‘เมษา’ ภาวินี มงคล นักเรียนชั้น ม.4 โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาพัฒนาการ รัชดา บอกว่าความสนใจในวิชาชีววิทยาของเธอเริ่มขึ้นตอน ป.4 เมื่อผีเสื้อตัวหนึ่งปีกหัก เธอสงสัยว่าปีกนั้นจะฟื้นคืนกลับมาโบยบินได้อีกไหม จึงโทรหาครูสอนวิทยาศาสตร์
เธอไม่ได้เฉลยว่าสุดท้ายแล้วคำตอบของปีกผีเสื้อเป็นอย่างไร แต่การพูดคุยกับครูในวันนั้นได้เปลี่ยนเด็กชั้นประถมคนหนึ่งให้สนใจชีววิทยา จนเรียนรู้ต่อเนื่องมาถึงชั้นมัธยมปลาย และฝันว่าสักวันจะได้ออกสำรวจโลกของพืชบนเส้นทางสายพฤกษศาสตร์ (Botany) สาขาวิชาเฉพาะทางที่เธอหลงใหลและอยากศึกษาอย่างจริงจัง
“หนูชอบชีววิทยาที่สุด เริ่มจากที่อยากรู้ว่าโครงสร้างร่างกายสัตว์ พืช หรือมนุษย์ทำงานยังไง เจริญเติบโตหรือร่วงโรยลงเพราะอะไร แล้ววิชานี้ยิ่งเข้าใจก็ยิ่งสนุก เหมือนเราได้เห็นโลกอีกใบหนึ่งที่มองทะลุเข้าไปได้ในกระบวนการทำงานของสิ่งมีชีวิต
“ทั้งด้านที่สะท้อนกลับสู่ภายนอก ยังช่วยอธิบายความแตกต่างของวิธีคิด พฤติกรรม จนถึงความพิเศษและข้อจำกัดของสรีระของคน สัตว์ หรือพืช ซึ่งต่างมีข้อแม้กำหนดให้แตกต่างกัน …และถ้าเรารู้ความลับบางอย่างของชีววิทยา ก็จะช่วยอธิบายถึงการกระทำและการตัดสินใจของสิ่งมีชีวิตได้”
ไม่ใช่แค่สนใจ แต่เมษายังทำคะแนนในวิชาหมวดวิทยาศาสตร์ชีวภาพได้ดี โดยรักษาเกรดสะสมไว้ที่ 3.8 กว่า ๆ ในห้องเรียนชั้น ม.4 โปรแกรมวิทย์-คณิต ที่เพื่อนร่วมชั้นเกินครึ่งห้องต่างได้เรียนพิเศษ เพื่อเสริมคะแนนในวิชาที่ทำได้ดี และปิดจุดอ่อนให้มิดก่อนเตรียมตัวสอบเข้ามหาวิทยาลัย
ขณะที่เธอเพียงใช้วิธีสังเกตสิ่งรอบตัว ทุ่มเทเวลากับการอ่านหนังสือ และหาความรู้เพิ่มเติมเท่าที่ค้นหาได้จากสมาร์ตโฟนในมือ เคล็ดลับการเรียนของเธอจึงไม่มีอะไรพิเศษ แต่คือความสนใจใคร่รู้และความพยายามเอาชนะต้นทุนอันจำกัด
“เอาจริง ๆ ต้องบอกว่าทีแรกหนูก็อยากเรียนพิเศษ แต่เพราะงบไม่พอ เลยใช้วิธีอ่านหนังสือ สังเกตสิ่งรอบตัว แล้วไปหาความรู้ต่อในโทรศัพท์
“วิธีนี้ข้อดีคือสิ่งที่เราเรียนรู้มันจะค่อย ๆ แตกหัวข้อความสนใจอย่างไม่จำกัด ความรู้หนึ่งพาไปหาอีกความรู้หนึ่ง จากความหลากหลายของสิ่งมีชีวิต พาเราไปพบความหลากหลายของข้อมูล ยิ่งรู้ยิ่งสนุก ยิ่งเรียนยิ่งว้าว คือแค่เรื่องชีววิทยาของเซลล์ (Cell Biology, Cytology) เรื่องเดียว ก็ทำให้รู้สึกแล้วว่าความลับของสิ่งมีชีวิตยิ่งใหญ่แค่ไหน”
ถึงสู้ขนาดนี้ ติวตัวเองมาได้ขนาดนี้ ก็ยังมีอยู่เรื่องหนึ่งที่ ‘หนักเกินกำลัง’ เมื่อเธอต้องกังวลกับรอยต่อของความไม่แน่นอน โดยเฉพาะในอีกไม่ถึงสองปีข้างหน้า ที่ต้องเตรียมหาค่าใช้จ่ายสำหรับเรียนต่อมหาวิทยาลัย
“บางทีก็คิดค่ะ ว่าทำไมการเรียนต่อถึงทำให้เรากังวลเหลือเกิน แต่จุดเปลี่ยนสำคัญคือช่วง ม.4 เทอมแรกที่เพิ่งผ่านไป เมื่อต้องบอกครูที่ปรึกษาว่าจบ ม.6 จะเลือกเรียนอะไร หนูบอกไปตรง ๆ ว่าคงเลือกเรียนใกล้บ้าน ในสาขาวิชาที่ค่าใช้จ่ายไม่เยอะ และถ้าเข้าไปได้แล้วจะหางานพิเศษทำไปด้วย”
คำตอบที่สวนทางกับผลการเรียนของนักเรียนวิทย์-คณิต เกรดสะสมเฉียด 4.00 ทำให้ไม่กี่วันต่อมา คุณครูได้กลับมาบอกเธอว่ามี ‘ทุน ODOS’ หรือโครงการทุนการศึกษาเพื่อขยายโอกาสและพัฒนาประเทศ ที่สนับสนุนโอกาสทางการศึกษาตั้งแต่ระดับมัธยมศึกษาตอนปลายไปจนถึงระดับปริญญาตรี รวมถึงเส้นทางการศึกษาต่อทั้งในประเทศและต่างประเทศตามเงื่อนไขของโครงการ
สำหรับเมษา คุณครูบอกว่า ‘เธอมีคุณสมบัติตรงเกณฑ์ทุนทุกอย่าง’ ไม่ว่าเกรดสะสมหรือสาขาที่เรียน
“ได้ยินแค่นั้นหนูก็สมัครแบบไม่คิดเลย” เมษาย้อนถึงวันที่เปลี่ยนชีวิตเธอด้วยรอยยิ้ม
ไม่นานเธอก็ได้รับเลือกเป็นนักเรียนทุน ODOS รุ่นที่ 4 แล้วความกังวลที่เธอไม่อาจข้ามพ้นเพียงลำพังก็ค่อย ๆ คลี่คลายลง
“ตั้งแต่ได้ทุน เชื่อไหมคะว่ามันเปลี่ยนไปหมดเลย ทั้งวิธีคิด แผนชีวิต ความรู้สึกต่อตัวเอง ความกังวลก็ไม่มีแล้ว กลายเป็นรู้สึกอุ่นใจ ว่าต่อจากนี้อยากจะเรียนอะไรเราก็หาข้อมูลได้เต็มที่ ตั้งเป้าไปให้ไกลที่สุดเท่าที่ใจคิดได้”
เมษาพูดถึงเส้นทางต่อไปว่า ถึงตอนนี้จะยังไม่ตัดสินใจเกี่ยวกับอนาคตเรื่องเรียน แต่ความชอบและความสนใจด้านชีววิทยาชนิดเข้าเส้น กำลังรุนหลังให้เธอฝันอยากเป็น ‘นักพฤกษศาสตร์’ อาชีพที่มุ่งศึกษาและทำความเข้าใจโลกของพืชอย่างลึกซึ้ง
และถ้าจะไปให้สุดจริง ๆ เธอก็ตั้งเป้าไว้ว่าอยากไปเรียนต่อที่ต่างประเทศ ซึ่งวันนี้ไม่ใช่ความฝันที่เธอต้องตัดทิ้งเพียงเพราะข้อจำกัดทางการเงินอีกแล้ว
เธอสรุปชีวิตที่เพิ่งพ้นวัยเด็กมาไม่นานว่า อาจเป็นปีกผีเสื้อตัวนั้นที่นำพาเธอมาถึงตรงนี้ และทิ้งท้ายถึงวิชาชีววิทยาที่รักไว้ว่า
“การเรียนรู้เรื่องสิ่งมีชีวิตสอนเราว่า โลกไม่ได้มีแค่ที่ตาเห็น แต่มีอะไรรอให้ค้นพบอีกมาก ที่สำคัญคือเมื่อเข้าใจโครงสร้างกลไกของชีวิต เราจะยอมรับในความแตกต่างหลากหลาย พร้อมทำความเข้าใจทั้งมนุษย์ สัตว์ และพืช
“และไม่ใช่แค่ปัจจุบัน แต่ทุกเซลล์ของสิ่งมีชีวิตล้วนเชื่อมโยงไปถึงอดีต และคือตัวแปรไปสู่อนาคต …หนูดีใจค่ะที่ได้เรียนมาถึงตรงนี้ และยังมีโอกาสจะได้ศึกษาในสิ่งที่รักต่อไป”
ส่วนสำหรับ ‘พวกเรา’ ก็จะเป็นฝ่ายส่งแรงใจและตั้งตารอดูว่า ในอีกสองปีข้างหน้า “ปีกผีเสื้อตัวนั้นจะพาน้องเมษา ภาวินี มงคล โบยบินไปไกลขนาดไหน”