ประเทศไทยมีโรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดน (ตชด.) 222 แห่ง ส่วนใหญ่ตั้งอยู่ในจังหวัดที่ติดชายแดนประเทศเพื่อนบ้าน ในหมู่บ้านบนดอยหรือกลางป่าที่โรงเรียนของกระทรวงศึกษาเข้าไม่ถึง ครูที่สอนในโรงเรียนเหล่านี้เป็นตำรวจตระเวนชายแดน ทำหน้าที่ทั้งตำรวจและครูไปพร้อมกัน
ครู ตชด. เกินครึ่งจบการศึกษาระดับมัธยมปลายหรือ ปวช. เพราะเส้นทางเข้าสู่อาชีพนี้คือการสอบเป็นตำรวจชั้นประทวนก่อน แล้วอบรมเป็นครูอีก 7 เดือน ที่ผ่านมามีทุนให้ครูไปเรียนต่อหลายรูปแบบ แต่ครูส่วนใหญ่เรียนไม่จบ เพราะการเดินทางจากโรงเรียนไปมหาวิทยาลัยต้องใช้เวลาเกือบทั้งวัน
ตั้งแต่ปี 2563 กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) ร่วมกับกองบัญชาการตำรวจตระเวนชายแดนและมหาวิทยาลัย 4 แห่ง พัฒนาหลักสูตรปริญญาตรีสำหรับครู ตชด. โดยเฉพาะ ครูเรียนทางไกลจากโรงเรียนของตัวเอง ใช้เวลา 3 ปี และนำประสบการณ์จริงในโรงเรียนมาเทียบโอนได้ ควบคู่กับการพัฒนาโรงเรียน ตชด. ทั้งระบบ ปัจจุบันครูรุ่นแรกเรียนจบแล้ว
บทสัมภาษณ์นี้เป็นการพูดคุยกับ ดร.อุดม วงษ์สิงห์ ผู้อำนวยการสำนักพัฒนาคุณภาพครูและสถานศึกษา กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) ถึงที่มาของโครงการพัฒนาครูและโรงเรียนตํารวจตระเวนชายแดน หลักสูตรที่ต่างไปจากการให้ทุนเรียนต่อแบบเดิม การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นกับครูและเด็ก โจทย์ที่ยังรอการแก้ไข และภาพที่อยากเห็นในอีก 5-10 ปีข้างหน้า

ทำไมโรงเรียน ตชด. จึงเป็นหนึ่งในกลุ่มเป้าหมายสำคัญของ กสศ.
ช่วงแรก กสศ. ได้เริ่มทำงานสร้างโอกาสทางการศึกษาให้เด็กยากจนที่สุด 15% ล่างของประเทศไม่ให้หลุดออกจากระบบการศึกษา โดยคัดกรองเศรษฐฐานะครัวเรือนเพื่อให้ทุนเสมอภาค พอมาดูข้อมูลของโรงเรียน ตชด. เราพบว่าเด็กที่ผ่านการคัดกรองมีถึง 80-85% ของนักเรียนทั้งหมด สัดส่วนสูงมากเมื่อเทียบกับโรงเรียนกลุ่มอื่น
อีกด้านหนึ่งคือคุณภาพการเรียนรู้ ผลสอบระดับชาติของเด็กโรงเรียน ตชด. ทั้ง O-NET และ RT อยู่ลำดับท้าย ๆ เมื่อเทียบกับสังกัดอื่นมาตลอด ส่วนหนึ่งเป็นเพราะโรงเรียนอยู่ในพื้นที่ห่างไกล เกือบทั้งหมดเปิดสอนถึงแค่ประถม และเด็กจำนวนมากเป็นกลุ่มชาติพันธุ์
การให้ทุนเด็กอย่างเดียวจึงไม่พอ เราทำให้เด็กเข้าเรียนและอยู่ในระบบได้แล้ว แต่เด็กต้องได้รับโอกาสเรียนรู้ที่มีคุณภาพด้วย กองบัญชาการตำรวจตระเวนชายแดนก็เห็นตรงกัน และมีการ MOU กับ กสศ. โดยเขียนไว้ว่าการพัฒนาครูและโรงเรียนเป็นเรื่องสำคัญข้อหนึ่ง
ทำไมต้องเริ่มจากพัฒนาศักยภาพครู ตชด.
เราทำวิจัยร่วมกับกองบัญชาการตำรวจตระเวนชายแดน ข้อมูลที่ได้ชี้ไปในทางเดียวกันว่า ครูที่สอนในโรงเรียน ตชด. ส่วนใหญ่ไม่ได้จบสายการศึกษา เพราะโรงเรียน ตชด. ได้รับการยกเว้นเพราะหาครุไปสอนได้ยาก ครูจึงสอนได้โดยไม่ต้องมีใบประกอบวิชาชีพครู
เส้นทางของครู ตชด. คือ จบ ม.6 แล้วสอบเข้าเป็นตำรวจชั้นประทวน ฝึกหลักสูตรตำรวจจนจบ ใครอยากเป็นครู ตชด. ก็ไปอบรมต่ออีก 7 เดือนที่เพชรบุรี ซึ่งค่ายพระรามหกกับมหาวิทยาลัยราชภัฏเพชรบุรีจัดร่วมกัน จากนั้นก็ไปเป็นครูได้เลย
ครู ตชด. เกินครึ่งจึงมีวุฒิ ม.6 ปวช. หรือบางคน ปวส. ประมาณครึ่งหนึ่งมาจากครอบครัว ตชด. ที่เรียกว่าครูทายาท ตชด. มีราว 15-20% ที่จบปริญญาตรี แต่เป็นสาขาอื่นกระจัดกระจายกันไป ถ้าคุณภาพของครูส่งผลถึงคุณภาพของเด็ก เรื่องนี้ก็เป็นโจทย์สำคัญที่เราต้องทำ
แล้วก่อนมีโครงการนี้ การพัฒนาศักยภาพของครู ตชด. ติดขัดตรงไหน
ครู ตชด. มีโอกาสได้รับทุนพัฒนาตนเองจากหลายแหล่งมาโดยตลอด สถาบันที่เข้าร่วมก็พยายามอำนวยความสะดวกด้วยการเปิดเรียนวันเสาร์-อาทิตย์ แต่เมื่อไปคุยกับครู เราพบว่าเงื่อนไขการเดินทางเป็นอุปสรรคใหญ่ โรงเรียนหลายแห่งอยู่ห่างจากตัวอำเภอครึ่งวัน จากอำเภอเข้าเมืองอีกครึ่งวัน ครูต้องออกเดินทางตั้งแต่เย็นวันศุกร์ และกลับถึงโรงเรียนอีกทีก็ค่ำ ถ้าต้องทำแบบนี้ต่อเนื่องหลายปี การเรียนให้จบจึงยากมาก
จากข้อค้นพบนี้ ในปี 2564 ซึ่งเป็นช่วงโควิดพอดี เราจึงตั้งคำถามสองข้อ ข้อแรก ออกแบบหลักสูตรใหม่ให้ครูไม่ต้องออกจากโรงเรียน และใช้โรงเรียนเป็นฐานในการเรียนได้หรือไม่ ข้อสอง ครูที่จบ ม.6 แต่สอนมาแล้วหลายปี นำชั่วโมงสอนมาเทียบโอนแทนเวลาเรียนบางส่วนได้หรือไม่
ต้องบอกด้วยว่าโรงเรียน ตชด. มีจุดแข็งของตัวเองมาก โรงเรียนอยู่ในพระอุปถัมภ์ของสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี และมีกลไกพัฒนาครูของตัวเองอยู่แล้ว จากที่เราไปเก็บข้อมูล โรงเรียน ตชด. สอนทักษะชีวิตได้ดีมาก ทั้งแปลงเกษตรและโครงการอาหารกลางวันที่เชื่อมกับแผนพัฒนาเด็กและเยาวชนในถิ่นทุรกันดาร (กพด.) แต่การวัดผลทางวิชาการระดับชาติไม่ได้วัดเรื่องนี้
หลักสูตรที่โครงการ กสศ. พัฒนาขึ้นต่างจากการให้ทุนครูไปเรียนต่อทั่วไปอย่างไร
ต่างกัน 3 เรื่องครับ
เรื่องแรก เป็นหลักสูตรใหม่ที่ทำขึ้นสำหรับครู ตชด. โดยเฉพาะ ครูเรียนออนไลน์โดยใช้โรงเรียนเป็นฐาน ไม่ต้องเดินทางไปมหาวิทยาลัยตลอด จะมีเดินทางไปทำกิจกรรมกลุ่มร่วมกันแค่ปีละ 2 ครั้ง ครั้งละประมาณหนึ่งสัปดาห์
เรื่องที่สอง เป็นหลักสูตรปริญญาตรีที่เรียน 3 ปี ไม่ใช่ 4 ปี เพราะนำชั่วโมงและจำนวนปีที่ครูสอนมาเทียบโอนหน่วยกิตได้
เรื่องที่สาม ทุกคนเรียนเอกประถมศึกษา เพราะครูเอกประถมสอนได้ทุกชั้นทุกวิชา เหมาะกับโรงเรียนเล็กที่ครูคนหนึ่งต้องสอนหลายระดับชั้น
มหาวิทยาลัยที่ร่วมออกแบบหลักสูตรมีภาคละแห่ง ภาคเหนือคือมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือคือมหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี ภาคใต้คือมหาวิทยาลัยทักษิณ ส่วนภาคกลาง ซึ่งครอบคลุมทั้งตะวันออกและตะวันตกด้วย คือมหาวิทยาลัยราชภัฏรำไพพรรณี
ตอนแรกเราคิดจะเข้าไปปรับหลักสูตร 7 เดือนที่เพชรบุรี เพราะครู ตชด. ทุกภาคต้องผ่านจุดนั้น แต่หลักสูตรตรงนั้นค่อนข้างแข็งตัว เราเลยเลือกพัฒนาหลักสูตรใหม่ร่วมกับมหาวิทยาลัยแทน

นอกจากพัฒนาครูรายคน กสศ. ยังพัฒนาโรงเรียน ตชด. ทั้งระบบด้วย ส่วนนี้ทำอย่างไร
ถ้าไล่ไทม์ไลน์ ปี 2564 เราทำวิจัย ปี 2565 เข้าไปทำความรู้จักโรงเรียน ตชด. แล้วปี 2566 จึงเริ่มให้ทุนครู ก่อนหน้านั้น กสศ. ทำโครงการพัฒนาคุณภาพโรงเรียนทั้งระบบ (Whole School Approach) ในโรงเรียนสังกัด สพฐ. และ อปท. มาหลายปีแล้ว มีมาตรการสำคัญที่พิสูจน์มาแล้ว 4-5 ปีว่าตรงกับภารกิจของโรงเรียน ได้แก่ การตั้งเป้าหมายของโรงเรียนให้ชัด กระบวนการเรียนรู้ร่วมกันของครู (PLC) ระบบข้อมูลนักเรียน นวัตกรรมในชั้นเรียนที่เหมาะกับเด็ก เครือข่ายระหว่างโรงเรียน และระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียน ถ้าโรงเรียนทำเรื่องเหล่านี้ได้ดี คุณภาพของโรงเรียนก็จะดีขึ้น และครูทุกคนได้มีส่วนร่วม
ปี 2565 เราลองนำแนวคิดนี้มาใช้กับโรงเรียน ตชด. นำร่อง 40 กว่าแห่ง ปรากฏว่าใช้ได้ ตอนนี้ขยายเป็น 118 โรงเรียนใน 33 จังหวัด โรงเรียนต้นแบบทำหน้าที่เป็นพี่เลี้ยงให้โรงเรียนที่ตามมา และเป้าหมายคือกระจายไปให้ครบทั้ง 222 โรงเรียน
ครูที่ได้ทุนเรียนก็คัดมาจาก 200 กว่าโรงเรียนนี้ จึงซ้อนอยู่กับโรงเรียนที่เรากำลังพัฒนาทั้งระบบพอดี พอถึงปี 2568 ซึ่งครูรุ่นแรกเรียนจบ เราจึงเห็นการเปลี่ยนแปลงพร้อมกันทั้งตัวครู ตัวเด็ก และตัวโรงเรียน
ประสบการณ์ของครูและปัญหาในโรงเรียนถูกนำมาใช้ในการเรียนอย่างไร
ข้อนี้ชัดมาก นอกจากเทียบโอนประสบการณ์ได้แล้ว หลักสูตรยังให้ครูนำบริบทของห้องเรียนและโรงเรียนตัวเองมาเป็นส่วนหนึ่งของการเรียน เพราะครู ตชด. เป็นผู้ใหญ่ที่ทำงานมาแล้ว บางคนมีครอบครัว ลูกก็เรียนอยู่ในโรงเรียน ตชด. นั่นแหละ
ครูบางคนมาจากโรงเรียนนำร่อง เข้าใจแล้วว่าการพัฒนาโรงเรียนทั้งระบบคืออะไร ก็นำเรื่องนี้ไปทำเป็นงานศึกษาค้นคว้าอิสระ (IS) ของตัวเอง ครูคนอื่นก็นำปัญหาของโรงเรียนและเด็กที่เขาสอนอยู่มาเป็นโจทย์เรียนกับอาจารย์มหาวิทยาลัย แต่ละคนจึงได้การบ้านไม่เหมือนกัน เพราะมาจากปัญหาจริงของโรงเรียนตัวเอง

มีครูคนไหนที่ ผอ.อุดม เห็นแล้วรู้สึกว่าโครงการนี้สร้างการเปลี่ยนแปลงได้จริง
มีครูท่านหนึ่งที่ผมเจอตอนไปขอนแก่น ท่านเป็นครูใหญ่โรงเรียน ตชด. ในภาคอีสาน อายุ 50 กว่าแล้ว และได้ทุนรุ่นหนึ่งเรียนกับมหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี ท่านเล่าว่าเคยได้ทุนเรียนในฐานะครู ตชด. มาแล้ว 2 ครั้ง ครั้งแรกเรียนที่รามคำแหง ครั้งที่สองเรียนวันเสาร์-อาทิตย์ที่ราชภัฏในภาคอีสาน แต่การเดินทางออกมาเรียนยากมาก ทั้งสองครั้งจึงเรียนไม่จบ
พอมีทุนนี้ ตอนแรกท่านก็กังวล เพราะอายุมากแล้ว เป็นครูใหญ่แล้ว แต่ไม่มีวุฒิทางการศึกษา ท่านเป็นนายตำรวจชั้นสัญญาบัตรแล้ว ปริญญาตรีจึงไม่มีผลต่อยศหรือตำแหน่งของท่านอีก แต่ท่านคิดว่าชีวิตคนต้องเรียนรู้ตลอดชีวิต เมื่อมีโอกาสก็ควรสมัคร สิ่งที่ท่านอยากรู้คือหลักสูตรครูสอนเทคนิคการสอนแบบไหน
วันที่ผมคุยกับท่าน ท่านใกล้จะจบแล้ว ท่านบอกว่าไม่เคยคิดว่าตัวเองจะได้ปริญญาตรี ผมถามว่าครั้งนี้ต่างจากสองครั้งแรกตรงไหน ท่านตอบว่าเรียนโดยไม่ต้องเดินทางออกมาที่สถาบัน คำตอบนี้คือตัวชี้ขาด ผมเชื่อว่าถ้ามีหลักสูตรแบบนี้ ครู ตชด. ยังไงก็เรียนจบ ในข้อมูลทั้งหมดตอนนี้ มีครู ตชด. ที่เรียนไม่จบแค่ 2 คน และทั้งสองกรณีเป็นเหตุสุดวิสัย
ทางภาคใต้ก็มีเคสที่น่าสนใจ ครูรุ่นที่ 1 ที่จบจากมหาวิทยาลัยทักษิณคนหนึ่ง ซึ่งเป็นหัวหน้าห้องของรุ่น ตอนแรกไม่คิดว่าตัวเองจะเรียนได้ แต่ก็เรียนจนจบ ครูอีกหลายคนเพิ่งได้รู้ตอนเข้ามาเรียนว่าเทคนิคการจัดการเรียนรู้นำไปพัฒนาเป็นนวัตกรรมที่เหมาะกับโรงเรียนของตัวเองได้อย่างไร พอลองนำไปใช้ก็ได้ผล เรื่องแบบนี้มีเยอะมากในโรงเรียน ตชด.
จากการพัฒนาครูหนึ่งคน โอกาสส่งต่อไปถึงเด็กอย่างไร
คุณภาพของเด็กขึ้นอยู่กับคุณภาพของครู คิดง่ายๆ ก็ได้ว่าคนที่จบครูกับคนที่ไม่ได้จบครูสอนหนังสือต่างกันแน่นอน ครู ตชด. ได้เรียนวิธีสอนมาบ้างจากการอบรม 7 เดือน และมีการอบรมเพิ่มทุกปี แต่หลักสูตรนี้ทำให้ครูมั่นใจที่จะคิด ค้นคว้า และได้เห็นเครื่องมือหรือนวัตกรรมในชั้นเรียน ถึงจะเรียนออนไลน์เป็นหลัก แต่ช่วงที่มาพบกลุ่มปีละสองครั้ง ครั้งละหนึ่งสัปดาห์หรือมากกว่านั้น ครูก็ได้อะไรกลับไปเยอะ
ผลที่เห็นในเด็กคือ ปี 2568 เด็ก ป.1 ในโรงเรียน ตชด. เป้าหมายมีคะแนนการอ่านออกเสียงและการอ่านรู้เรื่อง (RT) สูงกว่าค่าเฉลี่ยประเทศ ทั้งที่ปีก่อนหน้ายังต่ำกว่า คะแนน O-NET ชั้น ป.6 ยังต่ำกว่าค่าเฉลี่ยประเทศอยู่ แต่ช่องว่างแคบลงชัดเจน และเด็กจบ ป.6 ได้เรียนต่อ ม.1 ถึง 98.99%
ถามว่าผลนี้เป็นเพราะครูที่มาเรียนอย่างเดียวหรือเปล่า ต้องบอกว่าเป็นเพราะงานสองส่วนเดินคู่กัน ทั้งการพัฒนาโรงเรียนทั้งระบบและการพัฒนาครู
เรื่องที่เกินกว่าที่คาดไว้คือ ครูที่เรียนจบไม่ได้เก่งขึ้นคนเดียว ครูรุ่นแรกกว่า 90% กลายเป็นคนขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงให้เพื่อนครูทั้งในโรงเรียนตัวเองและโรงเรียนอื่น และมี 13 คนที่ได้รับแต่งตั้งเป็นครูใหญ่ ผู้ช่วยครูใหญ่ หรือครูวิชาการ
อะไรคือปัจจัยที่ทำให้โรงเรียน ตชด. พัฒนาตัวเองได้ทั้งระบบ
ปัจจัยแรกไม่ต่างจากโรงเรียนสังกัดอื่น คือครูใหญ่หรือผู้บริหารโรงเรียน เพราะอยู่ใกล้ครูและใกล้เด็กที่สุด ส่งผลต่อคุณภาพของโรงเรียนมากที่สุด และเอื้อให้เพื่อนครูทุกคนพัฒนาตามได้
ปัจจัยที่สองคือโครงสร้างการบังคับบัญชาของ ตชด. ซึ่งมีตั้งแต่ระดับกองร้อยขึ้นไปจนถึงระดับภาค ครู ตชด. หมวกหนึ่งเป็นตำรวจ บางเรื่องจึงต้องใช้การสั่งการ ถ้าผู้บังคับบัญชาระดับภาคให้ความสำคัญ งานก็เดินเร็วขึ้น ตัวอย่างเช่นระบบข้อมูลนักเรียน ทั้งผลการเรียนและการขาด ลา มาสาย ที่ ตชด. สั่งให้ทำทุกโรงเรียน ขณะที่ สพฐ. ให้โรงเรียนสมัครใจทำ ทุกโรงเรียน ตชด. จึงมีระบบข้อมูล ถ้าครูใหญ่มีใจกับเรื่องนี้ด้วย งานก็ยิ่งไปได้ดี
ปัจจัยที่สามคือทีมพี่เลี้ยง โดยเฉพาะ ดร.จิตติมา เจือไทย ผู้จัดการโครงการพัฒนาครูและโรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดน กสศ. อาจารย์เคยเป็น ตชด. แล้วออกไปสอนหนังสืออยู่พักหนึ่ง ก่อนกลับมาพัฒนาโรงเรียน ตชด. จึงเข้าใจทั้งบริบทของโรงเรียน โครงสร้างการบริหาร และการจัดการทรัพยากร

ครู ตชด. ที่เรียนจบแล้ว มีบทบาทต่อชุมชนรอบโรงเรียนอย่างไร
ครู ตชด. เกือบทั้งหมดทำงานในจังหวัดที่เป็นบ้านเกิดของตัวเอง ความผูกพันกับพื้นที่และความตั้งใจพัฒนาคนในชุมชนจึงมีอยู่ในตัวเขามากพอสมควรแล้ว ทุนของ กสศ. มีเงื่อนไขว่าเมื่อเรียนจบแล้วต้องเป็นครู ตชด. อย่างน้อย 5 ปีต้องไม่ลาออก ใกล้เคียงกับเงื่อนไขของครูรักษ์ถิ่นที่ต้องอยู่โรงเรียนเดิม 6 ปี ครู ตชด. ย้ายโรงเรียนได้ แต่เราไม่อยากให้ย้ายไปสายงานตำรวจอื่น หรือลาออกไปบรรจุเป็นครูสังกัดอื่น เพราะครูที่จบปริญญาตรีแล้วไปสอบใบประกอบวิชาชีพเกือบทุกคนสอบผ่าน เขามีทางเลือกอีกมาก แต่ในความเป็นจริงครูส่วนใหญ่ก็ไม่ย้ายไปไหน เพราะแต่งงาน มีลูก และมีครอบครัวอยู่ในพื้นที่นั้นแล้ว
ในทางกลับกัน ยังมีช่องว่างหรือโจทย์อะไรที่ต้องพัฒนาต่อ
โจทย์สำคัญคือโรงเรียน ตชด. เปิดสอนถึงแค่ ป.6 แต่การศึกษาภาคบังคับต้องจบ ม.3 มีโรงเรียน ตชด. ไม่เกิน 3 แห่งที่เปิดถึง ม.6 และต้องเปลี่ยนไปบริหารแบบเอกชน ผมคุยกับกองบัญชาการไปแล้วว่าทำอย่างไรเราจึงจะมั่นใจได้ว่าเด็กที่จบ ป.6 ได้เรียนต่อจนจบ ม.3 ช่วง ป.6 ขึ้น ม.1 คือช่วงที่เด็กอาจหายไปเป็นเด็กนอกระบบ บางส่วนเป็นเด็กตามแนวชายแดนที่กลับไปประเทศของตัวเอง
อีกเรื่องคือเส้นทางวิชาชีพของครู ปัจจุบันวุฒิครูและใบประกอบวิชาชีพไม่มีผลต่อวิทยฐานะ ยศ หรือตำแหน่งทางตำรวจของครู ตชด. เลย ครูได้เพียงเงินเดือนกับเบี้ยกันดาร ขณะที่ครู สพฐ. มีใบประกอบวิชาชีพแล้วก็ขึ้นจากครูผู้ช่วยเป็นครู คศ.1 คศ.2 คศ.3 ไปตามลำดับ และได้เงินประจำตำแหน่งตามกรอบที่กำหนดไว้
ครู ตชด. ที่เลือกมาทำงานนี้ มีวุฒิการศึกษา และสอบใบประกอบวิชาชีพครูผ่าน เป็นเรื่องไม่ธรรมดานะ เพราะคนจบครุศาสตร์หรือศึกษาศาสตร์ทั่วไปบางคนสอบสามสี่ครั้งก็ยังไม่ผ่าน
ตอนนี้เริ่มมีทางออก กองบัญชาการตำรวจตระเวนชายแดนมีแนวคิดปรับโครงสร้างให้มีสายงานโรงเรียน ตชด. โดยเฉพาะ พร้อมเพิ่มอัตรากำลังอีกราว 700-800 อัตรา ในอนาคตอาจตั้งงบประมาณเพิ่มค่าตอบแทนให้ครูที่มีวุฒิและใบประกอบวิชาชีพ หรือเปิดให้ครูชั้นประทวนเลื่อนยศได้โดยยังเป็นครู ตชด. อยู่ ส่วนคุรุสภาก็เห็นความสำคัญ และกำลังพิจารณาให้แต้มต่อในการสอบใบประกอบวิชาชีพสำหรับครูที่ปฏิบัติงานอยู่แล้ว
ภาคีเครือข่ายเข้ามามีส่วนร่วมอย่างไรบ้าง และโมเดลนี้จะต่อยอดได้อย่างไร
ภาคีที่ทำงานกับโรงเรียน ตชด. มีเยอะ ส่วนที่ทำผ่าน กสศ. มีทั้ง KPMG และตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ที่สนับสนุนอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ให้ครูใช้เรียนทางไกลจนจบ 3 ปี และใช้จัดการเรียนการสอนต่อได้ เรียกว่าให้อาวุธครูไว้ใช้ในระยะยาว นอกจากนี้ยังมีมูลนิธิรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหาจักรี ที่ทำงานกับ กสศ. ผ่านเครือข่ายครูรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหาจักรี ซึ่งมีครู ตชด. ร่วมอยู่ด้วยจำนวนหนึ่ง
ผมคิดว่าเราสนับสนุนทุนการศึกษาภาคละ 3 รุ่นก็พอจะเป็นโมเดลได้แล้ว หลังจากนั้น ถ้ามีครู ตชด. ใหม่ที่ยังไม่มีวุฒิครู มหาวิทยาลัยก็ขยายผลต่อได้ ถ้าภาคเอกชนสนใจ การพัฒนาครู ตชด. หนึ่งคนใช้ทุนประมาณปีละ 60,000 บาท รวม 3 ปีราว 180,000 บาท กสศ. จัดเป็นแพ็กเกจหรือช่วยจับคู่เป็นรายภูมิภาคได้ ให้องค์กรใหญ่แต่ละแห่งดูแลการพัฒนาครู ตชด. ในพื้นที่ที่ตัวเองสนใจ
จาก “โครงการ” ไปสู่ “ระบบ” หน่วยงานต้นสังกัด มหาวิทยาลัย และภาคีต่างๆ ควรมีบทบาทอย่างไร
เรื่องแรกคือต้นสังกัด โรงเรียน ตชด. เป็นโรงเรียนเฉพาะที่ใช้หลักสูตรแกนกลางของ สพฐ. ควบคู่กับแผน กพด. สองส่วนนี้รวมกันเป็นจุดเด่นด้านทักษะชีวิตของโรงเรียน ตชด. ต้นสังกัดก็มีการพัฒนาครูและครูใหญ่ทุกปี ผมมองว่าสิ่งนี้ทำให้ความเป็นครู ตชด. เป็นที่ยึดเหนี่ยวจิตใจของครูได้มาก
เรื่องที่สองคือความต่อเนื่อง ตอนนี้ครู ตชด. มีพันกว่าคน กสศ. เริ่มสนับสนุนการพัฒนาได้ในระดับหลักร้อยคน ปีการศึกษา 2568 มีครูกำลังเรียนอยู่ 242 คน ผมอยากเห็นมหาวิทยาลัยทั้ง 4 แห่งทำงานพัฒนาครู ตชด. ต่อไปได้ แม้ไม่มีทุนจาก กสศ. แล้ว โดยมีภาคเอกชนเข้ามาร่วมตามโมเดลการจับคู่ที่พูดถึงไป
เรื่องที่สามคือมหาวิทยาลัยน่าจะนำบทเรียนนี้ไปใช้กับครูกลุ่มอื่น ทุกวันนี้คนที่จัดการเรียนรู้หรือดูแลเด็กนอกรั้วโรงเรียนมีเยอะมาก ไม่นับกลุ่มโฮมสคูลที่ครอบครัวพร้อม ครูอาสาหลายคนไม่มีวุฒิครูแต่มีใจ และใช้วัด พื้นที่ อบต. หรือบ้านของตัวเองเป็นที่สอน มหาวิทยาลัยน่าคิดต่อว่าจะเทียบโอนประสบการณ์ของคนกลุ่มนี้อย่างไร และจะออกแบบหลักสูตรที่ใช้พื้นที่ทำงานเป็นฐานอย่างไร เพราะเรื่องการลดจาก 4 ปีเหลือ 3 ปี และการไม่ต้องมานั่งเรียนที่มหาวิทยาลัย เขาก้าวข้ามมาได้แล้ว

อีก 5-10 ปีข้างหน้า ถ้าโครงการเดินหน้าได้อย่างที่หวัง คิดว่าครู ตชด. และเด็กๆ ในพื้นที่ห่างไกลจะเปลี่ยนไปอย่างไร
หลายเรื่องที่เราจุดประกายไว้ในระดับโรงเรียน ครูใหญ่รับรู้และเข้าใจแล้ว ระดับกองร้อยกับระดับภาคก็เข้าใจแล้ว คุณภาพของเด็กในโรงเรียน ตชด. ดีขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งจะช่วยให้เด็กเหล่านี้ไปเรียนต่อที่โรงเรียนมัธยมในตำบลหรืออำเภอใกล้ๆ ได้ดีขึ้น
ผมอยากเห็นเด็กโรงเรียน ตชด. ได้เรียนต่อ 100% ไม่หลุดระหว่าง ป.6 ขึ้น ม.1 อย่างน้อยต้องจบ ม.3 ตามการศึกษาภาคบังคับ ถ้าดีกว่านั้นก็ได้เรียนต่อ ม.ปลาย โดยเฉพาะสายอาชีพ ซึ่ง กสศ. มีทุนนวัตกรรมสายอาชีพชั้นสูงปีละ 2,000 ทุน ถ้าจบ ม.6 ก็มีทุนครูรักษ์ถิ่นและโอกาสอื่นๆ ให้เรียนต่อในระดับที่สูงขึ้น
ในด้านคุณภาพโรงเรียน หน่วยงานที่ประเมินคุณภาพอย่าง สมศ. อาจต้องมีเกณฑ์เฉพาะสำหรับโรงเรียน ตชด. ที่ให้น้ำหนักกับสมรรถนะของผู้เรียนไม่น้อยกว่าคะแนนในกลุ่มสาระวิชา เพราะเด็กในโรงเรียน ตชด. มีความเก่งอีกด้านที่ช่วยให้เขาเติบโตในโลกนี้ได้เหมือนกัน
ผมอยากเห็นมหาวิทยาลัยราชภัฏที่ดูแลพื้นที่ของโรงเรียน ตชด. ใช้ทั้งสองโมเดลของ กสศ. ไปต่อยอด คือการพัฒนาโรงเรียนทั้งระบบ และการพัฒนาครู ตชด. ให้มีคุณวุฒิ มีวิธีคิดทางวิชาการ และมีเทคนิคการสอน มหาวิทยาลัยควรเก็บข้อมูลในพื้นที่ให้ครบว่าโรงเรียนไหนยังขาดอะไร ครูคนไหนยังไม่มีวุฒิ และต้องทำต่อเนื่อง เพราะครูมีทั้งเกษียณและย้าย
พอทำงานกับโรงเรียน ตชด. มาถึงตรงนี้ เราได้เห็นความตื่นรู้และความเข้มแข็งของครูที่มีใจอยากพัฒนา โรงเรียน ตชด. พัฒนาหลักสูตรประถมศึกษาได้ไม่ยากกว่าโรงเรียนอื่นเลย เพราะมีแผน กพด. ที่ตรงกับบริบทของโรงเรียนอยู่แล้วนั่นเอง
หลายปีของการทำงานร่วมกันระหว่าง กสศ. กองบัญชาการตำรวจตระเวนชายแดน และสถาบันอุดมศึกษา 4 แห่ง ทำให้เห็นว่าการพัฒนาครูในพื้นที่ห่างไกลจะได้ผล ก็ต่อเมื่อรูปแบบการพัฒนาออกแบบจากเงื่อนไขชีวิตจริงของครู การเรียนทางไกลโดยใช้โรงเรียนเป็นฐาน การเทียบโอนประสบการณ์สอน และการพัฒนาโรงเรียนทั้งระบบควบคู่กันไป ทำให้ครู ตชด. ได้รับการยกระดับทั้งคุณวุฒิและวิธีคิดทางวิชาชีพ ผลที่ตามมาปรากฏชัดทั้งในห้องเรียนและในผลลัพธ์การเรียนรู้ของเด็ก
ถึงอย่างนั้น งานนี้ยังเดินมาได้เพียงครึ่งทาง ปัจจุบันครู ตชด. ทั่วประเทศมีกว่าพันคน ที่ได้ศึกษาต่อแล้วยังมีอยู่ในหลักร้อย เด็กอีกจำนวนหนึ่งยังเสี่ยงหลุดจากระบบในช่วงรอยต่อหลังจบชั้น ป.6 และครูที่พัฒนาตนเองแล้วก็ยังรอเส้นทางวิชาชีพที่ตอบแทนความพยายามนั้น ความต่อเนื่องจึงเป็นปัจจัยชี้ขาด ทั้งจากต้นสังกัด สถาบันการศึกษา และภาคเอกชน ซึ่งเข้ามามีส่วนร่วมได้โดยตรง การพัฒนาครู ตชด. หนึ่งคนให้มีคุณวุฒิทางการศึกษาใช้ทุนราว 180,000 บาทตลอดหลักสูตร ขณะที่ครูหนึ่งคนดูแลเด็กได้อีกหลายรุ่นตลอดชีวิตการสอน
การลงทุนกับครูหนึ่งคนจึงเท่ากับการลงทุนกับห้องเรียนหนึ่งห้องไปอีกหลายสิบปี และในโรงเรียนริมชายแดนหลายแห่ง ครูคนนั้นอาจเป็นผู้ใหญ่คนแรกที่ทำให้เด็กคนหนึ่งเชื่อว่าตัวเองไปได้ไกลกว่าที่เคยคิดก็เป็นได้