เด็กกลุ่มนี้ไม่ได้ตื่นเพราะเสียงนาฬิกา บางคนตื่นเพราะเสียงปืน
“กลัวค่ะ เพราะตอนที่สงครามเกิดมันใกล้กับบ้านหนูพอดี เรียนไม่ได้แต่โรงเรียนก็เปิดอยู่ มีคนไปเรียนด้วย แต่ก็ไม่กล้าไปเรียน ครูถามว่าทำไมไม่มาเรียนก็เลยบอกว่าได้ยินเสียงปืน เขาบอกว่าไม่ขนาดนั้นหรอก มาเรียนเถอะไม่เป็นไร”
‘คินตันโบ’ เด็กสาวพม่าเชื้อสายกะเหรี่ยงวัย 15 กับเพื่อนๆ อย่าง กชกร, นุช ,พลอย และ นิดหน่อย เล่าให้ฟังว่าทำไมต้องย้ายมาเรียนที่เมืองไทยพร้อมครอบครัว และอยู่กับ ‘ครูแอ๋ว’ ลัดดาวัลย์ หลักแก้ว ที่ศูนย์การเรียนมูลนิธิเพื่อเยาวชนชนบท (มยช.)

นุชเสริมอีกว่า ขุดหลุมไว้ใกล้ๆ โรงเรียน วันไหนมีระเบิดก็ซ่อนอยู่ในนั้น
บรรยากาศมันจึงไม่เหมาะกับการเรียน เพราะสิ่งที่สำคัญกว่าคือการรักษาชีวิตให้รอดก่อน
‘แชมป์’ เด็กหนุ่มวัย 14 ที่มาจากทวาย ก็บอกอย่างตรงไปตรงมาว่ากลัว ถึงแม้ตอนนั้นจุดทิ้งระเบิดจะไม่ใกล้โรงเรียน แต่แค่เฮลิคอปเตอร์บินวนไปมาเหนือหัว ก็กลัวแล้ว
“ไม่มีสมาธิในการเรียนด้วย กลัว” ‘นนท์’ สาวมอญวัย 15 ที่มากับแชมป์ก็บอก
แล้วถ้ายังเรียนที่นั่นต่อ จะเป็นยังไงบ้าง
“ก็อาจตายก็ขึ้นสวรรค์ ได้ไปที่ชอบที่ชอบ (หัวเราะ)” ‘อ้าย’ น้องสาวของนนท์วัย 13 พูดติดตลก
ตลกเพราะมันไม่เกิดขึ้นจริง นนท์ อ้าย และแชมป์ ย้ายเข้ามาเรียนที่เมืองไทยได้อย่างปลอดภัย แต่ก็ไม่ถึงกับ 100% เพราะจู่ๆ ศูนย์การเรียนที่ทั้งสามเคยเรียนก่อนหน้านี้ถูกสั่งปิดเมื่อปลายปีที่แล้ว เพราะได้รับการร้องเรียนจากชุมชนละแวกนั้น
“เสียใจ ทำไมโรงเรียนเราต้องโดนปิดด้วย เราเลยไม่ได้เรียนอีกแล้ว” แชมป์ย้อนความรู้สึกวันนั้น
เด็กๆ ลูกหลานแรงงานข้ามชาติกลุ่มนี้ มีพ่อแม่ทำอาชีพหลากหลาย ซึ่งล้วนเป็นฟันเฟืองสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ไม่ว่าจะเป็น เย็บผ้า เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย (รปภ.) ทำงานในโรงงานเหล็ก โรงงานพลาสติก ฯลฯ
และเด็กทุกคนไม่ว่าพม่า มอญ กะเหรี่ยง ไทใหญ่ หรือมาจากเมืองไหน ต่างบอกเหมือนกันว่าการศึกษาสำคัญ
“เด็กก็คืออนาคต ถ้าหนูไม่ได้เรียน หนูจะโง่หรือเปล่าก็ไม่รู้ ถ้าไม่ได้เรียน เค้าเขียนอะไรมา เราจะรู้ได้ยังไงว่าความหมายคืออะไร แยกแยะไม่ออกว่าอะไรดี อะไรไม่ดี” นนท์บอก
ส่วนคิโบตันบอกว่าถ้าไม่ได้เรียนก็จะอ่านไม่ได้แล้วไม่เข้าใจความหมาย เวลาใครพูดอะไรก็ไม่รู้เรื่อง ถ้าอ่านไม่ออกก็ฟังไม่รู้เรื่อง
“ถ้าโกงเราเราจะได้เรารู้ทัน จะได้ไม่ต้องขอความช่วยเหลือกับคนอื่น”
‘นุช’ เพื่อนที่มากับคิโบตัน บอกในอีกมุมหนึ่งว่าถ้าไม่ได้เรียน ก็จะสื่อสารลำบากและยากไปหมดทุกเรื่อง

“เราพูดไม่เป็น เขาก็จะบอกว่าเราไร้มารยาท ไปที่ไหนก็อ่านป้ายไม่ออก ซื้อของราคาเท่าไหร่ก็ไม่รู้ มันลำบากมากๆ จะกินยาพาราเซตามอลยังไม่รู้จักเลย กลัวกินมั่ว อย่างปู่หนูเขากินนู่นกินนี่แล้วก็ปวดท้อง ท้องเสีย เขาพูดภาษาไทยไม่เป็น ท้องเสียก็เลยไปซื้อยาบอกว่าปวดท้อง ปวดท้องอะไรเขาก็ตอบไม่ได้ คนที่ไม่ได้รับการศึกษา ลำบากมากๆ ค่ะ” นุชพยายามพูดภาษาไทยอย่างชัดเจนที่สุด
ชวนเด็กๆ มองโลกในแง่ร้ายสุด ถามว่าถ้าโรงเรียนที่นี่โดนปิดอีก กลับไปบ้านเกิดก็ยังไม่ได้เพราะรบพุ่งไม่หยุด เด็กๆ จะเป็นอย่างไร
นุชบอกว่า หนูน่าจะไปเป็นพนักงานโรงงานเย็บผ้า เช่นเดียวกับเพื่อนร่วมศูนย์การเรียนมูลนิธิเพื่อเยาวชนชนบทอย่าง ‘นิดหน่อย’ ที่อาจจะไปเป็นช่างเย็บผ้าอย่างแม่
“มาเมืองไทยแรกๆ ยังไม่ได้เรียน หนูทำงานหนักมาก เย็บผ้าตั้งแต่เช้าถึงสามทุ่ม แต่ตอนนี้หนูได้เรียนแล้ว แม่บอกไม่ให้ทำงานเยอะแล้ว แม่บอกว่าการศึกษาสำคัญ หนูโชคดีที่หนูได้เจอโรงเรียนนี้ (ศูนย์การเรียนมูลนิธิเพื่อเยาวชนชนบท) ถ้าหนูไม่ได้เจอ แม่น่าจะให้หนูทำงาน”
เหมือนกันกับอ้ายที่ตอนนี้ได้มาเรียนในโรงเรียนเอกชนที่ถูกต้องตามกฏหมายอย่างโรงเรียนไอเวิลด์ (iworld) ที่ผลักดันโดย มูลนิธิเครือข่ายส่งเสริมคุณภาพชีวิตแรงงาน (LPN) พร้อมๆ กับแชมป์และอ้าย
“หนูอยากเรียนให้สูงที่สุด สุดจนไม่มีอะไรให้เรียนแล้ว” คือความฝันตอนนี้ของอ้าย

โรงเรียนที่ปลอดภัยทางกายและทางใจ
‘อ้อน’ ปฏิมา ตั้งปรัชญากูล มูลนิธิเครือข่ายส่งเสริมคุณภาพชีวิตแรงงาน (LPN) ปัจจุบันปฎิมาทำโครงการเยียวยาและพัฒนาศักยภาพเด็กกลุ่มเปราะบางผู้ถูกกระทำความรุนแรงจากครอบครัวและสังคม’ และเป็น 1 ใน 34 หน่วยการทำงานของโครงการพัฒนาการเรียนรู้สำหรับเยาวชนนอกระบบการศึกษา กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.)
พี่อ้อนของเด็กๆ เป็นกำลังสำคัญผลักดันการศึกษาของเด็กเยาวชนลูกหลานแรงงานข้ามชาติมากว่า 20 ปี และล่าสุดก็ร่วมผลักดันให้เกิด ‘โรงเรียนไอเวิลด์ (iworld)’ โรงเรียนเอกชนแห่งแรกของลูกหลานแรงงานข้ามชาติได้สำเร็จ

“โรงเรียนไอเวิลด์เริ่มต้นจากความตั้งใจของพ่อแม่ที่เคยเป็นลูกศิษยของโรงเรียนที่ถูกปิดไป เค้าอยากจัดการเรียนการสอนให้ลูกหลานได้เรียนทั้งภาษาไทยและภาษาแม่ แต่เดิมตั้งใจทำเป็นศูนย์การเรียนรู้ แต่พอมีกระแสชาตินิยมและการตรวจสอบ ทำให้โรงเรียกถูกสั่งปิด และส่งผลกระทบต่อจิตใจเด็กๆ อย่างมาก ก็เลยพยายามกันใหม่ ดึงผู้เชี่ยวชาญต่างๆ มาเป็นที่ปรึกษา จนตอนนี้จดทะเบียนเป็นโรงเรียนเอกชนอย่างถูกต้อง มีผู้บริหารเป็นคนไทย ไม่พึ่งพางบประมาณจากรัฐ”
ปัจจุบันโรงเรียนไอเวิลด์ มีนักเรียนเกือบ 500 คน โดยจัดการเรียนการสอนที่เชื่อมโยงกับหลักสูตรต่างประเทศ (ไทย พม่า อังกฤษ) ค่าเรียนรวมกับค่าหอคิดเป็นรายเดือนสนนเดือนละหลักพัน
“พ่อแม่พอจ่ายได้ ลูกได้เรียนที่ปลอดภัย ถ้าใครไปกลับก็มีรถรับส่ง เพราะคนก่อตั้งที่นี่เคยเป็นเด็กที่เรียนกับเรามาก่อน ลูกหลานเขาอยู่ที่นี่เยอะ เขาก็เลยคิดว่ามันต้องมีโรงเรียนเฉพาะที่แบบเขาได้สอนเอง เขาอยากจัดการเรียนการสอนที่มันตอบโจทย์ชีวิต และไม่แน่ใจว่าการเมืองประเทศเขามันจะเป็นอย่างงี้อีกนานมั้ย”

เด็กบางคนที่หนีสงครามมา พี่อ้อนและ LPN ก็พามาเรียนรู้ทักษะชีวิตต่างๆ ช่วงเสาร์-อาทิตย์ ที่เน้นเรื่องการปรับตัว สร้างพื้นที่ปลอดภัย พร้อมกับเยียวยาจิตใจไปด้วย
“เด็กหนีสงครามมาพร้อมกับภาวะ Culture Shock บางคนหนีระเบิดมาแล้วมาอยู่ที่นี่ หลายคนความฝันพังทลายไปแล้ว แต่เราบอกว่า เฮ้ย เธอมีโอกาส เธอทำสิ่งนี้ได้นะ โลกมันกว้าง เธออนุญาตให้ตัวเองฝันได้นะ อยากทำอะไรก็ได้ ดึงเค้าออกมาจากหอไปทำกิจกรรมต่างๆ ก็คือโครงการเรามันจะไปเยียวยาข้างในเขาแบบนี้ด้วยการชวนเค้ามาฝึก Life Skill (ทักษะชีวิต)”
นอกจากการดูแลเด็กแล้ว LPN ยังเข้าไปอบรมครูในโรงเรียนเรื่องระบบการคุ้มครองเด็ก (Child Protection) เพื่อให้แน่ใจว่าเด็กจะไม่ถูกละเมิดหรือทำร้ายอีกด้วย
ด้วยความเป็นโรงเรียนเอกชนจึงไม่พึ่งพางบประมาณภาครัฐ กิจกรรมทั้งในและนอกโรงเรียน จึงเป็นพื้นที่ปลอดภัยของเด็กๆ และมั่นใจว่าจะไม่ถูกแทรกแซงจากภาครัฐได้อีก
การศึกษา = ภาษี ? อีกหรือ
ขณะที่ผู้ใหญ่หลายคนพยายามสร้างนิเวศการเรียนรู้ที่ปลอดภัยให้เด็กภายใต้ความเชื่อว่าเด็กทุกคนบนโลกควรเข้าถึงการศึกษา แต่ในอีกด้านก็ยังมีอีกหลายคนที่ไม่ได้คิดเช่นนี้ และเชื่อมโยงกับภาษี งบประมาณที่เสียไป
“ความจริงคือ ในเมืองใหญ่เช่น เชียงใหม่ โรงเรียนหลายแห่งมีสัดส่วนของเด็กชาติพันธุ์และแรงงานข้ามชาติเกิน 50% หรือบางแห่งสูงถึง 70% ความหลากหลายนี้มาเคาะอยู่หน้าประตูแล้ว” ผศ.ดร.พิสิษฐ์ นาสี อาจารย์ประจำคณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ให้ความเห็นพร้อมข้อมูลเรื่องนี้ไว้ในรายการ ชั่วโมงนี้ไม่มีคำตอบ
เสริมทัพอย่างหนักแน่นด้วยกฏหมายและหลักสิทธิมนุษยชน มติคณะรัฐมนตรี 5 กรกฎาคม 2548 และประกาศกระทรวงศึกษาธิการ 31 ตุลาคม 2562 ที่กำหนดไว้ว่า เด็กทุกคนที่อยู่ในประเทศไทย ไม่ว่าจะมีสัญชาติหรือไม่ ต้องได้รับสิทธิในการศึกษาอย่างเท่าเทียมกัน
“ภาษีมันไม่ได้มาจากคนไทยอย่างเดียว คนที่อยู่ในประเทศนี้จ่ายภาษีในหลายมิติมาก โดยเฉพาะ vat จากการจับจ่ายใช้สอยซื้อของ”
อ.พิสิษฐ์ ยังชวนให้ลองถอดคำว่าชาติพันธุ์และถอดความหลากหลายออก
“เขาคือมนุษย์ ที่จะกลายมาเป็นทรัพยากรสำคัญในการพัฒนาประเทศต่อ ถ้าเรามีการศึกษาที่ดี เค้าจะกลายเป็นทรัพยากรที่ดีมาก สำหรับโลกใบนี้ ซึ่งใครได้ประโยชน์ ก็พวกเราทั้งหมด ลูกหลานกลุ่มนี้มาอยู่กับเราตั้งแต่เด็ก ยังไงเค้าก็ต้องอยู่ที่นี่ เค้าเติบโตที่นี่ เป็นคนที่นี่โดยวัฒนธรรม”

ด้านเด็กๆ เองก็ได้ยินได้ฟังเรื่องเหล่านี้มาไม่น้อยทั้งจากข่าวและคนที่พบเจอ แชมป์ อ้าย นนท์ ก็เคยเจอปิดโรงเรียน พวกเค้าแค่ตั้งคำถามว่า เด็กทุกคนเรียนด้วยกันไม่ได้เหรอ
“เราอยากได้ความรู้ อยากได้อนาคตดีๆ จะได้ไปทำงานดี ตอนนี้เรายังกลับไม่ได้ค่ะ อยากมีอนาคตดีๆ ที่นี่” นิดหน่อยบอก
เช่นเดียวกับความรู้สึกว่าตัวเองแตกต่างที่ นิดหน่อย นุช อ้าย นนท์ แชมป์ คินตันโบ ต่างมี และส่งผลพอต่อใจพอสมควร
“เราอยากเรียนแบบมีความสุขบ้าง” อ้ายบอก
ส่วนน้องสาวอย่างนนท์เลือกที่จะกดความรู้สึกเอาไว้แล้วบอกให้ตัวเอง ไม่รู้สึกดีกว่า
“ถ้ารู้สึก … มันก็ไม่ดี ถ้าหนูรู้สึกคือ มันไม่เท่ากัน หนูเลยไม่ใส่ใจ ถ้าหนูใส่ใจคงเครียด นอนไม่หลับแน่ (ยิ้ม)”
และเป็นยิ้มที่ติดตา ติดใจเรามาจนถึงตอนนี้