ในโรงเรียนชายแดน คนที่เด็กๆ เรียกว่า ‘ครู’ อาจมียศตำรวจติดอยู่บนบ่า และมีปากกาไวท์บอร์ดอยู่ในมือ บางคนยังไม่มีวุฒิปริญญาตรีทางการศึกษา แต่ใช้เวลาหลายปีอยู่หน้าชั้นเรียน พาเด็กๆ รู้จักตัวอักษร อ่านคำแรก เขียนชื่อตัวเอง และเฝ้ามองลูกศิษย์เติบโตไปทีละรุ่น
เรารู้จักพวกเขาในนาม ‘ครู ตชด.’
ในอดีต พวกเขาเข้ามาในชุมชนในฐานะตำรวจ ผู้มีภารกิจดูแลความมั่นคงและสร้างความสัมพันธ์กับผู้คนตามแนวชายแดน แต่เมื่อพบเด็กที่อยู่ห่างไกลเกินกว่าที่โรงเรียนจะไปถึง การสอนหนังสือจึงเริ่มขึ้น จากตัวอักษรบนกระดาน งานของครู ตชด. ก็ค่อยๆ ทอดยาวไปถึงข้าวในจาน การดูแลยามเจ็บไข้ ทักษะนอกตำรา และการฝึกอาชีพไว้เลี้ยงตัว
ครู ตชด. หลายคนเริ่มทำงานด้วยวุฒิชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 โดยไม่ได้เรียนครุศาสตร์หรือศึกษาศาสตร์มาก่อน พวกเขานำความรู้ที่มีมาสอนเด็ก แล้วค่อยๆ สั่งสมวิชาครูผ่านการทำงานจริง
ห้องเรียนจึงเป็นทั้งที่สอนลูกศิษย์และที่เรียนรู้ของครู พวกเขารู้จักเด็ก รู้จักชุมชน และฝึกแก้ปัญหาที่พบในแต่ละวัน ประสบการณ์เหล่านี้ถือเป็นทุนสำคัญ ขณะเดียวกัน ความรู้เรื่องเทคนิคการสอนและความเข้าใจผู้เรียนยังเป็นสิ่งที่ครูอยากพัฒนาให้ลึกซึ้งขึ้น
ใช่… พวกเขาอยากเรียนต่อ แต่ระหว่างความตั้งใจกับมหาวิทยาลัย มีระยะทางที่กินเวลาชีวิตไปไม่น้อย
สำหรับครูที่สอนอยู่ตามแนวชายแดนห่างไกล ระยะทางไปมหาวิทยาลัยต้องนับกันเป็นวัน บางคนใช้เวลาถึง 2 วันกว่าจะเดินทางถึงที่เรียน และต้องเผื่อเวลาอีกเท่าๆ กันสำหรับขากลับ นี่ยังไม่นับวันที่ฝนตก ถนนขาด หรือสะพานพัง จนการเดินทางยิ่งยากเย็นกว่าที่เคย
การเรียนต่อของครู ตชด. จึงอาจหมายถึงการห่างจากลูกศิษย์เกือบทั้งสัปดาห์ เมื่อกลับถึงโรงเรียน งานสอนและงานดูแลเด็กก็รออยู่ พร้อมกับการบ้านของตัวเองที่ต้องหาเวลาทำให้เสร็จ พอจะได้พักก็ถึงคราวต้องเก็บกระเป๋าออกเดินทางอีกครั้ง พูดง่ายๆ ว่า ต่อให้อยากเรียนรู้เพิ่มเติมเพียงใด ด้วยเงื่อนไขเช่นนี้ก็อาจทำให้ครูไปต่อไม่ไหว
ดร.จิตติมา เจือไทย ผู้จัดการโครงการพัฒนาครูและโรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดน ภายใต้ความร่วมมือของกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) และกองบัญชาการตำรวจตระเวนชายแดน (บช.ตชด.) พบวงจรเช่นนี้เมื่อครั้งลงพื้นที่ศึกษาปัญหาการเรียนต่อของครู ตชด. ว่าถึงแม้มีคนพร้อมให้ทุน มีมหาวิทยาลัยยกเว้นค่าธรรมเนียมให้ ครูบางคนก็ยังไปไม่ถึงวันเรียนจบ

“ปัญหาไม่ได้อยู่ที่ทุน ปัญหาอยู่ที่หลักสูตร เพราะส่วนใหญ่ให้ทุนเรียนฟรีก็จริง แต่หลักสูตรไม่ปรับ หลักสูตรก็เป็นแบบที่เด็กปกติเรียน แล้วครู ตชด. ก็ต้องลงดอยไปเรียนที่มหาวิทยาลัย”
เมื่อเห็นว่าทุนเพียงอย่างเดียวยังพาครูไปไม่ถึงวันเรียนจบ ดร.จิตติมาจึงร่วมกับ กสศ. และมหาวิทยาลัย ออกแบบหลักสูตรปริญญาตรี สาขาการประถมศึกษา สำหรับครู ตชด. โดยปรับทั้งเนื้อหา วิธีเรียน และการประเมินผลให้เชื่อมกับงานสอน เพื่อให้ครูเรียนต่อได้โดยยังอยู่ดูแลลูกศิษย์ในโรงเรียน
เมื่อเห็นว่าทุนเพียงอย่างเดียวยังพาครูไปไม่ถึงวันเรียนจบ ดร.จิตติมาจึงร่วมกับ กสศ. บช.ตชด. และมหาวิทยาลัย ออกแบบหลักสูตรปริญญาตรี สาขาการประถมศึกษา สำหรับครู ตชด. โดยปรับทั้งเนื้อหา วิธีเรียน และการประเมินผลในหลักสูตร ให้เชื่อมกับงานสอนตามภาระงานปกติและบริบทของโรงเรียน รวมถึงการลดเวลาเรียนในหลักสูตรเหลือ 3 ปี ผ่านการเทียบโอนประสบการณ์ เพื่อให้ครูเรียนต่อได้โดยยังอยู่ดูแลลูกศิษย์ในโรงเรียน และไม่ทิ้งห้องเรียนเป็นเวลานาน
นั่นเพราะเส้นทางสู่ปริญญาของครู ต้องพาการเรียนรู้ของเด็กๆ เดินหน้าไปด้วยกัน
1. ชื่อคนอื่นบนเสื้อนักเรียน กับความฝันที่ติดตัวมา
ณ จุดเริ่มต้นที่ ดร.จิตติมา ได้ทำงานที่โรงเรียน ตชด. เมื่อบรรจุเป็นนายตำรวจสัญญาบัตร ฝ่ายแพทย์สนามครั้งแรก ที่กองบัญชาการตำรวจตระเวนชายแดนในปี พ.ศ. 2535 ทำให้มีโอกาสได้พบประสบการณ์ใหม่ ผ่านการทำงานร่วมกับหน่วยแพทย์พระราชทาน ในการเสด็จพระราชดำเนินของสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ไปยังโรงเรียน ตชด. ทั่วประเทศ และสิ่งที่ติดอยู่ในความทรงจำของเธอ คือชุดนักเรียนหลากสีที่แม้แต่ชื่อบนเสื้อก็ยังเป็นของคนอื่น
“ระหว่างลงพื้นที่ เราไปถามครูใหญ่ว่า ทำไมชุดนักเรียนเด็กแต่ละคนไม่เหมือนกัน แล้วบางคนทำไมชื่อเหมือนกัน ครูเขาก็หัวเราะ บอกว่า โอ๊ย หมวดนี่ไม่รู้เรื่องอะไรเลย ชุดนักเรียนมันได้รับบริจาคมา ภาพช่วงเวลานั้นมันทำให้รู้สึกว่าอยากทำงานเพื่อคนอื่น”
ตลอดเกือบ 2 ปีที่เดินทางไปปฏิบัติงานร่วมกับหน่วยแพทย์ ดร.จิตติมาได้เห็นชีวิตของเด็กในพื้นที่ห่างไกล ความสนใจของเธอค่อยๆ ขยายจากด้านสุขภาพไปสู่การช่วยให้เด็กมีชีวิตที่ดีขึ้น เธอจึงตัดสินใจไปเรียนปริญญาโทด้านการพัฒนาสังคม ต่อด้วยปริญญาเอกด้านการศึกษา ด้วยตั้งใจนำความรู้กลับมาทำงานกับโรงเรียน ตชด.
หลังสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาเอก เธอตัดสินใจลาออกจากราชการ แล้วไปเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัยแห่งหนึ่ง การได้เป็น ‘ครูของครู’ ทำให้เธอมีความสุขกับงานมหาวิทยาลัย ส่วนเรื่องราวจากโรงเรียนชายแดนก็ยังปรากฏอยู่ในบทสนทนากับลูกศิษย์เสมอ ระหว่างนั้น เธอทำงานวิจัยร่วมกับสำนักงานส่งเสริมสังคมแห่งการเรียนรู้และคุณภาพเยาวชน (สสค.) ซึ่งในปัจจุบันคือกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) และตัดสินใจลาออกจากการเป็นอาจารย์ เพื่อมาทำงานเต็มเวลากับ กสศ. โดยเริ่มดำเนินงานโครงการพัฒนาครูและโรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดน ในปี 2563 ซึ่งหมายถึงการได้กลับมาสานความตั้งใจในการพัฒนาโรงเรียน ตชด. ตั้งแต่เมื่อครั้งบรรจุรับราชการครั้งแรก
“อาจารย์มักนำเรื่องโรงเรียน ตชด. ไปเล่าให้ลูกศิษย์ฟัง เพราะบางคนที่เติบโตมาในกรุงเทพฯ เหมือนอาจารย์ อาจไม่เคยรู้เลยว่าโรงเรียน ตชด. คืออะไร” ดร.จิตติมา เล่าพลางยิ้ม ถึงความตั้งใจที่ได้กลับมาทำงานกับโรงเรียน ตชด. ว่า “มันเป็นความฝันตั้งแต่ที่เราเจอเด็กใส่ชุดนักเรียนไม่เหมือนกัน แล้วเราอยากเป็นส่วนหนึ่งที่ได้มีโอกาสดูแลเขา”

2. มีทุนแล้ว แต่หนทางสู่ปริญญายังอีกไกล
ก่อนเริ่มโครงการ ดร.จิตติมา ลงไปศึกษาความต้องการและสัมภาษณ์ผู้เกี่ยวข้อง โดยมีคำถามตั้งต้นว่า การสนับสนุนรูปแบบไหนจะช่วยให้ครู ตชด. เรียนต่อจนจบได้จริง คำตอบที่ได้รับทำให้เธอพบว่า ทุนการศึกษาเป็นเพียงส่วนหนึ่งของสิ่งที่ครูต้องการเท่านั้น
“สมมุติไปเรียนวันเสาร์ ต้องออกเดินทางตั้งแต่วันพฤหัสบดี เรียนวันอาทิตย์เสร็จ กว่าจะกลับขึ้นโรงเรียนก็วันอังคาร พอวันอังคาร ไหนจะการบ้านที่ต้องส่ง ไหนจะต้องทำงานอีก พอวันพฤหัสบดีก็ลงอีกแล้ว”
เมื่อมองเข้าไปในหลักสูตรผลิตครูที่มีอยู่เดิม ดร.จิตติมายังพบช่องโหว่อีกชั้น นั่นคือ ครู ตชด. เหล่านี้เป็นผู้ใหญ่ที่รับผิดชอบห้องเรียนอยู่แล้ว บางคนสอนหนังสือมานับ 10 ปี แต่กลับต้องเข้าเรียนในหลักสูตรที่วางไว้สำหรับนักศึกษาหลังจบ ม.6 ทว่าประสบการณ์ที่ครูมีและงานที่ต้องทำในแต่ละวันยังไม่ได้ถูกนำมาเชื่อมกับการเรียนมากพอ
เธอเสนอให้เริ่มจากออกแบบหลักสูตรเฉพาะ พิจารณาว่าครู ตชด. รู้อะไรมาแล้ว ต้องเติมอะไร และจะเรียนอย่างไรภายใต้ข้อจำกัดของพื้นที่ก่อนจัดสรรทุนให้เข้าเรียน
“เราไม่สามารถให้ทุนได้เลยในปีแรก เพราะเรายังไม่มีหลักสูตรที่ออกแบบเฉพาะให้ครู ตชด. ไปเรียน ครูก็อาจจะเรียนไม่จบ” โครงการพัฒนาครูและโรงเรียน ตชด. จึงเริ่มดำเนินงานในปี 2563 ภายใต้ความร่วมมือระหว่างกองบัญชาการตำรวจตระเวนชายแดน กับ กสศ. โดยวางงานสองส่วนให้เดินคู่กัน คือการพัฒนาโรงเรียนทั้งระบบ และการสนับสนุนครูศึกษาต่อเพื่อเพิ่มคุณวุฒิทางวิชาชีพ
3. ก่อนสอนครู มหาวิทยาลัยต้องเรียนรู้โรงเรียนก่อน
ในปีแรก กสศ. ได้เชิญภาคีเครือข่ายสถาบันอุดมศึกษา เข้ามาเป็นเครือข่ายสถาบันผลิตและพัฒนาโรงเรียน ตชด. โดยให้ลงไปทำงานกับโรงเรียน ตชด. ในพื้นที่ พร้อมศึกษาความต้องการจำเป็นของครู ตชด. เพื่อนำกลับมาออกแบบหลักสูตร
ขั้นตอนนี้สำคัญ เพราะคำว่า ‘ครู’ อาจทำให้คนนอกเข้าใจว่าครู ตชด. มีพื้นฐานการศึกษาเหมือนครูทั่วไป ทั้งที่หลายคนเข้าสู่การทำงานด้วยวุฒิ ม.6 ผ่านการฝึกตำรวจและความเป็นครูเพียง 7 เดือน ก่อนมารับผิดชอบการสอนและดูแลเด็ก โดยไม่ได้เรียนศาสตร์การสอนมาโดยตรง
หากสถาบันอุดมศึกษาซึ่งเป็นภาคีเครือข่ายร่วมผลิต ยังไม่เข้าใจจุดตั้งต้นนี้ ก็อาจนำวิธีพัฒนาครูแบบเดิมมาใช้โดยไม่ได้ปรับให้เหมาะสม หรือเห็นเพียงสิ่งที่ครูยังขาด จนมองข้ามประสบการณ์และความสามารถที่สะสมอยู่ในงานประจำวัน
“ถ้าไม่เข้ามาทำความรู้จักกับโรงเรียน ตชด. ก็จะมองเหมือนโรงเรียนทั่วไป มองว่าเขาเป็นครู แต่จริงๆ เขาเป็นตำรวจที่มาทำหน้าที่ครู”
ในสายตา ดร.จิตติมา โรงเรียน ตชด. มีต้นทุนของตัวเองอยู่แล้ว ทั้งการฝึกทักษะชีวิต ทักษะอาชีพให้กับผู้เรียน และแหล่งเรียนรู้จากโครงการตามพระราชดำริฯ ในโรงเรียน การพัฒนาจึงต้องช่วยให้ครูนำสิ่งเหล่านี้มาออกแบบการเรียนรู้ได้ดีขึ้น พร้อมๆ กับเติมความรู้และทักษะทางวิชาการให้แข็งแรงขึ้น
หัวใจสำคัญของการทำงานโครงการฯ ในปีแรก คือการใช้โรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดน เป็นพื้นที่ปฏิบัติการในการพัฒนาโรงเรียนทั้งระบบ เพื่อให้สถาบันอุดมศึกษาซึ่งเป็นภาคีเครือข่าย ได้ทำงานเพื่อเป็นพี่เลี้ยงทางวิชาการให้กับครูใหญ่และครู ตชด. ในการพัฒนาโรงเรียนทั้งระบบ ในขณะเดียวกันก็ได้ศึกษาบริบทของโรงเรียน ตชด.และชุมชน รวมถึงสำรวจความต้องการจำเป็นของครู ตชด. ในการศึกษาต่อเพื่อเพิ่มคุณวุฒิทางวิชาชีพ เพื่อนำไปสู่การออกแบบหลักสูตรผลิตครู ตชด. ที่มีความเฉพาะเจาะจง เหมือนตัดเสื้อให้ครู ตชด. แต่ละคนสวมใส่อย่างพอดีตัว โครงการจึงไม่ได้คาดหวังให้ทุกโรงเรียนเปลี่ยนได้อย่างสมบูรณ์แบบในปีแรกของการทำงาน ขอเพียงให้ครูเริ่มเห็นความจำเป็น เกิดความตระหนัก และมีความพยายามในการปรับการเรียนเปลี่ยนการสอน เพื่อนำไปสู่การพัฒนาศักยภาพผู้เรียนอย่างเต็มศักยภาพ ส่วนทีมภาคีสถาบันอุดมศึกษา ก็สามารถพัฒนาหลักสูตรการผลิตและพัฒนาครู ตชด. เพื่อนำไปใช้ในการจัดการเรียนการสอนให้กับครู ตชด. ในปีต่อไป

4. เรียนวันนี้ เปลี่ยนห้องเรียนพรุ่งนี้
หลักสูตรที่ดร.จิตติมาต้องการ เริ่มจากโจทย์ว่า ครู ตชด. ต้องได้เรียนต่อโดยไม่ต้องเดินทางออกจากโรงเรียนทุกสัปดาห์ เธออธิบายว่า แนวทางนี้สอดคล้องกับพระราชประสงค์ที่จะให้ครู ตชด. มีวุฒิครู และยังอยู่สอนหนังสือดูแลเด็กได้
สถาบันอุดมศึกษาที่เป็นภาคีเครือข่าย จึงต้องออกแบบการจัดการเรียนการสอนโดยใช้โรงเรียนและการทำงานเป็นฐาน (School Based และ Work Based) และจัดการเรียนการสอนผ่านระบบออนไลน์ เพื่อให้ครูเข้าเรียนจากพื้นที่ของตนเอง พร้อมปรับรายวิชาให้ตอบปัญหาจริงที่พวกเขาพบในการทำงาน
แต่การเรียนออนไลน์ช่วยลดภาระเรื่องการเดินทางเท่านั้น หากครูยังต้องสอนหนังสือชุดหนึ่ง แล้วทำการบ้านส่งมหาวิทยาลัยอีกชุดหนึ่ง ภาระทั้งสองด้านก็ยังแย่งเวลากันอยู่
หลักสูตรจึงต้องเชื่อมสิ่งที่เรียนเข้ากับงานสอน เช่น เมื่อเรียนรู้วิธีจัดกิจกรรม ครูก็นำไปใช้กับนักเรียนของตัวเอง แล้วนำผลที่เกิดขึ้นกลับมาแลกเปลี่ยนกับอาจารย์และเพื่อนร่วมชั้น งานในห้องเรียนจึงเป็นส่วนหนึ่งของการเรียนมหาวิทยาลัย และใช้ประเมินได้ว่าครูนำความรู้ไปใช้ได้เพียงใด
“เรามีสโลแกนว่า เรียนวันนี้ ใช้พรุ่งนี้ เพราะครูมีเด็กอยู่ในมือทุกวันที่อยู่โรงเรียน ทันทีที่เรียน สิ่งที่เรียนต้องนำไปสู่การปรับการจัดการเรียนรู้หน้างานเลย”
เด็กๆ จึงได้รับประโยชน์จากการเรียนต่อของครูตั้งแต่ก่อนวันรับปริญญา ผ่านวิธีสอนที่ครูนำมาปรับใช้ระหว่างเรียน ขณะเดียวกัน มหาวิทยาลัยก็ได้เรียนรู้จากผลที่เกิดขึ้นว่า ความรู้ที่สอนไปตอบโจทย์ห้องเรียนชายแดนได้มากน้อยอย่างไร
“เวลาเรียนคุณครูบางคนต้องขึ้นไปบนดอย แขวนโทรศัพท์กับต้นไม้ มันจะมีจุดที่เขารู้อยู่ว่ามีสัญญาณ แล้วเขาก็ต้องไปนั่งเรียนอยู่ใต้ต้นไม้นั่น ห้องเรียนครู ตชด. อยู่ใต้ต้นไม้” ดร.จิตติมาเล่าถึงความพยายามของครูที่หาทางเข้าเรียน แม้ต้องย้ายห้องเรียนไปอยู่ตรงจุดที่สัญญาณไปถึง
นอกจากนี้หลักสูตรยังเปิดให้ครู ตชด. ต้องเดินทางมามหาวิทยาลัยภาคเรียนละครั้ง เพื่อพบกลุ่มและร่วมกิจกรรมเสริมสมรรถนะ ขณะเดียวกัน อาจารย์ก็ต้องเดินทางไปนิเทศถึงโรงเรียน การเรียนผ่านหน้าจอจึงมีทั้งการพบกันและการติดตามในพื้นที่ช่วยเติมเต็ม โดยลดการเดินทางของครูลงให้สอดคล้องกับภาระงานและชีวิตมากขึ้น

5. สิบปีหน้าชั้นเรียน ควรนับเป็นความรู้ที่ทรงคุณค่า
นอกจากปรับสถานที่และวิธีเรียน ดร.จิตติมายังตั้งคำถามถึงเวลาที่ครู ตชด. ต้องใช้เพื่อให้ได้ปริญญาว่า คนที่สอนหนังสือมา 5 ปี หรือ 10 ปี ควรต้องเริ่มต้นเรียนใหม่ทั้งหมดหรือไม่ และความรู้ที่สั่งสมอยู่หน้าชั้นเรียนจะนับเป็นส่วนหนึ่งของหลักสูตรได้อย่างไร
“เขาเป็นครูมาตั้ง 10 ปี สอนเด็กมาตั้งกี่รุ่น แต่เรายังไม่ยอมเทียบประสบการณ์ให้เขา อาจารย์เชื่อว่าความรู้จากประสบการณ์มีคุณค่าไม่แตกต่างจากความรู้ที่ได้จากใบปริญญา”
โครงการจึงเสนอให้มหาวิทยาลัยประเมินว่า ประสบการณ์สอนของครู ตชด. สามารถเทียบแทนรายวิชาใดได้บ้าง หากผ่านเกณฑ์ ครูก็ไม่ต้องเรียนวิชานั้นซ้ำ และใช้เวลากับความรู้ที่ยังต้องเติม โดยมีเป้าหมายให้เรียนจบภายใน 3 ปี ทั้งนี้ แต่ละมหาวิทยาลัยมีวิธีเทียบโอนและจัดแผนการเรียนต่างกัน
โดยจำนวนปีที่สอนไม่ได้เปลี่ยนเป็นหน่วยกิตโดยอัตโนมัติ มหาวิทยาลัยต้องตั้งคณะกรรมการประเมินความรู้และทักษะของครู เทียบกับข้อกำหนดของหลักสูตร ก่อนตัดสินว่าสามารถรับรองให้ได้เพียงใด
อย่างไรก็ตาม แต่ละมหาวิทยาลัยมีแนวทางการจัดการเรียนการสอนในหลักสูตรให้ครู ตชด. จบภายใน 3 ปีต่างกัน ดร.จิตติมา เล่าว่า บางแห่งออกแบบหลักสูตรเฉพาะสำหรับครู ตชด. โดยเปิดให้ประเมินและเทียบโอนประสบการณ์ทำงานได้มาก ส่วนบางแห่งเทียบประสบการณ์ได้ในขอบเขตจำกัดกว่า จึงใช้วิธีการปรับแผนการเรียนควบคู่กันไป
3 ปีเท่ากัน จึงไม่ได้หมายถึงภาระการเรียนที่เท่ากัน เพราะในระหว่างเรียนครูต้องทำงานไปด้วย เรียนไปด้วย ซึ่งครูแต่ละคนมีบริบท สภาพปัญหา และความรับผิดชอบต่อครอบครัวที่แตกต่างกัน ครูบางคนเคยคิดจะหยุดเรียนกลางคันเพราะรู้สึกว่าไม่ไหว ทีมอาจารย์และผู้ดูแลโครงการจึงต้องช่วยประคับประคองให้เรียนต่อได้
กรณีนี้สะท้อนว่า แม้ว่าแต่ละมหาวิทยาลัยจะมีรูปแบบการจัดการเรียนการสอนตามหลักสูตรที่แตกต่างกันไปตามบริบทและข้อจำกัดของแต่ละพื้นที่ แต่เพราะทุกคนมีอุดมการณ์และเป้าหมายเดียวกัน จึงทำให้ทุกสถาบันซึ่งเป็นภาคีเครือข่าย รวม 4 ภูมิภาค สามารถจัดหลักสูตรเพื่อให้ครูสำเร็จการศึกษาในเวลา 3 ปีได้ “สุดท้ายเรามีเป้าหมายเดียวกัน คือให้ครูเรียนจบ วิธีการอาจต่างกันได้ ขอให้เดินไปถึงเป้าหมายนั้นด้วยกัน”

6. เปลี่ยนวิธีฝึกครู โดยรักษามาตรฐานวิชาชีพ
อีกโจทย์ที่มหาวิทยาลัยต้องแก้ระหว่างออกแบบหลักสูตร คือการใช้โรงเรียน ตชด. เป็นสถานที่ฝึกประสบการณ์วิชาชีพ เพราะเดิมทีนักศึกษาครูต้องออกไปฝึกสอนในโรงเรียนที่มีคุณสมบัติตามเกณฑ์ ทั้งด้านคุณภาพสถานศึกษาและการมีครูพี่เลี้ยงคอยให้คำแนะนำ โดยมีอาจารย์มหาวิทยาลัยติดตามประเมินผล
ปัญหาคือการเป็นแหล่งฝึกสอนต้องมีครูพี่เลี้ยงที่จบสาขาตรงกับหลักสูตร เช่น ผู้เรียนสาขาการประถมศึกษาต้องมีครูที่จบสาขานี้คอยให้คำแนะนำ แต่ดร.จิตติมาเล่าว่า โรงเรียน ตชด. บางแห่งยังไม่มีครูที่มีวุฒิดังกล่าว จึงต้องหาครูพี่เลี้ยงมาช่วยให้การฝึกสอนเป็นไปตามเกณฑ์
ระหว่างที่มหาวิทยาลัยจัดทำหลักสูตรในปีแรก โครงการฯ จึงต้องประสานงานเชิงนโยบายกับคุรุสภาเพื่อให้สามารถใช้ รร.ตชด. เป็นแหล่งฝึกประสบการณ์วิชาชีพได้ โดยมี ดร.จักรพรรดิ วะทา ที่ปรึกษาโครงการฯ อดีตเลขาธิการคุรุสภา ได้ช่วยเชื่อมประสานให้เกิดการประชุมหารือร่วมกับผู้รับผิดชอบด้านมาตรฐานวิชาชีพ ทั้งกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) และสำนักงานเลขาธิการคุรุสภา เพื่อให้แนวทางนี้ได้รับการรับรองและดำเนินการได้จริง
ทางออกหนึ่งคือความร่วมมือกับ ‘โรงเรียนคู่พัฒนา’ ในสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) โดยให้ครูที่มีคุณสมบัติตามเกณฑ์จากโรงเรียนเครือข่ายเข้ามาเป็นพี่เลี้ยง ครู ตชด. จึงสามารถฝึกประสบการณ์วิชาชีพตามหลักสูตรในโรงเรียนของตัวเองได้ พร้อมมีคนให้คำแนะนำและติดตามการฝึกประสบการณ์ตามข้อกำหนด
อีกเรื่องที่ ดร.จิตติมา ยืนยันคือ ผู้เรียนต้องมีโอกาสเข้าสู่กระบวนการสอบเพื่อขอรับใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครู ไม่แตกต่างจากหลักสูตรทั่วไป
“หลักสูตรนี้ควรมีศักดิ์และสิทธิ์ของปริญญาไม่แตกต่างจากหลักสูตรทั่วไป มันเป็นหลักสูตรพิเศษในแง่ที่ครูทำงานในพื้นที่ห่างไกล แต่เราไม่ได้ลดมาตรฐาน”
ทั้งหมดนี้นำมาสู่ข้อตกลง 5 ข้อที่ กสศ. วางไว้กับมหาวิทยาลัยที่จะเข้าร่วมเป็นสถาบันผลิตและพัฒนาครูครู ตชด. ได้แก่
- จัดการเรียนการสอนออนไลน์ให้ครูเรียนจากพื้นที่ได้ โดยไม่ต้องออกจากโรงเรียนทุกสัปดาห์ โดยใช้โรงเรียนและการทำงานเป็นฐาน
- เชื่อมสิ่งที่เรียนกับงานสอน ตามแนวคิด ‘เรียนวันนี้ ใช้พรุ่งนี้’ ให้ครูนำความรู้ไปใช้กับลูกศิษย์ได้ทันที
- ประเมินจากการนำความรู้ไปใช้ในงานจริง เพื่อดูว่าครูทำได้และต้องพัฒนาอะไรเพิ่มเติม
- ใช้โรงเรียน ตชด. เป็นแหล่งฝึกประสบการณ์วิชาชีพ โดยมีระบบพี่เลี้ยงและการนิเทศรองรับ
- รักษามาตรฐานและสิทธิของผู้เรียนให้เทียบเท่าหลักสูตรทั่วไป รวมถึงโอกาสเข้าสู่กระบวนการสอบขอรับใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครู
ข้อตกลงเหล่านี้มีเป้าหมายให้ครูเรียนต่อได้โดยยังอยู่ดูแลเด็ก และได้รับการพัฒนาตามมาตรฐานวิชาชีพ แต่ก็หมายถึงมหาวิทยาลัยต้องปรับทั้งการสอน การประเมิน และการลงไปนิเทศผู้เรียนในพื้นที่ห่างไกล ซึ่งอาจเป็นข้อจำกัดในการพัฒนาหลักสูตรของแต่ละสถาบัน แต่ในที่สุดก็ได้หลักสูตรที่พร้อมเปิดรับครู ตชด. เข้าศึกษาในปีการศึกษา 2565 คือ มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี และมหาวิทยาลัยทักษิณ ตามด้วยมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ในปีการศึกษา 2566 และมหาวิทยาลัยราชภัฏรำไพพรรณี ในปีการศึกษา 2567
7. หนึ่งครูมาเรียน หนึ่งโรงเรียนต้องได้พัฒนาด้วย
แม้หลักสูตรจะช่วยให้ครูเรียนจากพื้นที่ได้ แต่ความรู้ของครู ตชด. ผู้รับทุนเรียนต่อเพียงคนเดียวอาจไปได้ไม่ไกล หากวิธีทำงานของโรงเรียนยังไม่เอื้อให้ทดลองหรือแลกเปลี่ยนกับเพื่อนครู
โครงการจึงพัฒนาคุณวุฒิครูควบคู่กับการพัฒนาโรงเรียนทั้งระบบ หรือ Whole School Approach โดยมีเป้าหมายให้ความรู้ของครูที่ได้เรียนต่อเชื่อมโยงการทำงานร่วมกับครูในโรงเรียน
“หนึ่งครูมาเรียน หนึ่งโรงเรียนพัฒนา แม้จะมีครูมาเรียนต่อหนึ่งคน แต่ครูคนนี้จะเป็นคนพาทั้งโรงเรียนพัฒนา เพราะเรามีการพัฒนาโรงเรียนทั้งระบบอยู่คู่กัน”

โครงการใช้มาตรการ ‘8Q Plus’ เป็นกรอบพัฒนาคุณภาพโรงเรียนทั้งระบบ ตั้งแต่การบริหาร งานสอน ไปจนถึงการดูแลชีวิตเด็ก โดยให้คนในโรงเรียนร่วมกันกำหนดเป้าหมายว่าอยากเห็นนักเรียนพัฒนาอย่างไร แล้ววางแผนปรับการทำงานให้ไปถึงเป้าหมายนั้น
ครูใหญ่ต้องช่วยดูแลและพัฒนาการสอนร่วมกับครู โรงเรียนต้องมีสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัยเอื้อต่อการเรียนรู้และดูแลสุขภาพเด็กได้ ขณะเดียวกันก็ใช้ข้อมูลติดตามนักเรียนเป็นรายคน เพื่อรู้ว่าใครกำลังเรียนไม่ทัน ขาดเรียน หรือต้องการความช่วยเหลือด้านใด ส่วนหลักสูตรและกิจกรรมต้องสอดคล้องกับชีวิตของเด็ก รวมถึงมีวง PLC ให้ครูแลกเปลี่ยนปัญหาและช่วยกันปรับวิธีสอนโดยดึงผู้ปกครองและชุมชนเข้ามาร่วมดูแลด้วย
ดร.จิตติมามองว่า ครู ตชด. มีความใกล้ชิดกับเด็กและชุมชนเป็นทุนอยู่แล้ว โดยเฉพาะครูคุรุทายาท ซึ่งเป็นศิษย์เก่าโรงเรียน ตชด. ดังนั้น ประสบการณ์ของคนที่เคยเป็นเด็กในโรงเรียน ตชด. ย่อมช่วยให้เข้าใจเงื่อนไขชีวิตของลูกศิษย์ได้ดี แต่ความเข้าใจเหล่านี้ยังต้องมีเครื่องมือทางการศึกษามาช่วยให้เกิดการจัดการเรียนรู้ที่มีคุณภาพ
“เขามีต้นทุนที่ดีอยู่แล้ว แต่คุณครูยังไม่มีวิธีการที่จะเอาสิ่งที่ตัวเองมี มาสร้างการเรียนรู้ที่มีความหมายกับลูกศิษย์”
ผลของการพัฒนาครูต้องดูไปถึงการเรียนรู้ของเด็กด้วย ในรายงานโครงการระยะแรกระบุว่า ในโรงเรียนเป้าหมาย 68 แห่ง คะแนนเฉลี่ยด้านการอ่านของนักเรียน ป.1 หรือ RT ในปีการศึกษา 2565 สูงกว่าปีการศึกษา 2563 อยู่ 2.99 คะแนน ส่วนคะแนนประเมินคุณภาพผู้เรียน ป.3 หรือ NT เพิ่มขึ้น 3.21 คะแนน
ตัวเลขเหล่านี้เป็นผลที่ติดตามในกลุ่มโรงเรียนซึ่งได้รับการพัฒนาหลายด้านควบคู่กัน ส่วนในห้องเรียน ดร.จิตติมายังสังเกตเห็นความเปลี่ยนแปลงของเด็กที่กล้าสื่อสารกับคนภายนอกมากขึ้น และครูที่มีวิธีจัดกิจกรรมให้เด็กได้มีส่วนร่วมมากกว่าการเรียนตามหนังสือเพียงอย่างเดียว
“สิ่งที่เห็นชัดคือทักษะการสื่อสารของเด็ก เมื่อก่อนเข้าไปปีแรกๆ เด็กๆ จะวิ่งหลบเพราะกลัวคนแปลกหน้า แต่เดี๋ยวนี้เข้าไปโรงเรียน ตชด. ที่ไหน เราก็เห็นว่าเด็กๆ กล้าพูดกล้าคุยมากขึ้น”
8. เรียนฟรี ต้องไม่เหลือค่าใช้จ่ายเป็นกำแพง
เมื่อต้องปรับการเรียนให้เข้ากับชีวิตครู ตชด. มหาวิทยาลัยที่เข้าร่วมโครงการจึงต้องมีงานเพิ่มขึ้น ทั้งปรับรายวิชา ออกแบบการประเมิน ดูแลผู้เรียนอย่างใกล้ชิด และเดินทางไปนิเทศถึงโรงเรียนห่างไกล งบค่าเล่าเรียนที่ กสศ. สนับสนุนเพียงอย่างเดียวจึงย่อมไม่ครอบคลุมต้นทุนทั้งหมดของการจัดการศึกษาแบบนี้
กสศ. จึงสนับสนุนทั้งค่าบริหารจัดการเชิงรุกของมหาวิทยาลัยและค่าเดินทางของอาจารย์ไปนิเทศ เพื่อให้การดูแลครูไปถึงโรงเรียนได้จริง
สำหรับครูผู้รับทุน การเรียนฟรีครอบคลุมมากกว่าค่าเล่าเรียน แม้จะเรียนออนไลน์จากโรงเรียนเป็นหลัก แต่ครูยังต้องเดินทางมามหาวิทยาลัยภาคเรียนละครั้ง เพื่อร่วมกิจกรรมเสริมสมรรถนะและพบอาจารย์กับเพื่อนร่วมรุ่น กสศ. จึงจัดงบสนับสนุนทั้งค่าเดินทาง ค่าที่พัก และค่าอาหารในช่วงที่มาร่วมกิจกรรมด้วย เพราะหากช่วยเฉพาะค่าเล่าเรียน แต่ครูยังต้องจ่ายค่าเดินทางและค่ากินอยู่เอง ภาระเหล่านี้ก็อาจทำให้ต้องชั่งใจว่าจะเรียนต่อไหวหรือไม่
นอกจากทุนการศึกษาที่ครูผู้รับทุนได้รับ ทั้งค่าธรรมเนียมการศึกษา ค่าใช้จ่ายระหว่างที่เดินทางมาร่วมกิจกรรมที่สถาบันกำหนด กสศ. ยังสนับสนุนค่าวัสดุอุปกรณ์ที่ต้องใช้ในการศึกษาตามหลักสูตรเพื่อให้ครูไม่มีอุปสรรคในการเรียน หรือหากมีก็น้อยที่สุด ดังนั้นโครงการฯ และสถาบันผลิตและพัฒนาครู ตชด. ทั้ง 4 สถาบัน จึงร่วมกันทำงานอย่างใกล้ชิด เพื่อติดตามดูแลครู ตชด. ผู้รับทุนการศึกษา ให้สำเร็จการศึกษาตามหลักสูตร ภายใน 3 ปี โดยดูแลทั้งเรื่องการเรียน เรื่องการทำงาน ชีวิตส่วนตัว และครอบครัว
เบื้องหลังคำว่า ‘เรียนฟรี’ จึงเป็นการคิดเผื่อไปถึงชีวิตระหว่างเรียน เพื่อให้การตัดสินใจเรียนต่อไม่กลายเป็นภาระที่ต้องแบกรับตามลำพัง

9. จากห้องเรียนรายภูมิภาค สู่ห้องเรียนไร้พรมแดน
ในระยะแรก กสศ. กำหนดการสนับสนุนทุนให้กับ 4 สถาบัน ๆ ละ 3 รุ่น ครอบคลุม 4 ภูมิภาค ดังนี้
- มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี ดูแลครูภาคตะวันออกเฉียงเหนือ (ปีการศึกษา 2565-2567)
- มหาวิทยาลัยทักษิณ ดูแลครูภาคใต้ (ปีการศึกษา 2565-2567)
- มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ดูแลครูภาคเหนือ (ปีการศึกษา 2566-2568)
- มหาวิทยาลัยราชภัฏรำไพพรรณี ดูแลครูภาคตะวันออกและตะวันตก (ปีการศึกษา 2567-2568)
ในปีการศึกษา 2569 กสศ. ได้ให้ทุนสนับสนุนกับมหาวิทยาลัยทักษิณ รุ่นที่ 4 เพื่อจัดการเรียนการสอนให้กับครู ตชด. จากภาคตะวันตก ภาคตะวันออก ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคใต้ โดยมีเป้าหมายเพื่อเปิดพรมแดนการเรียนรู้ให้ไร้ข้อจำกัด อันจะช่วยลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา
หากการนำร่องการให้ทุนสนับสนุนอย่างไร้พรมแดน ในรุ่นที่ 4 ของมหาวิทยาลัยทักษิณ สามารถดำเนินการไปได้ด้วยดี ดร.จิตติมา มองว่า เมื่อสิ้นสุดการดำเนินงานโครงการ ในปี 2570 จะได้สรุปผลการดำเนินงานโครงการฯ เสนอต่อ กสศ. เพื่อพิจารณาร่วมกับกองบัญชาการตำรวจตระเวนชายแดน ถึงความเป็นไปได้ของการสนับสนุนทุนการศึกษาให้กับครู ตชด. ที่ยังมีความต้องการศึกษาต่อในระดับปริญญาตรี สำหรับการดำเนินงานในระยะต่อไปก็เป็นไปได้
ข้อมูลนับตั้งแต่ปีการศึกษา 2565-2569 กสศ. ได้สนับสนุนทุนให้กับครู ตชด. รวมแล้ว 333 คน มีผู้ยุติการศึกษาเพราะมีเหตุผลความจำเป็น 5 คน โดยเหลือผู้รับทุน จำนวน 328 คน ในจำนวนนี้เรียนจบปริญญาตรีแล้ว 141 คน และกำลังศึกษาอีก 187 คน
ขณะเดียวกัน งานพัฒนาโรงเรียนทั้งระบบยังเดินหน้าควบคู่กันไป โดยในปี 2569 เครือข่ายครอบคลุมโรงเรียน ตชด. รวม 118 แห่ง ใน 33 จังหวัด แบ่งเป็นโรงเรียนต้นแบบ 58 แห่ง ทำหน้าที่เป็นพี่เลี้ยง คอยให้คำแนะนำและแลกเปลี่ยนประสบการณ์กับโรงเรียนขยายผลอีก 60 แห่ง ส่วนครูที่เรียนจบแล้วก็ได้รับการสนับสนุนให้นำความรู้มาแลกเปลี่ยนและช่วยเพื่อนครูปรับการเรียนเปลี่ยนการสอนในโรงเรียนของตัวเอง
โครงการฯ ยังมีแผนนำบทเรียนจากการทำงานกับโรงเรียนมาพัฒนาเป็นหลักสูตรอบรมและคู่มือสำหรับปฏิบัติหน้าที่ครูใหญ่โรงเรียน ตชด. รวมถึงแนวทางพัฒนาหลักสูตรและการสอนแบบคละชั้น เพื่อส่งมอบให้กองบัญชาการตำรวจตระเวนชายแดนนำไปใช้พัฒนาบุคลากรในสังกัดต่อไป
10. ปริญญาของครู ต้องไปถึงลูกศิษย์
คำถามที่ชวนทบทวนว่า หลังผ่านมาหลายทศวรรษ เด็กในพื้นที่ห่างไกลทุรกันดารมีโอกาสเข้าถึงการศึกษาเปลี่ยนไปเพียงใด และเด็กๆ ควรได้รับการศึกษาแบบใด?
สำหรับครู ตชด. ผู้รับทุน การได้เรียนต่อ จึงเป็นโอกาสเพิ่มทั้งความรู้ ทักษะ สมรรถนะ และความมั่นใจในการทำงานร่วมกับเพื่อนร่วมวิชาชีพ “ใบปริญญาจะมีความหมาย เมื่อคุณครูนำความรู้และทักษะที่ได้จากการเรียนไปใช้ให้เกิดประโยชน์กับเด็กๆ”
ปริญญาอาจรออยู่ปลายทาง แต่การเรียนรู้ของเด็กเกิดขึ้นทุกวัน หลักสูตรการผลิตครูจึงต้องทำให้ครูได้พัฒนาตัวเองไปพร้อมกับการดูแลลูกศิษย์ เพราะโอกาสเรียนต่อของครู ไม่ควรแลกด้วยโอกาสการเรียนรู้ของเด็ก