“ตอนเข้าไปในชุมชน เราไปทีไรก็รู้สึกว่าจำไม่ได้ อย่างตอนนี้เจอเด็กคนนี้ สักพักเด็กโต เปลี่ยนสีผม ก็ต้องหันไปถามว่าน้องชื่ออะไรแล้วนะ”
สำหรับคนที่ไม่คุ้นเคยกับชุมชนริมทางรถไฟที่มีทั้งจันทร์ประทีป จันทร์วิโรจน์ และจันทร์นิเวศน์ อย่างอาจารย์ไก่ – ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.พิมพิศา ศักดิ์สองเมือง การที่จะจำทั้งประวัติเด็ก ครอบครัว พิกัดบ้าน และสภาพชุมชนโดยไม่มีเครื่องมือเป็นเรื่องยาก เพราะครอบครัวในชุมชนริมทางรถไฟมีความซับซ้อนและเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา
วันนี้ผมสีดำ สัปดาห์หน้าผมสีแดง เดือนนี้ท้อง เดือนหน้ากลับไปเยี่ยมแท้ง สัปดาห์ที่แล้วเห็นว่าอยู่บ้านอีกหลัง แต่วันนี้กลับบอกว่าไม่เคยอาศัยอยู่บ้านหลังนั้น
“เหมือนบ้านน้องแอ๋ว (นามสมมติ) ที่เราไปเมื่อวาน จริงๆ อาจารย์เจอเขาอีกฝั่งนึงค่ะ ไม่รู้ด้วยซ้ำเลยว่าจริงๆ เขาอยู่ตรงไหน กลายเป็นที่มาว่าเราเลยต้องใช้เครื่องมือ 7 ชิ้นของหมอโกมาตร”
ไม่ใช่แค่อาจารย์ไก่ที่เจอปัญหานี้ แต่คนอื่นๆ ในทีมก็เช่นกัน คณะทำงานของ ‘โครงการการจัดการการเรียนรู้เพื่อสร้างเสริมเป้าหมายชีวิตสำหรับเด็กและเยาวชนนอกระบบการศึกษา : ความร่วมมือทุกภาคส่วน’ ศูนย์กลางการทำงานของหน่วยจัดการเรียนรู้การจัดการการศึกษาเชิงพื้นที่ (Area-based Education : ABE) โดยคณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา ภายใต้การสนับสนุนของกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) จึงหยิบเอา ‘เครื่องมือ 7 ชิ้น’ ของนายแพทย์โกมาตร จึงเสถียรทรัพย์ ผู้อำนวยการศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร ที่พัฒนาขึ้นเพื่อการศึกษาชุมชนมาปรับใช้
โดยมีเครื่องมือหลักที่สำคัญ คือ แผนภูมิครอบครัว (Family Genogram) ที่ทำให้เข้าใจเด็กและครอบครัว ผังความสัมพันธ์ทางสังคม (Ecological Mapping) ที่ทำให้เห็นความสัมพันธ์ของเด็กและบริบทสังคมรอบตัว และ แผนที่เดินดิน (Geo-Social Mapping) ที่ทำให้เห็นพื้นที่ทั้งหมดของชุมชน
📍 แผนภูมิครอบครัว (Family Genogram)
แผนภูมิครอบครัว (Family Genogram) เป็นเครื่องมือที่จะทำให้ผู้ใช้เห็นระบบความสัมพันธ์ในครอบครัวของเด็กที่เป็นกลุ่มเป้าหมาย ที่จะช่วยขยายความเข้าใจที่มีต่อเด็กและครอบครัวได้
โดยข้อมูลที่ปรากฏในแผนภูมิครอบครัว ไม่ได้มีแค่เด็กคนนี้เป็นลูกของใคร แต่จะมีการเชื่อมโยงประวัติของคนในครอบครัวว่ามีสมาชิกทั้งหมดกี่คน เป็นใครบ้าง มีประวัติอย่างไร มีความสัมพันธ์ระหว่างกันอย่างไร ทำให้ผู้ใช้เห็นที่มาที่ไปของปัญหาที่ทำให้เด็กเปราะบาง
อย่างกรณีของแพร (นามสมมติ) เด็กในโครงการชุดแรก ทีมงานทุกคนรู้ว่าแพรเข้าข่ายเปราะบาง มีปัญหา แต่พอเก็บข้อมูลครอบครัวของแพรมาทำจีโนแกรม ทำให้เห็นว่าช่วยแค่เด็กไม่พอ
“กรณีของแพร พอเราทำจีโนแกรมเสร็จปุ๊บ เรารู้เลยว่าแม่เขาก็เปราะบาง แม่เป็นซึมเศร้า ต้องกินยา เป็นไตวายระยะสุดท้าย เรารู้เลยว่า ถ้าช่วยแต่เด็กและเยาวชน แต่นิเวศรอบๆ ไม่ได้รับการสนับสนุน เด็กก็จะไปไม่รอด”
นอกจากนี้ การทำแผนภูมิครอบครัว ยังทำให้เห็นว่า ‘ใคร’ คือบุคคลสำคัญที่จะสามารถช่วยเหลือและสนับสนุนเด็กได้ เช่นกรณีของป้าสุ่น (นามสมมติ) สมาชิกในชุมชนจันทร์ประทีป ที่มีสมาชิกในบ้านเป็นเพื่อนสนิทของลูกชาย
“ป้าสุ่นมีลูกชายที่อยู่ในโครงการ แต่จริงๆ เขารับเด็กนอกระบบอีกคนมาอยู่ด้วย เป็นเพื่อนลูกชาย เพราะพ่อแม่เขาแยกทางกัน คุณยายพึ่งเสีย พอทำจีโนแกรมเลยทำให้เราเห็นความเชื่อมโยงว่า ใครในวงครอบครัวสามารถช่วยเหลือเด็กได้บ้าง”
การทำแผนภูมิครอบครัวไม่สามารถทำเสร็จได้ภายใน 1 วัน แต่ต้องอาศัยการลงพื้นที่เก็บข้อมูลมาปะติดปะต่อ ทำให้ทีมงานเห็นถึงการเปลี่ยนแปลงในชุมชน และทำให้ทีมงานเปลี่ยนมุมมอง จากการมองว่าเด็กคนนี้มีปัญหา ต้องแก้ปัญหาที่เด็ก เป็นการมองอย่างรอบด้านว่าความสัมพันธ์หน่วยย่อยสุดอย่างคนในครอบครัวเป็นแบบไหน และต้องทำอย่างไรที่จะสามารถช่วยเด็กได้จริง
📍ผังความสัมพันธ์ทางสังคม (Ecological Mapping)
ผังความสัมพันธ์ทางสังคม เป็นเครื่องมือที่คล้ายกับแผนภูมิครอบครัว แต่จะทำให้เห็นบริบทความสัมพันธ์นอกตัวบ้านของเด็กและสังคม เช่น เด็กกับโรงพยาบาล เด็กกับวัด เด็กกับครู
ซึ่งสำหรับคณะทำงาน มอ. ผังความสัมพันธ์ทางสังคมจะถูกใช้เพื่อเสริมข้อมูลเกี่ยวกับตัวเด็ก เมื่อขาดข้อมูลในการทำแผนภูมิครอบครัว
📍แผนที่เดินดิน (Geo-Social Mapping)
แผนที่เดินดินเปรียบเสมือนบันไดขั้นแรกในการทำความรู้จักกับชุมชน เพราะในการเก็บข้อมูล ทีมงานจะต้องลงพื้นที่ เดินสำรวจทุกบริเวณในชุมชน ซึ่งระหว่างการเก็บข้อมูลทางกายภาพนั้น ก็จะมีการพูดคุยกับชาวบ้านในชุมชน ทำให้เกิดความคุ้นหน้าคุ้นตา และความไว้ใจ จากเดิมที่เป็นคนแปลกหน้าของพื้นที่
ซึ่งการทำแผนที่เดินดิน ช่วยให้ทีมงานเห็นภาพกว้างของชุมชนทั้งหมด จากที่ไม่รู้ว่าบ้านของเด็กในโครงการอยู่ตรงไหน เพราะไม่มีป้ายบอก ก็จะเห็นว่าบ้านตั้งอยู่ตรงไหน มีครัวเรือนไหนอยู่ติดกัน และมีความเสี่ยงอะไรบ้าง
ทั้ง 3 เครื่องมือนี้ถูกใช้ประกอบกันเพื่อทำให้เห็นภาพชีวิตของเด็กอย่างรอบด้าน ตั้งแต่ความสัมพันธ์ในครอบครัว ความเชื่อมโยงกับผู้คนและสถาบันรอบตัว ไปจนถึงบริบททางกายภาพของชุมชนที่เด็กอาศัยอยู่ ช่วยให้ทีมงานมองเห็นทั้งปัญหา ศักยภาพ และทรัพยากรที่มีอยู่ในชุมชน เพื่อนำไปสู่การออกแบบการช่วยเหลือที่สอดคล้องกับความเป็นจริง และสร้างการเปลี่ยนแปลงที่ยั่งยืนให้กับเด็ก ครอบครัว และชุมชนได้ในระยะยาว
อ่านเรื่องราว : ชวนเด็กที่เอาตัวรอดไปวันๆ มาตามหาความฝัน และกล้าบอกว่าตัวเองต้องการอะไร : ภารกิจของสามเสาหลักหาดใหญ่ มอ.-เทศบาล-ชุมชน
เรื่อง : ธันยพร เกษรสิทธิ์
ภาพถ่าย : อธิคม แสงไชย
ภาพประกอบ : ภัทราภรณ์ สงสาร