ประเทศไทยมีเด็กจากครัวเรือนยากจนที่มีศักยภาพทางวิชาการสูง แต่จำนวนไม่น้อยกลับไปไม่ถึงระดับอุดมศึกษา บทเรียนจากการดำเนินโครงการทุน ODOS และข้อมูลการติดตามเส้นทางการศึกษาของเด็ก นำมาสู่การพัฒนาหลักเกณฑ์และแนวทางสนับสนุนร่วมกันของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ตั้งแต่การเริ่มค้นหาเด็กตั้งแต่ชั้น ม.3 การขยายโอกาสรับทุนผ่าน TCAS ทั้ง 4 รอบ ไปจนถึงการเพิ่มประเทศปลายทางเป็น 6 ประเทศ เพื่อให้เด็กที่มีศักยภาพแต่ขาดแคลนทุนทรัพย์ สามารถเข้าถึงโอกาสและพัฒนาความสามารถของตัวเองได้อย่างต่อเนื่อง
‘แก้ม’ กมลทิพย์ เคยได้รับทุนเสมอภาคของ กสศ. ช่วงมัธยมตอนต้น ปัจจุบันเป็นหนึ่งในนักเรียนที่มีผลการเรียนดีของโรงเรียนสุรศักดิ์มนตรี เธอสนใจวิทยาศาสตร์อย่างจริงจัง และสอบเข้าเรียนมัธยมปลายในห้องเรียนพิเศษวิทยาศาสตร์และคณิตศาสตร์ หรือ Gifted Program ได้สำเร็จ
แต่เมื่อครูสอบถามถึงแผนการเรียนต่อหลังจบ ม.6 คำตอบของเธอกลับไม่ใช่ชื่อมหาวิทยาลัยหรือคณะในฝัน หากเป็นการหยุดเรียนเพื่อออกไปทำงานหาเงินก่อน
“เรื่องเงินมีผลมาก ๆ ค่ะ ต่อความตั้งใจหรือแผนการเรียนต่อ บางทีอาจจะสำคัญมากกว่าเรื่องผลการเรียนด้วยซ้ำ”
คำพูดของแก้มสะท้อนความจริงข้อหนึ่งว่า แม้เด็กจะมีความสามารถและความตั้งใจมากเพียงใด แต่เส้นทางการศึกษาก็อาจสะดุดหรือสิ้นสุดลงได้ หากต้นทุนทางเศรษฐกิจของครอบครัวไม่เพียงพอ
แต่โอกาสทางการศึกษาเป็นสิ่งที่สร้างขึ้นได้ เมื่อครูแนะแนวแนะนำให้แก้มรู้จักทุน ODOS และช่วยดำเนินการสมัครจนเธอได้รับทุนรุ่นที่ 2 วันนี้แก้มจึงกลับมามองเห็นโอกาสเรียนต่อในสาขาวิทยาศาสตร์เครื่องสำอางที่ตัวเองสนใจ
เรื่องราวนี้ไม่ใช่เพียงเรื่องของเด็กเรียนดีที่ได้รับทุนการศึกษา แต่สะท้อนคำถามสำคัญว่า ประเทศไทยกำลังมีเด็กที่มีศักยภาพอีกจำนวนเท่าใด ที่ไม่สามารถไปถึงโอกาสทางการศึกษาได้เพียงเพราะข้อจำกัดทางเศรษฐกิจ
คำถามนี้เป็นหนึ่งในประเด็นสำคัญที่มีการหยิบยกขึ้นหารือในการประชุมคณะกรรมการอำนวยการโครงการทุนการศึกษาเพื่อขยายโอกาสและพัฒนาประเทศ (Outstanding Development Opportunity Scholarship: ODOS) ครั้งที่ 1/2569 ซึ่งมี ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เป็นประธาน เมื่อวันที่ 30 กันยายน 2569
การประชุมครั้งนี้มีทั้งการพิจารณาเพิ่มทางเลือกสำหรับทุนศึกษาต่อต่างประเทศ ขยายช่องทางรับทุนระดับอุดมศึกษา และทบทวนบทเรียนจากการดำเนินงานที่ผ่านมา เพื่อพัฒนาระบบทุนการศึกษาให้สามารถเข้าถึงเด็กที่มีศักยภาพและขาดแคลนทุนทรัพย์ได้อย่างครอบคลุมยิ่งขึ้น

เด็กยากจนไม่ได้มีศักยภาพน้อยกว่า แต่มีโอกาสไปต่อไม่เท่ากัน
ดร.ไกรยส ภัทราวาท ผู้จัดการ กสศ. นำเสนอข้อมูลต่อที่ประชุมว่า ประเทศไทยยังมีเด็กจากครอบครัวรายได้น้อยที่มีความสามารถทางวิชาการสูง หรือที่เรียกว่า ‘เด็กช้างเผือก’ อยู่เป็นจำนวนไม่น้อย
จากการวิเคราะห์ข้อมูลการประเมิน PISA 2025 ของสถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (สสวท.) พบว่า ในกลุ่มนักเรียนที่มีฐานะทางเศรษฐกิจและสังคมอยู่ในระดับล่างสุด 25% ของประเทศ มีนักเรียนประมาณ 17% ที่สามารถทำผลการประเมินด้านวิทยาศาสตร์อยู่ในกลุ่มบนสุด 25% ของประเทศ
ข้อมูลนี้สะท้อนว่า ในกลุ่มเด็กจากครัวเรือนรายได้น้อยยังมีผู้เรียนที่มีศักยภาพสูงทางวิชาการ ซึ่งประเทศไม่ควรมองข้าม
จากการติดตามเส้นทางการศึกษาของนักเรียนยากจนและยากจนพิเศษชั้น ม.3 ปีการศึกษา 2564 จำนวน 167,989 คน กสศ. ยังพบว่า หลังจบการศึกษาภาคบังคับ มีเด็ก 31,028 คน หรือ 18.5% ออกจากระบบการศึกษา
ขณะที่ข้อมูลการศึกษาต่อในระดับอุดมศึกษาของกลุ่มที่ติดตาม พบว่ามีนักเรียนเข้าสู่ระดับอุดมศึกษาผ่านระบบ TCAS ปีการศึกษา 2568 จำนวน 21,079 คน หรือประมาณ 12.5% ของกลุ่มข้อมูลดังกล่าว
แม้ข้อมูล PISA และข้อมูลติดตามเส้นทางการศึกษาจะมีฐานการวิเคราะห์แตกต่างกัน และไม่สามารถนำสัดส่วนมาเปรียบเทียบโดยตรงได้ แต่ข้อค้นพบทั้งสองด้านช่วยให้เห็นภาพปัญหาสำคัญของประเทศไทย ด้านหนึ่งคือการมีอยู่ของเด็กจากครัวเรือนรายได้น้อยที่มีศักยภาพทางวิชาการสูง อีกด้านคือข้อจำกัดในการศึกษาต่อของเด็กยากจนและยากจนพิเศษจำนวนมาก
โจทย์สำคัญจึงไม่ใช่เพียงการค้นหาว่าเด็กคนใดมีความสามารถ แต่ต้องค้นหาด้วยว่าเด็กคนใดกำลังเสี่ยงสูญเสียโอกาส ก่อนที่ระบบการศึกษาจะได้พัฒนาความสามารถของพวกเขาอย่างเต็มที่
เพราะการสูญเสียโอกาสทางการศึกษาไม่ได้กระทบเพียงอนาคตของเด็กและครอบครัว แต่ยังหมายถึงศักยภาพในการพัฒนากำลังคนที่ประเทศอาจสูญเสียไป โดยเฉพาะในสาขาวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี วิศวกรรมศาสตร์ และคณิตศาสตร์ หรือ STEM ซึ่งเป็นฐานสำคัญของเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมอนาคต
นี่จึงเป็นหนึ่งในโจทย์ที่โครงการทุน ODOS ต้องออกแบบระบบให้เด็กที่มีศักยภาพ แต่ขาดแคลนทุนทรัพย์ สามารถเดินต่อบนเส้นทางการศึกษาได้อย่างต่อเนื่อง ไม่ใช่มีเพียงเด็กที่มีความพร้อมอยู่แล้วเท่านั้นที่เข้าถึงโอกาส

เมื่อการมีทุนยังไม่เท่ากับการเข้าถึงโอกาสทางการศึกษา
โครงการ ODOS ที่เริ่มดำเนินการในปี 2568 มีเป้าหมายสนับสนุนเยาวชนที่มีผลการเรียนดี มีความประพฤติดี และขาดแคลนโอกาสทางเศรษฐกิจ ให้ได้รับการศึกษาต่อในระดับที่สูงขึ้น ผ่านการสนับสนุนที่เชื่อมโยงตั้งแต่ระดับมัธยมศึกษาตอนปลายหรือประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.) ไปจนถึงระดับอุดมศึกษาทั้งในประเทศและต่างประเทศ
ในส่วนของ กสศ. รับผิดชอบการคัดเลือกและสนับสนุนนักเรียนทุนระดับมัธยมศึกษาตอนปลายและ ปวช. จำนวน 4 รุ่น รุ่นละ 1,200 คน รวม 4,800 คน โดยกำหนดคุณสมบัติสำคัญคือมีผลการเรียนเฉลี่ยไม่ต่ำกว่า 3.00 เป็นนักเรียนที่เคยได้รับทุนเสมอภาคของ กสศ. หรือมีรายได้เฉลี่ยของครัวเรือนไม่เกิน 12,000 บาทต่อคนต่อเดือน
เมื่อผู้รับทุนสำเร็จการศึกษาระดับ ม.6 หรือ ปวช.3 จะมีโอกาสเข้าสู่กระบวนการคัดเลือกทุนศึกษาต่อระดับอุดมศึกษาในประเทศ ซึ่งดำเนินการโดยกระทรวง อว. หรือทุนศึกษาต่อต่างประเทศที่ดำเนินการโดยสำนักงาน ก.พ.
ที่ผ่านมา กสศ. คัดเลือกผู้รับทุนรุ่นที่ 1–3 แล้วจำนวน 3,600 คน แบ่งเป็นนักเรียนระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย 3,264 คน และระดับ ปวช. 336 คน ขณะที่รุ่นที่ 4 อยู่ระหว่างดำเนินการคัดเลือก
อย่างไรก็ตาม เมื่อเข้าสู่กระบวนการคัดเลือกทุนศึกษาต่อระดับอุดมศึกษา พบว่าจำนวนผู้ได้รับทุนยังต่ำกว่าจำนวนทุนที่จัดสรรไว้
สำหรับทุนศึกษาต่อต่างประเทศรุ่นที่ 1 จากจำนวนทุนทั้งหมด 100 ทุน มีผู้ผ่านการคัดเลือกและได้รับทุน 48 คน แบ่งเป็นระดับปริญญาตรี 45 คน และระดับ ปวส. 3 คน ส่วนรุ่นที่ 2 มีผู้มีสิทธิได้รับทุนจำนวน 64 คน ซึ่งต้องเข้าสู่กระบวนการเตรียมความพร้อมก่อนเดินทางไปศึกษาต่อต่างประเทศต่อไป
ข้อมูลจากการดำเนินงานทำให้เห็นว่า การสนับสนุนเด็กให้สามารถใช้โอกาสศึกษาต่อต่างประเทศได้จริง จำเป็นต้องคำนึงถึงความพร้อมหลายด้าน ทั้งด้านวิชาการ ภาษาอังกฤษ และเงื่อนไขการศึกษาต่อในประเทศปลายทาง
ผู้มีสิทธิรับทุนต่างประเทศต้องเตรียมความพร้อมด้านภาษาอังกฤษเพื่อให้มีคะแนน IELTS ไม่ต่ำกว่า 5.5 รวมถึงมีคุณสมบัติสอดคล้องกับหลักสูตรและสถานศึกษาที่ต้องการเข้าศึกษาต่อ สำนักงาน ก.พ. จึงจัดกิจกรรม Boot Camp เพื่อพัฒนาทักษะภาษาอังกฤษ ทักษะชีวิต และเตรียมสอบภาษาอังกฤษอย่างเข้มข้นให้กับผู้รับทุน
ขณะเดียวกัน ประสบการณ์จากการดำเนินโครงการยังสะท้อนว่า เด็กแต่ละคนมีต้นทุนในการเตรียมตัวแตกต่างกัน การพัฒนาระบบเตรียมความพร้อมที่ตอบโจทย์ผู้เรียนจึงมีความสำคัญไม่แพ้การจัดสรรทุน เพื่อให้เด็กสามารถใช้โอกาสที่ได้รับได้อย่างเต็มศักยภาพ

เพิ่มทางเลือกและความยืดหยุ่น เพื่อให้เด็กเข้าถึงทุนมหาวิทยาลัยได้มากขึ้น
สำหรับทุนระดับปริญญาตรีในประเทศรุ่นแรก ซึ่งจัดสรรไว้ 1,100 ทุน พบว่ามีผู้รับทุนแล้ว 421 คน และมีผู้มีสิทธิได้รับทุนเพิ่มเติมอีก 147 คน ซึ่งอยู่ระหว่างดำเนินการด้านเอกสาร
จากการดำเนินงานพบประเด็นที่สามารถนำมาพัฒนากระบวนการสนับสนุนได้หลายด้าน ทั้งการแนะแนวเลือกสาขาวิชา การจัดเตรียมเอกสารประกอบการรับทุน และการพิจารณาค่าใช้จ่ายของหลักสูตรที่แตกต่างกัน
นอกจากนี้ ผู้เรียนแต่ละคนยังมีเส้นทางเข้าสู่มหาวิทยาลัยผ่านระบบ TCAS ในช่วงเวลาที่แตกต่างกัน การเพิ่มความยืดหยุ่นของกระบวนการคัดเลือกทุนจึงเป็นอีกแนวทางสำคัญที่จะช่วยให้การสนับสนุนสอดคล้องกับเส้นทางการศึกษาจริงของผู้เรียนมากขึ้น
บทเรียนเหล่านี้นำไปสู่การพิจารณาปรับแนวทางดำเนินงานร่วมกันของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้ทุนการศึกษาสามารถตอบสนองต่อความต้องการและข้อจำกัดที่แตกต่างกันของผู้เรียนได้ครอบคลุมยิ่งขึ้น
ปรับแนวทาง ODOS: ขยาย 6 ประเทศ เพิ่ม TCAS 4 รอบ และค้นหาเด็กตั้งแต่ ม.3
ในการประชุมคณะกรรมการอำนวยการโครงการ ODOS ครั้งที่ 1/2569 เมื่อวันที่ 30 กันยายน 2569 ที่ประชุมมีมติเห็นชอบแนวทางปรับหลักเกณฑ์การดำเนินโครงการหลายประการ โดยเฉพาะการขยายประเทศปลายทางสำหรับทุนศึกษาต่อต่างประเทศรุ่นที่ 3–4 จากเดิม 3 ประเทศ ได้แก่ สหรัฐอเมริกา สหราชอาณาจักร และออสเตรเลีย เพิ่มเป็น 6 ประเทศ โดยมีญี่ปุ่น จีน และเยอรมนีเข้ามาเป็นทางเลือกใหม่
การขยายประเทศปลายทางไม่เพียงเพิ่มจำนวนสถาบันการศึกษาที่เด็กสามารถเลือกสมัคร แต่ยังเป็นการเพิ่มทางเลือกให้สอดคล้องกับความสนใจ ความถนัด และเส้นทางวิชาชีพที่แตกต่างกันของผู้เรียน โดยเฉพาะนักเรียนสายอาชีวศึกษาที่อาจต้องการพัฒนาทักษะเฉพาะทางด้านเทคโนโลยีและอุตสาหกรรม
อีกมติสำคัญคือการขยายโอกาสคัดเลือกทุนปริญญาตรีในประเทศผ่านระบบ TCAS ให้ครอบคลุมทั้ง 4 รอบ เพื่อลดข้อจำกัดด้านช่วงเวลาการรับเข้าศึกษา และเพิ่มความยืดหยุ่นให้ผู้รับทุนสามารถเข้าถึงโอกาสได้มากขึ้น
ขณะเดียวกัน อีกหนึ่งการเปลี่ยนแปลงที่มีนัยสำคัญ คือการปรับจุดเริ่มต้นของการค้นหาเด็กทุน จากเดิมที่ ODOS รุ่นที่ 1–3 เริ่มคัดเลือกนักเรียนที่เข้าสู่ระดับมัธยมศึกษาตอนปลายหรือ ปวช. แล้ว รุ่นที่ 4 ปรับมาเริ่มค้นหาเด็กตั้งแต่ชั้น ม.3
การเปลี่ยนแปลงนี้สอดคล้องกับข้อค้นพบจากการติดตามเส้นทางการศึกษาของเด็กยากจนและยากจนพิเศษของ กสศ. ซึ่งพบว่ามีเด็กจำนวนหนึ่งออกจากระบบทันทีหลังจบการศึกษาภาคบังคับ
เพราะหากระบบเริ่มค้นหาผู้มีศักยภาพเฉพาะในกลุ่มเด็กที่ได้เรียนต่อ ม.4 หรือ ปวช.1 แล้ว เด็กที่หลุดออกจากระบบหลังจบ ม.3 ก็อาจไม่มีโอกาสเข้าสู่กระบวนการคัดเลือกทุนตั้งแต่ต้น
การขยับจุดเริ่มต้นมาที่ ม.3 จึงไม่ได้เป็นเพียงการเปลี่ยนระดับชั้นของผู้สมัคร แต่เป็นการเพิ่มโอกาสค้นหาและสนับสนุนเด็กตั้งแต่ก่อนถึงรอยต่อสำคัญของเส้นทางการศึกษา
อย่างไรก็ตาม การขยับจุดเริ่มต้นของทุนก็มาพร้อมความท้าทาย เพราะเด็กกลุ่มเป้าหมายจำนวนหนึ่งเรียนอยู่ในโรงเรียนขยายโอกาสหรือโรงเรียนในพื้นที่ห่างไกล การประชาสัมพันธ์และค้นหาเด็กที่มีคุณสมบัติจึงต้องอาศัยความร่วมมือจากสถานศึกษาและหน่วยงานในพื้นที่อย่างใกล้ชิด
ผลการดำเนินงานพบว่า ODOS รุ่นที่ 4 ยังมีทุนเหลือ 525 ทุนที่ไม่ได้จัดสรร กสศ. จึงเสนอให้ขยายโอกาสการคัดเลือกเพิ่มเติมไปยังนักเรียนยากจนและยากจนพิเศษ รวมถึงนักเรียนที่มีรายได้ครัวเรือนอยู่ในเกณฑ์ที่กำหนด ซึ่งได้เข้าศึกษาต่อชั้น ม.4 หรือ ปวช.1 แล้ว
ข้อเสนอนี้ได้รับความเห็นชอบจากที่ประชุม โดยมีกำหนดเปิดรับสมัครทุน ODOS รุ่นที่ 4 รอบเพิ่มเติม ระหว่างวันที่ 15 ตุลาคม ถึง 13 พฤศจิกายน 2569
มาตรการดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่า การออกแบบระบบทุนการศึกษาต้องมีทั้งกลไกค้นหาเด็กก่อนถึงรอยต่อสำคัญ และความยืดหยุ่นในการเปิดโอกาสเพิ่มเติมเมื่อพบว่ายังมีเด็กที่มีคุณสมบัติไม่ได้รับการสนับสนุน

จากเด็ก ม.3 ที่เคยไม่มั่นใจในอนาคต สู่การเรียนต่อสายอาชีพที่ออสเตรเลีย
ขณะที่เรื่องราวของแก้มในตอนต้นสะท้อนให้เห็นเด็กที่มีผลการเรียนดี แต่เกือบต้องหยุดเส้นทางการศึกษาเพราะข้อจำกัดทางเศรษฐกิจ เรื่องของ ‘ก้อง’ พนต์พิพัฒน์ กลับแสดงให้เห็นอีกด้านหนึ่งว่า การลงทุนในศักยภาพของเด็กอย่างต่อเนื่องสามารถพาพวกเขาไปได้ไกลเพียงใด
“ตอน ม.3 แม่ผมต้องออกจากงาน ครอบครัวเริ่มลำบากเพราะขาดรายได้ ผมอดคิดไม่ได้ว่าในอนาคต เส้นทางการเรียนของตัวเองอาจหยุดลงด้วยความจำเป็น”
ความต้องการมีทักษะอาชีพเพื่อช่วยเหลือครอบครัวทำให้ก้องตัดสินใจเลือกเส้นทางอาชีวศึกษา โดยได้รับทุนนวัตกรรมสายอาชีพชั้นสูง รุ่นที่ 5 ของ กสศ. เพื่อเรียนสาขาอิเล็กทรอนิกส์ที่วิทยาลัยเทคนิคสิงห์บุรี
การได้เรียนในสาขาที่ตรงกับความสนใจ ทำให้เขาค้นพบว่าตัวเองมีความสามารถด้านการปฏิบัติและการเรียนรู้ทางเทคนิค
ภายในเวลาไม่ถึงสองปี ก้องพัฒนาผลการเรียนจนขึ้นมาอยู่ในกลุ่มหัวแถวของสาขา ได้รับเลือกเป็นตัวแทนสถาบันเข้าแข่งขันทักษะวิชาชีพ และคว้ารางวัลทั้งระดับภาคและระดับประเทศ
จากเด็กที่เคยไม่มั่นใจว่าจะมีโอกาสเรียนต่อหรือไม่ เส้นทางการศึกษาของก้องกลับขยับไปไกลกว่าที่เคยคาดคิด วันที่ 2 ตุลาคม 2569 ก้องเดินทางออกจากสนามบินสุวรรณภูมิเพื่อไปศึกษาต่อด้านเทคนิคเครื่องกลที่ประเทศออสเตรเลีย ภายใต้ทุน ODOS รุ่นที่ 1
โอกาสครั้งนี้ไม่ได้เกิดขึ้นจากทุนเพียงทุนเดียว แต่เป็นผลจากการสนับสนุนที่ต่อเนื่อง ตั้งแต่การเปิดโอกาสให้เรียนสายอาชีพ การพัฒนาทักษะและความสามารถ จนสามารถเข้าสู่เส้นทางการศึกษาระดับสูงในต่างประเทศ
เรื่องของก้องจึงสะท้อนว่า ศักยภาพของเด็กไม่จำเป็นต้องปรากฏออกมาเป็นผลการเรียนระดับสูงตั้งแต่ต้น แต่สามารถเติบโตได้เมื่อเด็กมีโอกาสเรียนรู้ในสิ่งที่เหมาะกับความถนัดของตัวเอง
และหากระบบการศึกษาสามารถสนับสนุนเด็กได้อย่างต่อเนื่อง โอกาสที่เริ่มต้นจากการได้เรียนต่อในระดับ ปวช. ก็สามารถต่อยอดไปสู่การพัฒนากำลังคนที่มีทักษะสูงให้กับประเทศในอนาคต

จากทุนการศึกษา สู่ระบบที่สนับสนุนเด็กอย่างต่อเนื่อง
บทเรียนจาก ODOS ในช่วงที่ผ่านมาไม่ได้สะท้อนเพียงความสำคัญของการจัดสรรทุน แต่ยังทำให้เห็นว่า การสนับสนุนเด็กให้ไปถึงการศึกษาระดับสูงจำเป็นต้องอาศัยมากกว่าเงินทุน ทั้งการค้นหาเด็กที่มีศักยภาพ การแนะแนว การเตรียมความพร้อมด้านวิชาการและภาษา ตลอดจนการเชื่อมต่อโอกาสระหว่างระดับการศึกษา
การดำเนินงานร่วมกันของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจึงมีความสำคัญต่อการพัฒนาระบบสนับสนุนที่เชื่อมโยงกัน ตั้งแต่การค้นหาเด็กที่มีคุณสมบัติ การเตรียมความพร้อมเพื่อศึกษาต่อ การเข้าสู่ระดับอุดมศึกษา และการติดตามเส้นทางการศึกษาของผู้รับทุน เพื่อให้สามารถมองเห็นได้ว่าเด็กกลุ่มใดยังต้องการความช่วยเหลือเพิ่มเติมในแต่ละช่วงของชีวิต
หากย้อนกลับไปมองเรื่องราวของแก้มและก้อง ทั้งสองคนมีเส้นทางการศึกษาแตกต่างกัน แต่มีจุดร่วมสำคัญคือข้อจำกัดทางเศรษฐกิจที่เคยทำให้อนาคตของพวกเขาไม่แน่นอน
สำหรับแก้ม จากที่เคยคิดว่าจะต้องออกไปทำงานหาเงินก่อนเรียนมหาวิทยาลัย การได้รับทุน ODOS ทำให้เธอกลับมามองเห็นเส้นทางการศึกษาต่อ และกล้าวางเป้าหมายในสาขาวิทยาศาสตร์เครื่องสำอางที่ตัวเองสนใจ
ขณะที่ก้อง โอกาสในการเรียนสายอาชีพและพัฒนาทักษะอย่างต่อเนื่อง ก็พาเขาไปถึงการศึกษาต่อด้านเทคนิคเครื่องกลในประเทศออสเตรเลีย

ทั้งสองเรื่องทำให้เห็นว่า การลงทุนในเด็กไม่ได้มีความหมายเพียงการช่วยแบ่งเบาค่าใช้จ่าย แต่ยังเป็นการเปิดทางให้เด็กได้พัฒนาความสามารถ และมีทางเลือกสำหรับอนาคตของตัวเองมากขึ้น
ท้ายที่สุด โจทย์ของ ODOS จึงไม่ใช่เพียงการค้นหา ‘ช้างเผือก’ ให้พบมากที่สุด แต่คือการสร้างระบบที่มองเห็นเด็กที่มีศักยภาพตั้งแต่ก่อนพวกเขาจะหลุดจากเส้นทางการศึกษา และสนับสนุนให้สามารถเดินต่อไปได้อย่างต่อเนื่อง เพราะประเทศไทยไม่ได้ขาดเด็กที่มีความสามารถ แต่สิ่งที่เราต้องสร้างให้ได้ คือระบบที่ไม่ปล่อยให้ความยากจนเป็นตัวตัดสินว่าเด็กคนหนึ่งจะไปต่อได้ไกลเพียงใด