การพาเด็กที่หลุดจากระบบการศึกษากลับมาเรียน อาจเป็นเพียงก้าวแรกของการแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำ หากความยากจนยังเป็นอุปสรรค และระบบจัดสรรงบประมาณยังไม่ตอบโจทย์ความจำเป็นที่แตกต่างกันของเด็กแต่ละคน โอกาสที่เด็กจะหลุดจากระบบอีกครั้งก็ยังคงอยู่
ประเทศไทยกำลังขับเคลื่อนโจทย์ดังกล่าวผ่านมาตรการ Thailand Zero Dropout Plus (TZD+) ที่ให้ความสำคัญกับการค้นหาและช่วยเหลือเด็กนอกระบบการศึกษาเป็นรายบุคคล ควบคู่กับการสร้างโอกาสเรียนรู้ที่ยืดหยุ่นและสอดคล้องกับชีวิตจริงของผู้เรียน โดยอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน เพื่อให้เด็กและเยาวชนสามารถเรียนรู้และพัฒนาศักยภาพได้อย่างต่อเนื่อง
บนเวทีการประชุมวิชาการนานาชาติเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา ครั้งที่ 4 (AFE 2026) ผู้กำหนดนโยบายและผู้เชี่ยวชาญจากนานาประเทศได้ร่วมแลกเปลี่ยนบทเรียนจากการขับเคลื่อน TZD+ ของประเทศไทย พร้อมเปิดมุมมองต่อการเปลี่ยนวิธีลงทุนเพื่อการศึกษา การใช้ข้อมูลจัดสรรทรัพยากรอย่างแม่นยำ และการสร้างความร่วมมือระหว่างภาครัฐ เอกชน และภาคประชาสังคม
การแลกเปลี่ยนครั้งนี้สะท้อนโจทย์สำคัญของการพัฒนาระบบการศึกษาในระยะต่อไป ทั้งการสร้างหลักประกันให้เด็กที่กลับมาเรียนสามารถเรียนรู้ได้อย่างต่อเนื่อง และการปรับระบบสนับสนุนให้ตอบโจทย์ความจำเป็นของผู้เรียนแต่ละกลุ่ม โดยประเทศไทยยังมีเป้าหมายผลักดันแนวทาง TZD+ สู่การเป็นต้นแบบความร่วมมือระดับภูมิภาคภายใต้แนวคิด ASEAN Zero Dropout เพื่อร่วมแก้ปัญหาเด็กนอกระบบการศึกษากับประเทศสมาชิกอาเซียน

จากการค้นหาเด็กให้พบ สู่การสร้างระบบที่ไม่ปล่อยให้ใครหลุดหาย
“ไม่มีเด็กคนใดหลุดออกจากระบบด้วยเหตุผลทางการศึกษาเพียงอย่างเดียว” เป็นหลักคิดสำคัญของการแก้ปัญหาเด็กนอกระบบการศึกษาอย่างยั่งยืน เมื่อเบื้องหลังการออกจากโรงเรียนของเด็กแต่ละคนมีเงื่อนไขชีวิตที่แตกต่างกัน ทั้งความยากจน ภาระครอบครัว ข้อจำกัดด้านการเดินทาง และรูปแบบการเรียนที่อาจไม่สอดคล้องกับความจำเป็นของผู้เรียน
ดร.ธีราภา ไพโรหกุล ที่ปรึกษาของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ นำเสนอความก้าวหน้าของประเทศไทยในการแก้ปัญหาเด็กและเยาวชนนอกระบบการศึกษา โดยระบุว่าจำนวนเด็กนอกระบบลดลงจาก 1.02 ล้านคนในปี 2566 เหลือประมาณ 6 แสนคนในปี 2569
เบื้องหลังความก้าวหน้านี้เป็นผลจากเจตนารมณ์ทางการเมืองที่มุ่งมั่น การบูรณาการฐานข้อมูลระหว่างหน่วยงาน และความร่วมมือที่เชื่อมโยงตั้งแต่ระดับชาติ จังหวัด ไปจนถึงท้องถิ่น เพื่อค้นหาเด็กที่หลุดจากระบบให้พบเป็นรายบุคคล ทำความเข้าใจปัญหาที่แต่ละคนเผชิญ และสนับสนุนเส้นทางการเรียนรู้ที่ยืดหยุ่นให้สอดคล้องกับเงื่อนไขชีวิตจริง
ก้าวต่อไปของประเทศไทย คือการผลักดันแนวทางดังกล่าวสู่การเป็นต้นแบบความร่วมมือระดับภูมิภาคภายใต้ ASEAN Zero Dropout ในระยะ 2 ปีข้างหน้า เพื่อแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และขยายแนวทางแก้ปัญหาเด็กนอกระบบการศึกษาร่วมกับประเทศสมาชิกอาเซียน
สำหรับเด็กที่กลับเข้าสู่ระบบการศึกษา การมีพื้นที่เรียนรู้ที่เหมาะสมเป็นปัจจัยสำคัญที่จะช่วยให้พวกเขาสามารถเรียนรู้ได้อย่างต่อเนื่อง โดยไม่ต้องเผชิญกับข้อจำกัดเดิมจนหลุดออกจากระบบอีกครั้ง
ประเด็นนี้สอดรับกับมุมมองของ Ms. Yuan Wen อดีตอธิการบดีมหาวิทยาลัย Shanghai Normal และกรรมการบริหารสถาบัน UIL ของยูเนสโก ที่เน้นย้ำถึงความสำคัญของการส่งเสริม “เมืองแห่งการเรียนรู้” (Learning Cities) ซึ่งเชื่อมโยงการศึกษาในระบบ นอกระบบ และตามอัธยาศัยเข้าด้วยกัน เพื่อให้ประชาชนทุกกลุ่ม รวมถึงผู้เรียนที่เปราะบาง สามารถเข้าถึงโอกาสการเรียนรู้ได้ทุกที่ทุกเวลา
นอกจากการขยายพื้นที่การเรียนรู้แล้ว คุณภาพการศึกษาก็เป็นอีกเงื่อนไขสำคัญ โดยเฉพาะการพัฒนาทักษะพื้นฐานที่จำเป็นต่อการศึกษาและการดำเนินชีวิตในอนาคต

Mr. Mario Piacentini นักวิเคราะห์อาวุโสจาก OECD ชี้ให้เห็นความสำคัญของการใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมดิจิทัลเพื่อยกระดับคุณภาพการเรียนรู้ โดยยกตัวอย่างโครงการ PISA for Schools ที่ดำเนินงานร่วมกับ กสศ. ซึ่งเป็นเครื่องมือที่ช่วยให้สถานศึกษาใช้ข้อมูลผลการประเมินมาพัฒนาทักษะพื้นฐานของเด็กและเยาวชนไทย โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบางได้อย่างคุ้มค่าและตรงจุด
ขณะเดียวกัน ความมั่นคงทางเศรษฐกิจของครอบครัวยังเป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อโอกาสทางการศึกษา เด็กจำนวนหนึ่งอาจจำเป็นต้องออกจากโรงเรียนเพื่อช่วยแบ่งเบาภาระครอบครัว แม้จะมีความต้องการเรียนต่อก็ตาม

Mr. Callum Mackenzie ผู้ร่วมก่อตั้ง Yunus Thailand ชี้ให้เห็นบทบาทของธุรกิจเพื่อสังคมในการแก้ปัญหาความยากจนที่เชื่อมโยงกับการศึกษา โดยเสนอการใช้สินเชื่อรายย่อย (Micro-finance) ควบคู่กับการฝึกอาชีพให้ผู้ปกครอง เพื่อช่วยสร้างรายได้และความมั่นคงทางเศรษฐกิจให้ครอบครัว ซึ่งจะช่วยลดความเสี่ยงที่เด็กต้องออกจากระบบการเรียนรู้เพราะข้อจำกัดด้านทุนทรัพย์
มุมมองจากผู้เชี่ยวชาญเหล่านี้สะท้อนถึงความจำเป็นในการสร้างระบบสนับสนุนรอบตัวเด็ก ทั้งโอกาสเรียนรู้ที่ยืดหยุ่น คุณภาพการศึกษา และความมั่นคงทางเศรษฐกิจของครอบครัว ซึ่งล้วนมีส่วนช่วยให้เด็กสามารถเรียนรู้ได้อย่างต่อเนื่อง
โจทย์สำคัญถัดมาจึงอยู่ที่การลงทุนและจัดสรรทรัพยากร เพื่อให้ระบบสนับสนุนเหล่านี้เกิดขึ้นได้จริง และเข้าถึงเด็กที่ต้องการความช่วยเหลือมากที่สุด

พลิกโฉมการจัดสรรทรัพยากร เมื่อ “งบประมาณรายหัว” ไม่ตอบโจทย์ความเสมอภาค
หนึ่งในประเด็นสำคัญจากเวที AFE 2026 คือการทบทวนระบบจัดสรรงบประมาณการศึกษาแบบเหมาจ่ายรายหัว (Per Capita) ซึ่งใช้จำนวนผู้เรียนเป็นเกณฑ์หลักในการจัดสรรทรัพยากร
การจัดสรรงบประมาณในอัตราเดียวกันอาจดูเหมือนเป็นการปฏิบัติต่อผู้เรียนอย่างเท่าเทียม แต่ในความเป็นจริง เด็กแต่ละคนมีต้นทุนชีวิตและความจำเป็นแตกต่างกัน เด็กในพื้นที่ห่างไกลอาจต้องเผชิญค่าใช้จ่ายในการเดินทางสูงกว่า ขณะที่เด็กจากครอบครัวยากจนหรือกลุ่มเปราะบางอาจต้องการการสนับสนุนเพิ่มเติม เพื่อให้สามารถเรียนรู้ได้อย่างต่อเนื่อง

การให้ทรัพยากรเท่ากันจึงอาจไม่เพียงพอที่จะสร้างโอกาสที่เสมอภาค และอาจทำให้ความเหลื่อมล้ำที่มีอยู่เดิมยังคงดำรงอยู่
แนวคิด ระบบการเงินเพื่อความเสมอภาค (Equitable Financing) จึงได้รับความสำคัญมากขึ้น โดยมุ่งปรับการจัดสรรงบประมาณจากการใช้จำนวนผู้เรียนเป็นเกณฑ์หลัก ไปสู่การคำนึงถึงความจำเป็นที่แตกต่างกัน เพื่อให้เด็กแต่ละกลุ่มมีโอกาสเข้าถึงการศึกษาที่มีคุณภาพได้อย่างเป็นธรรม
คุณพีรวิชญ์ ขันติศุข ที่ปรึกษาของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ นำเสนอทิศทางการปรับระบบจัดสรรงบประมาณของประเทศไทย จากระบบรายหัวแบบเดิมไปสู่ สูตรผสม (Hybrid Funding Formula) และต่อยอดสู่ สูตร EQS ซึ่งคำนึงถึงความเสมอภาค คุณภาพ และความยั่งยืน
แนวทางดังกล่าวประกอบด้วยงบประมาณ 3 ส่วน ได้แก่ งบพื้นฐานสำหรับการดำเนินงานของสถานศึกษา งบอุดหนุนมุ่งเป้า (Top-up Block Grant) เพื่อช่วยลดช่องว่างความเหลื่อมล้ำ และงบประมาณที่เชื่อมโยงกับผลลัพธ์การพัฒนา เพื่อสร้างแรงจูงใจให้สถานศึกษายกระดับคุณภาพอย่างต่อเนื่อง
การปรับสูตรจัดสรรงบประมาณยังต้องอาศัยข้อมูลที่สะท้อนความจำเป็นและปัญหาของสถานศึกษาอย่างแม่นยำ เพื่อให้รัฐสามารถวางแผนและจัดสรรทรัพยากรได้ตรงกับสภาพปัญหาที่เกิดขึ้นจริง
ดร.ดิลกะ ลัทธพิพัฒน์ นักเศรษฐศาสตร์ด้านการพัฒนามนุษย์จากธนาคารโลก (World Bank) ชี้ให้เห็นข้อจำกัดของระบบประเมินคุณภาพสถานศึกษาแบบเดิม ซึ่งสถานศึกษาเกือบร้อยละ 100 ได้รับผลประเมินระดับ “ดีถึงดีมาก” จนทำให้ยากต่อการมองเห็นความแตกต่างด้านคุณภาพและปัญหาที่แต่ละโรงเรียนกำลังเผชิญ
ธนาคารโลกจึงเสนอให้ใช้ กรอบมาตรฐานขั้นพื้นฐานในการจัดการศึกษาที่มีคุณภาพของโรงเรียน (FSQL) เป็นเครื่องมือวินิจฉัยคุณภาพสถานศึกษา ผ่านการสำรวจและสังเกตชั้นเรียนจริง เพื่อค้นหาช่องว่างด้านคุณภาพครู การจัดการเรียนรู้ และโครงสร้างพื้นฐาน ก่อนนำข้อมูลไปใช้วางแผนและจัดสรรงบประมาณให้ตรงกับปัญหา
แนวทางนี้สะท้อนผ่านกระบวนการ Screen – Diagnose – Plan – Fund หรือการคัดกรอง วินิจฉัย วางแผน และจัดสรรงบประมาณ ซึ่งช่วยเปลี่ยนการลงทุนทางการศึกษาจากการกระจายทรัพยากรตามจำนวนผู้เรียน ไปสู่การลงทุนที่ตอบโจทย์ความจำเป็นของสถานศึกษาแต่ละแห่ง


เปิดโมเดลลงทุนเพื่อการศึกษาจากนานาชาติ จัดสรรแม่นยำ วัดผลได้จริง
การปรับวิธีลงทุนเพื่อสร้างความเสมอภาคทางการศึกษาเป็นโจทย์ที่หลายประเทศกำลังให้ความสำคัญ บนเวที AFE 2026 มีตัวอย่างจากนานาชาติที่แสดงให้เห็นถึงการใช้ข้อมูลและกลไกการเงินรูปแบบใหม่ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการจัดสรรทรัพยากรและสร้างผลลัพธ์ทางการศึกษาที่ชัดเจน
Mr. John Brooker จากกระทรวงศึกษาธิการนิวซีแลนด์ นำเสนอแนวทาง Precision Funding หรือการจัดสรรงบประมาณอย่างแม่นยำ ผ่านการใช้ดัชนีความเสมอภาค (Equity Index: EQI) ซึ่งนำข้อมูลจากฐานข้อมูลประชากรระดับชาติ (Integrated Data Infrastructure: IDI) มาวิเคราะห์ตัวแปรความเปราะบางถึง 37 ตัวแปร เช่น การย้ายถิ่นฐานบ่อยครั้งและสภาพเศรษฐกิจของครอบครัว
ข้อมูลเหล่านี้ช่วยให้รัฐสามารถประเมินระดับความจำเป็นของสถานศึกษา และจัดสรรงบประมาณเพิ่มเติมไปยังโรงเรียนที่มีผู้เรียนเปราะบางได้อย่างแม่นยำ โดยไม่จำเป็นต้องเพิ่มภาระให้ครูจัดทำเอกสารเพื่อพิสูจน์ความยากจนของนักเรียนเป็นรายคน
ตัวอย่างจากนิวซีแลนด์สะท้อนให้เห็นว่า การมีข้อมูลที่แม่นยำช่วยให้รัฐสามารถจัดสรรงบประมาณตามระดับความจำเป็นของสถานศึกษาได้อย่างเป็นระบบ และส่งทรัพยากรเพิ่มเติมไปยังกลุ่มผู้เรียนที่ต้องการความช่วยเหลือมากที่สุด
อีกแนวทางหนึ่งให้ความสำคัญกับการเชื่อมโยงเงินทุนเข้ากับผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นจริงจากการลงทุน
Ms. Sana Kazi จากเครือข่ายนักลงทุนเพื่อสังคม AVPN นำเสนอแนวคิด Funding Follows Results หรือการจัดสรรเงินทุนตามผลลัพธ์ ผ่านโมเดล Outcomes Marketplace ซึ่งเชื่อมโยงแหล่งทุนจากภาคเอกชนเข้าสู่การแก้ปัญหาทางสังคมและการศึกษา
หัวใจสำคัญของโมเดลนี้คือการกำหนดผลลัพธ์ที่ต้องการให้เกิดขึ้นอย่างชัดเจน และเชื่อมโยงการจ่ายเงินทุนกับผลลัพธ์ที่ตรวจสอบได้ เช่น การสนับสนุนให้เด็กและเยาวชนกลุ่มเปราะบางสำเร็จการศึกษาและมีงานทำอย่างต่อเนื่องเป็นเวลา 6 เดือน
แนวทางดังกล่าวเปิดโอกาสให้ภาคเอกชนมีบทบาทในการร่วมลงทุนเพื่อสร้างผลลัพธ์ทางสังคมที่วัดผลได้ ขณะเดียวกันยังช่วยให้การใช้ทรัพยากรมีเป้าหมายชัดเจนและตรวจสอบประสิทธิผลได้มากขึ้น
ทั้งแนวทางของนิวซีแลนด์และโมเดล Outcomes Marketplace ต่างให้ความสำคัญกับการใช้ทรัพยากรอย่างมีเป้าหมาย ตั้งแต่การวิเคราะห์ความจำเป็นของผู้เรียน ไปจนถึงการติดตามผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นจริง เพื่อให้การลงทุนทางการศึกษาสามารถสร้างการเปลี่ยนแปลงต่อชีวิตผู้เรียนได้อย่างเป็นรูปธรรม
จากข้อมูลและนโยบาย สู่การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นจริง
บทเรียนจากเวที AFE 2026 สะท้อนความก้าวหน้าของประเทศไทยในการสร้างกลไกความร่วมมือเพื่อแก้ปัญหาเด็กนอกระบบการศึกษา ผ่านมาตรการ Thailand Zero Dropout Plus ที่เชื่อมโยงการทำงานของหลายหน่วยงาน ตั้งแต่การใช้ข้อมูลค้นหาเด็กเป็นรายบุคคล ไปจนถึงการสนับสนุนเส้นทางการเรียนรู้ที่ยืดหยุ่น
ความท้าทายสำคัญในระยะต่อไปอยู่ที่การพัฒนาระบบสนับสนุนให้เด็กสามารถเรียนรู้ได้อย่างต่อเนื่อง และได้รับทรัพยากรที่เหมาะสมกับความจำเป็นของแต่ละคน
หนึ่งในก้าวสำคัญคือการนำข้อมูลและหลักฐานเชิงประจักษ์ไปใช้ปรับระบบจัดสรรงบประมาณ โดยมีเป้าหมายขับเคลื่อนสูตรการจัดสรรงบประมาณใหม่ภายในปี 2570 และบูรณาการมาตรฐาน FSQL เข้าสู่ระบบหลักประกันคุณภาพการศึกษาระดับชาติภายในปี 2572
ขณะเดียวกัน การผลักดันแนวทาง TZD+ สู่ความร่วมมือระดับอาเซียนภายใต้ ASEAN Zero Dropout ยังเป็นโอกาสสำคัญในการแลกเปลี่ยนบทเรียนและสร้างความร่วมมือระหว่างประเทศ เพื่อรับมือกับปัญหาเด็กและเยาวชนนอกระบบการศึกษาที่หลายประเทศในภูมิภาคกำลังเผชิญร่วมกัน
การเปลี่ยนวิธีลงทุนและจัดสรรทรัพยากรทางการศึกษา ควบคู่กับการสร้างความร่วมมือจากทุกภาคส่วน จึงเป็นก้าวสำคัญที่จะช่วยให้ประเทศไทยต่อยอดความสำเร็จในการแก้ปัญหาเด็กนอกระบบการศึกษา ไปสู่การสร้างหลักประกันโอกาสการเรียนรู้ที่เสมอภาค เพื่อให้เด็กทุกคนสามารถเรียนรู้และพัฒนาศักยภาพได้อย่างต่อเนื่อง โดยไม่มีใครต้องหลุดหายไปจากระบบอีก