รื้อตู้สะบัดผ้า : กลยุทธ์พัฒนาเด็กที่ให้ผู้ใหญ่บ้านเป็นแนวหน้าในการค้นหา-คัดกรอง-เข้าใจ เพื่อสร้างพื้นที่ปลอดภัยในชุมชนของตัวเอง

รื้อตู้สะบัดผ้า : กลยุทธ์พัฒนาเด็กที่ให้ผู้ใหญ่บ้านเป็นแนวหน้าในการค้นหา-คัดกรอง-เข้าใจ เพื่อสร้างพื้นที่ปลอดภัยในชุมชนของตัวเอง

หลายคนอาจคุ้นชินกับคำว่า ‘เด็กคือผ้าขาว’ ที่มองว่าเด็กทุกคนมีความบริสุทธิ์ พร้อมซึมซับสิ่งรอบตัว แต่สำหรับพื้นที่ตำบลโพนแพง อำเภออากาศอำนวย จังหวัดสกลนคร ‘เด็กที่นี่คือผ้าหลากสี’ หลายรูปทรง เด็กแต่ละคนจึงมีเรื่องราว มีปัญหา และมีความต้องการที่ไม่เหมือนกัน

เช่น ปัญหาปากท้อง ปัญหายาเสพติด ถูกชักจูงโดนรุ่นพี่ให้ไปมั่วสุม แว้นมอเตอร์ไซต์ ตลอดจนเรียนไม่ทันเพื่อน

“ในความเป็นจริงเด็กก็คือเสื้อผ้าหลากสี บางคนอาจจะเกเรบ้าง บางคนอาจจะดื้อบ้าง บางคนอาจจะถลำลึกไปบ้าง แต่สุดท้ายด้วยความเป็นเด็ก เขาเป็นวัยที่อยากรู้อยากลอง ดังนั้นเราต้องออกแบบกระบวนการเรียนรู้ร่วมกันให้เกิดขึ้น” ตั้มอธิบาย

เพราะฉะนั้น ‘โครงการเสริมสร้างสุขนิเวศน์การเรียนรู้สร้างสรรค์และพัฒนาสมรรถนะเด็กเยาวชนนอกระบบการศึกษา’ โดยศูนย์การเรียนรู้ชุมชนคนหนุ่มสาว ภายใต้การสนับสนุนของกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) จึงตั้งเป้าที่จะเปิดพื้นที่สร้างโอกาสให้กับเด็กเยาวชน โดยตั้งต้นจากประสบการณ์การทำงานที่คลุกคลีกับเรื่องเด็กมาหลายปีจนทำให้ศูนย์การเรียนรู้ชุมชนคนหนุ่มสาวเป็นพื้นที่ที่ใครก็รู้จัก

แต่การรอให้เด็กเดินเข้ามาหาเองทำให้ ‘ตั้ม – ธนภัทร แสงหิรัญ’ ผู้รับผิดชอบโครงการฯ และทีมงานไม่ทราบตัวเลขที่แท้จริงว่ามีเด็กหลุดระบบจำนวนกี่คน และต้องสร้างกระบวนการเรียนรู้แบบไหนที่จะสามารถรองรับเด็กได้หลายรูปแบบ โครงการฯ จึงสร้าง ‘ยุทธการสะบัดผ้า’ ขึ้น โดยใช้ผู้ใหญ่บ้านเป็นกลไกสำคัญ

“การสะบัดผ้า คือ เรากับผู้ใหญ่บ้านลงไปรื้อตู้ สกรีนเด็กทุกหลังคาเรือน ชิ้นไหนดีจับใส่ราว ชิ้นไหนต้องซ่อมแซม ต้องมัดย้อมใหม่ หรือดูว่าชิ้นไหนต้องส่งต่อส่งรักษา เพื่อคัดกรองและช่วยเหลือเขาให้ตรงจุด” ตั้มอธิบาย

เพราะถึงจะเป็นคนริเริ่มยุทธการนี้ แต่หากจะให้ตั้มและทีมที่มีไม่ถึง 5 คนลงไปรื้อตู้เสื้อผ้าทีละตู้ ก็อาจจะช่วยเหลือเด็กได้ไม่ทั่วถึง คนที่ต้องเป็นกำลังสำคัญในการค้นหาจึงเป็นผู้ใหญ่บ้านทั้ง 12 หมู่บ้านที่อยู่ใกล้ชิดชุมชนที่สุด มีข้อมูลในมือว่าเด็กแต่ละคนอยู่ที่ไหน และผู้ปกครองแต่ละบ้านให้ความไว้ใจ

“เราใช้กลไกผู้ใหญ่บ้านเข้ามาช่วย ให้คอยสังเกตลูกบ้าน คัดกรองเด็กตามท้องไร่ท้องนา ให้เราเห็นข้อมูลเด็กได้ครอบคลุมขึ้น”

ที่ผ่านมา ผู้ใหญ่บ้านรับรู้ว่ามีเด็กนอกระบบอยู่ในพื้นที่ของตัวเอง และเมื่อเกิดถ้อยคำวิจารณ์จากคนในชุมชนว่าเด็กไม่ทำอะไรเลย ติดบ้าน ติดเพื่อน ผู้ใหญ่ในชุมชนก็จะบ่นและบอกให้เด็กลุกไปหากิจกรรมทำ แต่เด็กก็ไม่รู้ว่าตัวเองจะไปที่ไหนเพราะไม่มีพื้นที่รองรับ หรือบางครั้งเป็นการรอให้สถาบันการศึกษาเป็นหน่วยที่เข้ามาจัดการ 

ตั้มจึงอยากผลักดันให้ผู้ใหญ่บ้านขึ้นมาเป็นผู้นำการสื่อสาร เป็นหัวหน้าทีมของกลไกระดับหมู่บ้านที่ประกอบไปด้วยผู้ช่วยและแม่ๆ อสม. โดยให้คิดว่างานนี้เป็นงานของผู้ใหญ่บ้านทุกคนไม่ใช่ของศูนย์การเรียนรู้ชุมชนคนหนุ่มสาวเพียงลำพัง

“ทุกอย่างผมยกให้เป็นผลงานของผู้ใหญ่บ้านทุกหมู่บ้านที่มาทำงานร่วมกัน ถ้าเด็กเติบโตขึ้น เด็กมีความสามารถ มีความกล้ามาก ก็เป็นเพราะพ่อๆ แม่ๆ เป็นคนเปิดพื้นที่ให้ทั้งนั้นเลย ผมเป็นคนสะกิดบอกว่าเด็กอยากได้อะไร เพราะที่ผ่านมาเด็กไม่กล้าคุยด้วย” ตั้มเสริม

ตั้มเล่าว่า ในการทำงานช่วงต้นที่ให้ผู้ใหญ่บ้านเป็นแกนนำในการค้นหาเด็ก ต้องมีการปรับวิธีคิดของผู้ใหญ่บ้าน เพราะก่อนหน้านี้เด็กนอกระบบเป็นเด็กมีปัญหาในสายตาคนในชุมชน ตั้มงและทีมจึงต้องพยายามแทรกเรื่องเด็กและเยาวชนเข้าไปในวาระการประชุมประจำเดือนของผู้ใหญ่บ้าน ให้พวกเขามองเด็กด้วยหัวใจ ไม่ใช่เป็นแค่เป้าหมายที่ต้องจับผิด

“เป้าหมายสุดท้ายเราไม่ได้มองว่าเด็กเป็นผู้ร้าย ในบางกรณีเด็กไม่ได้เก่งโดยที่เขาไม่ได้ตั้งใจ เด็กไม่ได้กระทำความผิดโดยเขาจงใจ แต่ล้วนแล้วมันเกิดจากสภาพแวดล้อมหรือจากใดๆ ก็ตาม”

โดยกระบวนการสะบัดผ้าจะเริ่มจากการให้ผู้ใหญ่บ้านค้นหาเด็กในพื้นที่ที่ตัวเองรับผิดชอบและทำความเข้าใจปัญหาของเด็กแต่ละคน หากเด็กคนไหนต้องการความช่วยเหลือ ก็จะให้ผู้ใหญ่บ้านบรรจุเป็นวาระการประชุมของหมู่บ้านเพื่อหาทางสนับสนุนเด็กร่วมกันในชุมชน เช่น หากเด็กชอบแว้นรถมอเตอร์ไซต์ ก็จะสนับสนุนอุปกรณ์ช่างซ่อมรถให้ โดยแลกกับการช่วยงานของหมู่บ้าน

“สุดท้ายเลือกที่จะไม่เรียนก็ไม่เป็นไร แต่มาคุยกันว่าถ้าไม่เรียนแล้วจะทำยังไงให้ชีวิตมีความสุขได้ ไม่เดือดร้อน หรือเราก็เสนอว่าถ้าไม่เรียนในระบบจะสนใจไหม เรามีกลไกรองรับนะ ไม่ต้องไปเรียนก็ได้ แต่ว่าคุณต้องมาช่วยงานชุมชนนะ”

ซึ่งหากมีเรื่องไหนที่ต้องการความช่วยเหลือที่ใหญ่ขึ้น เช่น งบประมาณ ผู้ใหญ่บ้านก็สามารถดำเนินการได้เองด้วยการนำข้อมูลเด็กไปสื่อสารกับหน่วยงานระดับอำเภอ หรือหากอยากได้คำปรึกษากับเครื่องมือในการส่งเสริมการเรียนรู้ให้กับเด็ก ก็จะมีศูนย์การเรียนรู้ชุมชนคนหนุ่มสาวคอยสนับสนุน

“สุดท้ายแล้ว เป้าหมายสูงสุดคือให้ลูกหลานของเราเติบโตไปเป็นผู้ใหญ่ที่มีคุณภาพ เป็นผู้ใหญ่ที่มาดูแล รับผิดชอบ รับไม้ต่อจากพวกเราในบทบาทไหนก็ตาม จะเป็นคนธรรมดาก็ได้ แต่เป็นคนธรรมดาที่รับผิดชอบร่วมกันในสังคมเราให้อยู่ดีมีสุขมากขึ้น” ตั้มเสริม

ดาวน์โหลดเพิ่มเติม