ตรวจสุขภาพการศึกษาไทย ‘PISA 2025’ คะแนนเด็กไทยดีขึ้น แต่ความเหลื่อมล้ำยังท้าทาย ฝ่ายนโยบาย–นิติบัญญัติ ชูโรดแมปยกระดับทักษะเยาวชน พร้อมสู่ PISA 2029

ตรวจสุขภาพการศึกษาไทย ‘PISA 2025’ คะแนนเด็กไทยดีขึ้น แต่ความเหลื่อมล้ำยังท้าทาย ฝ่ายนโยบาย–นิติบัญญัติ ชูโรดแมปยกระดับทักษะเยาวชน พร้อมสู่ PISA 2029

ถอดรหัส ‘PISA 2025’ โปรแกรมประเมินสมรรถนะนักเรียนมาตรฐานสากล หรือ PISA ครั้งล่าสุด ผลลัพธ์ชี้เด็กไทยทำคะแนนทักษะทั้ง 3 ด้านได้ดีขึ้น (คณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ และการอ่าน) ซึ่งการประเมินดังกล่าวช่วยสะท้อนทั้งมุมวิกฤตและมุมศักยภาพของนักเรียน เพื่อนำไปสู่การยกระดับคุณภาพทางการศึกษาของเด็กไทยในอนาคต 

ผล PISA 2025 สู่โจทย์ใหญ่เพื่อผลักดันนักเรียนไทยให้เปล่งแสง

อย่างไรก็ตาม ยังมีโจทย์สำคัญของสังคมไทยจากผลสะท้อนใน ‘บทวิเคราะห์การประเมินผล PISA 2025’ โดย สถาบันวิจัยเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา กสศ. ซึ่งเผยว่า การปรับเพิ่มขึ้นของคะแนนเมื่อเทียบกับ PISA 2022 เมื่อครั้งก่อน แสดงให้เห็นการฟื้นตัวด้านการเรียนรู้หลังช่วงโควิด-19 แต่ยังไม่มีนัยสำคัญเชิงสถิติ และจากการวิเคราะห์ PISA 2025 พบว่า นักเรียนไทยมีระดับความมุมานะสูง แต่กลับมีกรอบความคิดแบบเติบโต (Growth Mindset) ที่สวนทางกัน หรือยังมีปัญหาความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาระหว่างเด็กในเมืองกับเด็กพื้นที่ห่างไกล รวมไปถึงการขาดความพร้อมด้านทักษะเทคโนโลยีเพราะเข้าไม่ถึงโอกาสและทรัพยากร ซึ่งทั้งหมดนี้ไม่เพียงส่งผลต่อการทดสอบทักษะในเวทีสากล แต่เป็นข้อมูลที่จะชี้ให้เห็นทิศทางการพัฒนาประเทศไทยในอนาคต และข้อมูลเหล่านี้เอง ที่เป็น ‘โจทย์ของทุกฝ่าย’ ซึ่งต้องช่วยกันขบคิดหาทางไปต่อ ก่อนจะมีการทดสอบ ‘PISA 2029’ ในอีกสามปีข้างหน้า

ระดมความคิดเพื่อรับมือทุกความท้าทายใน PISA 2029 

กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) จึงได้เชิญภาคนโยบาย ได้แก่ กระทรวงศึกษาธิการ สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (สสวท.) คณะกรรมาธิการการศึกษา การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม วุฒิสภา และคณะกรรมาธิการการศึกษา สภาผู้แทนราษฎร มาร่วมระดมความคิด และเจาะลึกทิศทางการพัฒนาการศึกษาไทย เพื่อ ‘ร่างเส้นทางไปต่อ (Roadmap)’ เตรียมเด็กไทยให้มีความพร้อม ไม่เพียงเพื่อการรับมือ ‘PISA 2029’ เท่านั้น แต่ต้องเป็นการปฏิรูปการศึกษาเชิงโครงสร้างในระยะยาวที่รองรับอนาคตและความท้าทายใหม่ๆ   

​​

PISA กระจกสะท้อน เพื่อวางทิศทางการศึกษาไทยให้แข็งแรง

ดร.ธีราภา ไพโรหกุล ที่ปรึกษาของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ กล่าวว่า คะแนน PISA เปรียบเสมือนเป็นกระจกสะท้อนภาพความจริงของการศึกษาไทย แม้ล่าสุดผลประเมินจะส่งสัญญาณเชิงบวก จากผลทดสอบที่ดีขึ้นทุกด้านทั้งทักษะการอ่าน ทักษะคณิตศาสตร์ และทักษะวิทยาศาสตร์ หากยังมีโจทย์ใหญ่อีกมากที่กระทรวงศึกษาธิการต้องเร่งดำเนินการ โดยเฉพาะการวัดผลลัพธ์การศึกษา ที่ต้องมุ่งเน้นให้ผู้เรียนสามารถนำความรู้และทักษะมาประยุกต์ใช้ในชีวิตจริงได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งควรเป็นหัวใจสำคัญของนโยบายการเตรียมความพร้อมสำหรับการทดสอบอีกครั้งในสามปีข้างหน้า

ด้าน ดร.ไกรยส ภัทราวาท ผู้จัดการ กสศ. ชี้ว่า ผลประเมิน PISA 2025 เปรียบได้กับ ‘ลายแทง’ ชี้เป้าระบบการศึกษาไทย โดยจากข้อมูลพบว่า ถ้าต้องการยกระดับคะแนนของเด็กให้ไปถึงค่าเฉลี่ยของกล่มประเทศ OECD ในระยะยาว ทิศทางขับเคลื่อนเชิงนโยบายควรมุ่งลดข้อจำกัดความเหลื่อมล้ำให้กับกลุ่มเด็กเยาวชนที่เข้าไม่ถึงโอกาส และต้องมีแนวทางจัดสรรทรัพยากรที่เหมาะสม กระจายลงไปยังโรงเรียนขนาดกลางและขนาดเล็ก พร้อมระบุว่าจากวันนี้ ประเทศไทยมีเวลาอีกราวสามปี กับการวางยุทธศาสตร์และเตรียมความพร้อมให้กับนักเรียนที่อยู่ในระดับชั้น ป.6 ในวันนี้ ก่อนไปถึงช่วงการทดสอบ PISA 2029 โดยโจทย์สำคัญคือการเร่งแก้ไขปัญหาระบบการศึกษาทั้งระบบ การปรับสูตรจัดสรรงบประมาณ เพื่อปรับเปลี่ยนแนวทางการบริหารจัดการโรงเรียนขนาดเล็กระดับประถมศึกษา ที่มีมากกว่า 15,000 โรงเรียนทั่วประเทศ ให้พัฒนาขึ้นพร้อมกันในภาพรวม  

สร้างพื้นที่ปลอดภัยให้เด็กไทยเชื่อมั่นในพลังตัวเอง

ขณะที่หลายข้อมูลสำคัญจากบทวิเคราะห์ของสถาบันวิจัยเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา กสศ. ได้สะท้อนปัญหาการศึกษาของเด็กไทย ตั้งแต่ ‘นักเรียนไทยมีระดับความมุมานะสูง แต่กลับมีกรอบความคิดแบบเติบโต (Growth Mindset) ที่สวนทางกัน’ ซึ่งในประเด็นนี้ รศ.ดร.ธีระเดช เจียรสุขสกุล ผู้อำนวยการสถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (สสวท.) กล่าวถึงแนวคิดเรื่องการเติมความเชื่อมั่นว่า สติปัญญาและความสามารถเป็นสิ่งที่พัฒนาได้ และ ‘ครู’ จะต้องเป็นผู้มีบทบาทสำคัญต่อการเปลี่ยนวิธีคิด โดยใช้รูปแบบการจัดการเรียนรู้ในห้องเรียนสร้างพื้นที่ให้เด็กฝึกคิด กล้าแสดงออก กล้าทดลองและกล้าล้มเหลว เพราะเมื่อ ‘รู้สึกปลอดภัยทางความคิด’ เด็กจะสามารถลองถูกลองผิดได้โดยไม่ถูกปิดกั้น จนเล็งเห็นศักยภาพของตัวเอง และเชื่อว่าทักษะส่วนตัวสามารถพัฒนาได้ ทั้งนี้ ยังต้องอาศัยความร่วมมือจากทั้งผู้ปกครอง และบุคลากรในโรงเรียน เพื่อให้ก้าวเดินไปในทิศทางเดียวกัน

(กลาง) รศ.ดร. ธีระเดช เจียรสุขสกุล

ดร.สมเจตน์ พันธ์พรม ผู้อำนวยการศูนย์ PISA สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ขยายภาพการสร้างนิเวศในพื้นที่การศึกษาทั้งระบบว่า การสร้างกรอบความคิดเติบโตไม่ได้จำกัดอยู่เพียงแค่ภายในห้องเรียนเท่านั้น แต่คือการจัดการสิ่งแวดล้อม รวมถึงสร้างพื้นที่แสดงออก เพื่อให้เด็กถูกมองเห็น ได้รับการยอมรับ และเป็นสนามทดลองแก้ไขปัญหาด้วยตนเองในมิติต่าง ๆ พร้อมยกตัวอย่างโรงเรียนสังกัด สพฐ. ที่นักเรียนทั้งโรงเรียนเป็นเด็กชาติพันธุ์และมีข้อจำกัดด้านภาษาไทย แต่ด้วยทักษะการจัดการเรียนรู้ของครู ที่ปรับเอาบริบทต่าง ๆ ในพื้นที่มาใช้ออกแบบบทเรียนที่มีรูปแบบเฉพาะ จนเด็กสามารถเข้าถึงและเข้าใจบทเรียนได้ดี โดยแนวทางนี้ไม่เพียงช่วยยกระดับการเรียนรู้ในโรงเรียน แต่ยังช่วยพัฒนาในเชิงบุคคล และเติมความเชื่อมั่น ให้เด็กทุกคนตระหนักว่า พวกเขาสามารถเรียนรู้และพัฒนาได้  

(ขวา) ดร.สมเจตน์ พันธ์พรม

ปูแนวทางอนาคต ถอดสูตรกลุ่มนักเรียนยากจนผลคะแนนสูง

สิ่งที่สะท้อนในบทวิเคราะห์คะแนน PISA 2025 อีกประเด็นสำคัญก็คือ ‘ความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาระหว่างเด็กในเมืองกับเด็กพื้นที่ห่างไกล’ ซึ่งส่งผลให้เด็กวัยเดียวกันมีช่องว่างการเรียนรู้ที่ต่างกันราว 2.5 ปีการศึกษา โดยผลประเมินชี้ว่า ‘เด็กในเมืองมีคะแนนสูงกว่าเด็กในชนบท 49 คะแนน’ ซึ่งในช่องว่างที่ห่างกัน มีข้อเท็จจริงหนึ่งว่า แม้ร้อยละ 70 ของนักเรียนที่มีคะแนนทดสอบสูงจะมาจากครอบครัวที่มีเศรษฐานะดีที่สุด แต่ยังมีถึงร้อยละ 17 ของนักเรียนกลุ่มยากจนด้อยโอกาส สามารถทำคะแนนติดกลุ่มร้อยละ 25 ของคนที่มีคะแนนสูงสุดของประเทศได้   

คุณธีรศักดิ์ จิระตราชู รองประธานคณะกรรมาธิการการศึกษา สภาผู้แทนราษฎร ได้หยิบยกข้อมูลจากบทวิเคราะห์ดังกล่าวมาชี้ให้เห็นว่า นักเรียนจากครัวเรือนรายได้ต่ำกว่าเส้นความยากจนจำนวนหนึ่งที่ทำคะแนนสอบได้ในระดับสูง คือกลุ่มตัวอย่างที่ควร ‘ถอดสูตรความสำเร็จ’ โดยเชื่อว่า ‘การสนับสนุนจากครอบครัว’ คือปัจจัยเบื้องหลังที่ช่วยให้นักเรียนกลุ่มนี้ทำผลทดสอบได้ในระดับเดียวกับกลุ่มนักเรียนที่มาจากครัวเรือนที่มีต้นทุนมากกว่า

(ซ้าย) คุณธีรศักดิ์ จิระตราชู

บูรณาการเรียนรู้เพื่อเสริมทักษะใหม่ให้นักเรียนไทย

นอกจากนี้ยังสนับสนุนข้อเสนอจากผู้จัดการ กสศ. ในด้านการปรับนโยบายเพื่อเร่งจัดสรรทรัพยากรอย่างเหมาะสมเป็นธรรม เพื่อลดช่องว่างการเข้าถึงทรัพยากรของโรงเรียนขนาดใหญ่และโรงเรียนขนาดเล็ก รวมถึงความแตกต่างของโรงเรียนในเมืองกับโรงเรียนพื้นที่ห่างไกล โดยควรนำข้อแนะนำจาก OECD มาปรับใช้ คือนำกิจกรรมเสริมทักษะมาบูรณาการเป็นส่วนหนึ่งของหลักสูตรแกนกลางในห้องเรียนเต็มรูปแบบ โดยเฉพาะทักษะความเข้าใจและใช้เทคโนโลยีดิจิทัลทั้งด้าน AI และสื่อ (AI and Media Literacy), ทักษะชีวิต, ทักษะทางอารมณ์และสังคม (Soft Skills), การตระหนักรู้ในตนเอง (Self-awareness) ซึ่งเป็นสิ่งที่ต้องเติมเต็มในระบบการศึกษาในระดับเดียวกับทักษะวิชาการ  

ดร.สมเจตน์ เสริมว่า สพฐ. ได้ขับเคลื่อนงานวิจัยร่วมกับ กสศ. และ สสวท. เพื่อยกระดับการประเมินเพื่อพัฒนาผู้เรียน ด้วยวิจัย PISA for Schools และ Thai PILA (Platform for Innovative Learning Assessment in Thailand) ซึ่งขับเคลื่อนการเรียนรู้ตามแนวทาง PISA ในระดับสถานศึกษา เพื่อช่วยพัฒนาทักษะคณิตศาสตร์ ทักษะวิทยาศาสตร์ และทักษะการอ่านของเด็กชั้นประถมปลายถึงมัธยมต้นอย่างต่อเนื่อง รวมถึง สพฐ. ได้ออกแบบชุดพัฒนาความฉลาดรู้ โดยดัดแปลงให้คล้ายกับรูปแบบการทดสอบ PISA เพื่อใช้เป็นกิจกรรมในห้องเรียน พร้อมเปลี่ยนแนวคำถามที่มุ่งหาคำตอบ เป็นรูปแบบคำถามที่กระตุ้นให้เกิดการทบทวนความรู้ และประยุกต์ใช้ทักษะเพื่อไปสู่คำตอบที่หลากหลาย และด้วยโมเดลดังกล่าวที่เข้าไปช่วยออกแบบจัดการเรียนรู้ในโรงเรียนขนาดกลางและขนาดเล็ก จึงช่วยลดข้อจำกัดด้านคุณภาพการศึกษาได้มากขึ้น โดยจากผลทดสอบที่ทำประจำในห้องเรียน ได้แสดงให้เห็นถึงความเปลี่ยนแปลงในระดับวิธีคิดของเด็กอย่างมีนัยสำคัญ  

ส่วน ‘ทักษะเทคโนโลยีดิจิทัล ซึ่งเป็นผลจากการเข้าถึงโอกาสและทรัพยากร’ ข้อมูลจากผลประเมิน PISA 2025 ระบุว่า มีโรงเรียนไทยร้อยละ 39 ที่ยังขาดแคลนอุปกรณ์สำหรับจัดการเรียนการสอน และมีถึงร้อยละ 37.5 ที่ขาดแคลนเทคโนโลยีดิจิทัล และกลายเป็นผลให้นักเรียนในโรงเรียนกลุ่มนี้ มีคะแนน PISA ต่ำกว่าโรงเรียนที่พร้อมมากกว่า ที่ราว 17-32 คะแนน     

รศ.ดร.ธีระเดช ในฐานะผู้อำนวยการ สสวท. ได้กล่าวว่า การทดสอบ PISA ที่ปรับเปลี่ยนรูปแบบเป็นข้อสอบดิจิทัล คือปัจจัยที่ส่งผลต่อคะแนน เนื่องจากเด็กไทยส่วนหนึ่งไม่คุ้นชินกับเทคโนโลยี ที่ผ่านมา สสวท. ได้ร่วมมือกับ สพฐ. และอีกหลายหน่วยงาน เข้าไปช่วยส่งเสริมทักษะคอมพิวเตอร์ตามแนวทางของ PISA ในชั้นเรียน สำหรับนักเรียนชั้นประถมฯ 4-6 ซึ่งปัจจุบันทดลองใช้ในโรงเรียนกลุ่มตัวอย่างมากกว่าหนึ่งร้อยแห่ง ทั้งในสังกัดกระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) และกระทรวงมหาดไทย พร้อมมีแผนขยายผลไปยังโรงเรียนและครูแกนนำทั่วประเทศ เพื่อการพัฒนาคุณภาพการเรียนรู้ทั้งระบบ

วางโรดแมปทักษะยุคสมัยให้เด็กไทยเท่าทันสื่อและเอไอ

ทั้งนี้ สสวท. ยังวางโรดแมปในอีกหลายมิติ เพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงของการศึกษาโลก มุ่งพัฒนาครูวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ และภาษาไทย เพื่อเสริมทักษะคิดขั้นสูงใน 3 ด้าน ก่อนขยายผลทักษะความฉลาดรู้ด้านการอ่าน ไปยังครูผู้สอนในสาขาวิชาอื่น ๆ ให้พร้อมรับการประเมิน PISA ปี 2029 ที่จะเน้นหนักในเรื่องการอ่าน สอดรับสภาวะปัจจุบันที่เด็กทั่วโลกมีแนวโน้มการอ่านลดลงและส่วนใหญ่ได้รับเพียงข้อมูลที่มีเนื้อหาขนาดสั้น รวมถึงการพัฒนาความฉลาดรู้ด้านสื่อและปัญญาประดิษฐ์ (Media and AI Literacy) โดย สสวท. ได้นำหลักสูตรการเรียนรู้เกี่ยวกับปัญญาประดิษฐ์มาใช้ในโรงเรียนทั่วประเทศ ตั้งแต่ในระดับชั้นประถมศึกษาตอนปลายถึงมัธยมศึกษาตอนปลาย

และท้ายที่สุดคือ การสร้างความตระหนักรู้ต่อผู้บริหารสถานศึกษาทุกระดับและทุกสังกัด ผ่านการทำงานของคณะกรรมการ PISA เพื่อให้ผู้บริหารระดับสูงเข้าใจลักษณะการทดสอบ และเห็นความสำคัญของการพัฒนาผู้เรียนต่อเนื่อง ซึ่งจะเป็นกลไกยกระดับคุณภาพการศึกษาแห่งชาติ และความสำเร็จทางการศึกษาของประเทศไทยในเวทีสากล

บทเรียนใหม่ เติมเต็มสุขภาวะ การแก้ปัญหา และการคิดวิเคราะห์

ดร.อมรศักดิ์ กิจธนานนท์ รองประธานคณะกรรมาธิการการศึกษา การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม วุฒิสภา เสนอว่า ข้อมูลบ่งชี้ว่าเด็กไทยมีอัตราการเข้าถึงสื่อดิจิทัลเป็นอันดับต้น ๆ ของโลก แต่ยังขาดการพัฒนาทักษะใช้งานอย่างชาญฉลาดและการตระหนักรู้ ระบบการเรียนการสอนจึงต้องส่งเสริมเรื่องการใช้เทคโนโลยี โดยมุ่งส่งเสริมความเข้าใจและทักษะดิจิทัลแก่เด็ก และจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องเริ่มต้นที่ตัวครู

ดร.อมรศักดิ์ กิจธนานนท์

ดังนั้นนอกจากการพัฒนาทักษะดิจิทัล ผลทดสอบ PISA 2025 จึงยิ่งมีความหมายครอบคลุมทุกมิติของการกำหนดทิศทางการเรียนรู้ของเด็กไทยในอนาคต โดยเฉพาะการปรับรูปแบบการศึกษาให้เกิดกระบวนการคิดเชิงเหตุผล โดยขับเคลื่อนผ่าน 4 ปัจจัยหลัก ได้แก่ กรอบความคิด (Mindset) ครู หลักสูตร และทรัพยากร เพื่อสร้างวัฒนธรรมการคิดวิเคราะห์และตระหนักรู้ที่ยั่งยืน

ตัวครูและหลักสูตร จึงต้องทบทวนวิธีเรียนรู้ที่จะพาผู้เรียนไปถึงการฝึกฝนวิธีคิดผ่านระบบตรรกะ และการอ่านอย่างมีวิจารณญาณ โดยความเปลี่ยนแปลงนี้จำเป็นต้องปฏิรูปหลักสูตร จากที่เคยรับข้อมูลและแทนค่าด้วยสูตรสำเร็จในวิชาพื้นฐาน บทเรียนยุคใหม่ต้องบรรจุหลักสูตรการแก้ปัญหา (Problem Solving) การคิดวิเคราะห์ (Critical Thinking) สุขภาวะ (Well-being) และการเรียนรู้ผ่านโครงงาน (Project-based Learning) ยิ่งไปกว่านั้นควรปรับเปลี่ยนแนวข้อสอบ ตั้งแต่ระดับประถมศึกษาปีที่ 1-3 ให้เป็นตามแนวทางการทดสอบ PISA ทั้งหมด เพื่อความเปลี่ยนแปลงเชิงพฤติกรรมต่อการจัดการเรียนรู้ และการนิยามคุณค่าต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนในระยะยาว

ยกเครื่อง สร้างกรอบทักษะชาติ และระบบนิเวศทางการศึกษา

ดร.ธีราภา ไพโรหกุล ที่ปรึกษาของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ กล่าวถึงนโยบายของกระทรวงศึกษาธิการว่า ได้วางทิศทางขับเคลื่อนเร่งด่วนผ่าน 5 นโยบายหลัก บวก 3 แนวทางปฏิบัติ (5+3) เพื่อสร้างระบบนิเวศทางการศึกษา (Ecosystem) ใหม่ ที่หัวใจสำคัญคือการจัดทำ ‘กรอบทักษะแห่งชาติ’ (National Curriculum Framework) ให้เป็นหลักสูตรฐานสมรรถนะแบบไร้รอยต่อ มุ่งส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิต และอุดช่องว่างที่เป็นโจทย์ใหญ่ของการศึกษาไทย โดยหลักสูตรดังกล่าวจะเชื่อมโยงการสร้างความฉลาดรู้ด้านเอไอ (AI Literacy Framework) ของ สสวท. ตลอดจนวางโรดแมปรองรับการประเมิน PISA ครั้งต่อไป โดยวางเนื้อหาด้านความฉลาดรู้ดิจิทัลและสื่อ (Media and AI Literacy) ไว้เป็นแก่นสำคัญ

ดร.ธีราภา ไพโรหกุล

“การปฏิรูประบบนิเวศการศึกษา เพื่อความเสมอภาคเท่าเทียมและพัฒนาคุณภาพการเรียนรู้ จำเป็นต้องปรับหลักสูตรพร้อมแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างควบคู่กัน ทั้งโจทย์เรื่องการลดภาระงานครู ให้ครูมีเวลาโฟกัสที่เด็กและพัฒนาตนเอง การรื้อสูตรจัดสรรงบประมาณใหม่ สู่การจัดสรรตามความต้องการและจำเป็น เพื่อความเท่าเทียมเชิงคุณภาพ (Equity) ของโรงเรียนขนาดเล็ก และประเด็นสำคัญคือ ผลักดันให้พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติฉบับใหม่เข้ามาเป็นรากฐานหลักของการศึกษาไทย เพื่อการทำงานที่ต่อเนื่องโดยไม่เปลี่ยนแปลงตามทิศทางการเมือง”

ดร.ธีราภาย้ำประเด็นการขับเคลื่อนนโยบายด้วยข้อมูลและหลักฐานเชิงประจักษ์ (Evidence-based & Data-driven) ด้วยการถอดบทเรียนจากรายงาน OECD มาปรับใช้ในการวางโรดแมป ร่วมกับการกำหนดนโยบายไปสู่การปฏิบัติจริงในห้องเรียน และมองถึงการรับมือกับเทคโนโลยี AI ด้วยหลักการคิดก่อนใช้ (Think First, Then Use AI) ควบคู่การปลูกฝังทักษะความเป็นมนุษย์ (Human-Centric Skills) เช่น การคิดวิเคราะห์ กรอบคิดแบบเติบโต (Growth Mindset) และความเห็นอกเห็นใจผู้อื่น (Empathy) คือพื้นฐานที่จะส่งผลโดยตรงต่อการพัฒนาศักยภาพเด็กไทย และผลประเมิน PISA ในอนาคต

ปฏิรูปได้ ไทยยังมีต้นทุนและความหวังทางการศึกษา

ดร.ไกรยส ผู้จัดการ กสศ. กล่าวถึงการรับมือกับความท้าทายในช่วงสามนี้ก่อนถึงการทดสอบ PISA 2029 และทิศทางอนาคตของการศึกษาไทยว่า กสศ. เล็งเห็นต้นทุนที่ดีของระบบการศึกษาไทย จากบทวิเคราะห์ PISA 2025 โดยเฉพาะข้อมูลที่ว่า ‘ครูไทยใส่ใจและให้ความสำคัญกับลูกศิษย์ติดอันดับ 1 ใน 5 (Top 5) ของโลก และความน่าสนใจเกี่ยวกับการเรียนรู้ของเด็กไทย ที่หากการจัดการเรียนรู้มีการนำเครื่องมือทางเทคโนโลยีมาช่วยกระตุ้นความสนใจ (Engage) เด็กจะพร้อมมีส่วนร่วม สนุกกับการลงมือปฏิบัติ และแสดงศักยภาพออกมาอย่างเต็มที่

ดร.ไกรยส ภัทราวาท

“จากผลทดสอบและบทวิเคราะห์ แสดงให้เห็นว่าระบบการศึกษาไทยมีคำตอบซ่อนอยู่ในตัวเอง โดยเห็นได้จากเด็กที่มาจากครอบครัวที่มีสถานะทางเศรษฐกิจและสังคมต่ำที่สุด บางคนทำคะแนนได้ในระดับสูง ซึ่งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องสามารถถอดบทเรียนถึงแนวทางปฏิบัติของโรงเรียน เพื่อนำมาใช้เติมเต็มช่องว่างให้กับเด็กที่ขาดแคลนโอกาส หรือสามารถเสาะหาสูตรความสำเร็จจากโรงเรียนขยายโอกาส ที่มีคะแนนเติบโตขึ้นอย่างก้าวกระโดด และนำไปปรับใช้ในพื้นที่หรือกับโรงเรียนในสังกัดได้”  

ดร.ไกรยส กล่าวว่าจากวันนี้คือช่วงเวลาที่สำคัญที่สุดของการปฏิรูปโครงสร้างเชิงนโยบายครั้งใหญ่สำหรับระบบการศึกษาไทย ท่ามกลางความท้าทายของความเปลี่ยนแปลงทางการเมือง ความพยายามต่อการปรับปรุง พ.ร.บ. การศึกษาแห่งชาติ การปรับสูตรจัดสรรงบประมาณไปถึงโรงเรียน ตลอดจนการพัฒนาครู ซึ่งภารกิจทั้งหมดนี้คืองานของทุกฝ่ายที่จะต้องร่วมทำต่อเนื่องไปด้วยกัน โดยมองเห็นเป้าหมายเดียวกัน เพื่อให้ประเทศไทยยกระดับคุณภาพการศึกษา และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันบนเวทีเศรษฐกิจโลกได้สำเร็จ