“พอโต เด็กผู้หญิงก็อยากแต่งตัว แต่ไม่มีเงิน ทางที่จะได้เงินคือวงจรเก่าๆ ของพ่อแม่ เดินยา ได้เงินมาใช้จ่าย พอเงินหมดก็ทำใหม่ วนเวียนไป เดินด้วย เสพด้วย พอมีอารมณ์ก็มั่วสุม เกิดแม่วัยใส เดี๋ยวนี้อายุถอยมาเป็น 13-14 ปีแล้ว”
พี่พร (นามสมมติ) ประธานชุมชนริมทางรถไฟแห่งหนึ่งใน อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา อัปเดตสถานการณ์เด็กๆ เยาวชนชุมชนริมทางรถไฟในหาดใหญ่ ซึ่งมีทั้งหมด 24 ชุมชน
ชุมชนริมทางรถไฟหาดใหญ่ มีเด็กและเยาวชนอาศัยมากกว่า 100 คน และเรียนต่อในระดับ ม.ต้น ไม่ถึงร้อยละ 50 และหลายคนไม่ได้เรียนหนังสือเลย จากการเก็บข้อมูลพบว่าร้อยละ 95 เคยใช้สารเสพติด และปัจจุบันก็กำลังใช้สารเสพติดอยู่
“คนส่วนใหญ่ในชุมชน อายุ 30-50 พ่อแม่ส่วนใหญ่ไปทำงานต่างถิ่นกันหมด เด็กๆ อยู่กับปู่ย่าตายาย รายได้มาจากเบี้ยผู้สูงอายุ ไม่สามารถส่งเด็กไปโรงเรียนได้ ปล่อยเลี้ยงตามยถากรรม ไม่มีสายสัมพันธ์ อยากกินก็กิน อยากนอนก็นอน ไม่มีก็อด กินไม่เคยครบ 5 หมู่ หรือกินวันละ 3 มื้อก็ยังยาก”
พี่พรเรียกว่าอยู่กันแบบเตี้ยอุ้มค่อม
‘อาจารย์แอ๊ด’ วัลภา ฐาน์กาญจน์ ที่ปรึกษาศูนย์อาสาสมัคร มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ (มอ.) หนึ่งในคณะทำงานของโครงการการจัดการการเรียนรู้เพื่อสร้างเสริมเป้าหมายชีวิตสำหรับเด็กและเยาวชนนอกระบบการศึกษา : ความร่วมมือทุกภาคส่วน กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) ที่ทำงานในพื้นที่นี้มากว่า 15 ปี อธิบายรากของปัญหาว่ามันมากกว่าความยากจนข้ามรุ่นแต่มันคือความรุนแรงข้ามรุ่น

อาจารย์แอ๊ด ยกตัวอย่างเด็กในชุมชนคนหนึ่ง เด็กเคยบอกว่าตัวเองรู้สึกว่าแม่ไม่รัก แม่ด่าเขาทุกครั้ง ส่วนแม่เองก็ตอบกลับมาเพียงว่า “แม่ก็ถูกเลี้ยงมาอย่างนี้ แม่ไม่รู้จะคุยอย่างไร”
“เด็กไม่ใช่ปัญหาแต่คือผลลัพธ์ของปัญหา” กลายมาเป็นโจทย์สำคัญของโครงการในการเข้ามาคลุกคลีกปัญหาที่ซับซ้อนและสะสมเกินกว่าจะหาทางแก้ได้โดยลำพัง แต่ถ้าไม่เริ่มสางปัญหาและลงมือความซับซ้อนนี้ก็จะไม่มีใครทำอยู่ดี
ความคิดตั้งต้นของโครงการนี้ฯ มีเจ้าภาพคือคณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ สถาบันวิชาการที่ทำงานนี้ด้วยแนวคิดว่า “ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น เราจะเลือกใช้ชีวิตเป็นประโยชน์และทำในสิ่งที่เป็นประโยชน์”
ร่วมกับศูนย์อาสาสมัคร มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ซึ่งรวมกันเป็นเสาแรกในหมวกของสถาบันวิชาการ เสาที่สองคือ เทศบาลนครหาดใหญ่ และเสาสุดท้ายคือชุมชนริมทางรถไฟที่ประกอบไปด้วยอาสาสมัคร พี่เลี้ยง ฯลฯ
สามเสาหลักกับงานซับซ้อนระดับนี้ แทคทีมกันตามหน้าที่และความถนัด เริ่มจากการตามหาเด็กโดยพี่เลี้ยงชุมชน โดยมีเทศบาลฯ ประสานพื้นที่-เอกสารต่างๆ เพราะเนื้องานอยู่บนที่ดินริมทางรถไฟ ส่วนเครื่องมือ องค์ความรู้ กิจกรรม กำลังคนต่างๆ เป็นหน้าที่ของคณะพยาบาลและศูนย์อาสาสมัคร

จีโนแกรม : เพื่อมองเห็นทั้งบ้าน ไม่ใช่แค่ตัวเด็ก
“ตอนเข้าไปชุมชน ไปทีไรเราจะรู้สึกว่าเราจำใครไม่ได้ (หัวเราะ)” ผศ.ดร.พิมพิศา ศักดิ์สองเมือง หรืออาจารย์ไก่ จากคณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ เล่าจุดเริ่มต้นของปัญหาที่นำไปสู่การใช้เครื่องมือที่เรียกว่า ‘จีโนแกรม’
เพราะครอบครัวในชุมชนริมทางรถไฟมีความซับซ้อนและเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา วันนี้ลงพื้นที่เก็บข้อมูลได้ว่าครอบครัวมีลูกห้าคน อีกไม่กี่อาทิตย์ต่อมากลับเหลือสี่คน บางครั้งมีคนท้องอยู่ พอกลับไปเยี่ยมอีกครั้งกลับพบว่าแท้งไปแล้ว ความเปลี่ยนแปลงเหล่านี้เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วจนทีมตามไม่ค่อยทัน
ทีมงานจึงนำเครื่องมือ 7 ชิ้นของคุณหมอโกมาตร จึงเสถียรทรัพย์ ที่ใช้ในวิชาพยาบาลชุมชนอยู่แล้วมาปรับใช้ ส่วนหนึ่งคือการทำแผนที่ชุมชน เพราะหลายบ้านในพื้นที่ไม่มีทะเบียนบ้าน ไม่มีบ้านเลขที่ การมีแผนที่ทำให้ทีมงานตามหาเด็กได้ง่ายขึ้นและได้รู้ว่าจริงๆ แล้วเขาอาศัยอยู่ตรงไหน
นอกจากแผนที่ชุมชนหรือจีโนแกรมกลายเป็นเครื่องมือสำคัญในการตามหาเด็ก แต่มากกว่านั้นคือการทำให้ทีมงานมองเห็นสิ่งที่ซ่อนอยู่หลังปัญหาของเด็กแต่ละคน
“กรณี แพร (นามสมมติ) ที่เป็นเด็กโครงการรุ่นแรกๆ พอทำจีโนแกรมเสร็จปุ๊บ รู้เลยว่าไม่ใช่เปราะบางแค่ตัวเด็ก แม่ก็เปราะบาง แม่ป็นซึมเศร้าที่จะต้องกินยา เป็นไตวายระยะสุดท้าย ตอนนั้นต้องฟอกไต คือเราเรารู้เลยว่า ถ้าช่วยแต่เด็กและเยาวชน แล้วนิเวศที่รอบๆ เขายังไม่ได้ support เด็กเราก็จะไปไม่รอด”
พอไล่ไปตามจีโนแกรมเรื่อยๆ ทีมงานยังสืบค้นเจอได้ด้วยว่า ใครในชุมชนบ้างที่มีศักยภาพมากพอในการช่วยเหลือเด็กๆ
“ครอบครัวป้าสุ่น (นามสมมติ) ที่ลูกชายคนเล็กอยู่ในโครงการอยู่แล้ว เมื่อทำจีโนแกรมก็พบว่าบ้านป้าสุ่นนี้ยังรับเด็กนอกระบบอีกคนหนึ่งมาอาศัยอยู่ด้วย ทั้งที่ไม่ใช่ญาติกัน เพียงเพราะเป็นเพื่อนสนิทของลูกชาย การเห็นความเชื่อมโยงแบบนี้ทำให้ทีมงานรู้ว่าใครในวงครอบครัวที่พอจะเป็นกำลังช่วยเหลือเด็กได้ ไม่ใช่มองเห็นแต่ปัญหาที่ต้องแก้ไขเพียงด้านเดียว”
ความสำคัญของจีโนแกรมจึงไม่ใช่แค่การจดบันทึกข้อมูลแต่ยังค่อยๆ เปลี่ยนมุมมองของทีมงาน จากการมองว่า “เด็กคนนี้มีปัญหา” ไปสู่การมองให้ตั้งแต่นิเวศ ผังบ้าน ไปจนถึงสาแหรก ว่าใครอยู่ตรงไหนอย่างไร ด้วยบทบาทแบบไหน แล้วจะวางแผนอย่างไรเพื่อคลี่คลายปัญหาร่วมกัน

ฟังให้เห็นความฝัน
อีกเครื่องมือของโครงการคือ ช่วยเด็กค้นหาเป้าหมายของชีวิตผ่านกิจกรรมต่างๆ ผ่านการค้นหาคุณค่าในตนเองและการมีความกตัญญู 4 ประการ โดยการสนับสนุนให้เยาวชนแกนนำเข้าใจเป้าหมายชีวิตของตัวเอง เข้าใจถึงความสำคัญของการมีเป้าหมายชีวิต
แต่การที่จะให้เด็กคนหนึ่งซึ่งรักอิสระและมีเป้าหมายยาวสุดแค่ใช้ชีวิตไปวันๆ คิดถึงความฝัน มันไม่ใช่เรื่องง่ายเลย เด็กต้องไว้ใจมากพอจนยอมเปิดใจ กลับไปสำรวจตัวเองก่อนว่าความฝันของเขาคืออะไร พอคลำเจอแล้ว คำถามต่อมาคือทำไมเขาต้องเล่าให้คนอื่นที่ไม่ใช่พ่อใช่แม่ฟังด้วย
โดยเฉพาะหลายคนโตมากับความรุนแรงทางการกระทำและคำพูด โครงการฯ โดยทีมวิชาการอย่างคณะพยาบาลจึงชวนพี่เลี้ยงซึ่งเป็นกลุ่มที่ใกล้ชิดเด็กๆ ที่สุดมาอบรมการสื่อสารโดยเริ่มต้นจาก ‘การฟังอย่างตั้งใจ’ ที่ได้อาจารย์จากภาควิชาจิตเวชมาร่วมออกแบบ
“เรารู้เลยว่าทำไมเขาถึงสื่อสารกับลูกไม่ถูก เพราะขนาดเขาจะพูดปกติกับเรา เขายังมีการใช้คำพูดที่เรามองเลยว่าถ้าพูดกับลูกแบบนี้ มันก็จะเป็นวงจรเหมือนเดิม ก็เลยเป็นที่มาว่าทำไมเราถึงต้องขออาจารย์จิตเวชมาช่วย” อาจารย์ไก่อธิบาย
งานนี้ได้ ‘อาจารย์ปิ๋ม’ กรวิกา บวชชุม สาขาวิชาการพยาบาลจิตเวชและสุขภาพจิต มาเป็นกำลังสำคัญของกระบวนการฐานใจนี้ โดยนับหนึ่งจากเด็กไม่ใช่ผู้ใหญ่
“บางครั้งเขาอาจจะถูกพ่อแม่สอนนู่นนี่นั่น เขาไม่ได้อยากให้ใครมาสอนเขาอีก เขาอยากได้คนฟัง เราก็เลยชวนพี่เลี้ยงมาคุยกันในเรื่องของเด็ก ทำยังไงให้พี่เลี้ยงฟังน้องแล้วให้น้องรู้สึกว่า พี่ๆ เขาเปิดใจอยากฟังนะ เลยเป็นที่มาของกิจกรรมการฟังอย่างตั้งใจ การสื่อสารให้กับพี่เลี้ยง โดยเติมไปเล็กๆ น้อยๆ ว่า ควรพูดยังไง อะไรที่ไม่ควรพูด แล้วก็เราก็มีเรื่องการรักตัวเอง เมตตาตัวเอง ก็จะเป็นกิจกรรมที่พี่สามารถใช้กับตัวเองและสามารถให้คำแนะนำกับน้องได้”
หลักการที่อาจารย์ปิ๋มสอนพี่เลี้ยงคือ ฟังให้เด็กพูดออกมาให้หมดก่อน ห้ามรีบตัดสินใจแทนเด็ก
“ฟังยังไงให้น้องรู้ว่าฟัง มองหน้า สบตาน้อง สัมผัสได้ในบางช่วง เพื่อให้น้องรู้สึกว่าอยากจะเล่าต่อ”
ต่อมาคือเปลี่ยนวิธีตั้งคำถาม จากคำถามที่ฟังดูเหมือนตัดสิน เช่น “ทำไมต้องทำอย่างนั้น” ซึ่งจะทำให้เด็กรู้สึกว่าตัวเองทำผิด ให้เปลี่ยนเป็นคำถามแบบเปิด เช่น “ลองอธิบายให้พี่ฟังเพิ่มเติมได้ไหมว่าเกิดอะไรขึ้น”

พี่สุ (นามสมมติ) ประธานชุมชนริมทางรถไฟอีกแห่ง สารภาพว่าด้วยตำแหน่งผู้นำชุมชนที่เป็นมาหลายปีทำให้เคยชินกับการบอกหรือชี้ช่องที่คิดว่าถูกต้องให้เด็ก แต่พอผ่านการอบรมก็เรียนรู้จะปิดสวิตช์เสียงในหัวไปก่อน
“ทำให้เรานิ่งขึ้น ตั้งใจฟังเด็กๆ เราจะไม่ตัดสินใจและชี้ทางให้เด็กแต่จะปล่อยให้เขาระบายออกมา เขาอยากจะพูดๆๆๆ เราฟังๆๆๆ อย่างเดียว แล้วก็จบ”
จากเด็กที่ก้มหน้า ถามคำตอบคำหรือไม่ตอบเลย อาจารย์แอ๊ดบอกว่าใช้วิธีนิ่ง รอ แล้วถามไปอีกรอบ หนนี้เริ่มเงยหน้า สบตาแล้วสำรวจก่อนว่าคนตรงหน้า น่าไว้ใจพอหรือเปล่า
“เราให้เขาเล่าเรื่องเดิม เขาบอกว่า วันก่อนผมเล่าให้ครูฟังไปแล้ว ครูจำไม่ได้เหรอ (ยิ้ม) ต่อมาเขาไม่เรียกเราครูแล้ว เรียกอาจารย์แอ๊ด เรียกทีมพี่เลี้ยงว่าแม่ เขากล้าที่จะสบหน้าสบตากับเราแล้ว บอกวันนี้แม่สวยจังทำไมวันนั้นแม่ไม่มา แม่ติดธุระอะไร กล้าถามเรามากขึ้น กล้าบอกเราว่า ผมเลิกยาแล้ว ผมไม่ไหวแล้ว”
แต่ก่อนเดินหนี ตอนนี้เด็กๆ กล้าโทรขอความช่วยเหลือจากเทศบาล
ถ้าเสาแรกอย่างคณะพยาบาลศาสตร์ และศูนย์อาสาสมัคร มอ. ทำหน้าที่เป็นทั้งแหล่งความรู้เชิงวิชาการและพื้นที่ปลอดภัยทางกายภาพ
เสาที่สอง ผู้นำชุมชนและพี่เลี้ยง อย่างพี่พร พี่สุ และอาสาสมัครต่างๆ เป็นคนที่อยู่ใกล้ชิดเด็กมากที่สุด และเป็นผู้นำเครื่องมือทั้งสองไปใช้จริงหน้างาน เป็นเสาที่ทำให้ ‘ทฤษฎี’ กลายเป็น ‘ความสัมพันธ์’ ที่จับต้องได้
เสาสุดท้ายที่เด็กๆ น่าจะเห็นหน้าน้อยที่สุดคือเทศบาล ที่คอยขับเคลื่อนงานอยู่เบื้องหลัง เป็นฟันเฟืองสำคัญให้งานทุกอย่างเดินต่อไปได้
‘พี่เจี๊ยบ’ เขมณัฏฐ์ จันทร์เรืองฤทธิ์ เจ้าหน้าที่เทศบาลที่ทำงานร่วมกับศูนย์อาสาสมัครมาตั้งแต่รุ่นแรกๆ บอกว่า ตัวเองไม่ค่อยได้ลงพื้นที่เพราะบางทีเด็กเห็นหน้าดุๆ ก็กลัวแล้ว

แต่หน้าดุอย่างนี้ ยืนหนึ่งเรื่องรับเรื่อง เดินเอกสาร และประสานงาน ที่สำคัญคือการเดินหน้างานอย่างต่อเนื่องแม้ผู้บริหารท้องถิ่นจะเปลี่ยนชุดไปตามวาระ
“ก็ต้องอธิบายเรื่องทั้งหมดใหม่อีกครั้งว่าโครงการนี้เริ่มมาตั้งแต่เมื่อไหร่ ทำไมต้องทำ และทำไมต้องทำต่อ ถ้าผู้นำไม่เดินกับเรา ไม่อนุญาต นั้นเป็นปัญหาแล้ว โชคดีว่าผู้บริหารเปลี่ยนแต่เราไม่เปลี่ยน ตอนนี้จะกลายเป็นแม่เฒ่าของเทศบาลแล้ว(ยิ้ม)”
สิ่งที่ทำให้พี่เจี๊ยบยังทำงานจนถึงวันนี้คือใจล้วนๆ
“จะตอบว่าไม่ว่างก็ได้ แต่เราก็มา ตอนนี้มามอเตอร์ไซค์ด้วย รถยนต์ยังซ่อมไม่เสร็จเพราะน้ำท่วม ก็มาอย่างสดใสนี่แหละ แต่ข้างในหดหู่เหลือเกิน บ้านยังไม่ได้ซ่อมเลย เตียงนอนยังไม่ได้ซื้อเลยเพราะยังไม่ได้เงินเยียวยา”
พี่เจี๊ยบไม่ได้คาดหวังว่างานนี้จะเปลี่ยนทุกอย่างได้ร้อยเปอร์เซ็นต์ และยังฝันว่าจะมีหน่วยงานอื่นเข้ามาร่วมมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัด สถานีตำรวจที่เข้าไปรู้จักเด็กในมุมที่ไม่ใช่แค่จับกุม หรือมูลนิธิเอกชนที่คล่องตัวมากกว่าภาครัฐ เพราะงานของภาครัฐแม้จะตั้งใจ แต่ก็ต้องผ่านขั้นตอนเอกสารที่ใช้เวลา กว่าจะเบิก กว่าจะขออนุมัติ

ส่วน ‘พี่บ่าว’ ธำรงศักดิ์ จินดาเพ็ชร ทำหน้าที่หลักด้านการประสานงานและช่วยเหลือ เป็นอีกคนที่ต้องเรียนรู้การฟังใหม่ทั้งหมด
“จากเมื่อก่อนเวลาเราคุยกับใคร พอเราคุยปุ๊บ มีข้อสงสัย เราจะซักทันที ฉันอยากรู้คำตอบว่าทำไมเพราะอะไร”
แต่หลังจากได้เรียนรู้วิธีฟังอย่างตั้งใจ พี่บ่าวบอกตัวเองว่ารอเด็กพูดออกมาให้หมดก่อน แล้วค่อยๆ ถามโดยไม่ใช้คำว่า ‘ทำไม’ ที่ฟังดูเหมือนบังคับให้ต้องตอบ เขายอมรับว่าวิธีใหม่นี้ใช้เวลานานกว่าเดิมมาก แต่เป็นเวลาที่สำคัญสำหรับเด็กกลุ่มนี้
ถามทั้งคู่ว่าจะทำงานนี้ไปจนถึงเมื่อไหร่ ทั้งพี่บ่าวและพี่เจี๊ยบตอบแบบเกินคำถามไปมากมายว่า เทศบาลไม่เคยปล่อยวางในเรื่องนี้ แต่ด้วยข้อจำกัดที่มีถึง 103 ชุมชน และนักพัฒนาคนหนึ่งดูแลถึง 28 ชุมชนรวมถึงทำงานสารพัดอย่าง ทั้งงานเอกสาร แต่การที่ได้เห็นฟีดแบคเล็กๆ น้อยๆ จากตัวเด็ก มันก็อิ่มใจ ชาร์จแบตให้คนทำงานพร้อมไปต่อ
“เราเห็นภาพสำคัญในตอนน้ำท่วม ความสำเร็จก็คือเด็กสามารถ connect กับเรา เมื่อก่อนนี้เขาจะไม่มีเบอร์มือถือ เขาจะไม่ให้อะไรเรา แต่ตอนนี้เขาสามารถขอความช่วยเหลือเราได้ ตอนท่วมรอบแรก น้องคนหนึ่งจากชุมชนริมทางรถไฟโทรมาหาเรา ตอนนี้ค่ำแล้วเราก็รีบเอาถุงยังชีพไปให้ เวลาเดือดร้อน ตอนนี้เด็กๆ เขารู้สึกว่ามีที่พึ่งช่วงฉุกเฉินแล้ว”
เป็นความเชื่อมโยงที่พี่บ่าวบอกว่าไม่เคยมีมาก่อน

“น้องๆ เริ่มเข้ามาถามว่า ครู มันต้องสมัครเมื่อไหร่ เอาเอกสารอะไรบ้าง กศน. เนี่ย ลุ้น ตื่นเต้นมากเลย”
อ.ไก่บอกว่าแต่แรกที่ทีมครูอาจารย์พี่เลี้ยงคอยถามเด็กๆ ว่า “จะไปเรียนไหม” แทนที่จะได้คำตอบ เด็กกลับเดินหนีเข้าบ้าน มาหนนี้คำตอบล่าสุดข้างต้นทำให้ทุกคนในทีมเห็นร่วมกันว่าเดินมาไม่ผิดทาง แต่ก็ยังต้องเรียนรู้ค้นหาทางที่ถูกต่อไป
“ไม่ใช่เป็นแค่ครั้งเดียวที่เราไป เราไปซ้ำไม่รู้กี่ซ้ำจนเขากล้าเปิดใจ กล้าพบ กล้าถามเราว่า เนี่ย เขาพร้อมจะไปเรียนแล้ว” อ.ไก่ เล่าไปยิ้มไป
ก่อนหน้านี้ทีมงานเคยลองให้เด็กๆ เรียนกับศูนย์การเรียนทางเลือกที่มีการบ้านให้ทำเอง แต่พบว่าวิธีนี้ไม่เหมาะกับเด็กกลุ่มนี้ เพราะแม้แต่ตอนทำโครงการเทียบวุฒิ ม.3 เด็กก็ยังต้องมีคนประกบช่วยเขียนโครงการ ไม่สามารถรับผิดชอบงานด้วยตัวเองได้เต็มที่ บทเรียนนี้ทำให้ทีมงานหันมาเลือก กศน. ที่มีครูลงพื้นที่เยี่ยมบ้านและวางแผนการสอนเฉพาะรายบุคคลแทน ซึ่งตอบโจทย์เด็กๆ ได้มากกว่า
ถ้าเปรียบกับรางรถไฟ เส้นทางการทำงานเรื่องนี้อาจทอดยาวกว่า และ อ.แอ๊ดที่อยู่กับงานนี้มาตั้งแต่ต้นก็บอกว่ายังห่างจากคำว่าสำเร็จ แต่ถามว่าเปลี่ยนแปลงไหม เรื่องเล่าเรื่องนี้จากอ.แอ๊ดน่าจะตอบได้ครบถ้วนที่สุดแล้ว

“เวลามีขนมมีอาหาร เขาไม่กิน แต่ขอเอาไปทานที่บ้านเพื่อจะให้พ่อแม่หรือ ปู่ย่าตายาย เขาไม่ได้เป็นเด็กที่โลภมาก บางครั้งเราให้หลายห่อ เขาขอห่อเดียวพอ เขากินกันสองคนได้ เราค้นพบความดีที่ยังอยู่ในตัวของเด็ก เขายังเป็นห่วงเป็นใยเรา เวลาเดินไปในทางรถไฟมันก็จะขึ้นๆ ลงๆ เขาจะคอยเตือนว่าครูตรงนี้ระวังนะ มันลื่น หรือบางทีเขายื่นมือมาให้เราจับ”
เรื่อง : ทิพย์พิมล เกียรติวาทีรัตนะ
ภาพ : อธิคม แสงไชย
ภาพประกอบ : บัว คำดี