เสียงหัวเราะของเด็ก ๆ ดังสลับกับเสียงเรียกคิวตรวจสุขภาพ ภายใต้โดมลานกีฬาชุมชนคลองเตยในเช้าวันที่ 13 กรกฎาคม 2569 เด็กบางคนสวมชุดนักเรียน บางคนใส่เสื้อยืดธรรมดา บางคนยังอยู่ในระบบการศึกษา ขณะที่บางคนห่างจากห้องเรียนมาหลายปี
สำหรับเด็กหลายคน ที่นี่ไม่ใช่แค่สถานที่ตรวจสุขภาพ แต่เป็นครั้งแรกในรอบหลายปีที่พวกเขาได้พบแพทย์ ได้ตรวจสายตา ได้ชั่งน้ำหนัก วัดส่วนสูง หรือแม้แต่ได้รู้ว่าตัวเองมีสิทธิได้รับบริการสุขภาพโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย
เบื้องหลังบรรยากาศที่ดูเหมือนกิจกรรมตรวจสุขภาพทั่วไป คือจุดเริ่มต้นของความร่วมมือครั้งสำคัญระหว่าง กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) และ สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ในการทำงานวิชาการเพื่อเชื่อมโยงฐานข้อมูล ค้นหา และส่งต่อเด็กและเยาวชนกลุ่มเปราะบางทั้งในและนอกระบบการศึกษา ให้เข้าถึงบริการสุขภาพขั้นพื้นฐาน ผ่านศูนย์บริการตรวจสุขภาพเคลื่อนที่ ภายใต้แนวคิด “เมื่อระบบรู้ว่าเด็กอยู่ที่ไหน ระบบบริการก็ต้องไปถึงเด็ก” เพื่อไม่ให้ปัญหาสุขภาพกลายเป็นอุปสรรคต่อการเรียนรู้และการใช้ชีวิต

วันนี้ ‘กัน’ เด็กชายวัย 14 ปี ตื่นตั้งแต่เช้า รอเวลาให้ “ครูวรรษ” มารับไปตรวจสุขภาพ เขาพูดถึงความรู้สึกสั้น ๆ พร้อมรอยยิ้มว่า “ตื่นเต้นครับ” ก่อนจะเล่าให้ฟังว่า หลังออกจากโรงเรียนตั้งแต่ชั้น ป.4 เขาก็ไม่เคยพบหมอ พยาบาล หรือเจ้าหน้าที่สาธารณสุขอีกเลย
กันรู้จักกับ ‘ครูวรรษ’ เมื่อราวสองปีก่อน จากการทำงานของศูนย์สร้างโอกาสเด็กทุ่งครุ ซึ่งลงพื้นที่ค้นหาเด็กและเยาวชนที่ไม่มีรายชื่ออยู่ในระบบการศึกษา ตามภารกิจ Thailand Zero Dropout เพื่อพาเด็กกลับเข้าสู่ระบบการดูแลและการเรียนรู้ที่เหมาะสมกับชีวิตของแต่ละคน
เช้าวันนี้ เขาเดินทางมาพร้อมเพื่อนอีกหลายคนจากชุมชนทุ่งครุ บางคนยังเรียนอยู่ในโรงเรียน บางคนออกจากโรงเรียนแล้วเหมือนกัน เด็ก ๆ พูดคุย หัวเราะ และพากันเงียบลง เมื่อเพื่อนแต่ละคนถูกเรียกเข้าตรวจสุขภาพ
“ทุกอย่างแปลกใหม่ครับ เพื่อนที่มาด้วยกันก็แทบไม่มีใครเคยตรวจแบบนี้” กันบอก

เกือบเที่ยง กันเดินกลับมานั่งรอเพื่อนหลังตรวจสุขภาพเสร็จ เราถามถึงผลตรวจ เขายิ้มกว้างก่อนตอบทันทีว่า “พี่พยาบาลบอกว่าแข็งแรงดี ไม่เจออะไรผิดปกติครับ”
สำหรับหลาย ๆ คน ผลตรวจสุขภาพอาจเป็นเพียงตัวเลขในแบบฟอร์ม แต่สำหรับกัน นี่คือครั้งแรกในรอบหลายปีที่เขาได้วัดอัตราการเต้นของหัวใจ ตรวจสุขภาพช่องปาก ทดสอบสายตา ตรวจการได้ยิน และรู้ส่วนสูงกับน้ำหนักของตัวเอง
เมื่อถามถึงประวัติการรักษา เขาตอบเรียบง่ายว่า
“ผมไม่เคยไปหาหมอครับ เคยไม่สบายครั้งนึง มีไข้แต่ไม่หนักมาก แม่ก็ให้กินยานอนพักที่บ้าน” ก่อนจะนิ่งคิดอยู่ครู่หนึ่ง เมื่อถูกถามว่า หากวันหนึ่งป่วยหนักจะทำยังไง
“คงซื้อยากิน หรือไปคลินิกครับ”
จากนั้นจึงนำไปสู่คำถามที่ทำให้กันและเพื่อนหันมองหน้ากัน คือ
“รู้ไหมว่า เด็กไทยทุกคนมีสิทธิได้รับการตรวจสุขภาพ รับวัคซีน ตรวจสายตา และหากสายตาผิดปกติ ก็สามารถรับแว่นตาผ่านระบบหลักประกันสุขภาพได้”
เด็กทั้งสองส่ายหน้า ก่อนตอบพร้อมกันว่า
“ไม่รู้เลยครับ”

“บุ๊ง” เป็นเด็กอีกคนที่เจอกับครูวรรษในภารกิจ Thailand Zero Dropout ปีนี้เขาอายุเกือบ 18 ปี อาศัยอยู่ในครอบครัวที่รวมคนหลายรุ่น มีพ่อ ตา ป้า ปู่ และหลานชาย
หลังจบชั้น ม.3 บุ๊งไม่ได้เรียนต่อ แต่ต้องออกไปทำงานหลายอย่าง โดยเฉพาะงานก่อสร้าง เพื่อช่วยแบ่งเบาภาระครอบครัว
บุ๊งเล่าว่า คนในครอบครัวรู้จัก “บัตรทอง” และใช้สิทธิรักษาเมื่อเจ็บป่วย แต่ไม่เคยรู้ว่า เด็กและเยาวชนยังมีสิทธิได้รับบริการสร้างเสริมสุขภาพ การตรวจสุขภาพตามช่วงวัย การตรวจสายตา การคัดกรองภาวะโลหิตจาง สุขภาพจิต หรือการรับวัคซีน แม้ในวันที่ยังไม่ป่วย
ผลตรวจสุขภาพในวันนั้นพบว่า บุ๊งมีอัตราการเต้นของหัวใจค่อนข้างเร็ว และมีอาการเหนื่อยง่าย เจ้าหน้าที่จึงให้คำแนะนำในการดูแลตัวเอง และให้เขาเก็บผลการตรวจไว้เฝ้าติดตามอาการต่อไป
บุ๊งยอมรับว่า อาการดังกล่าวอาจเกี่ยวข้องกับการทำงานหนักและการพักผ่อนไม่เพียงพอ หลังไม่ได้เรียนต่อ เขาต้องรับงานหลายอย่าง โดยเฉพาะงานก่อสร้างซึ่งค่อนข้างหนักสำหรับคนในวัยของเขา นอกจากนั้นยังต้องคอยดูแลคุณตาที่บ้าน จนมีภาวะพักผ่อนน้อยสะสม
“ช่วงนี้ผมเริ่มทำงานน้อยลงแล้ว”
เขาพูดถึงปัจจุบันพลางมองผลตรวจสุขภาพในมือ ก่อนจะบอกว่าการได้รู้สภาพร่างกายของตัวเอง ทำให้เริ่มคิดว่าจะต้องดูแลสุขภาพมากขึ้น แน่นอนว่ามันไม่ง่าย แต่ก็ไม่อยากให้วันหนึ่งร่างกายทำงานไม่ไหว แล้วคนที่บ้านลำบากกว่าเดิม

เรื่องของกันและบุ๊ง ไม่ใช่เรื่องที่เกิดขึ้นเฉพาะกับเด็กสองคน หรรษวรรธน์ บัวพรม หรือ “ครูวรรษ” นักพัฒนาสังคมจากศูนย์สร้างโอกาสเด็กทุ่งครุ ผู้พาเด็ก ๆ มาตรวจสุขภาพเล่าว่า จากประสบการณ์ลงพื้นที่ของศูนย์สร้างโอกาสเด็กทั้ง 6 แห่งในกรุงเทพฯ ครูวรรษพบปัญหาซ้ำ ๆ อยู่สามเรื่อง
เรื่องแรก คือผู้ปกครองจำนวนไม่น้อยไม่รู้ว่าเด็กมีสิทธิได้รับบริการสุขภาพ โดยเฉพาะครอบครัวที่เด็กอาศัยอยู่กับผู้สูงอายุ เด็กจึงไม่เคยได้รับการตรวจสุขภาพตามช่วงวัย
อีกเรื่องคือ ครอบครัวในชุมชนเมืองจำนวนมากเป็นประชากรแฝง หลายคนเข้าใจว่าต้องกลับไปรับบริการตามทะเบียนบ้าน ทั้งที่จริงสามารถย้ายสิทธิหรือใช้บริการใกล้บ้านได้
และสุดท้าย เมื่อเด็กหลุดจากระบบการศึกษา เขาก็มักหลุดจากระบบการดูแลด้านอื่นไปพร้อมกัน

ครูวรรษบอกว่า “เมื่อเด็กคนหนึ่งไม่ได้อยู่ในโรงเรียน เขาจะมีความเสี่ยงด้านสุขภาพมากกว่าเด็กที่ยังเรียนอยู่” เพราะเด็กนอกระบบไม่ได้รับการตรวจสุขภาพตามช่วงวัย ไม่ได้รับการคัดกรองสายตา ไม่ได้รับวัคซีน และมักพลาดข้อมูลข่าวสารด้านสาธารณสุขที่โรงเรียนเป็นผู้เชื่อมโยงให้
“การไม่มีตัวตนในระบบการศึกษา จึงกลายเป็นจุดเริ่มต้นของการเข้าไม่ถึงสิทธิพื้นฐานด้านอื่นตามมา”
สิ่งที่กันและบุ๊งเผชิญ สะท้อนภาพเดียวกับข้อมูลที่ กสศ. และ สปสช. พบจากการทำงานร่วมกัน ดร.ไกรยส ภัทราวาท ผู้จัดการ กสศ. อธิบายว่า “ความไม่พร้อมทางสุขภาพเป็นหนึ่งในอุปสรรคสำคัญที่บั่นทอนโอกาสทางการเรียนรู้” ขณะที่ นายแพทย์จเด็จ ธรรมธัชอารี เลขาธิการ สปสช. กล่าวว่า “เด็กคนหนึ่งจะเติบโตและพัฒนาศักยภาพได้อย่างเต็มที่ จำเป็นต้องมีทั้งสุขภาพที่ดีและโอกาสทางการเรียนรู้ควบคู่กัน”
นี่จึงเป็นเหตุผลของความร่วมมือระหว่าง กสศ. และ สปสช. ที่ไม่ได้หยุดอยู่เพียงการลงนามบันทึกข้อตกลง แต่เป็นการเชื่อมโยงฐานข้อมูล การทำงานของหน่วยบริการสุขภาพ โรงเรียน องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น อาสาสมัครสาธารณสุข และภาคีในพื้นที่ เพื่อค้นหาเด็กกลุ่มเปราะบาง นำพวกเขาเข้าสู่บริการสุขภาพ และดูแลต่อเนื่องอย่างเป็นระบบ

ครูวรรษมองว่า ความร่วมมือระหว่าง กสศ. และ สปสช. ครั้งนี้ ไม่ได้เป็นเพียงการเพิ่มบริการตรวจสุขภาพ แต่คือการสร้าง “หลักประกันโอกาสทางการศึกษา” ให้กับเด็กและเยาวชนทุกกลุ่ม โดยเฉพาะเด็กที่ไม่มีรายชื่ออยู่ในระบบการศึกษา
นั่นหมายความว่า เมื่อพบเด็กคนหนึ่ง การช่วยเหลือจะไม่จบลงเพียงการชวนกลับเข้าสู่การเรียน แต่ข้อมูลของเด็กจะถูกส่งต่อให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมกันดูแล ทั้งเรื่องสุขภาพ การช่วยเหลือเร่งด่วน และการติดตามต่อเนื่อง
ข้อมูลของเด็กแต่ละคนจะกลายเป็นจุดเริ่มต้นของการทำงานร่วมกัน ตั้งแต่ผู้นำชุมชน อาสาสมัครสาธารณสุขประจำชุมชน (อสส.) หน่วยบริการสุขภาพ โรงเรียน ไปจนถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อร่วมกันวางแผนตรวจคัดกรองสุขภาพ สื่อสารข้อมูลสิทธิประโยชน์ และส่งต่อความช่วยเหลือให้ไปถึงเด็กในพื้นที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
“สิ่งที่เกิดขึ้นวันนี้จึงมีความหมายทั้งในเชิงนโยบาย และงานภาคปฏิบัติที่ลงลึกถึงทุกพื้นที่ชุมชน ซึ่งจากนี้เชื่อว่าจะสามารถสร้างเครือข่ายการดูแลสุขภาพ เพื่อทำงานร่วมกันและส่งต่อข้อมูลกันได้สะดวกขึ้น เพราะสำหรับการดูแลเด็กชุมชนเมือง สิ่งที่ต้องคำนึงถึงคือ เราไม่อาจปักหลักรอ แล้วคาดหวังให้เด็กสละเวลาเดินทางไปตรวจสุขภาพได้”
ครูวรรษบอกว่า ธรรมชาติของชุมชนเมืองมีการโยกย้ายถิ่นฐานอยู่ตลอด ข้อมูลของเด็กจึงเปลี่ยนแปลงรวดเร็ว การทำงานเชิงรุกในระดับพื้นที่จึงช่วยให้ได้ข้อมูลที่เป็นปัจจุบันที่สุด และทำให้การช่วยเหลือเกิดขึ้นได้ทันเวลา
“การทำงานเชิงรุกที่ สปสช. กสศ. และภาคีเครือข่ายมาร่วมมือกันวันนี้ จึงถือว่าเป็นฐานของการสร้างหลักประกันทั้งด้านการศึกษาและสุขภาพให้ทั้งเด็กที่อยู่ในโรงเรียน และกลุ่มที่พบว่าไม่มีรายชื่อในระบบต่อไป”

และก่อนแยกย้ายกลับบ้าน เด็ก ๆ ต่างมีข้อความฝากถึงทีมงาน
กันยิ้มแล้วบอกว่า
“ดีใจที่เห็นพี่ ๆ มาตั้งบูธตรวจสุขภาพ อยากให้มาที่ชุมชนบ่อย ๆ วันนี้ผมรู้สึกว่าการเจอหมอเป็นเรื่องง่ายขึ้น และจะกลับไปบอกแม่ด้วยว่า ต่อไปนี้ถ้าไม่สบายเราก็ไปโรงพยาบาลกันได้แล้วครับ”
ส่วนบุ๊งบอกว่า
“การมีหน่วยตรวจสุขภาพมาที่ชุมชน ทำให้รู้สึกอุ่นใจขึ้นว่าถ้าไม่สบายก็ยังมีคนดูแล อยากให้มีกิจกรรมแบบนี้บ่อย ๆ เพราะช่วยประหยัดทั้งเวลาและค่าเดินทาง”
คำขอของเด็กทั้งสองคนอาจฟังดูเรียบง่าย เพียงอยากให้หน่วยตรวจสุขภาพกลับมาหาพวกเขาอีกครั้ง แต่สำหรับเด็กในอีกหลายชุมชน นั่นอาจหมายถึงโอกาสที่จะได้รู้จักสิทธิของตนเอง ได้รับการดูแลก่อนปัญหาจะลุกลาม และเดินหน้าต่อบนเส้นทางการเรียนรู้ เพราะเมื่อสุขภาพไม่เป็นอุปสรรค เด็กทุกคนก็มีโอกาสเรียนรู้ เติบโต และพัฒนาตนเองได้อย่างเต็มศักยภาพ