จิบชา จุดไฟ ฟุ้งฝัน บทสนทนา ณ ขนำเกตรี พื้นที่ก่อไฟฝันเด็กนอกระบบสตูล
ในวันที่ไม่ได้งดงามตามฤดู แต่ยังคงเบ่งบานและงอกเงยได้ในยามสนธยา

จิบชา จุดไฟ ฟุ้งฝัน บทสนทนา ณ ขนำเกตรี พื้นที่ก่อไฟฝันเด็กนอกระบบสตูล

ถ้าไม่ก้มมองนาฬิกา บทสนทนาใต้ผืนฟ้ายามราตรี ล้อมวงรอบกองไฟที่ลุกโชนใต้กาน้ำชา อาจเกิดขึ้นเรื่อยๆ เหมือนสายน้ำในคลองลิเกตุที่ค่อยๆ ไหลตลอดทั้งคืน 

เสียดายที่เวลาเดินเร็วเกินกว่าเราจะมีโอกาสทักทาย และฟังเรื่องราวของเด็กๆ ในขนำ (กระท่อม) หมดทุกคน 

เรื่องเล่าของซอหมาด วัย 18 ที่เพิ่งจบ ม.6 ตั้งใจอยากเรียนรัฐศาสตร์ควบนิติศาสตร์ต่อไปในอนาคต และเรื่องราวของฟิต วัย 15 ที่ยกมือบอกว่าตัวเองเพิ่งสมัครเรียน กศน. และเปลี่ยนสถานะเป็นนักเรียนวันนี้เป็นวันแรก กำลังล้อมวงถ่ายทอดให้กับคนอีกกว่า 10 ชีวิตที่อยู่ที่นี่เพื่อฟังกันและกัน 

อัพดอล-อัพดอล พงค์สวัสดิ์ ผู้รับผิดรับโครงการกลไกชุมชนสู่การสร้างพื้นที่ปลอดภัยที่เอื้อต่อการเรียนรู้ของเด็กและเยาวชนนอกระบบการศึกษา จังหวัดสตูล โดยการสนับสนุนของกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) คือคนนำทางมายังสถานที่นี้ ขนำหลังน้อยในตำบลเกตรี อำเภอเมือง จังหวัดสตูลที่ตั้งอยู่ห่างไกลจากชุมชน ถูกเรียกว่า ‘เมล็ดพันธุ์เกตรี Learning Space’ พื้นที่กึ่งถาวรที่ถูกสร้างขึ้นเพื่อทำกิจกรรมในสถานะพื้นที่การเรียนรู้ (Learning Space) ในตอนกลางวัน และเป็นแหล่งมั่วสุมสัพเพเหระในตอนกลางคืน

จึงไม่ใช่เรื่องแปลก ถ้าที่นี่จะมีเด็กในระบบและเด็กนอกระบบมารวมตัวกัน 

ขนำที่ชื่อว่าเมล็ดพันธุ์เกตรี 

“เราสร้างตรงนี้ให้เป็นพื้นที่ห่างไกลคน บรรยากาศอะไรก็ดี ให้เป็นพื้นที่สำหรับจัดกิจกรรมการเรียนรู้ ตรงนี้มันเลยเป็นพื้นที่ปลอดภัย (Safe Space) สำหรับเด็กให้มาพูดคุยกันหรือว่ามาทำกิจกรรมกัน”

ราฎา กรมเมือง หรือที่เด็กๆ เรียกกันว่าก๊ะด้า คณะทำงานและพี่เลี้ยงของกลุ่มเล่าว่า ตอนที่เธอเริ่มทำงานเกี่ยวกับการส่งเสริมเด็ก ตั้งกลุ่มเมล็ดพันธุ์เกตรีขึ้นมา สถานที่ที่เด็กจะมาล้อมวงคุย ประชุม และวางแผนกิจกรรม จะเป็นขนำที่ตั้งอยู่หน้าบ้านของราฎา

ซึ่งเวลานัดหมายกันในตอนนั้นกับตอนนี้เหมือนกัน คือ เวลาค่ำคืน เพราะเด็กในระบบติดภารกิจการเรียนในช่วงกลางวัน วันเสาร์-อาทิตย์ก็ไม่มีใครว่าง ต้องจัดกิจกรรมช่วงเวลาหลังพระอาทิตย์ตกวันธรรมดาจึงสะดวกสำหรับทุกฝ่าย

ก๊ะด้า-ราฎา กรมเมือง

ยกเว้นเพื่อนบ้านของราฎา

“สมัยผมเราประชุมตอนกลางคืน เริ่มทุ่มนึงจบตีสาม ประชุมไม่นานหรอก เสร็จแล้วนั่งคุยเล่นกัน ทีนี้เริ่มมีปัญหากับเพื่อนบ้าน กับพื้นที่ เป็นอย่างนี้มา 4-5 รุ่น” อัพดอลอธิบายในฐานะเด็กคนหนึ่งที่เคยอยู่ที่ขนำหน้าบ้านราฎามาก่อน

พอขนำหลังนั้นไม่ปลอดภัย ราฎาก็ย้ายมาสร้างขนำแห่งใหม่ในที่ที่ไกลจากชุมชนให้ห่างไกลจากผู้คนมากที่สุด ทำให้เด็กๆ หลายคนชอบที่นี่ อย่างที่นาอิม วัย 18 เสริมว่า 

“เสียงดังได้ เผื่อว่าเสียงดังเกินไปก็ไม่มีอะไรมากระทบกระทั่ง ไม่มีคำพูด ไม่มีก้อนหิน เพราะแถวนี้ไม่มีบ้านคนครับ ก็เลยสบายๆ”

กลางวันมืด กลางคืนกลับยิ่งสว่าง 

“เพราะกลางวันไม่ปลอดภัยพอที่จะใช้ชีวิต กลางคืนก็เลยใช้ชีวิต” อัพดอลเล่าระหว่างแจกจ่ายโรตีรอบกองไฟที่ขนำ

อัพดอล คือเยาวชนวัย 26 ในระบบคนหนึ่งที่เข้ามาเป็นแกนนำทำโครงการเกี่ยวกับเด็กนอกระบบ ตลอดหลายปีที่ผ่านมาทำให้อัพดอลเข้าใจดีว่า เมื่อพระอาทิตย์ขึ้น แสงแดดส่องสว่าง แต่อาจไม่ใช่ช่วงเวลาสำหรับเด็กนอกระบบ 

อัพดอล-อัพดอล พงค์สวัสดิ์

มันไม่ใช่ว่าพวกเขาอยากจะนอนตื่นบ่ายหรือรักความมืด แต่ในโลกกลางวัน สายตาของผู้คนในสังคมมักคอยตั้งคำถาม ตัดสิน และตีตราพวกเขาตลอดเวลา อยู่บ้านเฉยๆ พ่อแม่ก็ด่า ออกไปข้างนอกสังคมก็ตั้งคำถามว่าทำไมไม่ไปโรงเรียน มันกลายเป็นการใช้ชีวิตที่ยากลำบากและเต็มไปด้วยแรงกดดัน แต่เมื่อราตรีมาถึง สายตาที่คอยตัดสินเลือนหายไป วงน้ำชาในความมืดรอบกองไฟขนำเกตรีจึงกลายเป็นพื้นที่เดียวที่พวกเขาได้กลับมามีตัวตน มีสิทธิที่จะพูด หัวเราะ และใช้ชีวิตอย่างปลดปล่อย

“ชอบอยู่ที่ๆ ไม่มีคน มันสบายใจ ไม่ค่อยเสียงดังมาก ไม่เบ้หู (ไม่หนวกหู)” ฟิต-ธนากร โต๊ะมวง เล่าพลางมองไปที่กองไฟกลางวงล้อม 

ฟิตไม่ได้หลุดออกจากระบบเพราะขี้เกียจหรือครอบครัวยากจน แต่เรื่องราวมันเกิดขึ้นตอน ม.2 ในชั่วโมงวิชาภาษาอังกฤษ ครูเขวี้ยงแปรงลบกระดานใส่กลุ่มเพื่อนที่คุยกันข้างหลัง แต่แปรงนั้นลอยมาโดนหางคิ้วของฟิต

“ผมติด ร. วิชาอังกฤษ พอไปแก้ เพื่อนข้างหลังเขาคุยกัน ผมหูฟังเพื่อนพูด ตาดูครูเขียน ไม่รู้ยังไง เขาเขวี้ยงมาโดนตรงนี้” ฟิตชี้หางคิ้วให้ดู

ฟิต-ธนากร โต๊ะมวง

ฟิตไม่ได้บอกแม่ด้วยตัวเองว่าเกิดอะไรขึ้น แต่แม่น่าจะรู้จากครูคนนั้น เพราะครูไปส่งฟิตที่บ้านพร้อมขอโทษแม่ แต่ไม่ได้ขอโทษหรือพูดอะไรกับฟิต หลังจากวันนั้นฟิตจึงไปโรงเรียนทุกวัน แต่ไม่เข้าเรียนวิชาภาษาอังกฤษ ไม่ไปแก้ ร. สุดท้ายก็ไม่สามารถเลื่อนระดับชั้นได้ ฟิตจึงตัดสินใจลาออก

พอฟิตอยู่บ้านเฉยๆ เพื่อนก็จะแห่กันมานั่งเล่นเกมกันที่บ้าน บางคืนก็เสียงดังโหวกเหวกจนโดนว่า ฟิตก็ต้องคอยปรามเพื่อนเรื่อยๆ เพราะโต๊ะ (ปู่) ต้องตื่นไปกรีดยางตอนตี 1 แต่ตอนนี้ฟิตไม่ต้องกังวลเรื่องเสียงดัง ไม่ต้องหนีไปผูกเปลนอนเล่นคนเดียวเงียบๆ แล้ว เพราะรุ่นพี่อย่าง ‘ซอหมาด’ ประธานสภาเด็กของตำบลเกตรี ชวนฟิตมานั่งเล่นด้วยกันที่ขนำแห่งนี้

สำหรับฟิต ที่นี่ให้ความรู้สึกไม่ต่างจากที่บ้านมาก แต่ดีกว่าตรงที่ ‘ไม่เบ้หู (ไม่หนวกหู)’ 

ทุกคนมาล้อมวงจิบชา และสัพเพเหระยามสนธยาโดยไม่สนว่าใครเป็นใคร

พอพูดถึงพื้นที่การเรียนรู้ ภาพในหัวของบางคนจะเป็นสถานที่ที่มีชั้นหนังสือเรียงราย มีกระดานดำ มีอุปกรณ์การเรียนการสอน แต่หน้าตาของขนำเกตรีในยามค่ำคืน คือ ขนำหลังเล็กๆ ที่ด้านหน้ามีเด็กๆ ทั้งในและนอกระบบล้อมวงกันก่อไฟ ต้มน้ำร้อน ดีดกีตาร์ บางคนก็ออกไปซื้อโรตีมานั่งกินด้วยกัน

“งานเด็กคืองานที่เราสร้างพื้นที่ให้เด็กได้มาลองผิดลองถูกเป็นเสมือนสนามประลองแล้วเขาได้เรียนรู้และเติบโต องค์กรเหมือนภาชนะ อยู่ที่ไหนก็ได้แต่สำคัญคือสิ่งที่อยู่ในภาชนะมีคุณภาพหรือเปล่า นั่นคือตัวคุณ”

ราฎาคลุกคลีกับการทำงานเรื่องเด็กมาตั้งแต่ปี 2558 ซึ่งในระยะแรกเด็กที่อยู่ในโครงการเป็นเด็กในระบบทั้งหมด เพิ่งได้มาขยับขยายทำงานกับเด็กนอกระบบได้ไม่นาน ซึ่งความแตกต่างที่เห็นได้ชัดคือ ราฎาต้องวิ่งเข้าหาเด็ก เพราะเด็กนอกระบบไม่วิ่งเข้าหาผู้ใหญ่แบบเด็กในระบบ

“พี่ทำมาหลายรูปแบบ บุกเดี่ยวเข้าไปในวงเด็กผู้ชายนั่งอยู่ฝั่งโน้น มีความคิดว่าเด็กพวกนี้ต้องชอบคนจริงใจแน่เลย มีน้องคนนึงเป็นเด็กในระบบ รู้จักเราแต่ไม่ได้สนิทเขาบอกว่า ก๊ะพูดแบบนี้พวกมันไม่รู้เรื่องหรอก”

ราฎาจึงเปลี่ยนวิธีเข้าหา เรียนรู้จากผู้ปกครองว่าเด็กนอกระบบทันคนเพราะเจ็บมาเยอะจากการถูกคนอื่นใช้ประโยชน์จากการเป็นกลุ่มเป้าหมาย ราฎาจึงไม่บีบรัด ไม่บังคับ ถ้าชวนแล้วไม่อยากมาก็ไม่เป็นไร แต่ก็พยายามทักทาย เข้าไปคุยบ่อยๆ จนเด็กหลายคนเริ่มเปิดใจให้กับที่นี่

“ใครจะมาก็มา ถ้าไม่มีอะไรทำเขาก็มาเองแหละ บรรยากาศดีไงพี่” ฟาลัก-ฟาลัก บีลาล เส็นจิต เจ้าหน้าที่โครงการฯ เล่าไปด้วยระหว่างรินชาแจก 

การล้อมวงจิบชาอาจเกิดขึ้นบ่อย คลอไปกับเสียงจอแจของการพูดคุยตลอดทั้งคืน ซอหมาด-อภิวัฒน์ ตะวัน ขาประจำของขนำนี้ คือเด็กในระบบที่มีอนาคตสดใสตามมาตรฐานสังคม 

ก่อนหน้าที่จะมานั่งเล่น คลุกคลีกับเพื่อนๆ เด็กนอกระบบ ซอหมาด เคยมองว่าเพื่อนๆ กลุ่มนี้เป็นคนไม่ดี เหลวไหล ไม่สนใจเรียน และสร้างแต่ปัญหา ซึ่งความคิดเหล่านี้ซอหมาดยอมรับว่ามาจากอคติส่วนตัว เพราะคิดไปเองโดยไม่เคยเดินเข้าไปถามเพื่อนๆ สักครั้งว่าทำไมไม่ไปโรงเรียน

 ซอหมาด-อภิวัฒน์ ตะวัน

มาเป็นพี่เลี้ยงให้กับเด็กนอกระบบ เพราะอยากให้เกิดการชวนกันมาทำกิจกรรมแบบปากต่อปาก เพื่อนดึงเพื่อน ซอหมาดจึงตกลงที่จะเป็นพี่เลี้ยงเพื่อหาคำตอบว่าทำไมเพื่อนๆ เด็กนอกระบบถึงหลุดจากระบบ

“ก่อนหน้านี้ผมมีอคติอยู่บ้าง แต่พอได้ฟังเหตุผลเราก็เข้าใจเขามากขึ้น มันไม่ได้มีเหตุผลแค่เขาขี้เกียจ มันยังมีปัจจัยอื่นๆ ทั้งพวกเศรษฐกิจ ครอบครัว บางคนที่บ้านมีลูกหลายคนเลยต้องเว้นให้น้องได้เรียน พี่ไปงาน มันมีเหตุผลหลากหลาย เราก็ใจหายใจหวิวนิดนึงที่เขาไม่ได้เรียนต่อ”

การที่เด็กในระบบอย่างซอหมาดเข้าไปคุย ไปดึงเพื่อนเด็กนอกระบบด้วยกันมาทำกิจกรรมด้วยการชวนไปเที่ยว ไม่ใช่แค่เด็กนอกระบบเท่านั้นที่ได้ประโยชน์จากกิจกรรม แต่ตัวซอหมาดเองก็ได้เรียนรู้ทักษะอะไรหลายๆ อย่าง เช่น สอนเล่นกีต้าร์ สอนทักษะงานไม้ งานฝีมือ ทำให้ซอหมาดรู้สึกประทับใจและมองว่าเพื่อนๆ เด็กนอกระบบมีหลายเรื่องที่เก่งกว่าตัวเอง

“ส่วนตัวผมรู้สึกว่า แพ้เขาในหลายๆ เรื่องด้วยซ้ำครับ พอเขาไม่ต้องมานั่งเรียนจบบ่ายสี่เหมือนพวกผม เวลาที่เขาว่างตรงนั้นเขาได้ฝึกทักษะ เช่น ในค่ายเขาจะมีเด็กที่ทำมีดเป็น เด็กที่ตกปลาเก่ง เด็กที่เพ้นท์เสื้อสวยเอาไปขายสร้างรายได้ตั้งแต่อายุยังน้อย ทั้งๆ ที่ตัวผมเองอายุก็ไล่เลี่ยกับเขา แต่ยังไม่มีอะไรเป็นชิ้นเป็นอันเท่าเขาเลย”

ในวันที่ไม่ได้งดงามตามฤดู แต่ยังคงเบ่งบานและงอกเงยได้ในยามสนธยา 

วัฒนธรรมการล้อมวงดื่มน้ำชาตอนกลางคืนเป็นวิถีที่อยู่คู่กับภาคใต้มานาน แต่สำหรับเด็กนอกระบบหลายคน ช่วงเวลากลางคืนกลับกลายเป็นพื้นที่ปลอดภัยเพียงหนึ่งเดียวในการใช้ชีวิต

อัพดอลเล่าว่าท่ามกลางความเงียบสงบของจังหวัดสตูล กลุ่มเด็กเปราะบางที่กำลังเผชิญกับภาวะกลืนไม่เข้าคายไม่ออกจากมิติทางวัฒนธรรมและศาสนาอันเข้มข้น

และสำหรับคนทำงานที่เกี่ยวโยงกับเด็กและเยาวชนในพื้นที่ ความท้าทายที่หยั่งรากลึกที่สุดไม่ใช่เพียงแค่ตัวเด็ก แต่คือโครงสร้างทางเศรษฐกิจของจังหวัดสตูล ต่างจากจังหวัดปริมณฑลที่มีโรงงานรองรับมากมาย  ที่สตูลมีเพียงโรงงานปลากระป๋องและโรงงานปาล์มน้ำมันซึ่งรับแรงงานได้จำกัด แม้ภาครัฐจะพยายามผลักดันเรื่องการท่องเที่ยว แต่วิถีชีวิตจริงก็ไม่ได้ตอบโจทย์คนในพื้นที่ทั้งหมด 

“เด็กขาดแรงจูงใจ คอนเน็คไม่ได้ว่าฉันจะเก่งไปเพื่ออะไร ใช่ เก่งแล้วยังไงต่อ เก่งแล้วไม่มีทางให้เดินต่อ คนสตูลไปแล้วไม่ค่อยกลับมาอยู่บ้าน นอกจากคนที่มีทุนบางอย่างอยู่ที่บ้าน เช่น มีสวน มีที่ดินทำกิน แต่ถ้าไปแล้วไม่กลับมาแสดงว่าที่บ้านไม่ได้มีอะไรเยอะ ฉะนั้นต้องไปหาด้านนอก”

สภาวะเช่นนี้ทำให้แม้แต่คนเรียนจบมหาวิทยาลัยยังยากที่จะกลับมาทำมาหากินที่บ้านเกิด แล้วนับประสาอะไรกับเด็กนอกระบบที่ไม่มีแม้แต่วุฒิการศึกษาติดตัว 

เมื่อหนทางข้างหน้ามืดมิด สิ่งที่สูญหายไปจากแววตาของเด็กนอกระบบในจังหวัดสตูล ไม่ใช่แค่โอกาสทางการศึกษา แต่คือความกล้าที่จะจินตนาการถึงอนาคต

“สั้นๆ เลยก็คือว่า เราอยากให้น้องมีความฝัน มีเป้าหมายในชีวิต ใช้ชีวิตอยู่ในสังคมได้ น้องก็จะถามกลับว่า ‘ผมจะฝันถึงอะไรเหรอพี่’ ไม่รู้หรอกว่าอยากฝันอะไร แต่อยากให้เขามีความฝัน คือฐานนึงของความคิด เพราะความฝันเปลี่ยนได้ ผมไม่ได้บอกว่าต้องฝันเรื่องเดิมตลอด แต่เราเชื่อว่าถ้าคุณฝันได้ คุณก็คิดได้”

อัพดอล รู้ดีว่าการเข้าไปแก้ปัญหาระดับโครงสร้างระบบครอบครัวหรือชุมชนที่มีปมซับซ้อนนั้นเป็นเรื่องยากและต้องใช้เวลา แต่สิ่งที่ดีที่สุดและเริ่มต้นได้ง่ายที่สุดในตอนนี้ คือการเริ่มต้นที่ตัวเด็ก การเปิดพื้นที่รับฟังอย่างซื่อตรง และพยายามจุดประกายเล็กๆ ให้พวกเขากลับมามีความฝันอีกครั้ง เพื่อให้วันหนึ่ง พวกเขาจะสามารถยืนหยัดและใช้ชีวิตอยู่ได้ในบ้านเกิดของตนเอง โดยไม่ต้องดิ้นรนหลบซ่อนตัวอยู่ในความมืดอีกต่อไป 

เหมือนกับขนำ ที่มีป้ายผืนใหญ่ติดไว้ว่า ‘เมล็ดพันธ์ุเกตรี’ ที่มีความมหมายว่า พื้นที่เกตรีแห่งนี้ต้องการเมล็ดพันธุ์เพื่องอกงามในพื้นที่ของตัวเอง