‘มากกว่าให้โอกาส คือการพัฒนาเด็กเต็มศักยภาพ เพื่อพร้อมก้าวสู่เส้นทางอาชีพ สร้างอนาคตให้ตนเอง ครอบครัวและสังคม’
นี่คือปณิธานของวิทยาลัยเทคนิคชลบุรี ที่เป็นส่วนหนึ่งของโครงการทุนนวัตกรรมสายอาชีพชั้นสูง ภายใต้สนับสนุนของกองทุนเพื่อความเสมอทางการศึกษา (กสศ.) ต่อเนื่องกันหลายปี โดยในปัจจุบันมี 3 สาขาที่ได้รับทุนหลักสูตร 2 ปี ได้แก่ สาขาระบบขนส่งรถราง, สาขาเมคคาทรอนิคและหุ่นยนต์ และสาขายานยนต์ไฟฟ้า รับนักศึกษาทุนฯ จำนวนสาขาละ 15 คน รวม 45 ทุน

“ผมกล้าพูดได้เลยว่าเด็กของผมรุ่นที่กำลังจะจบนี้ ตอนนี้ถ้าใครที่สนใจทำงานก็คือมีงานทำ 100% ครับ อย่างล่าสุดบริษัทซันโวด้าที่ผลิตแบตเตอรี่ เขาก็มาสัมภาษณ์เด็กถึงวิทยาลัยเลย เงินเดือนสตาร์ต 29,000 บาท แล้วเขาก็รับนักศึกษาฝึกงานด้วย ซึ่งสวัสดิการของนักศีกษาฝึกงานเงินเดือนเริ่มต้นที่ 11,000 บาท มีรถตู้รับส่ง มีหอพักให้” ครูอธิเบศร์ ผินสุวรรณ์ จากสาขายานยนต์ไฟฟ้า เล่าถึงความสำเร็จในการดูแลเด็กจนถึงปลายทางของการมีงานทำ
จากประสบการณ์ในการดูแลนักศึกษาในโครงการทุนนวัตกรรมสายอาชีพชั้นสูงมาหลายรุ่น วิทยาลัยเทคนิคชลบุรีมีทีมบริหารจัดการที่เข้มแข็ง มุ่งมั่นในการค้นหาเด็กที่ขาดแคลนทุนทรัพย์อย่างเต็มกำลังและทั่วถึง มีระบบการดูแลเด็กในระหว่างเรียนที่เอาใจใส่เด็กทุกคนเท่าเทียมกัน ทั้งในด้านวิชาการ สุขภาวะ (Well-being) ความเป็นอยู่ และที่สำคัญคือจุดแข็งด้านทักษะภาษาจีน ซึ่งตรงกับความต้องการของตลาดแรงงานในพื้นที่ EEC ตลอดจนมีความร่วมมือ (MOU) กับสถานประกอบการหลายแห่ง เช่น บริษัทไฮเออร์, บริษัทซันโวด้า, รถไฟฟ้า APM ให้นักศึกษาได้ฝึกงานจริง สร้างโอกาสในการมีทำงานหลังเรียนจบ รวมไปถึงยังมีโอกาสศึกษาต่อที่ประเทศจีนด้วย
‘นักเรียนไม่ท้อ ครูไม่ถอย’ ไกลแค่ไหนก็พร้อมเดินทางไปมอบโอกาสทางการศึกษา
แม้ตัววิทยาลัยจะตั้งอยู่ในพื้นที่ที่เศรษฐกิจค่อนข้างดี แต่เพื่อกระจายโอกาสให้กับเด็กจากครอบครัวยากจน คณะครูของวิทยาลัยเทคนิคชลบุรีจึงมุ่งมั่นที่จะลงพื้นที่ค้นหาเด็ก ไม่ว่าจะไกลหรือยากลำบากแค่ไหน
“เรายึดนโยบายของ กสศ. คือเสมอภาค แล้วความเสมอจะเสมอภาคเฉพาะบ้านเราไม่ได้ ก็ต้องทั่วประเทศ”

ครูวิทยา แสนคำ จากสาขาระบบขนส่งทางราง เล่าว่าที่ผ่านมาวิทยาลัยไม่ได้รับเด็กเฉพาะในพื้นที่จังหวัดชลบุรี แต่กระจายการค้นหาไปยังพื้นที่อื่นๆ ด้วย โดยในปีนี้ได้รับการสนับสนุนจากเครือข่ายที่มีอยู่ ทำให้สามารถเข้าถึงเด็กได้มากขึ้น
“ในการลงพื้นที่ไปหาเด็ก ไปเจอครอบครัวของเด็ก ไปเห็นถึงสภาพความเป็นอยู่ของเด็ก ยิ่งทำให้ทางวิทยาลัยมุ่งมั่นที่จะค้นหาและดูแลจนจบการศึกษา ก่อนจะส่งต่อไปยังเส้นทางสายอาชีพเพื่ออนาคตที่ดีกว่าเดิม”

อนุชิต อนุศรี รองผู้อำนวยการฝ่ายแผนงานและความร่วมมือ เล่าถึงประสบการณ์ในการลงพื้นที่ว่า
“เราไปเจอเด็กคนหนึ่ง น้องมีแม่แต่แม่มีปัญหาอยู่ในพื้นที่ไม่ได้ น้องก็เลยตัวคนเดียว แต่ก็มีญาติห่าง ๆ อยู่คนหนึ่ง ตอนไปคัดกรอง น้องไปขออาศัยอยู่บ้านญาติเพื่อที่จะทำการคัดกรอง เราขึ้นไปดูที่นอน ก็เอ๊ะ มันเหมือนจัดฉากนิดนึง ซึ่งก็ไม่ได้ดูดีนะ แต่ว่าเราอยากไปเห็นที่นอนจริง ๆ น้องเลยพาไปอีกที่หนึ่ง มันเป็นยุ้งข้าวที่ไม่มีข้าว แล้วน้องก็ปูที่นอนแล้วกางมุ้งไว้อย่างนั้นแล้วก็นอน คือเราไปเห็นสภาพแล้ว เราก็น้ำตาตกนั่นแหละครับ แล้วน้องก็ผ่านเกณฑ์ ได้มาเรียนในสาขาระบบราง ตอนนี้น้องกำลังจะสำเร็จการศึกษา แล้วน้องได้งานแล้วด้วย”

ครูอธิเบศร์ ผินสุวรรณ์ จากสาขายานยนต์ไฟฟ้า เล่าเสริมว่า “ผมมีโอกาสได้ไปลงพื้นที่กับท่านรอง ทั้งทางภาคอีสาน ไปหนองบัวลำภู เลย สุรินทร์ บุรีรัมย์ ระยะทาง 500-600 กิโลเมตร เราก็ต้องไปให้ความเชื่อมั่นเด็กครับว่า เรากำลังเอาอนาคตไปให้เขานะ หลายขั้นตอนมากครับกว่าจะไปถึงจุดที่เราจะไปเยี่ยมบ้านเขาได้ “แต่พอเราไปถึงแล้ว เรารู้สึกว่าชีวิตเรามันสบายนะ เราไปดูชีวิตเขาแล้วก็คิดได้ว่า ถ้าเราไม่มีทุนนี้หรือเราไม่มีโอกาสให้เขา เขาจะไปทำอะไร เขาก็ต้องขุดมัน กรีดยาง ค่าแรง 200-300 บาท เราก็ไปบอกเขาว่า วิทยาลัยเราดียังไง สาขาเราดียังไง เรามีมายด์เซ็ตยังไง เราพร้อมสานฝันเขา และเชื่อว่าเขาทำได้ แค่ต้องลงมือทำ”
หลักสูตรได้มาตรฐาน ตอบโจทย์สถานประกอบการ เพิ่มโอกาสการมีงานทำ
สำหรับ 3 สาขา ที่ได้รับทุนนวัตกรรมสายอาชีพชั้นสูง คือ สาขาระบบขนส่งรถราง, สาขาเมคคาทรอนิคและหุ่นยนต์ และสาขายานยนต์ไฟฟ้า เป็นสาขาที่มีความต้องการของตลาดแรงงานในพื้นที่จังหวัดชลบุรี ครูผู้ดูแลแต่ละท่านต่างมุ่งมั่นเสริมทั้งทักษะพื้นฐานที่เกี่ยวข้องกับสายงานของแต่ละสาขา เสริมทักษะภาษาจีน และเตรียมความพร้อมด้านทัศนคติในการทำงาน เพื่อส่งเด็กไปให้ถึงฝั่งฝันของตนเอง
เริ่มที่สาขาระบบขนส่งรถราง ครูวิทยา เล่าว่า สาขาระบบขนส่งรถรางของวิทยาลัยเทคนิคชลบุรี เป็นศูนย์ CVM (Center of Vocational Manpower Networking Management)
“CVM เป็นหน่วยงานที่เราเป็นคนเขียนหลักสูตรของระบบขนส่งทางรางที่ใช้กับทั้งประเทศ แล้วความพร้อมของระบบรางของเทคนิคชลบุรี เราเป็นศูนย์ทดสอบมาตรฐานฝีมือคุณวุฒิวิชาชีพ ของ TPQI เพราะฉะนั้นในเรื่องของการให้ความรู้กับเด็กคือครบสมบูรณ์
“สำหรับการร่วมมือกับภาคเอกชน เรามี กรอ.อศ.(คณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชนเพื่อพัฒนากำลังคนอาชีวศึกษา) ซึ่งเป็นภาคเอกชนที่ร่วมมือกับเรา เริ่มตั้งแต่เขียนหลักสูตร ซึ่งแน่นอนว่าองค์กรที่เข้ามาช่วยเขารู้แล้วว่าความต้องการมีในภาคส่วนใดบ้าง ก็คือนอกจากได้หลักสูตรที่ตรงกับความต้องการของภาคประกอบการแล้ว เรายังมั่นใจว่าเด็กเราได้ความรู้ที่เอาไปใช้ได้จริงด้วย”
โดยรูปแบบการเรียนการสอนของวิทยาลัยเทคนิคชลบุรีนั้น จะเรียนที่วิทยาลัยเป็นเวลา 1 ปี จากนั้นปีที่ 2 เด็กแต่ละคนจะได้ไปฝึกงานจริงกับสถานประกอบการที่เลือกเอง โดยสาขาระบบขนส่งรถราง สามารถเลือกไปเรียนต่อกับมหาวิทยาลัยที่ประเทศจีนได้ด้วย
“หลัก ๆ ในประเทศไทยก็จะมีรถไฟฟ้าสายสีทอง สายสีแดงนี่จะเป็นตัวหลัก หรือแม้กระทั่ง รถไฟฟ้า APM ในสนามบินสุวรรณภูมิ (เป็นระบบขนส่งผู้โดยสารอัตโนมัติแบบไร้คนขับ) เราก็ MOU ด้วยเหมือนกัน แล้วก็จะมี AMR Asia อีกหลายๆ ที่ที่พร้อมซัพพอร์ตเราอยู่”
ในส่วนของสาขาเมคคาทรอนิคและหุ่นยนต์ ครูเจติยา ภพภูมิดินันท์ เล่าถึงอัตราการเปิดรับของตลาดแรงงานในภาคตะวันออก (EEC) ว่า เด็กที่จบ ปวส. มีความต้องการอยู่ที่ประมาณ 2,000 กว่าตำแหน่ง แต่เด็กที่จบจริง ๆ ทั่วประเทศมีไม่ถึง 200 คน
“ต้องยอมรับว่าสาขาเมคคาทรอนิคเด็กจบน้อยมาก ทั้งปวช. ปวส. ทุก ๆ วิทยาลัยก็พยายามเปิด แต่ไม่สำเร็จด้วยเรื่องของคุรุภัณฑ์ที่มีราคาค่อนข้างสูง แต่สำหรับวิทยาลัยเทคนิคชลบุรี สาขาเมคคาทรอนิคเรามีคุรุภัณฑ์เข้ามาตลอดต่อเนื่อง เป็นหุ่นยนต์อุตสาหกรรม เป็นชุดโคบอท อันนี้ก็คือเอามาจากโรงงานจริง ๆ เลย เด็กก็จะได้ใช้ก่อนที่จะออกไปฝึกงาน”

นอกจากนี้ ครูเจติยายังเล่าว่า สาขาเมคคาทรอนิคและหุ่นยนต์มีเป้าหมายในการผลิตกำลังคนเพื่อเข้าสู่โรงงานอุตสาหกรรม ซึ่งภาคอุตสาหกรรมจะถูกบังคับโดยกระทรวงแรงงานว่าจะต้องรับเจ้าหน้าที่หรือช่างที่มีใบผ่านมาตรฐานฝีมือแรงงานอย่างน้อย 10% จึงมีการจัดตั้งศูนย์ทดสอบมาตรฐานฝีมือแรงงาน และเด็กทุกคนต้องสอบผ่านก่อนที่จะสำเร็จการศึกษา ซึ่งนอกจากจะเป็นใบเบิกทางในการมีงานแล้ว ยังเป็นการรับประกันว่าเด็กมีศักยภาพพร้อมทำงานอีกด้วย
ในส่วนของสาขาสาขายานยนต์ไฟฟ้า ครูอธิเบศร์ เล่าว่า “สาขายานยนต์ไฟฟ้าเป็นสาขาเทคโนโลยีที่มาใหม่ และได้เป็นศูนย์บริหารเครือข่ายหรือ CBM ทำหน้าที่ออกแบบหลักสูตร พัฒนากำลังคน อบรมครูส่งครูไปต่างประเทศ ซึ่งวิทยาลัยเทคนิคชลบุรีเป็นคนจัดการทั้งหมด ในส่วนของการมีงานทำ ถ้าเรามองรอบ ๆ ชลบุรี บริษัทค่ายรถยนต์ไฟฟ้าเข้ามาตั้งโรงงาน เขาก็คาดหวังว่าจะให้เราผลิตบุคลากรเพื่อไปป้อนอุตสาหกรรมของเขา”

ความรู้พื้นฐานแน่น ทักษะรอบด้าน สื่อสารภาษาจีนได้ อนาคตไม่ไกลเกินเอื้อม
นอกจากนักศึกษาทุนนวัตกรรมฯ วิทยาลัยเทคนิคชลบุรีจะได้รับความรู้และทักษะที่พร้อมในการปฏิบัติงานจริงในสายอาชีพนั้น ๆ พร้อมด้วยจุดแข็งด้านภาษาจีน และการเสริมทักษะด้านการบริหารจัดการเงิน ยังได้รับการดูแลด้านจิตใจและบุคลิกภาพเป็นอย่างดี
“เรื่องการออมเงิน เราได้ผู้ใหญ่จากออมสินมาอบรมอย่างเข้มข้น เรื่องของสุขอนามัยเรามีบุคลากรจากสาธารณสุขจังหวัดมาให้ความรู้ ส่วนด้านบุคลิกภาพ เราได้แอร์โฮสเตสจากสิงคโปร์แอร์ไลน์มาแนะนำ ก็คืออย่างที่ กสศ. ต้องการว่าสอนเด็กไม่ใช่แค่ให้มีความรู้อย่างเดียวแต่เอาตัวไม่รอดไม่ได้ มันต้องเตรียมเด็กระหว่างนี้ให้เขาพร้อม แต่ที่เข้มข้นที่สุดก็คือภาษาจีน เด็ก กสศ. ของเราทุกสาขา เทอม 1 HSK 2 ต้องผ่าน (HSK คือการสอบวัดระดับภาษาจีนขั้นต้นที่เน้นการใช้ภาษาจีนสื่อสารในชีวิตประจำวันอย่างง่าย) เราหวังว่าเด็กของเราถ้าใครจะไปเรียนจีนตอนปี 2 จะต้องไม่มีช่วงสะดุด” ครูวิทยา เล่าถึงการเสริมทักษะชีวิตให้กับเด็ก
ในส่วนของเด็กที่มีปัญหาด้านจิตใจ มาจากครอบครัวที่มีปัญหา ทางวิทยาลัยเทคทิคชลบุรีก็ไม่ได้ละเลย รองอนุชิต เล่าว่า “ก่อนเด็กเข้ามาเรารู้สภาพเด็กอยู่แล้ว ทีมใหญ่ของเราดูแลภาพรวม พอลงไปในแผนกเราจะมีทีม กสศ. 3 ท่านนี้ (ครูวิทยา ครูเจติยา ครูอธิเบศร์) ดูแลเด็กของท่านเอง ในเรื่องสภาพจิตใจ เด็กไม่เหมือนกันแน่นอนนะครับ แต่พวกเราก็สามารถแก้ได้ พอเราพบปัญหาเราจะมาคุยกันว่าเราจะแก้ปัญหาเด็กคนนี้ยังไง”
“เราพยายามจะทำให้เด็กทั่วไปกับเด็กทุนไม่รู้สึกถึงความแตกต่าง ดังนั้นเวลาเราจะคุยกันเรื่องการดูแลเด็กทุน เราจะนัดประชุมย่อยเท่านั้น เราจะไม่ไปลงกับเด็กทั้งหมด เพื่อที่จะไม่เกิดความแตกต่างนะครับ นี่คือสิ่งที่พวกผมทำอยู่ เราจะมีกลุ่มทำงาน เราจะมีกลุ่มเด็ก กสศ. เราจะมีกลุ่มหอพัก ดูแลเด็กในทุก ๆ ด้าน”
ทั้งหมดนี้คือความทุ่มเทของทีมบริหารโครงการทุนนวัตกรรมสายอาชีพชั้นสูง วิทยาลัยเทคนิคชลบุรี เพื่อลบคำว่า ‘ด้อยโอกาส’ ออกจากชีวิตของเด็ก ๆ แม้จะเป็นภารกิจที่เหนื่อย แต่เมื่อได้เห็นความสำเร็จของนักศึกษาที่จบออกไปแล้วมีงานทำ พึ่งพาตัวเองได้ ดูแลครอบครัวได้ ทุกคนก็มีความสุขและภาคภูมิใจที่ได้ทำหน้าที่ ‘ครู’ อย่างดีที่สุด
“ช่วงแรกผมรู้สึกเหนื่อยนะครับ เพราะว่างานมันค่อนข้างเยอะ แต่พอได้เข้ามาสัมผัสจริง ๆ ตั้งแต่ไปประชาสัมพันธ์ หนักสุดคือการออกคัดกรอง มันรู้สึกผูกพัน หลายครั้งที่เราร้องไห้ เราต้องนั่งเช็ดน้ำตาเวลาไปที่บ้านเด็ก ไปคุยกับโรงเรียนมัธยมของเด็ก มันรู้สึกว่าไม่อยากทำ รู้สึกหดหู่ครับ แต่พอทำไปแล้ว เราก็มีความความสุขนะ” รองอนุชิต เล่าถึงความรู้สึก
ขณะที่ ครูวิทยากล่าวทิ้งท้ายว่า “ดีใจที่ กสศ. ให้โอกาสเราตั้งแต่แรกเริ่มจนมาถึงตอนนี้ มันหมายความว่าวิทยาลัยของเราเป็นวิทยาลัยที่มีคุณภาพ มีมาตรฐาน ไม่ใช่แค่ว่าเรามีเด็กจนแล้วจะได้ทุน กสศ. ดูรอบด้าน ไม่ได้ดูแค่เด็กอย่างเดียว แต่พัฒนาครูด้วย คือให้ไปพร้อม ๆ กัน ก็เป็นเหตุหนึ่งที่ทำให้วิทยาลัยของเรายังคงอยู่กับ กสศ. และครูทุกคนเห็นคุณค่าในการทำงานตรงนี้”