“P. CARE SAKON” เปลี่ยนเศษไม้ปลายนาสู่สบู่ชาโคลและสครับสมุนไพร เมื่อภูมิปัญญาชุมชนและเศรษฐกิจหมุนเวียน กลายเป็นห้องเรียนธุรกิจจริงของเด็ก ๆ

“P. CARE SAKON” เปลี่ยนเศษไม้ปลายนาสู่สบู่ชาโคลและสครับสมุนไพร เมื่อภูมิปัญญาชุมชนและเศรษฐกิจหมุนเวียน กลายเป็นห้องเรียนธุรกิจจริงของเด็ก ๆ

จากเศษไม้และวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตร สู่ถ่านชีวภาพที่นำมาต่อยอดด้วยนวัตกรรมและภูมิปัญญาไทย ผสานน้ำผึ้ง ขมิ้นชัน ไพล และทานาคา กลายเป็นสบู่และสครับชาโคล  พร้อมเปลี่ยนทรัพยากรในชุมชนให้มีมูลค่า และเปิดพื้นที่ให้นักเรียนได้เรียนรู้การเป็นผู้ประกอบการจากการลงมือทำจริง

1.เมื่อวัสดุเหลือใช้ในชุมชนมีคุณค่าได้มากกว่าที่คิด 

“ในชุมชนของพวกเรามีการเผาถ่าน… เราก็เลยนำมาแปรรูปให้กลายเป็นผลิตภัณฑ์ตัวนี้ครับ เพื่อการสร้างรายได้เพิ่มมากขึ้น” ตัวแทนนักเรียนโรงเรียนเพียพิทยาพัฒน์ จ. สกลนคร เล่า

เศษไม้และวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรที่พบได้ในชุมชน อาจดูเหมือนสิ่งที่เหลือจากการใช้งาน แต่สำหรับนักเรียนโรงเรียนเพียพิทยาพัฒน์  วัสดุเหล่านี้กลับเป็นจุดเริ่มต้นของคำถามว่าจะทำอย่างไรให้ทรัพยากรที่มีอยู่แล้วกลับมาสร้างประโยชน์ได้อีกครั้ง 

แนวทางนี้ไม่เพียงช่วยสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับทรัพยากรในท้องถิ่น แต่ยังเชื่อมโยงกับแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) ที่มุ่งใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า ลดการสูญเปล่า และมองหาความเป็นไปได้ใหม่ ๆ จากสิ่งที่มีอยู่แล้ว 

สำหรับนักเรียน การทำสบู่หนึ่งก้อนจึงไม่ได้จบลงที่การผสมวัตถุดิบให้ได้ผลิตภัณฑ์ที่ต้องการ แต่เป็นการเรียนรู้ตั้งแต่การสำรวจต้นทุนในชุมชน การคิดค้นและทดลองสูตร การออกแบบผลิตภัณฑ์ ไปจนถึงการมองหาวิธีทำให้ผลงานของตัวเองมีคุณค่าและตอบโจทย์ผู้ใช้จริง 

2.การทำสบู่หนึ่งก้อน สอนอะไรได้มากกว่าที่คิด

เมื่อเริ่มพัฒนาผลิตภัณฑ์ เด็ก ๆ ไม่ได้แค่เรียนรู้ขั้นตอนการทำสบู่หรือสครับ แต่ยังได้ฝึกคิดตั้งแต่การสำรวจวัตถุดิบ การออกแบบสินค้า ไปจนถึงการทดลองสูตรและพัฒนาผลิตภัณฑ์ด้วยตัวเอง

“ได้เรียนรู้การเป็นผู้ประกอบการครับ แล้วก็เรียนรู้การคิดสร้างสรรค์ การออกแบบผลิตภัณฑ์ การทดลองสูตร…ได้เรียนรู้ว่าการสร้างผลิตภัณฑ์ก็ไม่ได้ยากอย่างที่คิดเท่าไหร่ครับ” ตัวแทนนักเรียนโรงเรียนเพียพิทยาพัฒน์เล่า

ประสบการณ์ดังกล่าวทำให้นักเรียนได้เห็นกระบวนการทำงานที่เชื่อมโยงหลายทักษะเข้าด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็นการแก้ปัญหา การสื่อสาร การแบ่งหน้าที่ การคิดต้นทุน และการทำความเข้าใจลูกค้า ที่สำคัญคือได้เรียนรู้จากผลลัพธ์จริง ทั้งสิ่งที่ทำได้ดีและสิ่งที่ยังต้องปรับปรุง 

3.เมื่อลองนำสินค้าออกขาย ลูกค้ามองเห็นอะไรในสบู่ชาโคล

การพัฒนาผลิตภัณฑ์จะมีความหมายมากขึ้นเมื่อเด็ก ๆ ได้นำผลงานออกไปพบกับผู้ใช้จริง และเรียนรู้ว่าผู้คนสนใจสินค้าของพวกเขาด้วยเหตุผลใด

ในงานโชว์เคสที่ผ่านมา นักเรียนเล่าว่าสามารถจำหน่ายสบู่ได้ประมาณ 20 ก้อน และสครับได้ประมาณ 10 กระปุก โดยสิ่งที่ลูกค้าสนใจไม่ได้มีเพียงตัวผลิตภัณฑ์ แต่ยังรวมถึงเรื่องราวและที่มาของสินค้าที่เชื่อมโยงกับชุมชนด้วย

นอกจากนี้ช่องทางออนไลน์อย่าง Shopee ยังช่วยให้เด็ก ๆ ได้เห็นความเป็นไปได้ของการขายสินค้าต่อเนื่อง โดยนักเรียนสังเกตว่ามียอดขายเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ และมีลูกค้าเดิมกลับมาซื้อซ้ำ

ประสบการณ์นี้ทำให้เด็กได้เห็นว่าการพัฒนาสินค้าไม่ได้จบลงเมื่อผลิตเสร็จ แต่ยังต้องเรียนรู้การนำเสนอสินค้า  การเข้าใจความต้องการ และการสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้ซื้อด้วย

เรื่องราวของชุมชนจึงกลายเป็นส่วนหนึ่งของคุณค่าผลิตภัณฑ์ เพราะเบื้องหลังสบู่หนึ่งก้อน ไม่ได้มีเพียงวัตถุดิบและขั้นตอนการผลิต แต่ยังมีภูมิปัญญาและความพยายามที่จะต่อยอดสิ่งที่ชุมชนมีอยู่ให้เกิดประโยชน์มากกว่าเดิม

4.เมื่อความแตกต่างกลายเป็นโอกาสในการเรียนรู้ร่วมกัน 

อีกหนึ่งประสบการณ์สำคัญคือการทำงานร่วมกับนักเรียนจากโรงเรียน Ascot International School Bangkok ซึ่งเข้ามาช่วยแลกเปลี่ยนแนวคิดและพัฒนาแบรนด์ การออกแบบโลโก้ และสติกเกอร์ผลิตภัณฑ์

การได้พบกับคนที่มีพื้นฐานและมุมมองแตกต่างกัน ทำให้เด็ก ๆ เห็นความเป็นไปได้ใหม่ ๆ ที่อาจไม่เคยนึกถึงมาก่อน โดยเฉพาะการออกแบบที่ช่วยให้ผลิตภัณฑ์สื่อสารตัวตนได้ชัดเจนขึ้น

ตัวแทนนักเรียนโรงเรียน Ascot International School Bangkok สะท้อนความรู้สึกจากการทำงานร่วมกันว่า “รู้สึกดีใจที่ได้ทำงานร่วมกับน้อง ๆ นักเรียนไทย ได้เรียนรู้ความคิดที่หลากหลาย ได้แลกเปลี่ยนกัน”

สำหรับคุณครู การทำงานร่วมกันยังเป็นโอกาสให้เด็ก ๆ ได้ค่อย ๆ ก้าวออกจากพื้นที่ที่คุ้นเคย จากวันที่ยังไม่กล้าพูดคุยหรือแสดงความคิดเห็น ไปสู่การกล้าลองทำสิ่งใหม่และเปิดรับฟังความคิดเห็นจากผู้อื่น

5.จากโครงการระยะสั้น สู่หลักสูตรการเรียนรู้ที่ต่อเนื่อง 

“หลังกลับไป ก็ยังตั้งใจจะทำผลิตภัณฑ์ต่อครับ อยากพัฒนาแชมพูกำจัดเหา เพราะเห็นว่าน้องอนุบาลบางคนเป็นเหาเยอะ จึงอยากนำสมุนไพรในท้องถิ่นมาศึกษาและพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์ที่อาจช่วยแก้ปัญหานี้ได้”  ตัวแทนนักเรียนโรงเรียนเพียพิทยาพัฒน์กล่าว

แนวคิดดังกล่าวสะท้อนกระบวนการเรียนรู้ที่สำคัญคือการมองเห็นปัญหาใกล้ตัว ตั้งคำถาม และลองคิดหาวิธีแก้ไขผ่านการสร้างผลิตภัณฑ์ อย่างไรก็ตาม หากจะพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์ใช้จริง ยังต้องศึกษาสูตร ความปลอดภัย และประสิทธิภาพอย่างเหมาะสมก่อน

ในมุมของโรงเรียน ความตั้งใจไม่ได้หยุดอยู่ที่การทำสบู่หรือสครับให้สำเร็จเท่านั้น แต่คือการสร้างโอกาสให้เด็กได้เรียนรู้กระบวนการทำงานจริง และต่อยอดประสบการณ์ไปสู่โครงงานอาชีพในอนาคต โรงเรียนจึงมีแนวคิดพัฒนาหลักสูตรท้องถิ่น เชื่อมโยงการเรียนรู้กับทรัพยากรในชุมชน และเปิดโอกาสให้นักเรียนระดับประถมเข้ามาเรียนรู้ร่วมกับรุ่นพี่ด้วย

จากถ่านที่เคยใช้เป็นเชื้อเพลิงสู่สบู่ชาโคลและสครับ ผลิตภัณฑ์ทั้งสองชิ้นจึงเป็นจุดเริ่มต้นเมื่อเด็ก ๆ ได้ทดลองเปลี่ยนวัสดุเหลือใช้ให้กลายเป็นผลิตภัณฑ์ ได้พบลูกค้า ได้ทำงานกับเพื่อนต่างวัฒนธรรม และได้คิดต่อว่าจะพัฒนาสิ่งใดต่อไป พวกเขาก็กำลังสะสมทักษะชีวิตที่สำคัญและสร้างความมั่นใจสำหรับการประกอบอาชีพในอนาคต 


Equity Partnership’s  School Network Season 7
นวัตกรรมเครือข่ายสถานศึกษาเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา

Equity Lab ภายใต้สถาบันวิจัยเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.)  ผนึกกำลังภาคีเครือข่ายทั้งบริษัท Sea (ประเทศไทย) เครือข่ายโรงเรียนนานาชาติและเครือข่ายมหาวิทยาลัย  เดินหน้าสร้างพื้นที่การเรียนรู้ที่เชื่อม “ห้องเรียน–ชุมชน–ตลาดจริง” เพื่อให้นักเรียนโรงเรียนขยายโอกาสและโรงเรียนนานาชาติได้พัฒนาทักษะอาชีพ สร้างแบรนด์ สร้างรายได้ และก้าวสู่การพึ่งพาตนเองอย่างยั่งยืน จากการดำเนินงานที่ผ่านมา โครงการนี้ไม่ได้เป็นเพียงความร่วมมือระหว่าง “โรงเรียนพี่–โรงเรียนน้อง” หากแต่เป็นการสร้าง “พื้นที่แห่งมิตรภาพที่เสมอภาค” ในโลกศตวรรษที่ 21

สบู่ชาโคลและสครับสมุนไพร แบรนด์ พี แคร์ สกล
โรงเรียนเพียพิทยาพัฒน์ จ.สกลนคร x Ascot International School Bangkok

จากเศษไม้และวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรในชุมชนสู่ถ่านชีวภาพ ที่นำมาต่อยอดด้วยนวัตกรรมและภูมิปัญญาไทย ผสานน้ำผึ้ง ขมิ้นชัน ไพล และทานาคา กลายเป็นสบู่ชาโคลและสครับสมุนไพรจากธรรมชาติ   แบรนด์นี้ขยับออกไปขายสู่ตลาดที่กว้างขึ้นอย่างในแอปพลิเคชั่น Shopee คลิก