1. ถ้าเป็นเรื่องของบ้านเรา เราอยากเล่าอะไร?
“เดิมทีนักเรียนบางคนแทบไม่รู้จักผ้าบาติกด้วยซ้ำ” จนเมื่อครูชวนให้ลองทำ เด็กที่ชอบศิลปะและงานออกแบบอยู่แล้วจึงเกิดความสนใจ เพราะนี่ไม่ใช่เพียงการทำตามแบบ แต่เป็นการเปิดโอกาสให้พวกเขาได้คิดว่า “ถ้าเป็นเรื่องของอำเภอธวัชบุรี เราอยากเล่าเรื่องอะไร”
นักเรียนคนหนึ่งเล่าถึงจุดเริ่มต้นของตัวเองว่า “ตอนแรกหนูไม่รู้จักผ้าบาติกเลยค่ะ ได้ยินจากคุณครูแล้วก็รู้สึกสนใจ เพราะหนูชอบศิลปะ ชอบออกแบบ คิดค้นอะไรด้วยตัวเอง พอได้ทำจริงก็รู้สึกสนุก ได้ทดลอง ได้คิดออกแบบ ทำผิดทำถูก รู้สึกว่ามีอะไรให้เราเรียนรู้อีกเยอะ”
คำตอบเริ่มจากสิ่งใกล้ตัว
ผืนดิน
ดอกไม้
รวงข้าว
แม่น้ำชี
ถนน
และความสัมพันธ์ของผู้คนในชุมชน
ครูจึงชวนเด็ก ๆ มองสิ่งเหล่านี้ใหม่ เปลี่ยน “สิ่งที่เห็น” ให้กลายเป็น “ความหมาย” ก่อนถ่ายทอดออกมาเป็นลวดลาย หนึ่งในนั้นคือ “ลายดอกมณีธวัช” ที่นำรูปดอกบัวมาเป็นองค์ประกอบ สื่อถึงความงดงามของพื้นที่ อีกลายคือ “ลายสายใยธวัชบุรี” ที่หยิบเส้นสายและรูปทรงจากแม่น้ำชี ถนน และสัญลักษณ์รูปสามเหลี่ยมมาผสมกัน กลายเป็นลวดลายที่พูดถึงทั้งสายน้ำ การเดินทาง ความสัมพันธ์ของผู้คน และสายใยของชุมชน ส่วน “ลายธัญมณี” ได้แรงบันดาลใจจากรวงข้าว ซึ่งเป็นภาพที่ผูกพันกับวิถีชีวิตของผู้คนในร้อยเอ็ด สะท้อนทั้งการทำนา ความอุดมสมบูรณ์ และภูมิปัญญาที่อยู่คู่กับชุมชน
สำหรับเด็กๆแล้ว การออกแบบจึงไม่ใช่แค่การทำให้ผ้าสวย แต่คือการตั้งคำถามว่า “อะไรคือสิ่งที่บอกความเป็นบ้านเราได้จริง ๆ” และเมื่อพวกเขาเริ่มมอง สิ่งที่เคยคุ้นตาก็เริ่มมีความหมายมากขึ้น


2.แล้วการวาดหนึ่งภาพ จะยากแค่ไหน?
ผ้าหนึ่งผืนไม่ได้เกิดขึ้นจากการวาดแล้วเสร็จในครั้งเดียว
นักเรียนอธิบายกระบวนการอย่างเป็นขั้นเป็นตอนว่า “เริ่มจากตัดผ้า แล้วขึงบนเฟรมเป็นสี่เหลี่ยม วาดรูปด้วยดินสอ จากนั้นต้มเทียนแล้ววาดเทียนตามรูปที่เราออกแบบ แล้วก็ลงสี ตากให้แห้ง ทาโซเดียมซิลิเกต ตากอีกครั้ง แล้วก็ต้ม ซัก และเย็บกรอบค่ะ”
“หนึ่งผืน” จึงไม่ได้หมายถึงเพียงหนึ่งชิ้นงาน แต่หมายถึงเวลา ความละเอียด และความตั้งใจของเด็กคนหนึ่งที่ค่อย ๆ ทำมันขึ้นมาด้วยมือ ซึ่งความยากไม่ได้มีแค่ขั้นตอนการทำผ้า แต่ยังอยู่ที่การทำให้ลวดลาย “เป็นธวัชบุรีจริง ๆ”
นักเรียนเล่าว่า “เราเอาผ้าบาติกไปให้ชุมชนดูว่าแบบนี้เข้าถึงชุมชนไหม สื่อถึงธวัชบุรีหรือเปล่า ปราชญ์ชุมชนก็จะมีคำแนะนำว่าตรงนี้ยังไม่ชัด เราก็ต้องกลับมาแก้ หนูชอบการเรียนรู้แบบนี้ เพราะเราได้ลองอะไรใหม่ ๆ จนมันออกมาเป็นผลงานที่ดี”
กระบวนการนี้ทำให้พวกเขาเรียนรู้ว่า การออกแบบไม่ได้หมายถึงการทำให้สิ่งที่เราคิดออกมาสวยที่สุดเพียงอย่างเดียว แต่ต้องถามด้วยว่า “สิ่งที่เราทำ กำลังสื่อสารสิ่งที่เราอยากให้คนอื่นเห็นจริงหรือเปล่า?”


3.เมื่อเพื่อนจากต่างโรงเรียนเข้ามาช่วยมอง “บ้านเรา” ในอีกมุม
เรื่องราวของผ้าบาติกไม่ได้เกิดขึ้นจากนักเรียนโรงเรียนธวัชบุรีวิทยาคมเพียงกลุ่มเดียว เมื่อนักเรียนจาก Ascot International School Bangkok เข้ามาร่วมแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและช่วยออกแบบชื่อแบรนด์และโลโก้ให้กับผลิตภัณฑ์
นักเรียนโรงเรียนธวัชบุรีวิทยาคมเล่าว่า “เราได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็นกัน เราเล่าเรื่องของธวัชบุรีให้พี่ ๆ ฟัง แล้วเขาก็ออกแบบโลโก้ให้เรา ทำให้หนูได้เห็นมุมใหม่ ๆ จากคนที่ไม่ได้อยู่ในชุมชนของเรา”
ขณะที่นักเรียนจากโรงเรียน Ascot International School Bangkok มองว่าประสบการณ์นี้ทำให้ได้เรียนรู้ทั้งการทำงานเป็นทีมและการปรับตัวเข้ากับรูปแบบการทำงานที่แตกต่างกัน
“หนูรู้สึกมีความสุขและยินดีมากที่ได้มีโอกาสร่วมทำโปรเจกต์นี้ เพราะได้ทำงานร่วมกับผู้คนที่หลากหลาย ได้สร้างมิตรภาพใหม่ ๆ และได้ลองทำงานร่วมกับทีมใหม่ ๆ โดยรวมแล้วโปรเจกต์นี้สอนให้หนูได้เรียนรู้เกี่ยวกับการทำงานร่วมกันและการเป็นพาร์ตเนอร์ที่ดีมากขึ้นค่ะ”
การเริ่มต้นรู้จักและทำงานด้วยกัน ทำให้นักเรียนโรงเรียนธวัชบุรีวิทยาคมเกิดแรงบันดาลใจในการฝึกฝนด้านภาษาอย่างจริงจังมากขึ้น
“พี่ ๆ เป็นแรงบันดาลใจเรื่องการสื่อสาร เพราะการสื่อสารไม่ได้มีแค่ภาษาไทยอย่างเดียว ถ้าเราทำงานออนไลน์ เราต้องสื่อสารกับหลายคน หลายประเทศ หนูเลยอยากฝึกภาษาอื่นเพิ่มเติม และอยากเก่งภาษาอังกฤษมากขึ้น ตั้งแต่กลับมาเจอพี่ ๆ หนูก็ค่อย ๆ ฝึกทีละคำ”


4.สายตาเด็กเปลี่ยนไปเมื่อมอบคุณค่าให้สิ่งที่อยู่ใกล้ตัว
สิ่งที่สำคัญที่สุดของผ้าบาติกผืนนี้อาจไม่ใช่สีสันหรือลวดลาย แต่อาจเป็นสายตาของเด็กที่เปลี่ยนไป จากเดิมที่มองเห็นเพียงรวงข้าวก็เริ่มเห็นเรื่องราวของคนที่ปลูกข้าว จากแม่น้ำที่เคยไหลผ่านทุกวันก็เริ่มเห็นความสัมพันธ์ที่แม่น้ำเชื่อมโยงผู้คนไว้ จากถนนธรรมดาก็เริ่มมองเห็นการเดินทางและความสัมพันธ์ของชุมชน และจากภูมิปัญญาที่เคยเป็นเรื่องของคนรุ่นก่อน ก็เริ่มมองเห็นว่า สิ่งเหล่านี้สามารถถูกนำมาสร้างสรรค์ใหม่ในแบบของคนรุ่นเราได้
“เราอยากให้เด็กเห็นทุนทางวัฒนธรรมที่เขามีอยู่แล้ว แล้วนำไปปรับและต่อยอดในอนาคต จากบาติกธรรมดาอาจทำเป็นกิ๊บ ที่คาดผม หรือผลิตภัณฑ์อื่น ๆ ได้ สุดท้ายเด็กอาจกลายเป็นผู้ประกอบการรุ่นใหม่ในชุมชนได้” คุณครูกล่าว
สำหรับนักเรียนเอง การได้ลงมือทำ ทำให้สิ่งที่เคยเป็นเพียง “เรื่องของชุมชน” กลายเป็นสิ่งที่พวกเขารู้สึกเป็นเจ้าของมากขึ้น
“หนูชอบการเรียนรู้แบบนี้ เพราะได้ลองอะไรใหม่ ๆ ได้ทำผิดทำถูก แล้วค่อย ๆ แก้จนมันออกมาดี และหนูรู้สึกผูกพันกับชุมชนมากขึ้น เพราะเราได้เอาสิ่งที่อยู่ใกล้ตัวมาทำให้คนอื่นเห็น” นักเรียนโรงเรียนธวัชบุรีวิทยาคมกล่าว
จากผืนผ้าบาติกหนึ่งผืน จึงอาจไม่ได้มีเพียงลวดลายของธวัชบุรี
แต่มีทั้งภูมิปัญญา ความคิดสร้างสรรค์ เสียงของคนรุ่นใหม่
และความเป็นไปได้ของอาชีพในวันข้างหน้าอยู่ในนั้นด้วย

Equity Partnership’s School Network Season 7
นวัตกรรมเครือข่ายสถานศึกษาเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา
Equity Lab ภายใต้สถาบันวิจัยเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) ผนึกกำลังภาคีเครือข่ายทั้งบริษัท Sea (ประเทศไทย) เครือข่ายโรงเรียนนานาชาติและเครือข่ายมหาวิทยาลัย เดินหน้าสร้างพื้นที่การเรียนรู้ที่เชื่อม “ห้องเรียน–ชุมชน–ตลาดจริง” เพื่อให้นักเรียนโรงเรียนขยายโอกาสและโรงเรียนนานาชาติได้พัฒนาทักษะอาชีพ สร้างแบรนด์ สร้างรายได้ และก้าวสู่การพึ่งพาตนเองอย่างยั่งยืน จากการดำเนินงานที่ผ่านมา โครงการนี้ไม่ได้เป็นเพียงความร่วมมือระหว่าง “โรงเรียนพี่–โรงเรียนน้อง” หากแต่เป็นการสร้าง “พื้นที่แห่งมิตรภาพที่เสมอภาค” ในโลกศตวรรษที่ 21
ผ้าบาติกแบรนด์ “คนโก้ 101 คราฟต์” (KONKO 101 CRAFT)
โรงเรียนธวัชบุรีวิทยาคม จ.ร้อยเอ็ด x Ascot International School Bangkok
จินตนาการเบ่งบานบนผืนผ้า สืบสานภูมิปัญญาธวัชบุรี ผ่านมุมมองและจินตนาการของนักเรียน ถ่ายทอดเป็นลวดลายร่วมสมัยที่มีเอกลักษณ์ สวยงาม และใช้งานได้จริง ได้ขยับออกไปขายสู่ตลาดที่กว้างขึ้นอย่างในแอปพลิเคชั่น Shopee คลิก