“พี่เชื่อว่าคนเรามันไม่ได้ตายง่ายๆ หรอกนะ ถ้ายังมีลมหายใจเราต้องหัดใช้ชีวิต เรื่องอกหักเรื่องแฟนเรื่องพ่อแม่สุดท้ายคือ ณ ปัจจุบันต้อเอ็งงอยู่ให้ได้ เรียนให้จบ”
สบายๆ นะ คือคำพูดติดปาก และคำอธิบายท่าทีที่ตั้ม-ธนภัทร แสงหิรัญ มักแสดงออกให้เห็น ณ ‘ศูนย์การเรียนรู้ชุมชนคนหนุ่มสาว’ พื้นที่โล่งท่ามกลางต้นไม้เขียวชอุ่ม ที่มีทั้งลานเอนกประสงค์ บ้านที่ครอบครัวตั้มอยู่อาศัย และคาเฟ่เล็กๆ ยอดฮิตของเหล่าเด็กวัยรุ่นในตำบลโพนแพง อำเภออากาศอำนวย จังหวัดสกลนคร
‘ศูนย์การเรียนรู้ชุมชนคนหนุ่มสาว’ ที่มักจะรู้จักกันดีในชื่อ ‘กลุ่มฮักบ้านเกิด’ เกิดขึ้นเมื่อ 12 ปีที่แล้ว หลังจากที่เขารู้สึกว่าการได้กลับมาอยู่บ้านเกิด มีความสุขมากกว่าที่เขาต้องไปดิ้นรนทำงานในกรุงเทพ แล้วจะได้กลับสกลนครแค่ในช่วงวันหยุดยาว
ความตั้งใจของการทำโครงการฮักบ้านเกิด คือการอยากเปิดพื้นที่ให้คนรุ่นใหม่ในชุมชนของตัวเอง หรือจะอยู่ที่ไหนก็ได้เห็นคุณค่าในชุมชนของตัวเอง กิจกรรมที่ดำเนินมาในโครงการตลอด 10 ปี คือการรวมกลุ่มเด็กและเยาวชนในพื้นที่ตำบลโพนแพงทำกิจกรรมอาสาชุมชน รณรงค์ให้เยาวชนตระหนักถึงปัญหาด้านสุขภาพอย่างบุหรี่ไฟฟ้า หรือการดึงคนออกมาจากปัญหายาเสพติด
“คนในพื้นที่รู้ว่าที่นี่เป็นศูนย์เด็กและเยาวชน เด็กมาแล้วรู้สึกอิสระ เป็นตัวของตัวเอง”

จนเมื่อ 2 ปีที่ผ่านมา เป้าหมายของตั้มและโครงการขยับเพิ่มมากขึ้น เพราะปัญหาเด็กและเยาวชนในพื้นที่มักเกี่ยวโยงเหมือนก้อนด้ายพันกันที่หาจุดเริ่มต้นและจุดสิ้นสุดไม่ได้ ไม่ว่าจะเป็นปัญหายาเสพติด ออกโรงเรียน การตีตรา ชุมชนสูญเสียทรัพยากรมนุษย์ ปัญหาครอบครัว เรื่องเงินทองปากท้องรายได้
‘ศูนย์การเรียนรู้ชุมชนคนหนุ่มสาว’ จึงกลายเป็นหน่วยจัดการเรียนรู้การจัดการการศึกษาเชิงพื้นที่ (Area-based Education : ABE) ภายใต้ชื่อโครงการ ‘เสริมสร้างสุขนิเวศน์การเรียนรู้สร้างสรรค์ และพัฒนาสมรรถนะเด็ก เยาวชนนอกระบบการศึกษา’ โดยการสนับสนุนของกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) โดยมีเป้าหมายสูงสุดคือ การเรียนรู้ไปสู่การเปลี่ยนแปลงเรื่องตัวเอง ที่มีประเด็นเด็กนอกระบบเป็นแก่นหลักของการเคลื่อนงาน
การเดินทางตลอด 12 ปีของ ‘กลุ่มฮักบ้านเกิด’ จนแตกแขนงส่วนหนึ่งมาเป็น ‘ศูนย์การเรียนรู้ชุมชนคนหนุ่มสาว’ ตั้มบอกว่าเขาและครอบครัวได้เติบโตจากตัวเด็ก ทั้งวิธีคิด การเปลี่ยนผ่านยุคสมัย และมุมมองของเด็ก จนกลายเป็นไอเดียให้เขายังทำงานได้ต่อไปเรื่อยๆ
และตลอดเกือบ 12 ปี ตั้มรู้แล้วว่า “คนเรามันไม่ได้ตายง่ายๆ” และ “เด็กเปรียบเสมือนผ้าขาวไม่ได้หรอก เด็กในบ้านเราอะ มันผ้าหลากสีทั้งนั้นเลยในตู้” ดังนั้นการทำงานเรื่องเด็กจึงไม่ควรมีเขาในฐานะ NGO เป็นศูนย์กลางในการทำงาน แต่ชุมชนต่างหากที่ต้องทำงานไปพร้อมกัน

จาก ‘ตั้งรับ’ สู่การลงสำรวจเชิงลึก
ช่วงเริ่มต้นกลุ่มฮักบ้านเกิด ตั้มยกพื้นที่บ้านตัวเองให้กลายเป็นพื้นที่ส่วนกลางของชุมชน ที่ดินขนาดย่อมติดถนนลาดยางกลางหมู่บ้าน พร้อมป้าย ‘กลุ่มฮักบ้านเกิด’ จึงมีทั้งศาลาอเนกประสงค์เปิดโล่ง สำหรับเอาไว้ประชุม ทำกิจกรรมร่วมกัน ข้างๆ กันเป็นพื้นสวนโล่งที่มีต้นไม้ พืชผักสวนครัวปลูกไว้เป็นแปลงติดๆ กัน และด้านหน้าสุดฝั่งขวามีคาเฟ่ที่ ปาน-จิราวรรณ จันทร์สุข ภรรยาของตั้มเป็นมือชงตลอดทั้งวัน หรือบางคืนจะมีเด็กในชุมชนวนเวียนเข้ามาใช้พื้นที่ เพราะความเชื่อใจในพื้นที่นี้
ตั้มบอกว่าที่นี่มีลักษณะของสเปซเปิดแบบธรรมชาติ เด็กคนไหนสบายใจก็เดินเข้ามาหาเอง
“เด็กในระบบบางทีมานั่งฮีลใจ เด็กนอกระบบก็มาตลอด มีทั้งมาคนเดียว มาเป็นกลุ่ม พาเพื่อนใหม่มานั่งกินหมูกระทะ พอเราให้สเปซ คุยกับเขาแบบไม่บล็อก ไม่จับผิด เด็กก็ไหลเวียนเข้ามาเรื่อยๆ เกิดความไว้เนื้อเชื่อใจจนเราสามารถเข้าถึงบ้าน เข้าถึงผู้ปกครอง พ่อแม่บางคนให้เราไปช่วยปลุกลูกถึงห้องนอน หรือฝากฝังลูกไว้กับเราก็มี”
แต่เมื่อต้องปรับเป้าหมายมาทำงานกับเด็กนอกระบบการศึกษาอย่างเป็นรูปธรรม โจทย์สำคัญแรกที่เข้ามาท้าทายคือการค้นหาตัวตนและจำนวนเด็กที่แท้จริง
“แต่ก่อนเราไม่ค้นหา เราปล่อยให้เด็กเข้ามาหาเราเอง ซึ่งมันก็เป็นแค่ส่วนหนึ่ง แต่พอมีเงื่อนไขของ กสศ. ที่อยากรู้ว่าเด็กในพื้นที่มีเท่าไหร่ อันนี้เราไม่เคยทำเลย”
การลงมือค้นหาเด็กนอกระบบในพื้นที่ชนบทไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะปราการแรกคือความหลากหลายของกลุ่มเด็ก ตั้มและทีมงานจึงเริ่มปรับกระบวนการโดยใช้กลไกเพื่อนชวนเพื่อนเป็นตัวนำทาง

“เราใช้กลไกตัวเด็ก น้องที่บ้านนั่นแหละ ถามหาไป เด็กก็ชี้เป้า พอให้เด็กไปชวน ส่วนหนึ่งเพื่อนๆ เขาก็มา แต่เด็กมันมีความเฉพาะกลุ่ม กลุ่มน้ำท่อมมันก็ชวนแค่กลุ่มน้ำท่อม กลุ่มกีฬามันก็ชวนแค่เด็กกลุ่มกีฬา มันจะมีเด็กกลุ่มเสี่ยง หรือเด็กดีที่เขาอยู่กับพ่อแม่ ไม่ได้เข้ากับแก๊งไหนเลย อยู่ตามท้องไร่ท้องนา อยู่กับตากับยาย”
และเพื่อให้ครอบคลุมเด็กทุกกลุ่ม ตั้มจึงดึง ‘ผู้ใหญ่บ้านและกลไกชุมชน’ เข้ามาเป็นพันธมิตรสำคัญในการชี้เป้า
“เราใช้กลไกผู้ใหญ่บ้านมาช่วยสอดส่อง ว่าตอนลงชุมชนเห็นน้องๆ อยู่ไหม ไปเรียนหรือเปล่า เด็กที่อยู่ตามบ่อขยะเป็นลูกใคร อยู่อย่างไร พอเกิดฟังก์ชันนี้ เราเริ่มเห็นเด็กเยอะขึ้น ผู้ใหญ่บ้านก็ช่วยคัดกรองเด็กให้เราได้ชัดเจนขึ้นมาก”
กลไกนี้ ตั้มขอความร่วมมือผ่านผู้ใหญ่บ้านเกือบ 20 หมู่บ้านใน 2 ตำบลผ่าน ‘ยุทธการสะบัดผ้า’

เปลี่ยนบทบาทชุมชนและดึงผู้นำร่วมขับเคลื่อน
“ที่นี่มีปัญหาเรื่องสารเสพติด น้ำท่อมจากกลุ่มรุ่นพี่ แต่เราใช้การพูดคุยหลังบ้าน บอกกรอบเงื่อนไขกันว่า ไม่ให้เอายาเข้ามาในศูนย์ แต่เราเปิดพื้นที่คุยได้ตลอด รู้ข้อมูลสถานการณ์ในพื้นที่ทั้งหมดว่าราคาเท่าไหร่ แหล่งไหน เด็กพวกนี้ส่วนใหญ่ไม่ได้ตั้งใจขาย แต่เสพเพราะไม่มีงานทำ ไม่มีพื้นที่ปล่อยพลัง พ่อแม่และสังคมด่า กดทับ จนเขาไม่มีที่ไป”
ปัญหายาเสพติดกลายเป็นปัญหาพื้นฐานของพื้นที่ ซึ่งสิ่งนี้มักจะพ่วงมากับการตีตรา ทั้งจากคนภายนอก และความเกรงกลัวกันเองในหมู่เด็ก
“ถ้าเป็นเด็กนอกระบบมากองรวมกันตรงนี้ เด็กที่เป็นเด็กดีในระบบก็จะไม่กล้าเข้ามา เพราะมองว่าเด็กกลุ่มนี้สุ่มเสี่ยง หรือถูกตีตรามาจากโรงเรียนแล้ว เราพยายามสลายตรงนี้ โดยทุกๆ ปี เราจะเข้าไปทำกิจกรรมในโรงเรียน เอาพี่เลี้ยง อาสาสมัคร และเด็กทั้งสองกลุ่มมาจัดกระบวนการร่วมกัน ทำให้เขารู้จักเรามากขึ้น เกิดการสลับผลัดเปลี่ยนกันเข้ามาเรียนรู้”

ตั้มเน้นย้ำว่า เคมีของเด็กทุกคนมีความแตกต่างกัน ศูนย์แห่งนี้จึงตั้งใจเปิดกว้างให้เป็นพื้นที่เสรีที่ทุกคนสามารถวิ่งเข้าวิ่งออก ทะลุหน้าทะลุหลังได้หมด
“เด็กบางคนมานั่งฮีลใจ บางคนมานั่งคุยเรื่องอกหัก เรื่องเรียนต่อ หรือบางทีเด็กใหม่ๆ มานั่งเกร็งๆ เราก็แค่ปล่อยให้ลื่นไหลตามธรรมชาติ บางทีกลางคืนพาเพื่อนมานั่งกินหมูกระทะ เราก็ให้เงินไปซื้อหมู แล้วเราก็ถอยออกมา ให้เขามีสเปซของเขาเอง”
แต่สำหรับพื้นที่ข้างนอก ตั้มสลายการตีตราจากการฟังเสียงบ่นของผู้ใหญ่บ้าน
“แม่ๆ และผู้ใหญ่บ้านคือคนบ่น บ่นเรื่องเด็กแว้น รถเสียงดัง เรื่องยาบ้าเยอะ ใครเป็นคนบ่น? ผมไม่ได้บ่น แม่ๆ เป็นคนบ่น นั่นแหละ! เราเอาเสียงบ่นนั้นแหละมาทำเป็นเรื่องงานซะ งานนี้ก็ไม่ใช้เงินด้วย สุดท้ายคือมันใช้แค่ตามอง ใช้ใจฟังกับเด็ก เรื่องลงไปหาเด็ก เดี๋ยวเราช่วยกัน แค่แม่ชี้เป้ามา เคสหนักก็ว่ากันไป เคสเบาคุยได้เราก็คุย”
งานที่ตั้มหมายถึง คือการพลิกมุมมองของผู้ใหญ่บ้านจากการมองเด็กเป็นภาระที่ต้องปราบปราม มาเป็นการมองผ่านกระบวนการช่วยเหลือและหนุนเสริม โดยใช้ศูนย์การเรียนรู้ชุมชนคนหนุ่มสาวทำหน้าที่เป็นตัวกลางในการสลายการตีตราและเชื่อมชุมชนกับเด็ก
เพื่อไม่ให้งานพัฒนาเยาวชนเป็นเพียงกิจกรรมชั่วครั้งชั่วคราว ตั้มเลือกที่จะไม่สร้างโครงสร้างใหม่ขึ้นมาให้เป็นภาระ แต่ใช้วิธีแทรกเข้าไปในกลไกทางอำนาจและการทำงานที่มีอยู่แล้วของผู้ใหญ่บ้าน

“ปีแรกที่ดึงผู้ใหญ่บ้านมา มันต้องปรับวิธีคิดเยอะมาก เรื่องการทำงานกับเด็ก เขาไม่เคยคุยกันแบบทางการเลย เราพยายามแทรกให้มันไปอยู่ในกลไกของเขา ให้เป็นเรื่องปกติให้ได้ โดยเฉพาะการประชุมประจำเดือนของผู้ใหญ่บ้านทุกเดือน จากเดิมที่ไม่เคยคุยเรื่องเด็ก คุยแค่ว่าเดือนหน้าจะตัดหญ้าที่ไหน จิตอาสารอบนี้ไปวัดอะไร เราขอเสนอให้เอาเรื่องเด็กและเยาวชนเข้าไปเป็นวาระด้วย ให้พ่อๆ แม่ๆ ได้มีเรื่องมาเล่า แล้วมาดูว่าเราจะหนุนเสริมกันอย่างไร มีเด็กแว้นเท่าไหร่ยังไงก็ว่ามา เราไม่ได้จับผิด แต่จะไปช่วยกันแก้ปัญหา”
การเปลี่ยนผ่านทางความคิดของผู้ใหญ่ในชุมชนไม่ได้เกิดขึ้นในวันเดียว ในช่วงเริ่มต้น ตั้มและศูนย์ฯ เคยถูกผู้ใหญ่บ้านบางคนตั้งคำถามและมองด้วยสายตาหวาดระแวง ถึงขั้นถูกกล่าวหาว่าเป็นเอเย่นต์มารวบรวมเด็กติดยา แต่ตั้มเลือกที่จะโต้ตอบอคติต่างๆ ด้วยการพาเด็กออกไปสร้างคุณค่าให้ชุมชนได้เห็นด้วยตาเนื้อ
“เมื่อก่อนเขาพูดเลยว่าเอเย่นต์มาแล้ว ผมก็บอกว่าก็แล้วแต่จะมองยังไงก็มองไป แต่พอกลับกลายเป็นว่า เราพาเด็กแก๊งนั้นไปช่วยทาสีโรงเรียนถึง 11 โรงเรียน ไปเป็นจิตอาสา เอาเรื่องนี้สื่อสารออกไป ในมุมของผู้ใหญ่เขาก็เริ่มเห็นศักยภาพเด็ก จนกระทั่งมีอยู่ปีหนึ่ง อำเภออยากได้เด็กไปอบรมเรื่องยาเสพติด ซึ่งเด็กไม่ยอมไปเพราะกลัวโดนบล็อก ผู้ใหญ่บ้านถึงขั้นทักมาหาผม ‘ตั้ม ไปบอกน้องๆ ในหมู่บ้านให้หน่อยว่าไปอบรมให้พ่อได้ไหม’ กลายเป็นผู้ใหญ่บ้านมาขอให้เราช่วย”
การขับเคลื่อนงานกับเด็กและชุมชนจะเกิดขึ้นไม่ได้เลย หากขาดการจัดวางกระบวนการทำงานภายในที่ยืดหยุ่นและเป็นธรรมชาติ
“เรื่องใหม่ที่เราได้เรียนรู้ คือการทำให้เรื่องของเด็กไปอยู่ในวงของผู้ใหญ่ ดันเข้าสู่เรื่องนโยบายชุมชนที่ผู้ใหญ่ทุกคนต้องพูด ไม่ใช่พูดแค่ว่าจะเอาเด็กมาช่วยงานยังไง แต่ต้องพูดในมุมที่เด็กหลายคนมีศักยภาพ แล้วเอาศักยภาพของเด็กมาช่วยงานชุมชน ไม่ใช่ถึงวันงานก็แค่เอาเด็กมาช่วยยกโต๊ะยกเก้าอี้ เสร็จแล้วก็เลี้ยงเหล้าเลี้ยงเบียร์”
สุดท้ายแล้ว เมื่อเด็กเข้ามามีบทบาทมากขึ้น ชุมชนจะเข้าหาเด็กและเด็กจะเข้าหาผู้ใหญ่ โดยที่ตั้มแทบไม่ต้องเข้าไปทำงานเลยด้วยซ้ำ สิ่งนี้ยั่งยืนกว่าระเบียบการที่ NGO เสนอให้ชุมชนเป็นไหนๆ
“เด็กต้องเข้ามามีส่วนร่วมตั้งแต่ช่วยเตรียมประชุม เตรียมงาน มองบทบาทการมีส่วนร่วม ไม่ใช่ในฐานะคนถูกใช้งาน แต่ร่วมคิด ออกแบบ และวางแผนพัฒนาชุมชน ไม่จำเป็นต้องเป็นเด็กจบ 4.00 หรือเด็กเรียนเก่ง เด็กที่ไม่เรียนหนังสือที่อยู่ในชุมชนน่ะ มีแนวคิดดีทั้งนั้นแหละ แต่เขาไม่มีพื้นที่ที่ถูกรับฟังความคิด ถ้าเราให้บทบาททางใจและทางความคิดเขาได้ กายเขามีอยู่แล้ว ชุมชนก็จะได้คนมีศักยภาพมาช่วยพัฒนาบ้านเกิดตัวเองอย่างแท้จริง”

ใช้ตามอง ใช้ใจฟัง จนรู้ว่าเด็กไม่ใช่ผ้าขาว
แนวคิดดั้งเดิมที่ว่า “เด็กคือผ้าขาวที่รอผู้ใหญ่แต่งแต้ม” อาจใช้ไม่ได้กับบทบาทการทำงานกับเด็กนอกระบบหรือเด็กกลุ่มเสี่ยงในยุคปัจจุบัน เพราะเด็กทุกคนต่างแบกรับปัญหาสภาพแวดล้อม ประสบการณ์ชีวิต ปมในใจ และเฉดสี ที่ติดตัวมาจากครอบครัวและสังคมรอบข้างตั้งแต่วันแรกที่เดินเข้ามา
ตั้มไม่ได้มองเด็กเป็นผ้าขาวบริสุทธิ์ที่ต้องจับมาสั่งสอนหรือดัดให้เป็นไปตามพิมพ์นิยมของผู้ใหญ่ แต่มองเด็กบนพื้นฐานของความเป็นมนุษย์ที่เต็มไปด้วยประสบการณ์ชีวิตที่แตกต่างกัน การเข้าใจว่าเด็กแต่ละคนมีเฉดสี มีบาดแผล และมีความต้องการที่ไม่เหมือนกัน ทำให้กระบวนการทำงานของศูนย์ฯ ไม่ได้ตั้งอยู่บนการบังคับหรือคะยั้นคะยอให้เด็กต้องเปลี่ยนทันทีทันใด
“ให้เวลากับเขาแค่นั้นแหละ บางทีเด็กมาแล้วบอกพี่ผมขอนั่งอยู่เฉยๆ ใช่ เราไม่คะยั้นคะยอถาม เขาอยากบอกเดี๋ยวเขาก็บอกเอง วันดีคืนดีเขาก็จะเดินมาเล่าให้ฟัง สิ่งที่เราทำได้คือสร้างประสบการณ์ให้กับเขานั่นแหละ”
การดำเนินกิจกรรมของศูนย์ฯ จึงพยายามแบ่งบทบาทเด็กอย่างยืดหยุ่น โดยไม่ตัดสินหรือกดทับศักยภาพของใคร
“เด็กที่นี่มีทั้ง ‘แกนนำ’ คือกลุ่มเด็กดี เด็กในระบบ ที่พูดเก่ง จับไมค์ได้ ประชาสัมพันธ์ได้ กับอีกกลุ่มคือ ‘แกนนอน’ พวกที่ไม่กล้าอยู่ในวง แต่อยู่รอบๆ คอยซัพพอร์ตงาน ยกโต๊ะ ถือป้าย เดินรณรงค์ เราไม่ได้แบ่งชั้น แต่แบ่งบทบาทให้ทุกคนมีส่วนร่วม ทุกคนไม่จำเป็นต้องนำเหมือนกัน นำกันคนละแบบ”

ตั้มมองว่าพัฒนาการของเด็ก โดยเฉพาะกลุ่มเด็กแกนนอนที่สังคมอาจมองว่าเกเรหรือไม่มีอนาคตนั้นเป็นสิ่งที่ต้องใช้เวลาและไม่สามารถประเมินผลได้เพียงชั่วข้ามคืน
“พัฒนาการของเด็ก มันอาจจะไม่เห็นชัด ณ ตอนนี้ แต่ผมว่ามันจะชัดในอนาคต มันจะเห็นจากการตัดสินใจ ความโตขึ้นของเขา ซึ่งต้องใช้เวลาและประสบการณ์ เด็กวัยนี้เป็นวัยที่อยากรู้อยากลอง สิ่งที่เราทำได้คือสร้างสเปซและเปิดโอกาสให้เขาเติบโตในแบบของตัวเอง”
สำหรับตั้ม การขับเคลื่อนของ ‘ศูนย์การเรียนรู้ชุมชนคนหนุ่มสาว’ โจทย์สำคัญที่สุดของการทำงานกับเยาวชน ไม่ใช่การที่องค์กรพัฒนาเอกชนหรือนักวิชาการเข้าไปทำตัวเป็นฮีโร่เพื่อเนรมิตการเปลี่ยนแปลงจากภายนอก แต่คือการถอยออกมามองมนุษย์อย่างเข้าใจ แล้วสร้างสภาวะแวดล้อมที่เอื้อต่อการเรียนรู้ โดยมี ‘ชุมชน’ เป็นฐานสำคัญ
เพราะท้ายที่สุดแล้ว ไม่ว่าโครงการพัฒนาจะสิ้นสุดลงเมื่อใด หรือองค์กรภายนอกจะถอนตัวออกไปวันไหน สิ่งที่จะคงอยู่และดูแลเด็กๆ ต่อไปได้ในชีวิตจริงคือ
“ชุมชนที่พร้อมจะเติบโตไปพร้อมกับเด็กๆ ของพวกเขาเอง”