“ยิ่งเรียนรู้ ก็ยิ่งเห็นอีกหลายเส้นทางที่เป็นไปได้ของชีวิต” เรื่องราวความฝันที่ค่อย ๆ ใหญ่ขึ้นของ ‘บาส พานิชพล’ เจ้าหน้าที่เครื่องมือแพทย์โรงพยาบาล นศ.ทุนนวัตกรรมสายอาชีพชั้นสูง รุ่น 2

“ยิ่งเรียนรู้ ก็ยิ่งเห็นอีกหลายเส้นทางที่เป็นไปได้ของชีวิต” เรื่องราวความฝันที่ค่อย ๆ ใหญ่ขึ้นของ ‘บาส พานิชพล’ เจ้าหน้าที่เครื่องมือแพทย์โรงพยาบาล นศ.ทุนนวัตกรรมสายอาชีพชั้นสูง รุ่น 2

‘บาส’ เติบโตในร้านซ่อมเครื่องใช้ไฟฟ้าของอาที่จังหวัดเชียงใหม่ เขาซึมซับทักษะงานช่างอิเล็กทรอนิกส์แต่เด็ก จนจบ ม.3 ก็มุ่งเรียนสายอาชีพเต็มตัว โดยเลือกเรียน ปวช. แผนกช่างอิเล็กทรอนิกส์ ที่วิทยาลัยเทคนิคเชียงใหม่

ย้อนไปตอนนั้นเขามองว่า ถ้าเรียนจบ ได้เป็นช่าง มีงานมีรายได้ ถึงตรงนั้นก็บรรลุเป้าหมายแล้ว

“ที่เลือกมาทางนี้ เพราะคิดว่าเรามีความรู้เรื่องวงจร มีทักษะ มีงานที่ร้านอาให้ทำ ยิ่งงานช่างอิเล็กทรอนิกส์จะค่อนข้างคงที่ คืออย่างน้อยของใช้พวกนี้คนมีกันทุกบ้าน ต้องใช้งานทุกวัน หมายถึงงานดูแลซ่อมแซมของพังของเสียก็จะมีให้ทำทุกวันด้วย” บาสเล่าแผนชีวิตเมื่อครั้งยังเป็นนักศึกษา ปวช.

จนใกล้จบการศึกษา ประสบการณ์เพิ่มขึ้น เห็นโลกกว้างขึ้นอีกนิด บาสเริ่มคิดว่าอยากเรียนสูงกว่าชั้น ปวช. แต่ก็คิดถึงความจริงว่า การเรียนต่อหมายถึงค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นอีกเท่านึง และเป็นตัวเลขที่เกินกำลังครอบครัวจะส่งไหว แผนการจึงไม่เปลี่ยน เขาตั้งใจว่าจบแล้วจะทำงานที่ร้านของอาเต็มตัว ระหว่างนั้นจะหาคอร์สเสริมทักษะเรียนไปด้วย เพราะอยากพัฒนางานให้ดียิ่งขึ้น

แต่แล้วก็มีจุดเปลี่ยน เมื่อใครคนหนึ่งเห็นถึงความสามารถ เห็นความรักในงานช่าง และเห็นเส้นทางอนาคตทอดยาว ที่ตัวบาสในวัยนั้นยังมองไม่เห็น

“ผมบอกครูที่ปรึกษาว่าเรียนจบแล้วจะทำงาน อยากมีรายได้ช่วยที่บ้านเร็ว ๆ แต่เป็นครูที่บอกว่า ทักษะที่ผมมียังไปได้ไกลกว่านี้ ผมเลยบอกครูว่า ยังไงก็ตามที่บ้านก็คงส่งไม่ไหวแล้ว

“วันนั้นเองที่ครูเปิดโลกให้รู้ว่า กสศ. มีทุนสำหรับเรียนสายอาชีพ ชื่อทุนนวัตกรรมสายอาชีพชั้นสูง ที่จะช่วยทั้งค่าเรียนและค่าใช้จ่ายประจำวันด้วย พอได้ยินผมก็สนใจมาก และตัดสินใจสมัคร จนได้รับคัดเลือก และได้เรียนต่อ ปวส. ที่เดิม ในสาขาอิเล็กทรอนิกส์การแพทย์” 

การได้เป็นหนึ่งในนักศึกษาทุนนวัตกรรมสายอาชีพชั้นสูงของ กสศ. ครั้งนี้ บาสบอกว่า “คือสิ่งที่จะเปลี่ยนแปลงวิธีคิดของผมไปเลย” ซึ่งกว่าเขาจะตระหนักรู้จริง ๆ ก็กินเวลาอีกหลายปีถัดไป

สองปีจากนั้น บาสเรียนจบพร้อมเกียรติบัตรชั้น ปวส. คราวนี้สถานการณ์ต่างไป เพราะเขาอยากเรียนต่อให้ถึงปริญญาตรี หากข้อแม้เดิมก็ยังปักหลักค้ำอยู่ คือทุก ๆ ระดับชั้นการศึกษาที่สูงขึ้น ย่อมมีราคาแพงกว่าเดิม

แต่เมื่อมีเป้าหมายแล้วก็ต้องรีบเดินต่อไปให้ไวที่สุด บาสเลือกเข้ากรุงเทพฯ มาอยู่กับแม่ หางานทำ เชื่อว่าถ้าใช้ชีวิตรัดกุมพอ ทักษะอาชีพกับวุฒิที่มี ก็น่าจะช่วยให้พอมีรายได้เหลือเก็บไว้ใช้เรียนต่อ

ไม่นาน บาสได้งานเป็นช่างเครื่องมือแพทย์ในบริษัทเอกชน ระหว่างนั้น เขาหาข้อมูลเรื่องเรียนต่อ ปรึกษารุ่นพี่ที่ทำงาน และค่อย ๆ วางแผนเป็นลำดับ

ราวหนึ่งปีเต็ม เขาเก็บเงินได้เกือบ 40,000 บาท และคิดว่าตัวเองพร้อมแล้วที่จะกลับไปเรียน บาสลาออกจากงาน ตัดสินใจสอบเข้ามหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ ในภาควิชาฟิสิกส์อุตสาหกรรมและอุปกรณ์การแพทย์ (IMI) คณะวิทยาศาสตร์ประยุกต์ พร้อมกู้เงินเรียนจาก กยศ. และหางานพิเศษทำไปด้วย

“การเก็บเงินได้ก้อนหนึ่งก็ใช่ว่าเราพร้อมที่สุด ไม่มั่นใจเลยครับว่าจะมีพอจนเรียนจบได้ ถึงตัดสินใจแล้ว แต่ก็กังวล ยังคิดว่าถ้าเรายังทำงานอย่างน้อยเงินเข้าทุกเดือน เก็บเพิ่มก็ได้ แต่จุดนั้นคือรายรับเราจะไม่มีแล้ว ส่วนรายจ่ายค่ากินอยู่และค่าเรียนก็มารออยู่ตรงหน้า ไหนจะเรื่องเรียนที่ไม่รู้ว่าจะไหวแค่ไหน

“…จนสุดท้ายทบทวนดีแล้ว ก็คิดแค่ว่ายังไงเราต้องลุยไปข้างหน้า”

ถึงอย่างนั้น ผ่านไปยังไม่ครบหนึ่งเทอม บาสก็เริ่มคิดว่าตัวเองตัดสินใจผิด ที่เลือกทิ้งงานทิ้งรายได้เพื่อมาเรียนต่อ…

โดยหลังสอบกลางภาคเทอมแรก คะแนนออกมาไม่ดี เขาแอบคิดในใจลึก ๆ ว่าสำหรับเด็กคนหนึ่งที่ฝึกฝนทักษะด้วยตัวเองในร้านซ่อมเครื่องใช้ไฟฟ้า ก่อนมุ่งเรียนสายอาชีพเต็มตัวมาตลอด เขารู้ว่าทักษะวิชาการของตัวเองคือจุดอ่อน และบางทีการเลือกเรียนต่อมหาวิทยาลัย อาจคือเรื่องที่เกินตัว

“ผลสอบออกครั้งแรกตอนปี 1 ผมอยากเลิกเรียนเลยครับ รู้สึกท้อ คิดวนเวียนแค่ว่าเราเรียนมาสายช่าง พอต้องมาเรียนวิชาการหนัก ๆ ต้องมีพื้นฐานฟิสิกส์ เคมี คำนวณแน่น ๆ บางทีตรงนี้เลยอาจไม่ได้เหมาะกับเรา ยังคิดว่าอยากดรอป กลับไปทำงาน สงสัยว่าตัวเองตัดสินใจถูกไหม”

ช่วงเวลานี้เอง ที่บาสเยียวยาตัวเองด้วยการย้อนกลับไปหา ‘ตัวตนสมัยเป็นนักศึกษาทุนนวัตกรรมสายอาชีพชั้นสูง’

…และกลายเป็นส่วนสำคัญ ที่ทำให้เขากลับมาบนเส้นทางได้

“ผมเริ่มกลับมาคิดว่าหลาย ๆ ครั้งที่เจอเรื่องยาก ๆ หนัก ๆ เราผ่านมาได้ยังไง แล้วผมเชื่อว่าการได้ทุนคือจุดเปลี่ยนของชีวิต เพราะย้อนไปจุดแรก เราคิดว่าการเรียนอิเล็กทรอนิกส์ ปลายทางคงมีทางเดียวคือเป็นช่างเท่านั้น แต่ช่วงเป็นนักศึกษาทุน ผมกลับได้อะไรมากกว่าทักษะ โดยเฉพาะตอนฝึกงานโรงพยาบาล ผมได้เข้าถึงเทคโนโลยีแพทย์สมัยใหม่ การเป็นนักศึกษาทุนยังทำให้ได้โอกาสเจอวิทยากรมาช่วยแนะแนว ให้ความรู้ ได้ศึกษาดูงานหลาย ๆ ที่ ได้เข้าอบรมด้านภาษาและอีกหลายทักษะ กลายเป็นความคิดเราเปลี่ยน มุมมองเปลี่ยนไป เราเห็นอีกหลาย ๆ เส้นทางที่เป็นไปได้ของชีวิตเมื่อเรียนจบสูงขึ้น  

“พอคิดอย่างนี้ เราถึงเข้าใจว่าความฝันเรามันค่อย ๆ ขยายขนาดขึ้นได้ ซึ่งมันก็กลายเป็นแรงให้ฮึดสู้ต่อ พยายามทำให้ดีขึ้นทุกเทอม แล้วพอรุ่นพี่เห็นเราตั้งใจ เขาก็มาช่วยติวด้วยอีกแรง ส่วนตัวเราก็พยายามไม่จมกับความคิดว่าทำได้แค่นั้น แต่ทุกวันจะมองไปที่อนาคตว่าวันที่ผ่านความยากลำบากไปหมดแล้ว เราจะมองย้อนกลับมา ภูมิใจกับมัน แล้วถึงวันนั้น เมื่อมองไปข้างหน้าก็จะมีทางเลือกและโอกาสที่เป็นไปได้อีกมาก”    

บาส พานิชพล

…ผ่านมาอีกสองปีครึ่ง ‘บาส’ พานิชพล อินทอง ก็คว้าปริญญาวิทยาศาสตร์บัณฑิต สาขาฟิสิกส์อุตสาหกรรมและอุปกรณ์การแพทย์ เอกอุปกรณ์การแพทย์ ได้สำเร็จ

และถึงวันนี้ บาสก็มีตำแหน่งเป็นเจ้าหน้าที่เครื่องมือแพทย์ รับผิดชอบงานดูแลซ่อมบำรุงเครื่องมือแพทย์ในโรงพยาบาล มีรายได้ช่วยแบ่งเบาค่าใช้จ่ายแม่ได้ทุกเดือน บาสเผยความรู้สึก ว่า ‘ดีใจที่ทำให้แม่ภูมิใจ’ แต่ที่สุดของทั้งหมดที่ผ่านมา คือเขาไม่ต้องเห็นแม่เหนื่อยกับการแบกภาระค่าใช้จ่ายอีกแล้ว

ส่วน ณ ปัจจุบัน สิ่งเดียวที่บาสคิด คือจะพยายามขยายขนาดความฝันของตัวเองให้ใหญ่ขึ้นไปอีก

เขาทิ้งท้ายด้วยคำขอบคุณไปถึง ‘มือทุกมือ’ ที่คอยรองรับเขาไว้ในทุกช่วงรอยต่อ พร้อมหวังว่าเรื่องราวของเขาจะเป็นแรงบันดาลใจ ให้น้อง ๆ รุ่นถัดไปมีกำลังใจพาตัวเองไปถึงเป้าหมายได้ เช่นที่เขาเคยผ่านมา   

“ผมขอบคุณครูทุกคน และทุกฝ่ายที่เคยให้โอกาส ให้ทุน ให้กำลังใจ และให้คำแนะนำจนผมก้าวมาถึงตรงนี้ เป้าหมายต่อจากนี้ของผมคือจะพยายามพาตัวเองไปต่อให้ไกลขึ้น เพื่อดูแลตัวเองและครอบครัวให้ดีที่สุด แล้วผมหวังว่าประสบการณ์ที่ผ่านมาของผม จะมีส่วนช่วยให้น้อง ๆ มองเห็นว่า ถ้าเราไม่หยุดเรียนรู้ ไม่หยุดพยายาม ความฝันของเรามันจะค่อย ๆ ใหญ่ขึ้นได้จริง ๆ”