มองให้ลึกกว่าที่ตาเห็น ผ่าน “เลนส์ของครู” ที่พยายามเข้าใจชีวิตเด็กแต่ละคน : ‘ครูพลับ’ อรุณภพ สอนสูญ ครูรัก(ษ์)ถิ่น รุ่นที่ 3 มหาวิทยาลัยกาฬสินธุ์

มองให้ลึกกว่าที่ตาเห็น ผ่าน “เลนส์ของครู” ที่พยายามเข้าใจชีวิตเด็กแต่ละคน : ‘ครูพลับ’ อรุณภพ สอนสูญ ครูรัก(ษ์)ถิ่น รุ่นที่ 3 มหาวิทยาลัยกาฬสินธุ์

ในภาพใหญ่ นักเรียนที่แต่งเครื่องแบบและกำลังเดินเข้ามาในโรงเรียนอาจดูเหมือนกันหมด แต่สำหรับครู สายตาที่มองเห็นนักเรียนแต่ละคนนั้นต่างออกไป เพราะนอกจากความแตกต่างด้านหน้าตา ผิวพรรณ หรือชื่อที่ปักอยู่บนชุดนักเรียนแล้ว ครูยังมองไปถึงบุคลิก ท่าที การแสดงออก และทุกสิ่งที่ประกอบขึ้นเป็นตัวตนของเด็กนักเรียนแต่ละคน

เช่นเดียวกับความตั้งใจของ ‘ครูพลับ’ อรุณภพ สอนสูญ ครูรัก(ษ์)ถิ่น รุ่นที่ 3 จากมหาวิทยาลัยกาฬสินธุ์ ที่ตั้งใจจะมองเห็นเด็ก ๆ ผ่านเลนส์แห่งความเข้าใจเป็นรายบุคคล ตั้งแต่วันแรกที่ได้เข้ามาฝึกประสบการณ์วิชาชีพครู ณ โรงเรียนอนุบาลภูพาน จังหวัดสกลนคร ซึ่งเป็นโรงเรียนปลายทางที่ครูพลับจะกลับมาปฏิบัติหน้าที่ครู

“หลักสูตรการศึกษาปฐมวัย คณะศึกษาศาสตร์และนวัตกรรมการศึกษา มหาวิทยาลัยกาฬสินธุ์ สอนพวกเราว่า การเตรียมการสอนอาจไม่ได้เริ่มจากวิชาการ แต่เริ่มจากจุดเล็ก ๆ ที่ได้จากการสังเกต ทำความเข้าใจ และประเมินความต้องการ ข้อจำกัด รวมถึงศักยภาพที่ซ่อนอยู่ในตัวนักเรียนแต่ละคน”

สิ่งที่ครูพลับได้เรียนรู้จากมหาวิทยาลัย ถูกนำมาปรับใช้กับสถานการณ์จริงระหว่างการฝึกสอนที่โรงเรียนอนุบาลภูพาน ซึ่งเป็นโรงเรียนขยายโอกาส เปิดสอนตั้งแต่ระดับชั้นอนุบาลถึงมัธยมศึกษาตอนต้น มีนักเรียนรวมกว่า 230 คน

‘ครูพลับ’ อรุณภพ สอนสูญ

ระหว่างการฝึกสอน ครูพลับได้สังเกตเห็นปัญหาสำคัญอย่างหนึ่งของนักเรียนสามพี่น้องจากครอบครัวเดียวกัน ซึ่งกำลังศึกษาอยู่ในระดับชั้นอนุบาล 2 ประถมศึกษาปีที่ 1 และประถมศึกษาปีที่ 3

“เด็ก ๆ ที่มาจากบ้านนี้แต่งตัวค่อนข้างมอมแมมมาโรงเรียน ครูที่เคยไปเยี่ยมบ้านเล่าว่า พวกเขามาจากครอบครัวที่ประสบปัญหาความยากจน สภาพบ้านพักอาศัยค่อนข้างรกและไม่สะอาด พ่อของเด็กต้องโทษจำคุก พวกเขาอยู่กับแม่ที่ต้องทำงานหนัก ไม่มีเวลาดูแลเอาใจใส่ เด็ก ๆ จึงต้องดูแลกันเอง”

ก่อนหน้านี้ คณะครูในโรงเรียนได้ลงพื้นที่เยี่ยมบ้าน พูดคุยกับผู้ปกครอง และพยายามแก้ไขปัญหาให้กับครอบครัวนี้มาแล้ว แต่ยังไม่ประสบความสำเร็จ ครูพลับจึงคิดว่าอยากเข้าไปช่วยเหลืออีกแรงหนึ่ง เพราะรู้สึกว่าไม่สามารถปล่อยผ่านปัญหานี้ไปได้

เขาจึงเริ่มต้นหาวิธีแก้ไขปัญหาอย่างเป็นระบบ โดยปรับแนวทางจากการมุ่งเน้นให้ความช่วยเหลือด้านสิ่งของเพียงอย่างเดียว มาเป็นการพยายามปรับพฤติกรรมและทัศนคติของเด็กควบคู่กันไปด้วย

ครูพลับเริ่มจากการระดมความช่วยเหลือจากครูในโรงเรียน ร่วมกันสมทบทุนทรัพย์ส่วนตัวเพื่อจัดซื้อของใช้จำเป็น เช่น สบู่ ยาสระผม และแปรงสีฟันให้แก่เด็กทั้งสามคน พร้อมสอนวิธีใช้และดูแลสุขอนามัยของตนเอง

แต่หลังจากผ่านไปเพียงไม่กี่วัน ก็พบว่าเด็ก ๆ กลับมามีสภาพมอมแมมเหมือนเดิม เนื่องจากที่บ้านไม่มีผู้ใหญ่คอยกำกับดูแลอย่างใกล้ชิด ครูพลับจึงพยายามปรับวิธีการใหม่ โดยใช้ระบบพี่ดูแลน้อง สอนวิธีใช้อุปกรณ์ต่าง ๆ ที่ครูช่วยกันจัดหาให้ และมอบหมายให้พี่คนโตซึ่งเรียนอยู่ชั้น ป.3 เป็นกำลังหลักในการดูแลน้องอีกสองคน เพื่อให้เด็ก ๆ สามารถพึ่งพาและช่วยเหลือกันเองได้ในช่วงเวลาที่ผู้ปกครองต้องออกไปทำงาน

“นอกจากความช่วยเหลือด้านสิ่งของแล้ว ผมหันมาใช้วิธีสร้างนิสัยด้วยการเสริมแรงทางบวกให้กับพวกเขาอีกทางหนึ่ง โดยคอยสังเกตเด็ก ๆ ทุกเช้า และกล่าวชมเชยเพื่อสร้างความมั่นใจ เมื่อเห็นเด็ก ๆ บ้านนี้แต่งกายสะอาดเรียบร้อย ก็จะบอกว่า วันนี้แต่งตัวน่ารักจังเลย ดูดีมากเลย เพื่อให้พวกเขาเกิดความภาคภูมิใจและมั่นใจในตัวเอง จนอยากดูแลตัวเองและรักษาความสะอาดอย่างสม่ำเสมอ”

นอกเหนือจากการช่วยเหลือเฉพาะหน้าด้านสิ่งของเครื่องใช้แล้ว ในระยะยาว ครูพลับยังได้ดำเนินการส่งข้อมูลของเด็ก ๆ ในครอบครัวนี้ เพื่อขอรับการสนับสนุน “ทุนเสมอภาค” จาก กสศ. ซึ่งปัจจุบันเด็กทั้งสามคนได้รับการจัดสรรทุนแล้ว โดยเงินทุนเสมอภาคสามารถช่วยบรรเทาภาระค่าใช้จ่ายภายในบ้าน และช่วยให้ครอบครัวบริหารจัดการค่าใช้จ่ายได้ดีขึ้น

ครูพลับเล่าอีกว่า หลังจากติดตามและดูแลเด็กทั้งสามคนอย่างใกล้ชิดตลอดหนึ่งภาคเรียนที่ผ่านมา พบว่าปัญหาด้านสุขอนามัยของเด็ก ๆ มีพัฒนาการไปในทางที่ดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด เด็กสามารถดูแลและช่วยเหลือตัวเองได้ดีขึ้น รวมถึงปรับตัวและเข้าร่วมกิจกรรมต่าง ๆ ในโรงเรียนได้อย่างเป็นปกติสุข

ประสบการณ์ระหว่างการฝึกสอนครั้งนี้จึงเป็นบทเรียนสำคัญที่ครูพลับจะนำติดตัวไปในการเริ่มต้นชีวิตครู ด้วยความเชื่อมั่นว่า การมองเห็นเด็ก ๆ ด้วยความเข้าใจและใส่ใจ จะเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญในการสร้างประสบการณ์การเรียนรู้ และออกแบบความช่วยเหลือที่เหมาะสมให้กับเด็กแต่ละคน

กสศ. ขอแสดงความยินดีกับ ‘ครูพลับ’ และครูรัก(ษ์)ถิ่น รุ่นที่ 3 ทุกคน ที่สำเร็จการศึกษาและกำลังก้าวสู่บทใหม่ของชีวิตบนเส้นทางวิชาชีพครู พร้อมเชื่อมั่นว่าประสบการณ์ที่ทุกคนได้เรียนรู้และสั่งสมมาตลอดช่วงเวลาของการศึกษาและฝึกประสบการณ์วิชาชีพ จะเป็นพื้นฐานสำคัญในการทำหน้าที่ครู และช่วยลดช่องว่างหรือข้อจำกัดในการเรียนรู้ของเด็ก ๆ โดยเฉพาะข้อจำกัดบางอย่างที่อาจไม่สามารถมองเห็นได้จากภายนอก เพื่อให้เด็กแต่ละคนมีโอกาสเรียนรู้และเติบโตได้อย่างเต็มศักยภาพต่อไป