เมื่อ AI เปลี่ยนโลก อะไรคือ “ทักษะพื้นฐานชีวิต” ที่ช้าไม่ได้ ชวนฟังหลากทัศนะจาก Alpha ถึง Baby Boomer

เมื่อ AI เปลี่ยนโลก อะไรคือ “ทักษะพื้นฐานชีวิต” ที่ช้าไม่ได้ ชวนฟังหลากทัศนะจาก Alpha ถึง Baby Boomer

เมื่อโลกก้าวเข้าสู่ยุค AI  คำถามสำคัญจึงไม่ใช่แค่ว่าเทคโนโลยีจะเข้ามาดิสรัปต์การทำงานอย่างไร แต่คือเราจะเตรียมคนทุกรุ่นให้เติบโตไปพร้อมกันได้อย่างไร

จากเวทีเสวนา High-level Policy Forum โดยกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) และธนาคารโลก ร่วมฟังเสียงสะท้อนจากตัวแทน 5 เจเนอเรชันตั้งแต่เด็ก Gen Alpha ที่เติบโตมากับ Coding และ AI ไปจนถึง Baby Boomer ผู้ผ่านโลกการทำงานมายาวนาน

เพราะ “ทักษะพื้นฐานชีวิต” คือรากฐานที่ทำให้คนทุกวัยเรียนรู้ ปรับตัว และก้าวต่อไปได้ท่ามกลางโลกที่เปลี่ยนแปลง สิ่งที่คนแต่ละวัยจำเป็นต้องมีเพื่อ “อยู่รอด อยู่ได้ และก้าวต่อไป” วันนี้คืออะไร  

การเปิดพื้นที่ให้คนต่างวัยได้พูดคุย จึงช่วยให้เห็นโจทย์และช่องว่างของแต่ละช่วงชีวิต เพื่อนำเสียงเหล่านี้ไปสู่การออกแบบนโยบายและระบบสนับสนุนที่ตอบโจทย์การพัฒนาคนทุกวัย 

(กลาง) ด.ญ.อิงค์กันย์ ฤกษ์พัฒนาพิพัฒน์

ด.ญ.อิงค์กันย์ ฤกษ์พัฒนาพิพัฒน์ จากโรงเรียนสารสาสน์เอกตรา (Sarasas Ektra School)  เป็นตัวแทนเยาวชนไทยเข้าร่วมโครงการ International Friends for Peace 2025 ผู้แทน Gen Alpha กล่าวถึงประเด็นการเรียนรู้ทักษะที่หลากหลายในยุค AI และเทคโนโลยี

หนูคิดว่าความสามารถพิเศษของหนูคือ คุณพ่อคุณแม่พาไปแข่งทั้ง Speed และ Debate ส่วนความสามารถที่หนูฝึกมาตั้งแต่เด็กก็จะมีทั้งการร้องเพลง เต้น และการแสดง หนูมีโอกาสได้ขึ้นเวทีของสุนทราภรณ์และได้ขึ้นคอนเสิร์ต รวมถึงเคยไปแข่งขันรายการ The Golden Song เวทีเพลงเพราะ และเข้ารอบ 36 คนสุดท้ายค่ะ

หนูเป็นเด็กที่เติบโตมาในโลกที่มีโซเชียล มีเดีย ก็เลยค่อนข้างคุ้นเคยและใช้โซเชียลมีเดียอยู่เป็นประจำ พอ AI เข้ามามีบทบาทมากขึ้น หนูก็เริ่มเห็นความสำคัญและประโยชน์ของ AI มากขึ้นด้วยค่ะ นอกจากกิจกรรมต่าง ๆ แล้ว หนูก็เรียนหลายอย่าง ทั้งการแสดง ร้องเพลง เต้น และเปียโน

หนูยังเคยเข้าร่วมกิจกรรม International Friends 2025 และผ่านเข้ารอบ 40 คนสุดท้าย โดยมีโอกาสไปพิชชิ่งที่จุฬาฯ ซึ่งหัวข้อที่ได้รับเกี่ยวข้องกับ AI และให้แต่ละกลุ่มคิดวิธีสร้างเว็บไซต์หรือสิ่งต่าง ๆ เพื่อช่วยแก้ปัญหาตามโจทย์ที่ได้รับ หนูก็ได้ลองทำเว็บไซต์และเริ่มเขียน Coding  ด้วยตัวเองด้วยค่ะ 

หนูเลยคิดว่าความแตกต่างอย่างหนึ่งระหว่างเจนของหนูกับคนรุ่นก่อนก็คือ เด็ก Gen Alpha มีโอกาสได้เรียนรู้เรื่อง Coding เทคโนโลยี และ AI ตั้งแต่เด็ก เพราะสิ่งเหล่านี้เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของการเรียนรู้และชีวิตประจำวันของพวกเราค่ะ

นางสาวณัฏฐ์ฐา โพธิ์แมนกุล นักศึกษาจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และ นางสาวปารียา ทองศฤงคลี  นักศึกษาทุนนวัตกรรมสายอาชีพชั้นสูง หลักสูตรผู้ช่วยพยาบาล มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ และปัจจุบันทำงานเป็นผู้ช่วยพยาบาลของโรงพยาบาลพญาไท ผู้แทน Gen Z กล่าวถึงประเด็นการเข้าสู่โลกการทำงานในยุค AI และความต้องการ “สะพานเชื่อม” ระหว่างการศึกษากับการทำงาน

ตัวแทน Gen Z สะท้อนประสบการณ์ของคนรุ่นใหม่ที่เติบโตมากับการแข่งขันทางการศึกษา โดยมีความเชื่อว่าการตั้งใจเรียน สอบเข้าโรงเรียนที่ดี มหาวิทยาลัยที่ดี และมีผลการเรียนที่ดี จะนำไปสู่การมีงานที่ดีในอนาคต อย่างไรก็ตาม เมื่อกำลังเปลี่ยนผ่านจากระบบการศึกษาเข้าสู่ตลาดแรงงาน กลับพบว่าโลกการทำงานมีความซับซ้อนและแตกต่างจากสิ่งที่เรียนมาอย่างมาก

หนึ่งในความท้าทายที่เห็นได้ชัดคือ โอกาสสำหรับตำแหน่งงานระดับเริ่มต้นมีน้อยลง โดยเฉพาะเมื่อ AI และระบบอัตโนมัติเข้ามาทำงานบางส่วนที่เดิมเป็นหน้าที่ของพนักงานระดับ Junior หรือ Analyst ทำให้คนรุ่นใหม่ต้องกลับมาตั้งคำถามว่า การศึกษาและทักษะที่มีอยู่จะสามารถตอบโจทย์ตลาดแรงงานที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วได้อย่างไร

อีกประเด็นสำคัญคือ AI ไม่ได้สร้างเพียงความแตกต่างระหว่างคนต่างวัยเท่านั้น แต่ยังสามารถสร้างช่องว่างระหว่างคนใน Generation เดียวกัน โดยคนที่เข้าถึงและใช้ AI ได้อย่างมีประสิทธิภาพอาจสามารถเพิ่มผลิตภาพ สร้างธุรกิจ หรือสร้างโอกาสใหม่ ๆ ได้ ขณะที่คนที่ยังไม่มีโอกาสเข้าถึงเทคโนโลยีหรือขาดความรู้ในการใช้งานอาจถูกทิ้งไว้ข้างหลัง

ดังนั้นข้อเสนอจากมุมมองของ Gen Z จึงไม่ได้อยู่ที่การตั้งคำถามว่า “AI จะมาแย่งงานหรือไม่” เพียงอย่างเดียว แต่เป็นคำถามว่าจะทำอย่างไรให้คนรุ่นใหม่ทุกกลุ่มสามารถใช้ AI เป็นเครื่องมือในการเติบโตไปพร้อมกับเทคโนโลยีได้

ประเด็นที่ถูกเสนอจึงครอบคลุมทั้ง Future-ready Education หรือการทำให้ระบบการศึกษาสอดคล้องกับโลกการทำงานที่เปลี่ยนแปลง และ AI Literacy เพื่อให้คนรุ่นใหม่มีความรู้และทักษะในการใช้ AI อย่างเหมาะสม

นอกจากนี้ยังมีข้อเสนอให้สร้าง “สะพานเชื่อม” ระหว่างสถาบันการศึกษากับภาคเอกชน เพื่อให้คนรุ่นใหม่ได้สัมผัสโลกการทำงานจริงตั้งแต่ก่อนเรียนจบ รวมถึงได้เรียนรู้วัฒนธรรมองค์กรและรูปแบบการทำงานที่หลากหลาย เพราะการเรียนในระบบเพียงอย่างเดียวไม่สามารถเตรียมคนให้พร้อมกับโลกการทำงานได้ทั้งหมด

อีกเสียงหนึ่งจากคนรุ่นใหม่ยังเน้นว่า แม้ AI จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน แต่ทักษะความเป็นมนุษย์ยังไม่สามารถถูกแทนที่ได้ง่าย โดยเฉพาะความเห็นอกเห็นใจ (Empathy) ความอดทน วินัย และความสามารถในการเข้าใจผู้อื่น ซึ่งมีความสำคัญอย่างยิ่ง โดยเฉพาะในงานที่ต้องดูแลผู้คน

(จากซ้าย) ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์, ชัชวาลย์ บุตรทอง, จินตนา ควรทรงธรรม

นายชัชวาลย์ บุตรทอง ครูโรงเรียนสวนหลวงสาธิต สปจ.อุตรดิตถ์ และผู้อำนวยการศูนย์การเรียนสถาบันการเรียนรู้ตลอดชีวิตเพื่อสังคม ผู้แทน Gen Y กล่าวถึงประเด็น Generation แห่ง “ช่วงเปลี่ยนผ่าน” และบทบาทในการเชื่อมคนรุ่นเก่ากับคนรุ่นใหม่

ในมุมมองของ Gen Y ประเด็นสำคัญอยู่ที่การเป็น Generation ที่เติบโตขึ้นในช่วงเปลี่ยนผ่านจากโลกอนาล็อกเข้าสู่โลกดิจิทัล โดยยกตัวอย่างประสบการณ์ตั้งแต่ช่วงที่คอมพิวเตอร์เริ่มเข้ามาในโรงเรียน ซึ่งในอดีตนักเรียนจำนวนมากต้องแบ่งกันใช้คอมพิวเตอร์เพียงไม่กี่เครื่อง ก่อนที่จะค่อย ๆ เรียนรู้เทคโนโลยีและนำมาใช้ในการเรียนและการทำงาน จนกลายเป็นเครื่องมือสำคัญในชีวิตการทำงานในปัจจุบัน

ประสบการณ์ดังกล่าวทำให้ Gen Y มีลักษณะเฉพาะในฐานะ คนรุ่นที่ต้องเรียนรู้เทคโนโลยีระหว่างทาง แตกต่างจากคนรุ่นใหม่ที่เติบโตมากับเทคโนโลยีตั้งแต่เด็ก  อย่างไรก็ตาม การมอง Gen Y เป็นกลุ่มเดียวกันทั้งหมดอาจทำให้เกิดความเข้าใจที่คลาดเคลื่อน เพราะภายใน Generation เดียวกันยังมีความแตกต่างจากบริบทของการเติบโต เช่น คนที่เติบโตและเรียนในเมืองอาจมีประสบการณ์ด้านเทคโนโลยีแตกต่างจากคนที่เติบโตในต่างจังหวัด ขณะเดียวกันฐานะทางเศรษฐกิจและสังคมก็มีผลต่อโอกาสในการเข้าถึงการศึกษาและเทคโนโลยีด้วย

ประเด็นนี้ทำให้เห็นว่า ความแตกต่างระหว่างคนไม่ได้เกิดจาก Generation เพียงอย่างเดียว แต่ยังเกิดจากความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาและความแตกต่างเชิงพื้นที่ ซึ่งสะสมมาตั้งแต่ช่วงวัยเด็กและส่งผลต่อโอกาสเมื่อเข้าสู่ตลาดแรงงาน

ในอนาคต Gen Y จึงไม่ได้มีเพียงหน้าที่ในการปรับตัวให้เข้ากับเทคโนโลยีใหม่ ๆ แต่ยังมีบทบาทในการ “คิดเผื่อคนรุ่นถัดไป” โดยเฉพาะ Generation C หรือ Generation Alpha ที่จะเข้ามาเป็นกำลังสำคัญของสังคมในอีก 10–20 ปีข้างหน้า

ดังนั้นประเด็นสำคัญจึงอยู่ที่การสร้างระบบการศึกษาและโอกาสที่ช่วยลดความเหลื่อมล้ำ เพื่อให้เด็กและเยาวชนที่มีพื้นฐานทางเศรษฐกิจ สังคม และพื้นที่แตกต่างกัน สามารถพัฒนาศักยภาพและเติบโตขึ้นมาได้อย่างเต็มที่

นางสาวจินตนา ควรทรงธรรม กรรมการผู้จัดการ บริษัท กลุ่มปาล์มธรรมชาติ จำกัดผู้แทน Gen X กล่าวถึงประเด็น “คนไม่ได้กลัวการเปลี่ยนแปลง แต่ต้องเห็นประโยชน์ของการเปลี่ยนแปลง”

มุมมองของ Gen X ถูกถ่ายทอดผ่านประสบการณ์การทำงานและการพัฒนาบุคลากรในพื้นที่ต่างจังหวัด โดยเฉพาะการทำงานในโรงงานที่จังหวัดชุมพรเป็นเวลานานกว่า 20 ปี ซึ่งทำให้เห็นพัฒนาการของคนในพื้นที่และความสัมพันธ์ระหว่างคนกับการเปลี่ยนแปลงอย่างใกล้ชิด

บทเรียนสำคัญจากประสบการณ์ดังกล่าวคือ คนทำงาน Gen X และ Gen Y รุ่นต้น ๆ ไม่ได้ต่อต้านหรือกลัวการเปลี่ยนแปลงโดยธรรมชาติ แต่การจะทำให้คนเปิดรับการ Upskill หรือ Reskill จำเป็นต้องทำให้เห็นก่อนว่าเทคโนโลยีหรือการเปลี่ยนแปลงนั้นจะช่วยให้ชีวิตหรือการทำงานของพวกเขาดีขึ้นอย่างไร

ตัวอย่างเช่น เมื่อมีการนำระบบอัตโนมัติเข้ามาช่วยลดงานซ้ำซาก พนักงานสามารถเห็นประโยชน์ได้อย่างเป็นรูปธรรม จึงเกิดความสนใจและพร้อมที่จะเรียนรู้เทคโนโลยีใหม่มากขึ้น

อีกประเด็นที่ถูกเน้นคือ คนต่างจังหวัดไม่ได้ขาดศักยภาพ แต่ขาดโอกาส  คนจำนวนหนึ่งอาจใช้ชีวิตและทำงานอยู่ในสภาพแวดล้อมเดิมเป็นเวลานาน จึงไม่ได้มีโอกาสพบเจอเทคโนโลยี วิธีคิด หรือประสบการณ์ใหม่ ๆ เมื่อได้รับโอกาสออกไปเรียนรู้หรือสัมผัสโลกใหม่ ๆ กลับสามารถพัฒนาได้อย่างรวดเร็ว

ประสบการณ์จากการส่งพนักงานไปอบรมในกรุงเทพฯ และเปิดโอกาสให้ได้ทดลองใช้เครื่องมือดิจิทัลและ AI สะท้อนให้เห็นว่า เมื่อคนได้รับ “โอกาสในการเข้าถึง” พวกเขาสามารถเปลี่ยนจากผู้ที่ไม่คุ้นเคยกับเทคโนโลยีมาเป็นผู้ใช้งานและถ่ายทอดความรู้ต่อให้เพื่อนร่วมงานได้

ดังนั้น ในมุมของ Gen X การพัฒนาคนจึงไม่ควรเริ่มจากการตั้งสมมติฐานว่าคนรุ่นเก่าไม่พร้อมรับเทคโนโลยี แต่ควรเริ่มจากการ สร้างโอกาสและทำให้เห็นว่าเทคโนโลยีมีประโยชน์ต่อชีวิตของเขาอย่างไร

พรชัย ยิ้มพงษ์

นายพรชัย ยิ้มพงษ์ อดีตผู้อำนวยการโรงเรียนสิงห์บุรี และคณะทำงานหนุนเสริมและโค้ช (Coach TSQP) ภายใต้โครงการของกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.)  ผู้แทน Gen Baby Boomer กล่าวถึงประเด็น จาก “งานคือชีวิต” สู่การเรียนรู้และการใช้ชีวิตหลังเกษียณ

เสียงจาก Baby Boomer สะท้อนให้เห็นบริบทของคนรุ่นที่เติบโตมาในช่วงที่โอกาสทางการศึกษายังมีข้อจำกัด และครอบครัวต้องให้ความสำคัญกับการทำงานเพื่อสร้างความมั่นคง

ตัวแทน Baby Boomer เล่าถึงประสบการณ์วัยเด็กในชนบทที่ต้องเดินทางไปโรงเรียนด้วยตนเอง และมีหน้าที่ช่วยเหลือครอบครัวตั้งแต่ยังเด็ก ชีวิตในชุมชนมีความสัมพันธ์ระหว่างผู้คนอย่างใกล้ชิด โดยคนในหมู่บ้านรู้จักและดูแลกัน ขณะที่ปัจจุบันเด็กจำนวนมากเดินทางจากบ้านไปโรงเรียนและกลับบ้านโดยแทบไม่ได้มีปฏิสัมพันธ์กับชุมชนในลักษณะเดียวกัน
ในด้านการศึกษา คนรุ่น Baby Boomer เติบโตมาในช่วงที่ยังไม่มีการศึกษาภาคบังคับอย่างครอบคลุม คนจำนวนหนึ่งจึงต้องออกจากโรงเรียนตั้งแต่อายุยังน้อยเพื่อไปทำงานหรือช่วยครอบครัว ขณะเดียวกัน คนที่มีโอกาสและมีความมุ่งมั่นในการเรียนก็สามารถพัฒนาตนเองและศึกษาต่อได้

บริบทดังกล่าวทำให้เกิดค่านิยมที่มองว่า “งานคือชีวิต” และ “งานคือเงิน” เพราะรายได้จากการทำงานเป็นกลไกสำคัญในการยกระดับคุณภาพชีวิตของครอบครัวและช่วยให้ลูกหลานมีโอกาสได้รับการศึกษาที่สูงขึ้น

อย่างไรก็ตาม เมื่อเข้าสู่วัยเกษียณ บริบทชีวิตเปลี่ยนไปอย่างมาก จากเดิมที่ชีวิตผูกพันกับการทำงานและเพื่อนร่วมงาน กลายเป็นช่วงเวลาที่มีเวลาว่างมากขึ้น ขณะที่ความสัมพันธ์ทางสังคมจากสถานที่ทำงานลดลง มุมมองของ Baby Boomer จึงนำไปสู่แนวคิดสำคัญเรื่อง การเรียนรู้ตลอดชีวิตและการมีชีวิตหลังเกษียณอย่างมีคุณค่า

การเรียนรู้ไม่ควรสิ้นสุดเมื่อออกจากระบบการศึกษา หรือเมื่อเกษียณจากการทำงาน แต่สามารถเป็นช่องทางในการเปิดโอกาสใหม่ ๆ ให้กับผู้สูงวัย ทั้งการเรียนรู้ทักษะใหม่ การทำงานรูปแบบใหม่ หรือการทำงานร่วมกับคนรุ่นใหม่

ตัวอย่างที่ถูกยกขึ้นมาคือผู้สูงวัยที่กลับมาเรียนหรือทำงานร่วมกับคนรุ่นใหม่ โดยแต่ละวัยนำจุดแข็งของตนเองมาเติมเต็มกัน คนรุ่นใหม่มีทักษะบางอย่างที่คนรุ่นเก่าอาจไม่มี ขณะที่คนรุ่นเก่ามีประสบการณ์และความเชี่ยวชาญที่สามารถถ่ายทอดให้คนรุ่นใหม่ได้  ดังนั้นการมองเส้นทางชีวิตจึงไม่จำเป็นต้องเป็นเส้นตรงว่า เรียน → ทำงานอาชีพเดียว → เกษียณ แต่สามารถเปลี่ยนเส้นทาง เรียนรู้ และเริ่มต้นสิ่งใหม่ได้ตลอดชีวิต

ในท้ายที่สุด Baby Boomer ยังฝากข้อคิดถึงคนรุ่นใหม่ว่า ควรให้ความสำคัญกับ ทักษะชีวิต ควบคู่ไปกับการศึกษา เพราะทักษะบางอย่างที่คนรุ่นก่อนเคยเรียนรู้จากครอบครัวและชุมชน เช่น การดูแลบ้าน การดูแลตนเอง และการดูแลผู้อื่น อาจไม่ได้ถูกถ่ายทอดในรูปแบบเดิมอีกต่อไป พร้อมทั้งเน้นว่า คนรุ่นใหม่ไม่ควรหยุดเรียนรู้หรือท้อกับการศึกษา เพราะการเรียนรู้ตลอดชีวิตสามารถช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตได้ และเมื่อเติบโตขึ้นก็ควรดูแลทั้งตนเองและคนรอบข้าง โดยเฉพาะผู้สูงวัยในครอบครัว

กล่าวสะท้อนคิดและให้นโยบาย โดย ศาสตราจารย์ ดร. ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์  รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษาวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม

ศ.ดร.ยศชนันสะท้อนว่า แม้คนแต่ละเจเนอเรชันจะเติบโตมากับเทคโนโลยีและบริบทชีวิตที่แตกต่างกัน แต่สิ่งพื้นฐานที่ทุกคนต้องการเหมือนกันคือ “ความหวังว่าชีวิตจะดีขึ้น” ดังนั้น การมองเรื่องการพัฒนาคนจึงไม่ควรจำกัดอยู่เพียงกรอบของช่วงวัยหรืออาชีพ แต่ควรเปิดโอกาสให้ทุกคนสามารถเปลี่ยนเส้นทางชีวิต เรียนรู้ทักษะใหม่ และกลับมาเรียนรู้ได้ตลอดเวลา ไม่ว่าจะเป็นการ Reskill หรือ Upskill โดยไม่ควรถูกจำกัดด้วยวุฒิหรือเส้นทางการศึกษาที่เลือกไว้ตั้งแต่ต้น

ในเรื่องการศึกษา ศ.ดร. ยศชนันมองว่า AI สามารถเข้ามาช่วยทำให้การเรียนรู้มีความเฉพาะบุคคลมากขึ้น เพราะคนแต่ละคนมีพื้นฐานและความต้องการไม่เหมือนกัน ขณะที่ครูควรเปลี่ยนบทบาทจากผู้ถ่ายทอดความรู้เพียงอย่างเดียวมาเป็นผู้ช่วยชี้แนะแนวทางการเรียนรู้ รวมถึงควรทำให้ความรู้ งานวิจัย และข้อมูลต่าง ๆ ถูกนำไปใช้ประโยชน์ได้จริง เพื่อให้การศึกษาเชื่อมโยงกับชีวิตและโอกาสในการทำงานมากขึ้น

นอกจากนี้ ศ.ดร.ยศชนันชี้ให้เห็นว่า ศักยภาพของแต่ละคนไม่ได้ขึ้นอยู่กับตัวบุคคลเพียงอย่างเดียว แต่ขึ้นอยู่กับสภาพแวดล้อมและโอกาสที่เขาได้รับด้วย คนแต่ละคนเริ่มต้นจากจุดที่แตกต่างกัน หากสังคมสามารถสร้างโครงสร้างและสภาพแวดล้อมที่เปิดโอกาสให้คนได้ใช้ศักยภาพของตนเองอย่างเต็มที่ ก็จะช่วยลดข้อจำกัดจากเรื่องพื้นที่ ความเหลื่อมล้ำ หรือเงื่อนไขทางสังคม และทำให้คนสามารถก้าวข้ามกรอบเดิมของตัวเองได้มากขึ้น

ท้ายที่สุด ศ.ดร.ยศชนันมองว่า การพัฒนาประเทศไม่ควรวัดความสำเร็จจากตัวเลขทางเศรษฐกิจเพียงอย่างเดียว แต่ควรทำให้คนรู้สึกว่าตนเองมีโอกาส มีทางเลือก และมีอนาคต การลงทุนในคนและการศึกษาอาจไม่ได้ทำให้ GDP เพิ่มขึ้นทันที แต่หากทำให้คนมีความหวังและมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น นั่นก็เป็นผลลัพธ์สำคัญของการพัฒนาเช่นกัน

สรุปเป็นประเด็นนโยบายได้ 5 ประเด็น ดังนี้

1. ปรับระบบการศึกษาให้ยืดหยุ่นและเปิดโอกาสให้เปลี่ยนเส้นทางชีวิตได้
ควรลดข้อจำกัดจากการศึกษาแบบที่กำหนดให้คนต้องอยู่ในสายอาชีพเดิมตลอดชีวิต และเปิดโอกาสให้ประชาชนสามารถกลับมาเรียนรู้ เปลี่ยนสายงาน และพัฒนาทักษะใหม่ได้ตลอดชีวิต ผ่านระบบ Reskill และ Upskill ที่เข้าถึงได้จริง

2. ใช้ AI เพื่อออกแบบการเรียนรู้ที่ตอบโจทย์รายบุคคล
ควรนำ AI มาใช้ช่วยวิเคราะห์และออกแบบการเรียนรู้ให้เหมาะกับพื้นฐาน ความสามารถ และเป้าหมายของแต่ละคน แทนการออกแบบหลักสูตรที่ยึดผู้เรียนโดยเฉลี่ยเป็นหลัก พร้อมปรับบทบาทครูให้เป็นผู้เอื้ออำนวยและชี้แนะแนวทางการเรียนรู้มากขึ้น

3. เชื่อมการศึกษา ความรู้ และงานวิจัยกับการใช้ประโยชน์จริง
ควรสร้างกลไกให้ข้อมูลของภาครัฐ ความรู้จากมหาวิทยาลัย และงานวิจัยสามารถถูกนำไปใช้ต่อยอดได้จริง รวมถึงเปิดโอกาสให้ผู้เรียนสามารถนำความรู้ไปสร้างธุรกิจ สร้างงาน และสร้างคุณค่าทางเศรษฐกิจและสังคมได้

4. สร้างระบบสนับสนุนที่ทำให้คนใช้ศักยภาพได้เต็มที่ โดยไม่ถูกจำกัดด้วยพื้นที่หรือข้อจำกัดของชีวิต
การพัฒนาคนไม่ควรมองเฉพาะความสามารถของแต่ละบุคคล แต่ต้องพัฒนาสภาพแวดล้อม โครงสร้างพื้นฐาน และโอกาสให้เอื้อต่อการใช้ศักยภาพของคนทุกกลุ่ม รวมถึงการออกแบบสังคมที่ทุกคนสามารถมีส่วนร่วมได้อย่างเต็มที่

5. เปลี่ยนเป้าหมายการพัฒนาจากการเติบโตทางเศรษฐกิจเพียงอย่างเดียว สู่การสร้าง “ความหวัง” ให้กับคน
การลงทุนด้านการศึกษาและทุนมนุษย์ควรมุ่งให้ประชาชนเห็นว่าตนเองมีโอกาส มีทางเลือก และสามารถมีชีวิตที่ดีขึ้นได้ แม้ผลลัพธ์ทางเศรษฐกิจอาจไม่ได้เกิดขึ้นทันที แต่การทำให้คนมีความหวังและมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นถือเป็นผลลัพธ์สำคัญของการพัฒนาเช่นกัน


ที่มา :เวทีเสวนาระหว่างวัย: เสียงสะท้อนจากคนแต่ละช่วงวัยซึ่งเป็นกำลังคนที่สำคัญแห่งอนาคตของประเทศไทย  โดย ผู้แทนจากกลุ่ม Gen Z, Gen Y, Gen X และ Baby Boomers  งาน High-level Policy Forum: Unlocking Thailand’s Future: Transforming Education and Training to Drive Productivity, Innovation, and Growth  โดยกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) และธนาคารโลก ณ ห้องประชุมพูนทรัพย์ นพวงศ์ ณ อยุธยา ชั้น 3 อาคารพระมิ่งขวัญการศึกษาไทย คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เขตปทุมวัน กทม. (วันพฤหัสบดีที่ 1 ตุลาคม 2569)