ประชุมบอร์ดชาติ Thailand Zero Dropout Plus นัดแรกหลังรัฐบาลอนุทิน ชี้ 3 ปี เด็กหลุดจากระบบลดลงเหลือ 6 แสนคน เตรียมยกระดับสู่ “ASEAN Zero Dropout 2030”
ในโอกาสไทยเป็น ปธ.อาเซียน พร้อมมอบ Prime Minister’s TZD+ Awards เชิดชูพื้นที่ต้นแบบ

ประชุมบอร์ดชาติ Thailand Zero Dropout Plus นัดแรกหลังรัฐบาลอนุทิน ชี้ 3 ปี เด็กหลุดจากระบบลดลงเหลือ 6 แสนคน เตรียมยกระดับสู่ “ASEAN Zero Dropout 2030”

เมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม 2569 ที่ห้องประชุม 301 ตึกบัญชาการ 1 ทำเนียบรัฐบาล พลตำรวจเอก เพิ่มพูน ชิดชอบ เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาเด็กและเยาวชนนอกระบบการศึกษาระดับชาติ (Thailand Zero Dropout Plus : TZD+) ครั้งที่1/2569 ภายหลังนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ลงนามคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาเด็กและเยาวชนนอกระบบการศึกษา ระดับชาติ หรือ คกศ. ซึ่งมีผลตั้งแต่วันที่ 12 พฤษภาคม 2569  เพื่อทำหน้าที่กำกับดูแลและขับเคลื่อนการดำเนินงานแก้ไขปัญหาเด็กและเยาวชนนอกระบบการศึกษาอย่างเป็นระบบ ตามนโยบายรัฐบาลที่มุ่งให้คนไทยทุกช่วงวัยเข้าถึงสิทธิทางการศึกษาอย่างทั่วถึง เท่าเทียม และเสมอภาค พร้อมส่งเสริมการเรียนรู้ตามความถนัด และการสร้างรายได้ระหว่างเรียน เพื่อลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา และยกระดับคุณภาพทรัพยากรมนุษย์ของประเทศ

พลตำรวจเอก เพิ่มพูน กล่าวว่า การดำเนินงาน Thailand Zero Dropout ในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา ได้ยกระดับสู่ “Thailand Zero Dropout Plus” หรือ TZD+ ที่ไม่เพียงมุ่งช่วยเหลือเด็กและเยาวชนที่หลุดออกจากระบบการศึกษาให้กลับเข้าสู่การเรียนรู้ แต่ยังให้ความสำคัญกับการ “ป้องกัน” ไม่ให้เด็กหลุดออกจากระบบ และขยายการดูแลไปสู่เด็กและเยาวชนในภาวะวิกฤตหรือหลุดจากระบบชั่วคราว ผ่านระบบการเรียนรู้ที่ยืดหยุ่นมากขึ้น

ปัจจุบันจากฐานข้อมูลบูรณาการระดับประเทศ พบว่า เด็กและเยาวชนอายุ 3–18 ปี ที่ไม่มีชื่ออยู่ในระบบการศึกษา มีจำนวน 603,095 คน ลดลงจากจำนวน 1,025,514 คน  เมื่อเริ่มเชื่อมโยงข้อมูลครั้งแรกในเดือนธันวาคม 2566 สะท้อนผลลัพธ์จากการบูรณาการความร่วมมือของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ภายใต้ 4 มาตรการสำคัญในการติดตาม ค้นหา ช่วยเหลือ และส่งต่อเด็กและเยาวชนกลับเข้าสู่ระบบการศึกษาและการเรียนรู้แบบยืดหยุ่น

“ประเทศไทยกำลังเผชิญวิกฤตโครงสร้างประชากรอย่างเต็มรูปแบบ เด็กและเยาวชนทุกคนจึงเป็นทรัพยากรมนุษย์อันล้ำค่าที่ประเทศไม่สามารถปล่อยให้สูญเสียไปได้” พลตำรวจเอก เพิ่มพูน กล่าว พร้อมระบุว่า ในปี 2568 ประเทศไทยมีจำนวนผู้สูงอายุเข้าสู่ระบบมากกว่าเด็กเกิดใหม่ถึง 2 เท่า ขณะเดียวกันยังพบเด็กและเยาวชนนอกระบบการศึกษากว่า 603,095 คน และมีกลุ่มเยาวชน NEET อายุ 16–20 ปี ที่ไม่ได้อยู่ในระบบการศึกษา การจ้างงาน หรือการฝึกอบรม อีกกว่า 594,277 คน ซึ่งล้วนสะท้อน “ค่าเสียโอกาสทางเศรษฐกิจ” ที่ประเทศต้องเร่งแก้ไข

ทั้งนี้ ที่ประชุมได้เห็นชอบแนวทางขับเคลื่อน Thailand Zero Dropout Plus ระยะต่อไป ผ่าน 5 กลยุทธ์สำคัญ ได้แก่  1.การเชื่อมโยงฐานข้อมูลเด็กปฐมวัย  2.การพัฒนาระบบการศึกษาที่ยืดหยุ่น 3.บูรณาการนโยบาย “10 Plus” เข้ากับระบบการศึกษา เพื่อผลักดันระบบ ‘Learning Anywhere’ และ ‘Learning Passport’ ระบบสะสมหน่วยกิตการเรียนรู้ เพื่อรองรับการเรียนรู้ทุกที่ทุกเวลา  4.การสร้างระบบนิเวศการเรียนรู้ตลอดชีวิตสำหรับกลุ่มวัยแรงงานและกลุ่ม NEET 5.การกำหนดตัวชี้วัดและระบบแรงจูงใจร่วมกับหน่วยงานระดับชาติ  เพื่อขับเคลื่อนเป้าหมาย Thailand Zero Dropout Plus อย่างเป็นรูปธรรมและยั่งยืน

นอกจากนี้ ที่ประชุมยังได้เห็นชอบแต่งตั้ง คณะอนุกรรมการพัฒนาระบบการจัดการศึกษาหรือการเรียนรู้ที่ยืดหยุ่นและบูรณาการระหว่างหน่วยงานเพื่อแก้ไขปัญหาเด็กและเยาวชนนอกระบบการศึกษา โดยมีนายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม เป็นประธานอนุกรรมการ และนางสาวธีราภา ไพโรหกุล ที่ปรึกษาของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นรองประธานอนุกรรมการ เพื่อเร่งขับเคลื่อนการจัดการศึกษาที่ยืดหยุ่นให้เกิดขึ้นอย่างมีประสิทธิภาพ ต่อเนื่อง และเชื่อมโยงการทำงานระหว่างหน่วยงานทุกภาคส่วน

ขณะเดียวกัน ประเทศไทยยังเตรียมยกระดับการดำเนินงานจาก Thailand Zero Dropout สู่ “ASEAN Zero Dropout 2030” โดยอาศัยบทบาทที่ประเทศไทยจะดำรงตำแหน่งประธานอาเซียนในปี 2571 เชิญชวนประเทศสมาชิกอาเซียนทั้ง 11 ประเทศ ร่วมกำหนดเป้าหมายลดเด็กและเยาวชนนอกระบบการศึกษาในระดับภูมิภาค ภายใต้แนวคิด “All for Education, Education for All” เนื่องในวาระครบรอบ 40 ปี ปฏิญญาจอมเทียน ว่าด้วยการศึกษาเพื่อปวงชน (Jomtien Declaration on Education for All)

นอกจากนี้ที่ประชุมเห็นชอบให้จัดตั้ง “Prime Minister’s TZD+ Awards” เพื่อยกย่องเชิดชูเกียรติจังหวัด องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น สถานศึกษา หน่วยจัดการเรียนรู้ ภาคเอกชน และภาคีเครือข่าย ที่มีผลงานโดดเด่นในการขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาเด็กและเยาวชนนอกระบบการศึกษาอย่างเป็นระบบและยั่งยืน โดยจะได้รับโล่เกียรติยศจากนายกรัฐมนตรี และมีกำหนดจัดพิธีมอบรางวัลในเดือนกรกฎาคม 2569 นี้ เพื่อสร้างแรงจูงใจและขยายต้นแบบการทำงานที่ช่วยให้เด็กและเยาวชนทุกคนไม่หลุดจากโอกาสทางการศึกษา