ยกระดับ ‘ครู ตชด.’ ผ่านทุน กสศ.  และระบบเรียนออนไลน์เต็มรูปแบบ เมื่อ ‘ครูนักรบ’ กลับไปเป็นนักเรียน ป.ตรี
คุยกับพลตำรวจตรีกัญชล อินทราราม รองผู้บัญชาการตำรวจตระเวนชายแดน

ยกระดับ ‘ครู ตชด.’ ผ่านทุน กสศ. และระบบเรียนออนไลน์เต็มรูปแบบ เมื่อ ‘ครูนักรบ’ กลับไปเป็นนักเรียน ป.ตรี

เมื่อความตั้งใจอยาก “เรียนต่อ” ของคุณครูในถิ่นทุรกันดารต้องแลกมากับการทิ้งห้องเรียนและเด็กๆ ในความดูแล

นี่คือโจทย์ที่กองบัญชาการตำรวจตระเวนชายแดนและ กสศ. ต้องช่วยกันหาทางออก ผ่านหลักสูตรปริญญาตรีสาขาการประถมศึกษาที่ออกแบบมาให้ “เรียนไป สอนไป” ได้จริง

ร่วมถอดบทเรียนการยกระดับคุณภาพชีวิตและการศึกษาจาก พล.ต.ต.กัญชล อินทราราม ที่จะเปลี่ยน ‘ครูนักรบ’ ให้กลายเป็น ‘ครูวิชาการ’ ผู้พร้อมเปิดโลกกว้างให้เด็กชายแดน

“คุณครูของเราเป็นคุณครูนักรบ จากที่ถือปืน กลับมาถือชอล์ก”

พลตำรวจตรีกัญชล อินทราราม รองผู้บัญชาการตำรวจตระเวนชายแดน ใช้คำว่า ‘ครูนักรบ’ อธิบายพื้นฐานของครูในสังกัด ซึ่งผ่านการฝึกแบบตำรวจจนคุ้นเคยกับระเบียบวินัยและการปฏิบัติตามคำสั่ง ก่อนเปลี่ยนบทบาทมาดูแลเด็กในห้องเรียน

“ครูนักรบก็คือครูที่ฝึกแถว ต้องตามระเบียบ ร้องเพลงชาติ เดินเข้าแถว กินข้าวต้องอย่างนี้ เขาจะใช้ความเป็น Command ในการดูแลเด็กๆ เพราะเขาฝึกมาอย่างนั้น”

พื้นฐานเหล่านี้ติดตัวตำรวจมาถึงโรงเรียน ขณะที่การสอนหนังสือเรียกร้องความรู้อีกชุดหนึ่ง ทั้งวิธีอธิบายบทเรียน การทำความเข้าใจผู้เรียน และการช่วยให้เด็กที่มีความสามารถแตกต่างกันค่อยๆ เรียนรู้ไปด้วยกัน ครู ตชด. จำนวนหนึ่งจึงอยากกลับไปเป็นนักเรียน เพื่อเติมสิ่งที่การฝึกตำรวจไม่ได้สอนพวกเขาไว้

แต่สำหรับครูในถิ่นทุรกันดาร แค่เดินทางไปถึงมหาวิทยาลัยก็เป็นโจทย์ใหญ่แล้ว เพราะบางพื้นที่ต้องใช้เวลาหลายวันกว่าจะลงมาถึงเมือง ขณะที่งานในโรงเรียนยังต้องดำเนินต่อ เด็กต้องมีคนสอนหนังสือ ทำอาหารกลางวันให้กิน และพาไปดูแลแปลงผัก เล้าไก่ บ่อปลา การออกไปหาความรู้เพิ่มเติมจึงหมายถึงการหาคนมารับช่วงดูแลเด็กตลอดเวลาที่ครูไม่อยู่ด้วย

“ครูของเราอยากมีความรู้เพิ่มเติม อยากเรียนปริญญาตรี แต่ไม่สามารถเดินทางไปเรียนแบบเช้าไปเย็นกลับได้ จะไปอยู่สักอาทิตย์แล้วค่อยกลับก็ไม่ได้ เพราะนั่นหมายถึงการทิ้งโรงเรียน ทิ้งเด็ก”

ความร่วมมือพัฒนาครูและโรงเรียนระหว่างกองบัญชาการตำรวจตระเวนชายแดน (บช.ตชด. กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) และสถาบันผลิตครู จึงต้องเริ่มแก้ปัญหาตั้งแต่ตรงนี้ นั่นคือทำอย่างไรให้คนที่ยังต้องอยู่กับเด็ก ได้มีโอกาสเรียนรู้ต่อไปด้วย

1. จากงานชายแดนสู่ห้องเรียนของชุมชน

“ตำรวจอะไร ทำไมต้องมายุ่งเกี่ยวกับงานการศึกษา ทำไมไม่ปล่อยให้เป็นหน้าที่โดยตรงของกระทรวงศึกษา” พลตำรวจตรีกัญชลหยิบคำถามที่หลายคนอาจสงสัยขึ้นมา ก่อนย้อนถึงที่มาของโรงเรียน ตชด. ซึ่งเติบโตขึ้นจากภารกิจด้านความมั่นคงในพื้นที่ชายแดน ท่ามกลางความขัดแย้งทางอุดมการณ์และความพยายามของรัฐในการสร้างความสัมพันธ์กับประชาชนตามป่าเขา

เมื่อตำรวจเข้าไปถึงชุมชน พวกเขาพบเด็กวัยเรียนที่อยู่ไกลเกินกว่าจะเดินทางลงมาเรียนในตำบลหรืออำเภอได้ การสอนจึงเริ่มขึ้นด้วยอุปกรณ์ง่ายๆ และความรู้เท่าที่คนสอนมี

“เวลาออกลาดตระเวน  เขาก็เอาชอล์กใส่กระเป๋ากางเกงไปด้วย ใช้ฝาบ้านสอน ก ไก่ ข ไข่ ให้เด็กๆ รู้จัก เบื้องต้นก็เพื่อให้เขารู้ภาษาไทยเท่านั้นเอง”

จากฝาบ้านที่ใช้แทนกระดานและตำรวจที่อาสามาสอนหนังสือ การรวมกลุ่มเด็กค่อยๆพัฒนาเป็นโรงเรียน โดยได้รับพระอุปถัมภ์จากสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี ต่อเนื่องมาถึงสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี

ครูในโรงเรียน ตชด. มีเส้นทางเข้าสู่ห้องเรียนต่างจากครูทั่วไป หลายคนเป็นตำรวจที่อาสามาสอนหนังสือ โดยมีวุฒิมัธยมศึกษาตอนปลาย ปวช. หรือ ปวส. เป็นพื้นฐาน ยังไม่ได้จบปริญญาตรีด้านการศึกษาหรือเรียนวิชาครูมาโดยตรง การคัดเลือกในระยะแรกจึงพิจารณาจากความสมัครใจ ความรักเด็ก ความรู้ที่พอจะถ่ายทอดได้ และความพร้อมที่จะกินนอนอยู่กับชุมชนเป็นเวลานาน

“แรกๆ ก็ใช้ตำรวจ ซึ่งส่วนใหญ่จบมัธยมกันในสมัยนั้น ใครสมัครใจ ใครรักเด็ก เราก็จะคัดเลือกคนที่จบสูงหน่อย จบ ปวช. ปวส. แล้วสามารถไปอยู่ในป่าในเขาได้เป็นปีๆ ไปสอนเด็กนักเรียน”

การมีคนเข้าไปอยู่ประจำทำให้เด็กในพื้นที่ห่างไกลได้เริ่มเรียนหนังสือ แต่ครูเหล่านี้ต้องรับหน้าที่สอนก่อนจะมีโอกาสเรียนรู้ศาสตร์การสอนอย่างเป็นระบบ พวกเขาจึงอาศัยความรู้และประสบการณ์ที่มีเป็นทุนตั้งต้น ขณะเดียวกันก็ต้องดูแลความเป็นอยู่ของเด็กและช่วยเหลือชุมชนไปด้วย

ความรับผิดชอบของครู ตชด. จึงขยายไปถึงความเป็นอยู่ของคนรอบโรงเรียน ชาวบ้านเจ็บป่วยก็มาขอยา มีข้อขัดแย้งก็ขอให้ช่วยไกล่เกลี่ย ส่วนการปลูกผักและเลี้ยงสัตว์ช่วยทั้งเรื่องอาหารและฝึกทักษะอาชีพให้เด็ก โรงเรียนกับชุมชนจึงผูกพันกันผ่านการพึ่งพาอาศัยในชีวิตประจำวัน

“พอตำรวจตระเวนชายแดนไปอยู่ตรงนั้น นอกจากไปสอนหนังสือเด็กให้อ่านออกเขียนได้แล้ว ก็สามารถเป็นทุกอย่างให้กับชุมชนด้วย”

จากการรวมเด็กมาสอนตามชุมชนห่างไกล ข้อมูลที่ผู้บัญชาการตำรวจตระเวนชายแดนเปิดเผยในเดือนมกราคม 2569 ระบุว่ามีโรงเรียนและศูนย์การเรียน ตชด. รวม 222 แห่ง มีครูและบุคลากรทางการศึกษา 2,474 คน ดูแลนักเรียน 25,664 คน การพัฒนาครูจึงเกี่ยวพันกับโอกาสเรียนรู้ของเด็กนับหมื่นคนทั่วประเทศ

ในช่วงแรก ตำรวจใช้ความรู้เท่าที่มีสอนให้เด็กอ่านออกเขียนได้ แต่เมื่อเด็กต้องเรียนต่อในระดับที่สูงขึ้น ครูก็ต้องมีความรู้และทักษะการสอนที่มากขึ้นด้วย เพื่อวางพื้นฐานให้เด็กนำไปต่อยอดได้ทั้งการเรียน การทำงาน และการใช้ชีวิต การพัฒนาครูจึงเป็นงานสำคัญที่ต้องเดินต่อจากการสร้างโรงเรียน ตชด. ให้เด็กได้มีที่เรียน

ชอล์กแท่งเดิมจึงต้องมีศาสตร์ของการสอนเข้ามาช่วยกำกับว่าจะใช้อย่างไร

2. ครูอยากเรียนต่อแต่ใครจะอยู่กับเด็ก

พลตำรวจตรีกัญชลพูดถึงช่องว่างด้านการศึกษาของบุคลากรในสังกัดอย่างตรงไปตรงมาว่า ตำรวจที่อาสามาสอนหนังสืออาจมีความตั้งใจเต็มเปี่ยม  แต่พวกเขาอาจยังไม่รู้ว่าจะจัดการเรียนรู้อย่างไรให้เหมาะกับเด็ก และเมื่อหันกลับไปหาต้นสังกัด ก็พบข้อจำกัดคล้ายกัน

“กองบัญชาการตำรวจตระเวนชายแดนของเราก็ไม่ได้มีบุคลากรที่จบคุณวุฒิทางการศึกษาโดยตรงที่จะสามารถไปเทรนพวกเขา ไปสอน ไปแนะพวกเขา”

ที่ผ่านมา หน่วยงานฯ จึงอาศัยความร่วมมือจากมหาวิทยาลัยราชภัฏในพื้นที่ จัดอบรมเพิ่มเติมตามวิชาที่ครูรับผิดชอบ ใครสอนภาษาไทยก็ได้เรียนรู้เทคนิคและวิธีสอนภาษาไทย เป็นการเติมความรู้ให้ครูเป็นระยะตามโอกาสและความร่วมมือที่เกิดขึ้น ส่วนครูที่อยากศึกษาต่อเพื่อพัฒนาตัวเองอย่างจริงจัง ยังต้องติดอยู่กับเงื่อนไขว่า ‘จะออกจากโรงเรียนได้อย่างไร’

“ด้วยความเป็นครูอยู่ในถิ่นทุรกันดาร ทำให้เขาไม่สามารถทิ้งโรงเรียนได้ เพราะถ้าเขาทิ้งโรงเรียนลงมา บางทีการลงมาในเมืองใช้เวลาหลายวัน  แล้วกว่าจะอบรม กว่าจะขึ้นไป บางทีหมดเทอมแล้ว เด็กๆ ก็จะเคว้งคว้าง ไม่มีคุณครูสอน”

คำว่า ‘ไปเรียนต่อ’ ของครูเหล่านี้จึงกินพื้นที่ในชีวิตมากกว่าเวลาในตารางสอนมหาวิทยาลัย ยังมีระยะทางขาไป ขากลับ และงานที่ต้องฝากใครสักคนดูแลระหว่างไม่อยู่ ยิ่งโรงเรียนมีคนจำกัด การหาครูมาสับเปลี่ยนก็ยิ่งทำได้ยาก

กล่าวคือ ความอยากเรียนของครูมีอยู่แล้ว สิ่งที่ยังขาดคือรูปแบบการเรียนที่เผื่อที่ให้ความรับผิดชอบเหล่านี้ด้วย ตชด. จึงนำโจทย์นี้ไปหารือกับ กสศ. ว่าจะพาครูไปเรียนต่ออย่างไร โดยไม่ให้เด็กต้องขาดครู

3. ออกแบบหลักสูตรให้ครูเรียนต่อได้

“เราอยากจะพัฒนาครูแบบนี้  ให้ท่านไปช่วยคิดหลักสูตรที แบบที่ครูไม่ต้องออกไปจากโรงเรียน สามารถเรียนออนไลน์ เรียนเสาร์อาทิตย์ ในวันที่ครูเขาว่าง หรือช่วงเย็นหลังเลิกเรียน”

ข้อเสนอของ ตชด. ตั้งต้นจากโจทย์ที่ว่าจะทำอย่างไรให้ครูได้เรียนต่อ โดยยังดูแลเด็กในพื้นที่ได้ หลักสูตรจึงต้องออกแบบให้สอดคล้องกับชีวิตและภาระงานของครู เพื่อให้พวกเขาเรียนไปพร้อมกับทำงานได้จริง

หลังลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือในปี 2562 กองบัญชาการตำรวจตระเวนชายแดนและ กสศ. เริ่มดำเนินโครงการพัฒนาครูและโรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดนตั้งแต่ปี 2563 โดยมีทั้งงานพัฒนาโรงเรียนและการสนับสนุนให้ครูศึกษาต่อระดับปริญญาตรี สาขาการประถมศึกษา

โดยสถาบันอุดมศึกษาที่เข้าร่วม ต้องศึกษาบริบทการทำงานของครู ตชด. ก่อนออกแบบหลักสูตรให้เทียบโอนความรู้และประสบการณ์ได้ เพื่อลดระยะเวลาเรียนเหลือสามปี ปรับเนื้อหาและการประเมินผลให้สัมพันธ์กับสภาพจริง พร้อมใช้โรงเรียนและหน้างานของครูเป็นฐานการเรียนรู้ รวมถึงเป็นแหล่งฝึกประสบการณ์วิชาชีพ

นั่นทำให้ประสบการณ์ที่ครูสะสมอยู่ในโรงเรียนมีที่ทางในหลักสูตร ส่วนความรู้ใหม่ก็สามารถนำกลับมาลองใช้กับงานที่รับผิดชอบอยู่ได้ ครู ตชด. ยังมีโอกาสพบอาจารย์และร่วมกิจกรรมตามที่หลักสูตรกำหนด โดยไม่ต้องเดินทางไปเรียนในมหาวิทยาลัยทุกวัน

“คุณครูหลายท่านเขายอม เขาใจสู้ เขาอยากที่จะทำงานไปแล้วก็เรียนไป แต่ติดเรื่องการเดินทางเท่านั้นเอง”

ความร่วมมือขยายไปสู่สถาบันผลิตครูสี่แห่ง ได้แก่ มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี มหาวิทยาลัยทักษิณ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และมหาวิทยาลัยราชภัฏรำไพพรรณี รองรับครูจากแต่ละภูมิภาค พร้อมสนับสนุนกิจกรรมเสริมสมรรถนะและเตรียมความพร้อมสำหรับสอบใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครู

ข้อมูล ณ เดือนสิงหาคม 2568 ระบุว่า ครู ตชด. ได้รับทุนตั้งแต่ปีการศึกษา 2565–2568 รวม 304 คน หลังหักผู้ยุติการศึกษา 5 คน เหลือผู้รับทุนทั้งที่เรียนจบแล้วและยังศึกษาอยู่รวม 299 คน โดยครูรุ่นแรกสำเร็จการศึกษาในปีการศึกษา 2567 จำนวน 57 คน

อย่างไรก็ตาม ครูแต่ละคนยังมีข้อจำกัดที่ทำให้เริ่มเรียนต่อได้ไม่พร้อมกัน พลตำรวจตรีกัญชลอธิบายว่า บางคนมีลูกเล็ก บางคนต้องดูแลครอบครัวหรือจัดการปัญหาส่วนตัว ประกอบกับจำนวนทุนที่ยังมีจำกัด การขยายโอกาสให้ครูได้เรียนต่อจึงต้องคำนึงถึงเงื่อนไขชีวิตเหล่านี้ด้วย

สำหรับครู ตชด. ที่ได้กลับไปเป็นนักเรียน สิ่งสำคัญต่อจากการเรียนจบคือความรู้เหล่านั้นจะเปลี่ยนการทำงานกับเด็กอย่างไร

4. เติมศาสตร์การสอน เปลี่ยนวิธีเข้าใจเด็ก

สำหรับพลตำรวจตรีกัญชล ผลของการเรียนต่อของครู ตชด. ปรากฏอยู่ในวิธีที่ครูทำงานกับเด็ก จากที่คุ้นเคยกับการใช้ระเบียบและคำสั่ง ครูมีความเข้าใจผู้เรียนมากขึ้น รู้วิธีพูดคุยและดูแลเด็ก ตลอดจนมีเทคนิคการสอนที่จะเลือกใช้ให้เหมาะกับผู้เรียนแต่ละคน

“ครูเข้าใจเด็กมากขึ้น มีความรู้ทางวิชาการเพิ่มขึ้น ทั้งเทคนิคการสอน วิธีพูดคุย และการดูแลเด็กก็เปลี่ยนไป จากครูนักรบก็กลายเป็นครูวิชาการ”

พลตำรวจตรีกัญชลยังมองว่าในวันที่เด็กค้นหาความรู้ได้จากโทรศัพท์และอินเทอร์เน็ต บทบาทของครูต้องขยับไปสู่การช่วยให้เด็กค้นพบความถนัดของตัวเอง ความใกล้ชิดในแต่ละวันเปิดโอกาสให้ครูสังเกตว่าใครสนใจอะไร มีแววด้านไหน แล้วช่วยส่งเสริมให้ความสนใจนั้นเติบโตเป็นทักษะและทางเลือกในอนาคต

“ครูเราทุกวันนี้จะเป็นโค้ช จะคอยดูความสามารถของลูกๆ เราว่า ใครที่มีความรู้ความสามารถแนวไหน ก็จะส่งเสริมให้เขาไปทางนั้น”

เขายกตัวอย่างเด็กที่มองครูเป็นแบบอย่างและอยากเป็นครูตำรวจเช่นกัน ครูสามารถแนะนำเส้นทางคุรุทายาท (โครงการเปิดโอกาสให้ศิษย์เก่าโรงเรียน ตชด. กลับมาเป็นครูในพื้นที่ของตนเอง) ความใกล้ชิดที่มีอยู่แล้วจึงเป็นโอกาสให้ครูช่วยเชื่อมความฝันของเด็กเข้ากับเส้นทางที่พอจะเดินต่อได้จริง  แต่การพัฒนาจะไปได้ไกลแค่ไหน หากโรงเรียนหนึ่งมีครูที่ได้เรียนรู้เพิ่มเติมเพียงบางคน พลตำรวจตรีกัญชลวางเป้าหมายเบื้องต้นว่า อยากให้ทุกโรงเรียนมีครูที่ได้เรียนในโครงการอย่างน้อยหนึ่งคน เพื่อกลับมาช่วยพัฒนางานร่วมกับเพื่อนครู

“ครูหนึ่งคนที่ได้เรียนต่อ สามารถช่วยพัฒนาโรงเรียนทั้งโรงเรียนได้ เพราะเมื่อจบปริญญาตรีแล้ว เขาก็กลับมาเป็นแกนนำในการพัฒนาโรงเรียนของตัวเอง” โจทย์จึงขยับจากการเปิดโอกาสให้ครูรายคน ไปสู่การทำให้ความรู้ของคนหนึ่งเดินทางต่อถึงคนอื่นในโรงเรียน

พลตำรวจตรีกัญชล อินทราราม

5. หนึ่งครูจุดประกาย ทั้งเครือข่ายร่วมพัฒนา

เมื่อครู ตชด. เรียนจบ ความรู้ที่ได้มาต้องนำไปใช้ร่วมกับเพื่อนครู ทั้งการปรับหลักสูตร วางแผนการสอน และติดตามว่าเด็กเรียนรู้ได้ดีขึ้นหรือยัง งานเหล่านี้ต้องอาศัยความร่วมมือของคนทั้งโรงเรียน ตั้งแต่ครูผู้สอนไปจนถึงครูใหญ่ที่ต้องช่วยวางทิศทางและสนับสนุนการทำงาน

โครงการจึงพัฒนาครูควบคู่กับการพัฒนาโรงเรียนทั้งระบบ หรือ Whole School Approach ผ่านมาตรการ 8Q Plus ที่เชื่อมงานบริหารเข้ากับห้องเรียน ตั้งแต่การกำหนดเป้าหมาย พัฒนาภาวะผู้นำของครูใหญ่ จัดสภาพแวดล้อม ไปจนถึงออกแบบหลักสูตรและใช้ข้อมูลดูแลเด็กเป็นรายบุคคล พร้อมเปิดให้ผู้ปกครองและชุมชนร่วมดูแลการศึกษาของลูกหลาน

ในทางปฏิบัติ ครูมีผู้เชี่ยวชาญและอาจารย์มหาวิทยาลัยเป็นพี่เลี้ยง คอย ‘ชวนคิด พาทำ สะท้อนคิด’ ผ่านงานที่รับผิดชอบอยู่จริง เมื่อทดลองสอนแล้วพบปัญหา ก็นำกลับมาหารือ ทบทวน และปรับวิธีร่วมกัน กระบวนการเช่นนี้ช่วยให้ครูฝึกแก้ปัญหาจนสามารถพัฒนางานต่อได้ด้วยตัวเอง

การเป็นพี่เลี้ยงยังหมายถึงการเดินทางเข้าไปเห็นเงื่อนไขที่ครูทำงานอยู่ด้วย พลตำรวจตรีกัญชลกล่าวถึงดร.จิตติมา เจือไทย ผู้จัดการโครงการ ซึ่งลงพื้นที่ไปถึงโรงเรียน ทั้งขี่มอเตอร์ไซค์ขึ้นเขาและกางเต็นท์พักค้างคืน ประสบการณ์เหล่านี้ทำให้เธอเข้าใจทั้งข้อจำกัดของพื้นที่และภาระงานของครู จนเป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนโครงการ

“ถึงจะมีโครงการ กสศ. กับ ตชด. แต่ถ้าไม่มีท่านอาจารย์ ดร.จิตติมา โครงการนี้ก็คงจะสำเร็จยาก เพราะว่าขาดผู้จัดการโครงการที่มีความรู้ความเข้าใจในบริบทของตำรวจตระเวนชายแดนอย่างจริงจัง”

แผนงานปี 2569 จึงขยายบทบาทให้โรงเรียนต้นแบบ 58 แห่ง เป็นพี่เลี้ยงแก่โรงเรียนขยายผล 60 แห่ง รวมเครือข่าย 118 แห่ง ใน 33 จังหวัด ครูจากต่างโรงเรียนจะได้แลกเปลี่ยนปัญหาและร่วมกันพัฒนาการสอน พร้อมนำบทเรียนมาจัดทำหลักสูตรอบรม คู่มือครูใหญ่ และแนวทางจัดการเรียนรู้แบบคละชั้น เพื่อให้ต้นสังกัดนำไปใช้พัฒนาบุคลากรต่อได้

หัวใจของการรับช่วงต่อคือการสร้างคนภายในหน่วยงานให้ช่วยเหลือกันได้ ทั้งให้คำปรึกษา นิเทศการสอน และนำปัญหาจากห้องเรียนมาปรับการสนับสนุนให้ตรงกับความต้องการของครู เมื่อความรู้และประสบการณ์ถูกส่งต่อ งานพัฒนาก็มีโอกาสดำเนินต่อเนื่องในโรงเรียนแต่ละแห่ง

สำหรับพลตำรวจตรีกัญชล ครูที่เรียนจบจึงเป็นกำลังสำคัญในการพาเพื่อนครูเติบโตไปด้วยกัน ความรู้ที่ได้รับจะขยายผลผ่านบทเรียนที่ร่วมกันออกแบบ วิธีสอนที่ร่วมกันทดลอง และปัญหาที่ช่วยกันแก้ เพื่อให้เด็กได้รับการศึกษาที่ดีขึ้นทั้งโรงเรียน

6. ให้การศึกษาเป็นเครื่องมือเปิดทางเลือกในชีวิต

เมื่อพูดถึงอนาคต พลตำรวจตรีกัญชลอยากเห็นครูช่วยเปิดโลกให้เด็กกว้างกว่าชุมชนที่เติบโตมา อินเทอร์เน็ตทำให้เด็กในถิ่นทุรกันดารได้รู้จักอาชีพและเส้นทางชีวิตที่หลากหลายขึ้น หน้าที่ของครูคือช่วยให้พวกเขามีพื้นฐานความรู้และมองเห็นหนทางที่จะไปถึงความฝันเหล่านั้น

ทั้งการเตรียมตัวเรียนต่อและทักษะอาชีพ ล้วนเป็นต้นทุนที่เด็กนำไปใช้ได้ในอนาคต โดยเฉพาะคนที่ครอบครัวยังมีข้อจำกัดในการส่งเสียให้เรียนสูงขึ้น ครูจึงต้องรู้จักชีวิตของผู้เรียนมากพอจะช่วยประคับประคองและหาทางเพิ่มโอกาสให้เหมาะกับแต่ละคน

“อยากให้ครูปลูกฝังเด็กๆว่า โลกนี้กว้างสำหรับพวกหนู ถ้าออกไปเรียนรู้ ไปสร้างความเจริญข้างนอก แล้วกลับมาช่วยชุมชนของตัวเอง ก็จะทำให้ชุมชนพัฒนาขึ้น”

จากวันที่ตำรวจพกชอล์กเข้าไปสอนหนังสือ โจทย์ของโรงเรียน ตชด. ขยับจากการทำให้เด็กมีที่เรียน มาสู่การจัดการศึกษาที่ช่วยให้พวกเขามีทางเลือกในชีวิตมากขึ้น ความรับผิดชอบนี้ต้องมีความรู้และทักษะของครูรองรับ รวมถึงการสนับสนุนจากต้นสังกัด มหาวิทยาลัย และเครือข่ายที่ร่วมกันพัฒนาโรงเรียน

การเปิดทางให้ครูได้เรียนต่อ จึงเป็นการลงทุนกับอนาคตของเด็กด้วย เมื่อครูนำความรู้กลับมาปรับบทเรียน เข้าใจผู้เรียน และช่วยเพื่อนครูพัฒนาการสอน โอกาสที่เริ่มต้นจากครูคนหนึ่งก็ขยายไปถึงเด็กอีกหลายรุ่นได้

กล่าวคือเมื่อครูมีโอกาสเรียนรู้มากขึ้น ชอล์กในมือก็มีพลังพาเด็กไปได้ไกลกว่าเดิม