทำให้เส้นทางการศึกษาของเนมถูกหยุดเอาไว้ที่วุฒิการศึกษาภาคบังคับ (ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3) แม้ว่าเส้นชัยตรงหน้าจะอยู่เพียงแค่เอื้อม แต่เมื่อเงื่อนไขของการจบการศึกษาถูกกำหนดเอาไว้อย่างชัดเจน เนมจึงตัดสินใจเปลี่ยนทิศทางการก้าวเดินของชีวิต มุ่งหน้าสมัครเข้าทำงานในโรงงานตุ๊กตาปั้นเพื่อเลี้ยงชีพด้วยวุฒิการศึกษาล่าสุดที่ตนเองมี พร้อมกับความรู้สึกผิดในใจที่ไม่สามารถทำตามความคาดหวังของครอบครัวได้
สายพานของโรงงานเคลื่อนผ่านไปในแต่ละวัน เนมเริ่มตั้งคำถามกับตัวเองว่าชีวิตของเราเป็นไปได้มากกว่านี้หรือไม่ เมื่อเห็นเพื่อนในโซเชียลมีเดียแชร์โพสต์รับสมัครแดนเซอร์หมอลำ จึงตัดสินใจลองสมัครเข้าทำงานในฐานะอดีตลูกหลานหมอลำคนหนึ่ง
เหตุการณ์นี้ไม่ได้เกิดขึ้นกับเนมเพียงคนเดียวเท่านั้น วันใหม่ (อนันตญา ชุมเสนา) นักร้องจากวงสาวน้อยลำเพลินโชว์ ก็เป็นคนหนึ่งที่ต้องหันหลังให้กับระบบการศึกษาเนื่องจากพบเจอกับทางแยกระหว่าง “ความมั่นคงในอนาคต” กับ “การเป็นเสาหลักของครอบครัวในปัจจุบัน” ทำให้วันใหม่จำเป็นต้องตัดสินใจลาออกจากโรงเรียนในระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 เดินทางมุ่งหน้าจากบุรีรัมย์สู่มหาสารคามเพื่อออดิชั่นเข้าวงหมอลำในตำแหน่งศิลปินหน้าใหม่ (นิวเจน)

หนูรู้อยู่แล้วว่าถ้าออดิชั่นผ่าน ก็จะไม่ได้เป็นครูนาฏศิลป์
แม้จะต้องเผชิญหน้ากับเสียงคัดค้านของผู้ปกครอง แต่การเห็นโอกาสที่จะได้เป็นเสาหลักในการดูแลครอบครัวผ่านการประกอบอาชีพที่ตัวเองหลงใหล แม้รู้ว่าการออดิชั่นครั้งนี้จะทำให้ความฝันในการเป็นครูนาฏศิลป์ต้องหล่นหายไป แต่เมื่อโอกาสในชีวิตปรากฏขึ้นตรงหน้าแล้วก็จำเป็นจะต้องคว้าเอาไว้ บอกกับตัวเองว่าไม่ใช่ทุกคนที่จะพบเจอกับโอกาสแบบนี้
ด้วยประสบการณ์ในการเป็นนักร้องนำของวงโปงลางประจำโรงเรียนในจังหวัดบุรีรัมย์ทำให้วันใหม่ผ่านการออดิชั่นเข้ามาอยู่ในวงหมอลำ “สาวน้อยเพชรบ้านแพง” ในวัย 13 ปี ท่ามกลางความเป็นห่วงของคุณครู วันใหม่ขอพิสูจน์ตัวเองผ่านความทุ่มเทอย่างหนักในฤดูกาลแรก แม้ว่าจะต้องอดหลับอดนอนหรือกินข้าวไม่ตรงเวลา
การเปลี่ยนผ่านจาก “ห้องเรียน” มาใช้ชีวิตอยู่บน “เวทีหมอลำ” วันใหม่เล่าให้ฟังว่าสองพื้นที่นี้ไม่แตกต่างกันเท่าไร จากการเรียนกับคุณครูประจำวิชา กลายเป็นคุณครูที่สอนตามศาสตร์สาขาเฉพาะทาง ไม่ว่าจะเป็นครูสอนร้อง ครูสอนเต้น หรือครูสอนฟ้อนรำ ภาพการเรียนรู้ที่เคยนั่งท่องจำเนื้อหาภายในห้องเรียน เปลี่ยนเป็นการใช้วิชาครูพักลักจำเทคนิคท่าเต้นจากรุ่นพี่และบรมครูในวง ภาคการศึกษาถูกแทนที่ด้วยคำว่าฤดูกาล แตกต่างก็ตรงที่ว่าต้องเดินทางไปมอบความสุขให้กับผู้คนในแต่ละสถานที่
แต่ละวันเคลื่อนผ่านไปอย่างรวดเร็ว กิจวัตรที่ต้องตื่นขึ้นมาเตรียมชุด ซ้อมเต้น แต่งตัว แต่งหน้า เตรียมอุปกรณ์ ทำให้วันใหม่ไม่มีช่องว่างทางความคิดในการทบทวนเรื่องราวที่ผ่านมาหรือเงยหน้ามองหาโอกาสอื่น ๆ ในอนาคต การกลับไปเรียนต่อเพื่อให้ได้วุฒิจึงไม่เคยผุดขึ้นมาในความคิดเลยสักครั้ง แม้ว่าจะแอบทดเอาไว้ในใจว่าอาชีพในปัจจุบันนั้นอาจจะไม่ได้อยู่กับเราตลอดไป

บ่จักมื้อนี่ล่ะ เฮาก็ต้องมีการอิ่มตัว มีการเบื่อ แม้ว่ามันเป็นสิ่งที่เฮามัก
นอกจากภาวะอิ่มตัวในการทำงานแล้ว การประกอบอาชีพหมอลำนั้นเต็มไปด้วยความท้าทายในอีกหลากหลายมิติ ไม่ว่าจะเป็นปัญหาด้านสุขภาพ เนื่องจากจะต้องใช้ชีวิตท่ามกลางฝุ่นควันและทำงานหลายวันติดต่อกัน หรือความไม่มั่นคงทางอาชีพการงานที่ต้องฝากความหวังไว้กับการจ้างงานของผู้ว่าจ้าง หรือช่วงเวลาปิดฤดูกาลที่อาจจะไม่ได้รับค่าตอบแทน การมีวุฒิการศึกษาจึงเป็นทางเลือกสำรองในชีวิตในการศึกษาต่อในระดับปริญญาหรือสมัครเข้าทำงานในสายอาชีพอื่น ๆ อย่างการทำงานในโรงงาน หรือพนักงานเสิร์ฟในร้านอาหาร ในช่วงที่การแสดงหยุดพักในช่วงฤดูฝน 2-3 เดือน ในวันที่ตื่นมาพร้อมกับตารางภารกิจตั้งแต่บ่ายจนถึงเช้าของวันถัดไป ทำให้สมาชิกในวงหมอลำหลายคนไม่สามารถกลับเข้าสู่เส้นทางการเรียนรู้ได้อีกครั้ง
สอดคล้องกับผลสำรวจจาก “มูลนิธิปัญญากัลป์” พบว่าสมาชิกวงหมอลำจำนวน 250 คน จาก 29 คณะในพื้นที่ภาคอีสาน ร้อยละ 12.5 ยังไม่จบการศึกษาภาคบังคับ (ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3) และร้อยละ 30 ยังไม่จบการศึกษาขั้นพื้นฐาน (ชั้นมัธยมศึกษา ปีที่ 6) เนื่องจาก “วิถีชีวิตการทำงาน” กับ “โครงสร้างเวลาเรียนของระบบการศึกษา” ที่สวนทางกัน อาชีพหมอลำที่ต้องทำงานในช่วงกลางคืนและต้องใช้เวลาส่วนมากไปกับการเดินทางไปมาในแต่ละพื้นที่ ตารางชีวิตในลักษณะนี้ทำให้ผู้เรียนไม่สามารถตื่นนอนตอนเช้าไปโรงเรียนเหมือนกับผู้เรียนทั่วไปที่ไม่จำเป็นต้องหารายได้จากการทำงาน
ความท้าทายที่เกิดขึ้นกลายเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้มูลนิธิปัญญากัลป์ ร่วมมือกับกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) และมหาวิทยาลัยในภาคอีสาน ขับเคลื่อนการศึกษายืดหยุ่นภายใต้หลักสูตร “หมอลำศึกษา” เพื่อให้เด็กและเยาวชนที่ทำงานในวงหมอลำสามารถกลับเข้าสู่การเรียนรู้และทำงานควบคู่กันไปจนได้รับวุฒิการศึกษา
อย่างไรก็ตาม เสียงตอบรับแรกของผู้เรียนหลายคนที่มีต่อหมอลำศึกษากลับไม่ใช่ความตื่นเต้นในโอกาสในการกลับเข้าสู่เส้นทางการเรียนรู้ แต่คือความประหลาดใจกับนวัตกรรมการเรียนรู้ที่เกิดขึ้น

ตอนนั้นไม่เชื่อเท่าไรครับ คิดว่ามันเวอร์ไป (หัวเราะ)
ความคิดแรกที่ผุดขึ้นหลังจากที่ ยืน (นายโชคชัย โสมะมี) แดนเซอร์จากวงเสียงอิสาน รับรู้ว่ามีหลักสูตรการเรียนรู้ที่สามารถทำงานควบคู่ไปกับการเรียนได้ หลังจากสมัครงานในโรงงานพลาสติกด้วยวุฒิประถมศึกษาปีที่ 6 เนื่องจากการเรียนที่ไม่สอดคล้องกับความสนใจ ประกอบกับปัญหาทางการเงินที่บ้าน ทำให้ยืนตัดสินใจลาออกจากโรงเรียนมาหางานทำเพื่อที่จะช่วยเหลือครอบครัวหารายได้
แต่เมื่อศึกษาเพิ่มเติมในสื่อออนไลน์ และสอบถามเพิ่มเติมจากรุ่นพี่หลักสูตรหมอลำศึกษาในรุ่นก่อนหน้า พบว่ารูปแบบการเรียนรู้และเนื้อหารายวิชาต่าง ๆ สอดคล้องกับบริบทชีวิตและความต้องการของตัวเองมากกว่าเมื่อเทียบกับการเรียนในระบบ
ทั้งการเรียนในรูปแบบออนไลน์ที่สามารถนัดเวลาพบกลุ่มกับคุณครูตามช่วงเวลาที่สอดคล้องกับการทำงานในวงหมอลำ การเรียนใน 8 กลุ่มสาระการเรียนรู้ผ่านใบงานที่ถูกปรับเนื้อหาให้สอดคล้องกับวิถีชีวิตประจำวันของผู้เรียนมากยิ่งขึ้น ทำให้ยืนตัดสินใจสมัครเข้าเรียนโดยไม่รู้สึกลังเล

ใบงานที่เขาให้มาจะเป็นเกี่ยวกับหมอลำเลยครับ ไฟเวทีต้องเปิดขนาดไหน ขนาดเวทีต้องวัดยังไง หรือว่าผู้ชมที่อยู่หน้าเวที เราจะต้องทำยังไงถึงจะทำให้เขามีความสุขได้
วิชาคณิตศาสตร์ที่ชวนให้ผู้เรียนคำนวณขนาดเวทีที่ต้องขึ้นไปทำการแสดงในแต่ละวัน (ขนาดของเวทีจากฝั่งหนึ่งไปถึงอีกฝั่งหนึ่งมีความยาวเท่าไร) วิทยาศาสตร์ที่สร้างการเรียนรู้ผ่านความสัมพันธ์ระหว่างอุณหภูมิของอากาศกับความรู้สึกของผู้ชม (คนดูหมอลำในช่วงเวลาใดถึงจะอารมณ์ดีที่สุด) หรือการคำนวณองศาการปรับไฟเวทีเพื่อส่องไปยังแดนเซอร์ (ปรับไฟอย่างไรเพื่อทำให้แสงไฟส่องไปถึงแดนเซอร์บนเวทีอย่างครอบคลุม)
ทำให้ยืน นักเรียนที่เคยรู้สึกว่าการเรียนในโรงเรียนไม่สนุก กลับมามีรอยยิ้มและความมั่นใจอีกครั้ง
นอกจากนี้ยังมี “วิชาเพิ่มเติม” ที่ช่วยเสริมทักษะที่จำเป็นในอาชีพหมอลำ เช่น วิชาร้อง วิชารำ วิชาพัฒนาบุคลิกภาพ หรือวิชาแต่งหน้า รวมไปถึง วิชากลอนลำทางสั้น หมอลำหมู่ หมอลำพื้นฐาน ที่สอนโดยบรมครูและศิลปินต่างชาติ ทำให้บางรายวิชาได้รับความสนใจเป็นจำนวนมากจากผู้เรียน เพราะเป็นสิ่งที่เด็ก ๆ มองเห็นแนวทางการนำไปใช้จริงในชีวิต
สำหรับการประเมินการเรียนรู้ หากโรงเรียนมีการสอบปลายภาคเพื่อตัดสินผลการเรียนในช่วงท้าย หมอลำศึกษานั้นมี “หมอลำนิพนธ์” การประเมินด่านสุดท้าย ค่ายปัจฉิมนิเทศที่ออกแบบมาเพื่อประเมินการเรียนรู้ของผู้เรียนหลังจากที่ผ่านเส้นทางการเรียนรู้ตลอด 1 ฤดูกาลที่ผ่านมา โดยผู้เรียนจะต้องนำองค์ความรู้ ทักษะ และเจตคติมาบูรณาการและต่อยอดให้กลายเป็นผลงานการแสดงบนเวทีจริง โดยมีทีมอาจารย์และผู้เชี่ยวชาญที่เกี่ยวข้องทำหน้าที่เป็นผู้ประเมินการเรียนรู้
หากมองในมิติด้านการศึกษา ผลงานหมอลำนิพนธ์ไม่ต่างอะไรกับการประเมินสมรรถนะของผู้เรียน (Competency-based Assessment) ในหลักสูตรฐานสมรรถนะ (Competency-based Curriculum) ที่คุณครูออกแบบสถานการณ์ให้ผู้เรียนได้ดึงศักยภาพทั้งหมดที่ได้เรียนรู้ออกมาเพื่อพิชิตภารกิจที่กำหนดเอาไว้

รู้สึกว่ามันก็ถือว่าง่ายขึ้นครับ เพราะว่ามันเป็นการใช้ชีวิตประจำวันของเราอยู่แล้วครับ เราสามารถ นำชีวิตประจำวันของเรานี้มาสามารถตอบลงได้
ความสนุกในการเรียนรู้ของยืนฟื้นคืนกลับมาอีกครั้ง เด็กคนหนึ่งที่เคยมองว่าการเรียนรู้กับชีวิตจริงไม่มีความเกี่ยวข้องกัน ยืนเล่าให้ฟังด้วยแววตาตื่นเต้นเมื่อมองเห็นตัวเองสามารถตอบคำถามลงในใบงานลงไปด้วยความง่ายดาย เพราะทุกสิ่งทุกอย่างที่คุณครูสอนนั้นปรากฏอยู่รายล้อมตัวเขาตลอดเวลา และไม่เคยคิดว่าเส้นทางที่นำไปสู่ “ใบรับรองชีวิต” จะทำให้เขาสนุกได้ถึงขนาดนี้

ผมเปลี่ยนไปเยอะมากเลยครับ จากเป็นเด็กที่ดูเหมือนจะไปไม่รอด รู้สึกมั่นใจมากยิ่งขึ้น
จากคนที่ไม่ค่อยกล้ายืนอยู่หน้ากล้อง หลังจากการเรียนรู้ตลอด 1 ฤดูกาล ประกอบกับการทำหมอลำนิพนธ์ร่วมกับเพื่อน ๆ ในรุ่นเดียวกัน เนมกลายเป็นคนที่ไม่กลัวการถือไมค์บนเวทีอีกต่อไป เนมได้ท้าทายตัวเองด้วยการขยับบทบาทจากแดนเซอร์เป็นนักร้องในการแสดงหมอลำนิพนธ์ในครั้งที่ผ่านมา
เส้นชัยที่เกือบถูกพิชิตในอดีตกำลังจะถูกข้ามผ่าน ภาพฝันในการเป็นครูสอนเต้นที่เคยเลือนลางถูกทำให้ชัดเจนขึ้นอีกครั้ง แถมมาด้วยความมุ่งมั่นในการศึกษาต่อด้านการเงิน แรงบันดาลใจที่ได้จากการเรียนคลาสการเงินของ SET Thailand ในหลักสูตรหมอลำศึกษา

ถ้าเป็นไปได้หนูอยากเรียนปริญญาโทเลยค่ะ อยากเป็นเหมือนคุณแม่ที่เคยสอนหนู
หลังจากได้สมัครเรียนกับมูลนิธิปัญญากัลป์ ท่ามกลางชีวิตที่อัดแน่นไปด้วยตารางการทำงานแบบวันต่อวัน วันใหม่แอบเห็นภาพตัวเองในอนาคตที่ได้มีโอกาสเรียนต่อจนจบปริญญาโทสายนาฏศิลป์ และการเป็นวิทยากรด้านนาฏศิลป์ให้กับผู้คนที่สนใจอยากเรียนรู้
ประโยคที่เคยพูดกับตัวเองว่า “อย่างน้อยให้จบวุฒิ ม.6 ก็พอแล้ว” การได้เห็นบรมครูด้านต่าง ๆ ที่ผลัดเปลี่ยนเวียนกันมาสอนในหลักสูตรหมอลำศึกษา กลายเป็นแรงบันดาลใจที่ทำให้วันใหม่ตั้งหลักทางความคิดและชัดเจนกับตัวเองว่าความฝันของฉันคือการได้เป็นเหมือนกับคุณครูที่ถ่ายทอดวิชาให้กับตัวฉันในวันนี้
หมอลำศึกษาพิสูจน์ให้เห็นว่าเมื่อระบบการศึกษาถูกออกแบบให้ยืดหยุ่นมากเพียงพอ ความสนุกในการเรียนรู้จะมอบคืนสู่ผู้เรียนที่มีบริบทชีวิตที่แตกต่างกัน ความฝันของเด็ก ๆ ที่เคยหล่นหายในระหว่างการเดินทางบนระบบการศึกษากระแสหลัก ถูกรื้อฟื้นให้กลับมามีชีวิตอีกครั้ง ความฝันที่ไม่เคยกล้าฝันกลับกลายเป็นเรื่องที่เป็นไปได้ พร้อมกับการแสดงบนเวทีที่ยังดำเนินต่อไปเพื่อมอบความสุขให้กับทุกคนที่อยู่หน้าเวที