‘ระฆังเหง่งหง่างกังวาน ฆ้องใหญ่ครางหึ่งหึ่ง’
…หลังทำวัตรเช้า เณรตั้งแถว ตาหลุบต่ำมองพื้น มืออุ้มบาตร ออกก้าวเดินตามจังหวะหายใจเข้าออก ฝ่าไอระอุข้าวนึ่งใหม่ที่ห่มคลุมบ้านคำแม่นาง ตำบลหนองซน ห่างจากตัวเมืองนครพนมราวเก้าสิบกิโลเมตร กลิ่นของวันใหม่ สะกดเณรให้หวนคิดถึงคนที่บ้าน ขณะทุกย่างก้าวกลายเป็นชั่วขณะหนึ่งที่ชีวิต… เพิ่งได้หยุดคิดทบทวนอดีตผ่านมา

เสียงฆ้องระฆัง บทสวดมนต์ทำวัตรเช้าเย็น ภาพเณรเรียงแถวออกรับบิณฑบาตยามเช้า คือส่วนหนึ่งของวัตรปฏิบัติตลอดสิบเอ็ดวัน ในค่ายบรรพชาสามเณรขับเคลื่อนด้วยพลังบวร (บ้าน, วัด,โรงเรียน) ซึ่ง กสศ. ร่วมเป็นเจ้าภาพจัดขึ้นระหว่างวันที่ 13-23 ตุลาคม 2569 ณ วัดศรีบุญเรือง อำเภอนาทม จังหวัดนครพนม
กิจกรรมนี้มีสามเณรบวชเรียนพร้อมกัน 23 รูป เป็นเณรน้อยวัยประถมจากบ้านคำแม่นาง 15 รูป กับ ‘เณรพี่’ ที่เป็นเยาวชนจากศูนย์ฝึกและอบรมเด็กและเยาวชนอุบลราชธานี และสถานพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชนจังหวัดนครพนม รวม 8 รูป ซึ่งสมัครใจร่วมบรรพชาในวาระใกล้ถึงกำหนดปล่อยตัว ด้วยตั้งใจให้เวลาสิบเอ็ดวันในร่มพระพุทธศาสนา เป็น ‘จุดทบทวน’ ก่อนเตรียมกลับออกไปใช้ชีวิต

“วัตรประจำวันที่สงบ เรียบง่าย ได้อยู่กับตัวเอง จะเป็นเหมือนการติดตั้งเบรกในใจไว้ชะลอชีวิต และช่วยให้คนคนหนึ่งพร้อมตั้งมั่นว่าแต่ละก้าวเดินต่อจากนี้ จะครองตนด้วยสติ และไม่ยอมให้เส้นทางข้างหน้าพาวนซ้ำกลับมาจุดเดิมอีก”
พระธรรมวิทย์ ฐานธมฺโม พระอุปัชฌาย์ และเป็นพระผู้นำในวัตรปฏิบัติ อธิบายถึงความตั้งใจของการบรรพชาสามเณรว่า สำหรับเยาวชนในกระบวนการยุติธรรมทางอาญา ช่วงใช้ชีวิตเพศสมณะในศีล 10 และเสขิยวัตร 75 ข้อ คือการเข้าสู่ ‘ภาวะตัดสิ่งเร้ารอบตัวซึ่งบดบังไว้จากการเพ่งมองเข้าไปในจิตใจ’ แล้วให้กิจวัตรทางสงฆ์กับความสงบวิเวกของสิ่งแวดล้อม ช่วยประกอบสร้างสติสมาธิ จนได้ค้นลึกลงไปในใจตัวเอง เพื่อจะได้ยินเสียงบางเสียง เห็นภาพบางภาพ สัมผัสถึงความรู้สึกนึกคิดบางประการ ที่ไม่เคยถูกจัดระเบียบทำความเข้าใจ หรือในเชิงสัญลักษณ์จะถือเป็นจุดเปลี่ยนผ่านของการละทิ้งตัวตนเดิม เพื่อใคร่ครวญกับชีวิตบทต่อไปที่กำลังจะมาถึง

“การจัดค่ายบรรพชาให้กับเยาวชนในกระบวนการยุติธรรมที่ผ่านมา เราพบว่าการสร้างจุดแวะพัก ที่เว้นช่องตรงระหว่างศูนย์ฝึกหรือสถานพินิจฯ กับกำหนดวันปล่อยตัว คือโอกาสที่เด็ก ๆ จะได้มาทบทวนอดีต ทำความเข้าใจปัจจุบัน และเก็บเกี่ยวเอาความคิดมุมมองใหม่ ๆ ไว้ใช้ ในวันที่ออกไปพบเจอกับอนาคต โดยช่วงที่ครองสมณเพศ จะเป็นการสร้างพื้นที่เตรียมตัวเตรียมใจ และยังเป็นอีกหนึ่งกระบวนการลดความเสี่ยงกระทำผิดซ้ำเมื่อกลับคืนสู่สังคม”
พระอาจารย์ธรรมวิทย์ชวนสำรวจกิจวัตรทางสงฆ์ ตั้งแต่การทำวัตร สวดมนต์ บิณฑบาต ฉันภัตตาหาร ฝึกสติสมาธิ สนทนาธรรมถอดบทเรียนชีวิต เดินธรรมยาตรา หรือการเดินเท้าเป็นระยะทางไกลเพื่อฝึกสมาธิและเจริญสติ ไปจนถึงรายละเอียดเล็กน้อยอย่างการเรียนรู้วิธีห่มและพับสบงจีวร ว่าล้วนแล้วแต่มีผลต่อความเปลี่ยนแปลงที่งอกเงยขึ้นภายใน เพราะเณรจะได้อยู่กับตัวเองลำพัง มีเวลาฝึกคิด ตรึกตรองถึงสิ่งที่เคยทำและเรียนรู้วิธีรับมือ…

“ด้วยวัยที่ยังน้อยและผลจากสิ่งแวดล้อมในการเติบโต หลายคนจึงไม่เคยเรียนรู้ที่จะคุยกับตัวเองมาก่อนเลยทั้งชีวิต เขาถึงไม่เคยได้ฟังเสียงที่อยู่ในใจ ไม่เคยไตร่ตรองถึงเหตุและผลของการกระทำ วัดจึงเป็นพื้นที่หนึ่ง ที่อาจช่วยพาใครสักคนให้ย้อนกลับไปพิจารณาสิ่งที่ผ่านมา เพื่อค้นพบความตั้งใจที่หลงลืม แล้วตั้งหลักใหม่ได้อีกครั้ง”
พระผู้อุปัชฌาย์สามเณรมาแล้วหลายต่อหลายรุ่น คลี่แก่นแกนของการจัดค่ายบรรพชาให้เห็นว่า การนำพาสู่สภาพแวดล้อมที่สดใหม่แปลกตา กับตารางประจำวันที่แฝงไว้ด้วยความหมาย จะเป็นกระบวนการสำคัญ ในการสร้างความเปลี่ยนแปลงให้กับเยาวชนที่เตรียมกลับไปใช้ชีวิตในสังคม
“ในบริบทนี้ พระพุทธศาสนาจึงเปรียบได้กับ ‘แผนที่’ หรือ ‘เครื่องมือ’ พาพบมุมมองใหม่
“…เพราะวัด พระ หรือศาสนานั้นไม่ได้มีพลังอำนาจจะเปลี่ยนผู้คนได้ในเวลาสั้น ๆ แต่การจัดสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการครุ่นคิดพิจารณา ผนวกกับวัตรประจำวันที่สงบเรียบง่าย ได้อยู่กับตัวเอง จะเป็นเหมือนการหยุดพักชะลอชีวิต เพื่อช่วยให้คนคนหนึ่งพร้อมตั้งมั่นว่าแต่ละก้าวเดินจากนี้จะครองตนด้วยสติ และไม่ยอมให้เส้นทางข้างหน้าพาวนซ้ำกลับมาจุดเดิมอีก”


“ตอนบิณฑบาต เราจะเรียงแถวกันไปช้า ๆ กำหนดลมหายใจทุกก้าว แดดจะค่อย ๆ แรงจนพื้นถนนร้อนขึ้น แต่กลายเป็นยิ่งเดิน เรายิ่งสงบ รู้สึกโล่ง เหมือนเวลาหยุด …ตอนนั้นแหละครับที่เสียงในใจเราจะดังขึ้น”
‘เณรอึ่ง’ ตัวแทนเยาวชนศูนย์ฝึกและอบรมเด็กและเยาวชนอุบลราชธานี เล่าเรื่องราวตั้งแต่ก้าวแรกของการเดินทาง ว่านับแต่พ้นประตูศูนย์ฝึกมาถึงวัด ภาพผู้คนและทุกทิวทัศน์ที่เห็นผ่านหน้าต่างรถ ก็เหมือนเป็นสิ่งใหม่ทั้งหมด ซึ่งช่วยขับเน้นความรู้สึกว่าอีกไม่นานจะได้กลับไปใช้ชีวิตข้างนอกให้ยิ่งมีความหมาย และทำให้การบวชเณรครั้งนี้ เขามีเป้าหมายจะหาให้พบว่าชีวิตหลังจากนี้จะเดินต่อไปทางไหน


เณรอึ่งไล่เรียงกิจวัตรทางสงฆ์ตั้งแต่เช้าถึงค่ำ ก่อนยกให้การเจริญจิตภาวนาและออกบิณฑบาต เป็นช่วงเวลาที่มีคุณค่าที่สุด ด้วยเป็นครั้งแรกที่เขาได้ ‘ฟังเสียงในใจตัวเอง’ ก่อนเก็บเกร็ดเล็ก ๆ จากการบิณฑบาตมาเล่าว่า แต่ละก้าวเดินในวันแรก จะมีแต่ความเหนื่อย หนัก ร้อน และเจ็บฝ่าเท้าเพราะต้องเดินด้วยเท้าเปล่า แต่พอวันที่สองที่สาม สิ่งที่รับรู้เริ่มเปลี่ยนไป เขาเริ่มมองเห็นต้นไม้ สัมผัสถึงอากาศ แสงแดด และกลิ่นข้าวนึ่งใหม่กระจายฟุ้ง
จนวันต่อ ๆ มา การเดินแต่ละก้าวก็ยิ่งพาจิตสู่ภาวะสมาธิ ประสาทสัมผัสเริ่มตัดการรับรู้ภายนอก จนรู้สึกถึงความสงบเงียบพอให้ได้ยินเสียงจากข้างในตัวเอง


“มันเริ่มจากเราได้ฝึกสมาธิ ที่ครั้งแรกแค่อยู่เฉย ๆ นาทีเดียวก็รู้สึกทนไม่ได้แล้ว แต่พอทำทุกวัน เริ่มชิน เรานั่งได้นานขึ้น นิ่งขึ้น การบิณฑบาตก็เหมือนกัน ที่วันแรกเรายิ่งเดินยิ่งเหนื่อยยิ่งเจ็บเท้า แต่พอเดินเส้นทางเดิมทุกเช้า ความรู้สึกจะค่อย ๆ เปลี่ยน แล้วพอทำซ้ำหลายวันติดกัน ทุกก้าวเดินจะยิ่งรู้สึกโล่ง เหมือนเวลาหยุด …ตอนนั้นแหละครับที่เสียงในใจเราจะดังขึ้น ทีนี้ไอ้ที่เหนื่อยที่ร้อนที่เจ็บเท้ามันก็ไม่ค่อยรู้สึกแล้ว
“ผมว่าเพราะรอบตัวสงบ ใจเราเลยสงบ แล้วถึงตอนนั้นผมจะได้ยินเสียงของแม่กับยายที่เคยดุเคยเตือน เคยเสียใจกับเรา หรือบางครั้งก็เป็นเรื่องธรรมดา ๆ ที่เขาเคยพูดคุยกับเรา เพียงแต่วันนี้ผมเพิ่งได้ตั้งใจฟังความหมาย ก็นึกเสียดายครับ ว่าทำไมเราไม่เคยหยุดฟัง”

เณรอึ่งเผยความคืบหน้าของการค้นหาเส้นทางเพื่อไปต่อ ว่าเขามีต้นทุนที่ได้จากช่วงเวลาในศูนย์ฝึกฯ คือวุฒิ ป.6 จากศูนย์การเรียนปัญญากัลป์ ทั้งกำลังเรียนเพื่อวุฒิ ม.3 ซึ่งอีกไม่ไม่กี่เดือนจะจบการศึกษา เขาเชื่อว่าวุฒิที่มีจะเป็นเหมือนกับใบผ่านทางให้มีโอกาสได้งานทำ ให้ผู้คนยอมรับ และให้ตัวเขาได้ไปพบสิ่งแวดล้อมใหม่ ๆ
“หลังจากนี้ ผมคิดว่าเป้าหมายแรกคือต้องจบ ม.3 ให้ได้ก่อน แล้วจะหางานทำ ผมอยากดูแลแม่กับยายให้ได้ อยากเห็นเขายิ้มเยอะ ๆ เหมือนเมื่อวันที่ผมได้วุฒิใบแรกจากการเรียนที่ศูนย์ฝึก”

ถึงวันนี้เหลืออีกเพียงคืนเดียวจะถึงกำหนดลาสิกขา เณรอึ่งบอกว่าจะยังคงภาวนาเช่นทุกคืนที่ผ่านมา ให้เช้าวันถัดไปมียายกับแม่มารอตักบาตร เพราะอยากให้ทั้งสองท่านเห็นตัวเขาในด้านที่สงบดีงาม ทั้งจะได้เห็นด้วยว่า …ที่ผ่านมาตัวเขาเปลี่ยนไปแค่ไหน

“ตื่นมาเช้าวันหนึ่ง ผมนั่งคิดเรื่องที่คุยกับพระอาจารย์ ว่าชีวิตเราเหมือนรถไม่มีเบรก มันพุ่งไปข้างหน้าตลอดเวลา ฝ่าทุกแยก ทุกโค้ง จนพาตัวมาติดอยู่ตรงนี้ ก็เพิ่งมารู้ ว่าที่เป็นอย่างนั้นเพราะเราไม่เคยหยุดเลย”
‘เณรอิ๊กคิว’ เยาวชนจากสถานพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชนจังหวัดนครพนม สะท้อนบทเรียนจากกิจกรรม ‘สนทนาธรรม ถอดบทเรียนชีวิต’ ซึ่งเป็นกิจวัตรประจำวันของสามเณร ว่ากลายเป็นจุดเปลี่ยนให้เขาตั้งใจจะ ‘ติดเบรกชีวิต’ เพื่อหลังจากนี้จะ ‘มีสติเป็นเครื่องมือชะลอความคิด’ และได้ทบทวนทุกการกระทำ ก่อนจะเดินไปแต่ละก้าว

เณรเล่าว่า ตั้งแต่ออกจากโรงเรียนกลางเทอมตอนอยู่ ม.2 เขาผ่านมาแล้วทั้งศูนย์ฝึกฯ และสถานพินิจฯ เวียนเข้าออกเรื่อยมากระทั่งวันนี้ในวัยสิบเจ็ด ผ่านการทำผิด หลบหนี ถูกจับ ปล่อยตัว วนซ้ำจนไม่รู้ว่าตัวเองกำลังมุ่งไปไหน จนไม่กี่วันผ่านมา ระหว่างสนทนา พระอาจารย์ได้ชวนเณรหลับตา เจริญสติ มองย้อนกลับไปดูการกระทำในอดีต แล้วเขาก็เพิ่งเห็นว่า ชีวิตตัวเองเหมือนรถที่พุ่งไปไม่เคยหยุด แถมไม่มีเบรกไว้แตะชะลอผ่านโค้งอันตราย
“แล้วผมถึงได้คิด ว่าไม่ใช่เพราะไม่รู้ว่าสิ่งที่ทำนั้นผิด แต่เป็นเพราะที่ผ่านมาเราไม่เคยคิดก่อนทำสักครั้ง เช้าวันนั้น ผมจึงบอกตัวเองว่าไม่อยากกลับไปเป็นแบบนั้นอีกแล้ว”

ช่วงเวลา ‘ตื่นรู้’ ที่เกิดขึ้น เณรเชื่อว่าคือผลจากกิจวัตรที่ปฏิบัติซ้ำ ทั้งฝึกสมาธิ ฝึกคิด ฝึกมอง ฝึกอดทนอดกลั้น และสำคัญคือพิจารณาทุกเรื่องราวด้วยสติ ซึ่งหลังจากนี้เขาจะพยายามนำไปใช้กับทุกสถานการณ์ในชีวิต
“เพราะวันนี้ผมเริ่มมองเห็นทางข้างหน้าราง ๆ แล้ว ว่าจะทำอะไรต่อไป ตอนนี้ก็ได้แต่หวังว่าทุกสิ่งที่เรียนรู้มา ไม่ว่าจะวุฒิ ม.3 จากการเรียนในสถานพินิจฯ หรือการฝึกใช้สติในชีวิตประจำวัน จะเป็นต้นทุนให้ผมมีชีวิตใหม่ และไม่ต้องย้อนกลับมาอยู่ที่จุดเดิมอีกแล้ว”
