เปลี่ยนคณิตศาสตร์จาก “วิชาจำ” สู่ “วิชาคิด”     

เปลี่ยนคณิตศาสตร์จาก “วิชาจำ” สู่ “วิชาคิด”     

การเรียนคณิศาสตร์สำหรับเด็กหลายคนอาจเป็นวิชาที่ยากและน่าเบื่อ เพราะเต็มไปด้วยสูตรที่ต้องจำ การคำนวณที่แม่นยำ ทั้งยังมีแต่ตัวเลขและสัญลักษณ์มากมายเต็มไปหมด จนกลายเป็นวิชาที่เด็กต่างพยายามหลีกหนี ไม่อยากเรียน กลับกันแท้จริงแล้วเป้าหมายของการเรียนคณิตศาสตร์อาจไม่ใช่การทำโจทย์และจำสูตรได้อย่างแม่นยำ แต่คือการทำอย่างไรให้เด็กมองเห็นความสัมพันธ์ของจำนวน เห็นภาพในสมอง สามารถคิดหนทางใหม่ ๆ ในการแก้โจทย์ปัญหา อธิบายเหตุผล จนไปสู่คำตอบที่ถูกต้อง และที่สำคัญตัวเลขเหล่านั้นต้องมีความหมายและเชื่อมโยงชีวิตของพวกเขาได้

แนวคิดสำคัญของการสอนคณิตศาสตร์ฐานสมรรถนะจึงไม่ได้อยู่ที่การอธิบายของครูเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากการมีพื้นที่ให้เด็กได้คิด แก้ปัญหา อธิบายเหตุผล และเข้าใจการใช้คณิตศาสตร์ในชีวิตจริง มากกว่าการจำสูตรและคำนวณขั้นตอน ครูจึงต้องรู้จักออกแบบโจทย์ให้มีความหลากหลาย เป็นสถานการณ์ในชีวิตประจำวัน หรือเรื่องใกล้ตัวเด็ก เพื่อให้พวกเขาสามารถเชื่อมโยงความคิดได้ง่าย กล่าวได้ว่า “โจทย์เดียวกัน สามารถสร้างสมรรถนะได้ หากเปิดพื้นที่ให้เด็กได้คิด”

ขณะเดียวกัน คำตอบที่เด็กตอบแม้จะมีหลากหลายวิธีครูก็ต้องวิเคราะห์การคิดของผู้เรียนให้เป็น ดูวิธีคิดมากกว่าคำตอบ หากเด็กตอบผิด ครูต้อง feedback ให้เด็กแสดงวิธีคิดของตนเอง เห็นข้อผิดพลาด และยังคงรู้สึกมีคุณค่าในตัวเอง มีตัวตนในห้องและรู้สึกอยากเรียน“เพราะบางครั้งคำตอบที่ผิด อาจมีคุณค่าทางการคิดเช่นกัน”  

“เมื่อครูทำให้เด็กตั้งคำถามเป็นอธิบายวิธีคิดได้ ใช้วิธีคิดอย่างหลากหลาย เชื่อมโยงคณิตศาสตร์กับชีวิตจริง ตรวจสอบความสมเหตุสมผล รวมถึงสะท้อนการคิดของตนเองได้ สิ่งเหล่านี้ถือเป็นพฤติกรรมบ่งชี้ความฉลาดรู้ทางคณิตศาสตร์ของเด็กที่สำคัญจากการเรียนคณิตศาสตร์นั่นเอง”

ส่วนหนึ่งจากเวทีกิจกรรม Workshop การประชุมวิชาการ เสวนา และฝึกปฏิบัติการ “หลักสูตรฐานสมรรถนะ ’68 : เคล็ดไม่ลับที่ครูทำถึง”  โดยนายกิตติศักดิ์ สารมะโน (ครูบาส) โรงเรียนบ้านเขาชะโงก จังหวัดเพชรบูรณ์