‘หลักสูตรจักรวาลวิทยาฟุตบอล’ สนามการเรียนรู้ที่โอบรับความต่างและความฝันนอกห้องเรียน
แก้โจทย์ท้าทาย Thailand Zero Dropout Plus : รศ.ดร.ซุกรี หะยีสาแม

‘หลักสูตรจักรวาลวิทยาฟุตบอล’ สนามการเรียนรู้ที่โอบรับความต่างและความฝันนอกห้องเรียน

“การศึกษาเท่านั้นที่จะเปลี่ยนคุณภาพชีวิตของคนๆ หนึ่ง จากสิ่งที่เขามีอยู่ไปสู่อนาคตที่ดีกว่าได้”

รศ.ดร.ซุกรี หะยีสาแม กรรมการสภามหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์อนุกรรมการจัดการศึกษาเชิงพื้นที่เพื่อลดความเหลื่อมล้ำและพัฒนาเยาวชนและแรงงานนอกระบบ กสศ. เชิญชวนสังคมให้ตระหนักถึงความสำคัญของการศึกษา โดยเน้นย้ำคำอธิบายต่อท้ายว่า การศึกษาจะต้องเปิดกว้าง ยืดหยุ่นและโอบรับทุกโจทย์ชีวิตของเด็ก  และห้องเรียนต้องไม่ถูกจำกัดไว้แค่ในโรงเรียน  เพราะการเรียนรู้เกิดขึ้นได้ทุกที่ ไม่ว่าจะเป็นทุ่งนา ป่ายาง หรือแม้แต่…สนามฟุตบอล

ในหมวกของรองประธานสโมสรปัตตานี เอฟซี (Pattani Fc) รศ.ซุกรี มองว่า ปัจจุบัน ‘ฟุตบอล’ เป็นกีฬายอดนิยมของคนทั่วโลก หากมีการนำฟุตบอลมาเป็นสื่อกลางในการเรียนรู้ จะสามารถดึงเด็กและเยาวชน โดยเฉพาะกลุ่มที่เสี่ยงหลุดจากระบบการศึกษา หรือหลุดจากระบบการศึกษาไปแล้ว ให้กลับมาสู่เส้นทางการเรียนรู้และฝันถึงอนาคตของตนเองได้อีกครั้ง  

“ผมว่าฟุตบอลมันเป็นสิ่งที่มหัศจรรย์นะ เชื่อว่าหลายๆ คนรวมทั้งตัวผมเองยังนึกไม่ออกว่าถ้าไม่มีการเรียนรู้จากการเล่นฟุตบอล เราอาจจะมาไม่ถึงตรงนี้ก็ได้”

“เพราะฉะนั้น ถ้ากสศ.จะทำหลักสูตรฟุตบอล ผมเชื่อว่ามันจะช่วยเปลี่ยนแปลงเด็กหลายคน เพราะฟุตบอล มันไม่ใช่เกมเพื่อการแข่งขันแล้วจบ แต่มันเหมือนเครื่องมือที่จะสร้างคุณค่าร่วมของคน แล้วก็เป็นเครื่องมือสร้างสังคม สร้างเศรษฐกิจต่างๆ ขึ้นมา”

ทั้งนี้ รศ.ซุกรี กล่าวว่าเมื่อนำความสนใจในฟุตบอลมาเชื่อมกับการศึกษายืดหยุ่น เพื่อแก้โจทย์ท้าทาย Thailand Zero Dropout PLus  ของกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) อาจจะต้องมองถึงสาเหตุที่ทำให้เด็กจำนวนหนึ่งหลุดจากระบบการศึกษา ว่านอกเหนือจากปัญหาความยากจนแล้ว  ยังมีอะไรอีกบ้างที่เป็นปัจจัยสำคัญ

รศ.ดร.ซุกรี หะยีสาแม

เด็กหันหลังให้ระบบการศึกษา เพราะรู้สึกไร้ตัวตนในโรงเรียน ขาดเป้าหมายชีวิต 

“เท่าที่ผมสังเกตนะ นอกจากเศรษฐกิจและการเลี้ยงดูของครอบครัวที่เป็นพื้นฐาน เหตุผลหนึ่งคือเด็กเขาไม่มีเป้าหมายในชีวิต คือเขาไม่รู้ว่าพรุ่งนี้จะเป็นอย่างไร  และถัดมาก็เป็นเรื่องของการที่เขารู้สึกว่าตัวเองไม่มีค่าในจุดที่เขาอยู่ สมมุติว่าเขาอยู่ในโรงเรียน ถ้าเมื่อไหร่เขารู้สึกว่าตัวเองไม่มีตัวตน ส่วนใหญ่ก็จะเริ่มเฟดออก”

ดังนั้น แทนที่จะปล่อยให้เด็กหล่านี้ไปแสวงหาตัวตนในพื้นที่ที่ไม่ปลอดภัย ถ้าเราเปลี่ยนสนามฟุตบอลเป็นพื้นที่เรียนรู้ ที่พวกเขาสามารถปลดปล่อยศักยภาพ และมองเห็นเป้าหมายของตนเอง เราจะรักษาเด็กจำนวนไม่น้อยให้อยู่ในระบบ และดึงเด็กที่หลุดจากระบบไปแล้วให้กลับมาสู่เส้นทางการเรียนรู้ได้ ซึ่งในมุมมองของ รศ.ซุกรี เด็กที่อยู่ในกระบวนการของฟุตบอล ไม่ว่าจะระดับไหน หรือในบทบาทอะไร คุณลักษณะที่ส่งเสริมให้เกิดขึ้นได้ คือ วินัย และน้ำใจนักกีฬา ‘รู้แพ้ รู้ชนะ รู้อภัย’ 

“ผมเชื่อว่า แค่ใช้คำว่า ฟุตบอลเป็นเครื่องมือ มันก็จะเป็นแรงดึงดูดบางอย่างให้เด็กที่เขาเคยหันหลังให้กับระบบการศึกษาปกติ เขาวิ่งเข้ามา แล้วร้อยทั้งร้อยเด็กพวกนี้ในชีวิตเขาไม่ฟังใครแล้ว ยกเว้นโค้ช เพราะฉะนั้นตรงนี้ที่เราคิดว่าพลังของฟุตบอลซึ่งเป็นพลังสากลมันมีแรงดึงดูด  ถ้าเราเอามาใช้ให้เกิดประโยชน์กับเด็ก ผมมั่นใจว่าจะเป็นสิ่งที่สร้างคุณค่าสร้างคุณูปการได้อย่างมากเลยครับ”

เปลี่ยนสนามฟุตบอลเป็นห้องเรียน เปิดทางเลือกสู่อนาคตด้วยหลักสูตรฟุตบอล

สำหรับเด็กบางคน การนั่งนิ่งๆ ในห้องเรียนอาจไม่ตอบโจทย์  อาชีพในฝันสำหรับเขาอาจไม่ใช่การทำงานในห้องแอร์เย็นเฉียบ เส้นทางการเรียนรู้จึงไม่ควรมีเส้นทางเดียว รศ.ซุกรี เสนอให้สร้างจินตนาการใหม่ว่า สนามฟุตบอลคือห้องเรียน หรือโรงเรียนที่ไร้รั้ว

“ถ้าเราเห็นว่าฟุตบอลคือโรงเรียน เราไม่ได้สอนฟุตบอลอย่างเดียวนะ แต่เราเอาฟุตบอลมาเป็นพื้นที่ที่เด็กจะไปรวมกัน แล้วก็สอนอย่างอื่นด้วย ซึ่งผมมองว่าไม่ว่าจะสอนอะไรเด็กก็พร้อมที่จะรับ เพราะว่าใจเขาเปิดแล้ว ผมว่าอันนี้เป็นสิ่งที่น่าสนใจมากเลย มันเป็นแรงดึงดูดของฟุตบอล” 

การใช้ฟุตบอลเป็นสื่อกลางการเรียนรู้ในความหมายนี้ เป้าหมายจึงไม่ใช่การสร้างนักฟุตบอลอาชีพ แต่คือการสร้างเด็กที่เห็นคุณค่าในตัวเอง 

“เราสามารถที่จะสร้างสังคมจากฟุตบอล เด็กจะรู้จักว่าการคบเพื่อนเป็นยังไง มันจะสอนเรื่องอื่นๆ ได้หมดเลย และที่สำคัญก็คือ มันจะสร้างคาแร็กเตอร์ให้เด็ก โดยเฉพาะการสร้างความหวัง …ความหวังระยะสั้นของเขาคือการเล่นฟุตบอล แต่ว่าความหวังที่ยาวกว่านั้น เราสามารถที่จะใส่ไปให้เขาได้จากฟุตบอล  ผมเชื่ออย่างนี้” 

นอกจากการใช้ฟุตบอลเป็นเครื่องมือดึงเด็กเข้าสู่เส้นทางการเรียนรู้ ในส่วนขององค์ความรู้และทักษะที่เกิดขึ้นจากกระบวนการฟุตบอล รศ.ซุกรี มองว่าสามารถนำไปออกแบบเป็น ‘หลักสูตร’ ที่บูรณาการรายวิชาต่างๆ เสริมสร้างเจตคติและพัฒนาทักษะชีวิตได้อย่างรอบด้าน 

“เราอาจจะบวกวิชาทางด้านสังคมศาสตร์  ภาษา วิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ เรื่องความเร็ว ความสูง การเคลื่อนที่โพรเจกไทต์ของฟุตบอล (Projectile Motion) ได้หมด และจะเป็นประโยชน์อย่างมาก 

ส่วนในเรื่องของทักษะก็ไม่ควรจะเป็นแค่การเล่นฟุตบอลอย่างเดียว เช่น การแป การยิงต่างๆ ระบบการเล่น …ไม่พอ เราอาจจะใส่เรื่องอื่นเข้าไปให้เด็กได้ด้วย โดยเฉพาะเรื่องของจิตวิทยา ยิ่งถ้าเด็กกลุ่มนี้เป็นเด็กที่หลุดจากระบบการศึกษาไปแล้ว ถ้าไม่ทำอะไรเขาจะมีความเสี่ยงมากเลย แต่ถ้าเราบ่มเพาะดีๆ เขาก็จะเป็นอีกคนหนึ่งไปเลย”

“เพราะฉะนั้นหลักสูตรฟุตบอล เรื่องใหญ่เลยคือให้เด็กเขามีความหวัง ให้เขาเห็นค่าในตัวเอง  ถึงไม่ใช่ทุกคนที่จะได้เป็นนักฟุตบอลอาชีพ แต่ก็ยังมีทางเลือกอื่น อาชีพอื่นที่เขาสามารถทำได้ มีอนาคต ผมว่ามันจะเปลี่ยนเส้นทางชีวิตเขาได้พอสมควรเลย”

‘It takes a village to raise a child’  เชื่อมพ่อแม่ โรงเรียน และชุมชน

เช่นเดียวกับภาษิตแอฟริกันที่ว่า ‘It takes a village to raise a child’

รศ. ซุกรี บอกว่าการจะดูแลเด็กคนหนึ่งให้เติบโตและมีคุณภาพต้องใช้คนทั้งหมู่บ้าน ไม่ใช่แค่พ่อแม่ หรือแค่ครอบครัวเท่านั้น

“อันนี้เป็นอุดมคติ แต่ในทางปฏิบัติมันก็ไม่ง่าย ในทางปฏิบัติ  village ที่ว่านี้คือใครบ้าง ในเรื่องเด็กนอกระบบ หนีไม่พ้นก็ผู้นำชุมชนนี่แหละ ที่ต้องเข้าไปดูแลครอบครัว ไปกระตุ้นให้เขารู้สึกว่า เด็กจำเป็นต้องอยู่ในระบบ ด้วยวิธีไหนก็แล้วแต่นะ 

“อย่างทุนเสมอภาคทางการศึกษาที่ กสศ. ให้กับโรงเรียนต่างๆ ให้กับเด็กที่ยากจนพิเศษในพื้นที่ เป้าหมายนี้ของ กสศ. ไม่ได้เพียงแค่เอาเงินไปให้เด็กเพียงอย่างเดียว สิ่งที่เราอยากจะให้น้ำหนักมากกว่าก็คือ เอาเงินนี้เป็นเครื่องมือสานสัมพันธ์ระหว่างโรงเรียนกับเด็ก เพราะฉะนั้นโรงเรียนจะต้องติดตามดูแลเด็ก ในการจ่ายเงินให้เด็ก โรงเรียนก็จะใช้เป็นเครื่องมือสำหรับคุยกับผู้ปกครองให้มากขึ้น อันนี้เป็นแนวทางหนึ่ง”

“ภาคส่วนอื่นๆ ก็ได้แก่หน่วยงานที่เป็นภาครัฐ ภาคประชาสังคม ที่เห็นว่ากิจกรรมพัฒนาเด็กในรูปแบบอื่นๆ มีความจำเป็นมาก เช่น เด็กที่เขาไม่ชอบเรียนเลย แต่เขาอาจจะเก่งอย่างอื่น ทำอย่างไรให้เขารู้สึกว่าตัวเองมีค่า บางคนอาจจะวาดรูปเก่ง บางคนอาจจะจิตอาสาเก่ง บางคนเล่นฟุตบอลเก่ง เล่นกีฬาเก่ง ศิลปะเก่ง แต่ไม่ชอบเรียนหนังสือ เราต้องจัดกิจกรรมให้เด็กเหล่านี้ ให้เขารู้สึกว่าตัวเองมีตัวตน เมื่อไรคนเรารู้สึกว่าตัวเองมีตัวตน เขาก็เริ่มที่จะฝันถึงเป้าหมาย และเมื่อไรที่เขาเห็นเป้าหมาย ผมมั่นใจว่าเขาจะรู้สึกว่า เขาอยากมีอนาคตที่ดีนะ” 

“ความหมายก็คือ ทุกคนในสังคม ทั้งที่เป็นหน่วยงานรัฐ เอกชน หรือเป็นจิตอาสาต่างๆ ที่อยู่ในพื้นที่ ถ้าเรามาช่วยกันตรงนี้มันจะช่วยได้เยอะเลย”

รศ.ซุกรี กล่าวถึงพลังความร่วมมือของทุกภาคส่วนเพื่อสร้างโอกาสทางการศึกษาที่ไม่ทิ้งเด็กคนไหนไว้ข้างหลัง พร้อมฝากไปถึงสังคมว่า ให้เชื่อมั่นว่าการศึกษาเท่านั้นที่จะเปลี่ยนคุณภาพชีวิตของคนๆ หนึ่ง จากสิ่งที่เขามีอยู่ไปสู่อนาคตที่ดีกว่าได้ 

“เราต้องมีการศึกษาที่มีคุณภาพนะ แล้วการศึกษาที่มีคุณภาพ การศึกษาที่ดีนี่มันอาจจะเป็นทั้งการศึกษาในระบบและนอกระบบก็ได้ อันนี้เป็นเรื่องแรกเลยที่คิดว่าอยากจะให้สังคม เชื่อมั่นอย่างนี้ ส่วนที่สอง อยากจะให้สังคมรับรู้ว่าวันนี้เรามีเด็กอีกจำนวนเยอะมาก ตั้งหลายแสนคนเลยนะที่เขาควรจะอยู่ในระบบการศึกษา ไม่ว่าจะในรูปแบบไหนก็ตาม 

เด็กๆ กลุ่มนี้ถ้าเขาไม่ได้รับการเรียนรู้ที่ดี ไม่ได้รับพัฒนาโดยระบบการศึกษาที่ดี กลุ่มนี้ ถ้าเราไม่ช่วยกันดูแลจริงๆ อนาคตประเทศเราก็จะเหนื่อย อนาคตประเทศเราก็จะหนัก ก็เลยอยากจะให้สังคมช่วยกันตระหนักถึงตรงนี้ แล้วก็ร่วมกันชูประเด็นเหล่านี้ว่าเป็นเรื่องสำคัญ 

เมื่อสังคมเห็นว่าเรื่องนี้มันเรื่องสำคัญ ผมเชื่อมั่นว่าทั้งองคาพยพของประเทศนี้ก็จะรับเรื่อง แล้วพอรับเรื่องปุ๊บ ผมว่านโยบายดีๆ ที่เกี่ยวข้องกับการศึกษาก็จะเพิ่มขึ้น แล้วพวกเราก็จะเห็นภาพเด็ก 5-6 แสนคนที่ว่านี้เข้าถึงการศึกษาที่ดีได้นะครับ”