ในพื้นที่ตำบลนาเลียง อำเภอนาแก จังหวัดนครพนม ปัญหาเด็กหลุดออกนอกระบบมักถูกคนในชุมชนแบ่งออกเป็น 2 แบบคือ ถ้าไม่ถูกตีตราว่าเป็นกลุ่มที่เข้าไปพัวพันปัญหายาเสพติดและความก้าวร้าว ก็จะถูกมองว่าเป็นกลุ่มที่ ‘พ่อแม่ไม่สั่งสอน’ มากพอ จนกลายเป็นเด็กขี้เกียจเรียนหนังสือ และสมัครใจลาออกแบบไม่มีเหตุผล
ในความเป็นจริง ปัญหาเด็กตกหล่น ออกกลางคันในพื้นที่ไม่ได้ง่ายดายหรือเกิดจากความขี้เกียจของเด็กเพียงอย่างเดียว หากแต่มีความซับซ้อนและสัมพันธ์กับโครงสร้างทางเศรษฐกิจ สังคม และข้อจำกัดของระบบการศึกษา

“หนึ่งคือระบบราชการและระบบโรงเรียนเรายังรักษาเด็กไว้เพื่องบรายหัว เพราะเด็กทั้งที่จริงเด็กแขวนลอยเนี่ย อยู่ตามชุมชนเรามีครับ แต่รายชื่อเขา เลข 13 หลักเขาจริงๆ ยังอยู่ในโรงเรียนอยู่ ทาง สกร. ก็อยากรับก็รับไม่ได้เพราะมันยังแขวนรอไว้อยู่อะ”
วีรศักดิ์ หะติง นักพัฒนาชุมชนชํานาญการ ผู้รับผิดชอบโครงการการจัดการเรียนรู้ที่ยืดหยุ่นเพื่อสร้างพื้นที่ปลอดภัยสําหรับการพัฒนากลุ่มเด็กและเยาวชนนอกระบบการศึกษา (อบต.นาเลียง) เล่าถึงข้อจำกัดทางโครงสร้างของระบบการศึกษาให้ฟัง
ความย้อนแย้งนี้สะท้อนว่า หากหน่วยงานท้องถิ่นอย่างอบต. ไม่ยื่นมือเข้ามาเป็นคนกลางในการประสานงานระหว่างโรงเรียนเดิม สกร. และผู้ปกครอง เด็กกลุ่มนี้จะกลายเป็น ‘คนไร้ตัวตนในระบบการศึกษา’ ไปโดยปริยาย
จึงกลายเป็นโครงการการจัดการเรียนรู้ที่ยืดหยุ่นเพื่อสร้างพื้นที่ปลอดภัยสําหรับการพัฒนากลุ่มเด็กและเยาวชนนอกระบบการศึกษา (อบต.นาเลียง) ร่วมกับกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) เพื่อ ‘รื้อ’ และ ‘สร้าง’ พื้นที่ปลอดภัยสำหรับการเรียนรู้ใหม่ก็เกิดขึ้นได้จริง
ในการทำงานก้าวแรก อบต. นาเลียง จึงเริ่มต้นจากการสลายอคติ โดยใช้กระบวนการทางสังคมและกิจกรรมดึงเด็กออกจากบ้านเข้าสู่พื้นที่ส่วนรวม เพื่อทำให้ชุมชนเปิดรับและเลิกมองเด็กนอกระบบด้วยสายตาหวาดระแวง
“ปีแรกเรายังไม่เน้นเรื่องวุฒิการศึกษา เราเน้นเรื่องการมีรายได้ ให้เด็กมีรายได้ หรือให้เด็กค้นหาตัวตนที่ชอบก่อน”


กิจกรรมอย่างการฝึกทำกระจกและอะลูมิเนียม ซึ่งเป็นอาชีพหลักในท้องถิ่น การทำพิมเสน การแปรรูปผลิตภัณฑ์ชุมชน ไปจนถึงการขายของออนไลน์ กลายเป็นเครื่องมือสร้างพื้นที่ปลอดภัยทางจิตใจที่ทำให้ผู้ใหญ่ในชุมชนเห็นว่า เด็กนอกระบบไม่ได้เป็นปัญหา แต่คือลูกหลานที่มีศักยภาพ หากได้รับการหนุนเสริมที่ถูกต้อง
หัวใจสำคัญที่ทำให้เด็กยอมก้าวเดินเข้ามาหา อบต. นาเลียง คือหลักการ ‘เด็กนำ ผู้ใหญ่หนุน’ ซึ่งเป็นความพยายามตั้งต้นที่ให้เด็กเป็นผู้กำหนดเป้าหมายชีวิตของตนเอง
“เด็กนำคือให้เด็กเลือก ในกลุ่มมีทั้งสภาเด็ก เด็กนอกระบบ เด็กวัยแรงงาน มาออกแบบร่วมกัน ส่วนผู้ใหญ่หนุนคือ หนุนเสริมเรื่องที่เขาเสนอมา แนะนำให้อยู่ในทางที่ถูกต้อง เช่น เด็กอยากทำม็อกเทล อยากฝึกงานร้านกาแฟ อยากออกไปศึกษาดูงานข้างนอก เราไม่บอกว่าไม่ดี แต่ประคบประหงม หนุนให้เด็กเป็นคนคิดออกแบบ แล้วพาเขาออกไปเห็นโลก”


ตามอำนาจหน้าที่เดิม อบต. มีภารกิจจัดการศึกษาโดยตรงเพียงระดับศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก (ก่อนอนุบาล) แต่ อบต.นาเลียง เลือกที่จะขยายขอบเขตการทำงานโดยอาศัย พ.ร.บ. กำหนดแผนและขั้นตอนการกระจายอำนาจ ให้ครอบคลุมการพัฒนาคุณภาพชีวิตและการส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิต
“พอเรารู้แล้วว่าปีแรกเราทำ เรายังไม่รู้บทบาทตัวเองว่าจะทำอะไร พอมาปีสองเรามองบริบทเราว่าถ้าเราเป็นฮับ จะทำให้เด็กประสบความสำเร็จหรือเด็กมามากกว่า เราเลยเป็นฮับเพื่อส่งต่อ สกร. โคกับโรงเรียนพระซองสามัคคีวิทยาที่จัด 1 โรงเรียน 3 รูปแบบ และเชื่อมกับศูนย์การเรียน CYF ที่ยืดหยุ่นเพื่อเทียบโอนประสบการณ์”


สุดท้ายสิ่งที่เปลี่ยนไปคือการทำงานร่วมกันโดยไม่แบ่งแยกหน่วยงาน อบต.นาเลียงมองว่าหากปล่อยให้เด็กหลุดระบบ ปัญหาก็จะวนกลับมาที่งานสวัสดิการของอบต. อยู่ดี
“ถ้ากลุ่มนี้ไม่เรียนหนังสือ สุดท้ายมามันก็ตกอยู่กับอบต. เหมือนเดิม ทุกอย่างมันพันไปหมด ตั้งแต่แรกเกิดไม่ได้เรียน รายได้ไม่มี อบต. ก็ต้องเข้าไปช่วยเรื่องสวัสดิการ กลับมาที่ปัญหาของชุมชนอยู่ดี”


ความสำเร็จของนาเลียงจึงมาจากการที่ท้องถิ่นกล้าลุกขึ้นมาปรับ ‘มายด์เซ็ต’ (Mindset) ทั้งของชุมชน ระบบการศึกษา และกลไกราชการ บทบาทของ อบต. จะไม่ได้หยุดอยู่แค่การดูแลศูนย์พัฒนาเด็กเล็กหรือดูแลลูกบ้านตามกฎหมาย แต่ยังสามารถเปลี่ยนผ่านไปสู่การเป็น ‘ฮับการเรียนรู้’ (Learning Hub) ที่คืนโอกาสและศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ให้แก่เด็กทุกคนได้