รมช.ศธ. ยก “ครูรัก(ษ์)ถิ่น” ฟันเฟืองสำคัญลดเหลื่อมล้ำโรงเรียนห่างไกล หนุนเป็น “ครูนักพัฒนาชุมชน” สร้างนิเวศการเรียนรู้เพื่อเด็กและชุมชน

รมช.ศธ. ยก “ครูรัก(ษ์)ถิ่น” ฟันเฟืองสำคัญลดเหลื่อมล้ำโรงเรียนห่างไกล หนุนเป็น “ครูนักพัฒนาชุมชน” สร้างนิเวศการเรียนรู้เพื่อเด็กและชุมชน

เมื่อวันที่ 5 มิถุนายน 2569 นายอัครนันท์ กัณณ์กิตตินันท์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ กล่าวแสดงความยินดีและส่งกำลังใจแก่ข้าราชการครูรัก(ษ์)ถิ่น รุ่นที่ 2 จำนวน 295 คน ผ่านระบบ Zoom ระหว่างลงพื้นที่ปฏิบัติราชการร่วมกับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ณ จังหวัดนครราชสีมา พร้อมมอบแนวคิดในการปฏิบัติตนแก่ครูรุ่นใหม่ เพื่อเตรียมความพร้อมกลับไปพัฒนาการศึกษาและสร้างความเข้มแข็งให้กับชุมชนบ้านเกิดของตนเอง

โอกาสนี้ นางสาวพลอย ธนิกุล ที่ปรึกษารัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ได้ร่วมปาฐกถาพิเศษหัวข้อ “ครูรัก(ษ์)ถิ่น พลังคนรุ่นใหม่พัฒนาท้องถิ่น” ในกิจกรรมปฐมนิเทศข้าราชการครูรัก(ษ์)ถิ่น รุ่นที่ 2 ณ หอประชุมคุรุสภา กระทรวงศึกษาธิการ ซึ่งจัดขึ้นภายใต้ความร่วมมือของกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน สำนักงานคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา และสำนักงานเลขาธิการคุรุสภา

โครงการครูรัก(ษ์)ถิ่น เป็นความร่วมมือในการสร้างโอกาสทางการศึกษาแก่เยาวชนจากพื้นที่ห่างไกลที่ขาดแคลนทุนทรัพย์หรือด้อยโอกาส แต่มีผลการเรียนดีและมีจิตวิญญาณความเป็นครู ให้ได้รับการศึกษาต่อในระดับอุดมศึกษา พร้อมพัฒนาเป็น “ครูนักพัฒนาชุมชน” ที่จะกลับไปปฏิบัติหน้าที่ในโรงเรียนบ้านเกิด เพื่อลดปัญหาการขาดแคลนครูและยกระดับคุณภาพการศึกษาในพื้นที่ห่างไกลทั่วประเทศ

นายอัครนันท์ กล่าวว่า เชื่อมั่นว่าทุกคนที่เลือกเดินบนเส้นทางวิชาชีพครูล้วนมีแรงบันดาลใจในการทำงาน และสำหรับครูรัก(ษ์)ถิ่น สิ่งสำคัญยิ่งกว่านั้นคือความรักในบ้านเกิดและความเสียสละที่จะกลับไปทุ่มเทเพื่อพัฒนาท้องถิ่นของตนเอง จึงขออวยพรให้ทุกคนมีพลังกายและพลังใจที่แข็งแกร่งตลอดเส้นทางการทำงาน

“หลายคนตัดสินใจที่จะอยู่กับโครงการนี้ยาว ๆ ไปตลอด ไม่ใช่เพียงแค่ 6 ปี ในวันที่ต้องเผชิญอุปสรรค อยากให้ทุกคนจำวันแรกที่ตัดสินใจเข้ามาไว้ให้ดี ให้อุปสรรคเป็นแค่ทางผ่าน และเป็นแรงผลักดันในการต่อสู้เพื่อเด็กและเพื่อการศึกษาของพวกเรา เพราะทุกคนไม่ได้เสียสละเพียงแค่การเป็นครู แต่กำลังเสียสละเพื่อกลับไปดูแลและสร้างชุมชนให้แข็งแรง” นายอัครนันท์ กล่าว 

รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ กล่าวเพิ่มเติมว่า ชุดข้าราชการสีกากีที่ทุกคนจะได้สวมใส่หลังจากนี้ ไม่ใช่เพียงความภาคภูมิใจส่วนบุคคล แต่ยังเป็นแรงบันดาลใจให้เด็กและเยาวชนในชุมชน เป็นความภาคภูมิใจของท้องถิ่น และเป็นความภาคภูมิใจของกระทรวงศึกษาธิการ เพราะครูรัก(ษ์)ถิ่นทุกคนคือฟันเฟืองสำคัญในการขับเคลื่อนประเทศผ่านการลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาและการสร้างโอกาสให้กับเด็กในพื้นที่ห่างไกล

ด้าน นางสาวพลอย ธนิกุล ที่ปรึกษารัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ กล่าวว่า รู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้อยู่ท่ามกลางกลุ่มคนผู้เป็นความหวังและอนาคตของการศึกษาไทย เพราะโครงการครูรัก(ษ์)ถิ่นไม่ใช่เพียงโครงการทุนการศึกษา แต่เป็นหนึ่งในงานวิจัยเชิงปฏิบัติการระยะยาวที่สำคัญของประเทศ ที่มุ่งแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาอย่างครบวงจร ตั้งแต่การคัดเลือกเยาวชนในพื้นที่ห่างไกลเข้าสู่ระบบผลิตครู การพัฒนาสถาบันต้นแบบด้านการผลิตและพัฒนาครู ไปจนถึงการยกระดับคุณภาพการศึกษาในโรงเรียนพื้นที่ห่างไกลทั่วประเทศ

โครงการครูรัก(ษ์)ถิ่นถูกออกแบบขึ้นภายใต้โจทย์เฉพาะ เพื่อเป็นคำตอบของหลักสูตรผลิตและพัฒนาครูที่ตอบสนองต่อความจริงในพื้นที่ ไม่ว่าจะเป็นการสอนคละชั้น การใช้ภาษาแม่เป็นฐาน การวิจัยชุมชน หรือการบูรณาการทักษะเกษตรกรรมและอาชีพเข้ากับการเรียนรู้ สิ่งเหล่านี้ได้หล่อหลอมให้ผู้รับทุนเติบโตเป็น “ครูนักพัฒนาชุมชน” ที่พร้อมเผชิญความท้าทายในพื้นที่หลากหลายบริบท และพร้อมเป็นที่พึ่งของเด็กและชุมชนบ้านเกิดของตนเอง

“รัฐบาลและกระทรวงศึกษาธิการตระหนักถึงความยากลำบากของครูในพื้นที่ห่างไกล และจะไม่ปล่อยให้ทุกท่านทำงานอย่างโดดเดี่ยว เราพร้อมยืนเคียงข้างและสนับสนุนครูรัก(ษ์)ถิ่นในทุกมิติ โดยกำลังเร่งขับเคลื่อนภารกิจสำคัญ ‘คืนเวลาให้ครู เพื่อคืนอนาคตให้เด็ก’ ผ่านการลดภาระงานเอกสารและขั้นตอนการประเมิน เพื่อให้ครูได้ทำหน้าที่สำคัญที่สุดคือการดูแลผู้เรียน รวมถึงปรับปรุงระเบียบงบประมาณและลดข้อจำกัดเชิงโครงสร้าง เพื่อส่งต่อการสนับสนุนไปยังโรงเรียนเป้าหมายได้อย่างถูกที่และถูกคน พร้อมนำบทเรียนจากโครงการครูรัก(ษ์)ถิ่นไปต่อยอดสู่การพัฒนานโยบายระดับประเทศ”

ด้าน ดร.ไกรยส ภัทราวาท ผู้จัดการกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) กล่าวว่า โครงการครูรัก(ษ์)ถิ่น เกิดขึ้นเพื่อตอบสนองนโยบายของกระทรวงศึกษาธิการในการแก้ปัญหาการขาดแคลนครูและการโยกย้ายครูในโรงเรียนพื้นที่ห่างไกล โดยอ้างอิงข้อมูลวิจัยของธนาคารโลก (World Bank) ที่พบว่า ร้อยละ 64 ของโรงเรียนประถมศึกษาในพื้นที่ทุรกันดารยังประสบปัญหาขาดแคลนครูอย่างรุนแรง มีครูเฉลี่ยน้อยกว่า 1 คนต่อห้องเรียน ส่งผลให้เด็กและเยาวชนกว่า 50,000 คน เผชิญความเหลื่อมล้ำด้านคุณภาพการศึกษา

กสศ. จึงร่วมกับ 6 หน่วยงานหลัก พัฒนาโครงการครูรัก(ษ์)ถิ่นขึ้นตั้งแต่ปี 2562 เพื่อค้นหาเยาวชนจากพื้นที่ห่างไกลที่มีความมุ่งมั่นอยากเป็นครู ให้ได้รับทุนการศึกษาต่อระดับอุดมศึกษา และกลับไปปฏิบัติงานในโรงเรียนบ้านเกิด โดยร่วมมือกับโรงเรียนสังกัด สพฐ. ในพื้นที่ห่างไกลกว่า 1,300 แห่งทั่วประเทศ ตั้งเป้าผลิตและบรรจุครูรัก(ษ์)ถิ่นจำนวน 1,500 อัตรา ใน 5 รุ่น

ในปี 2569 นี้ ครูรัก(ษ์)ถิ่น รุ่นที่ 2 จำนวน 295 คน ได้รับการบรรจุเป็นข้าราชการครูพร้อมกัน และกระจายไปปฏิบัติหน้าที่ในโรงเรียนขนาดเล็กและพื้นที่ห่างไกล 285 แห่ง ครอบคลุม 45 จังหวัด และ 73 เขตพื้นที่การศึกษาทั่วประเทศ

“การบรรจุครูรัก(ษ์)ถิ่นต่อเนื่องเป็นปีที่สอง สะท้อนความสำเร็จของการพัฒนาทุนมนุษย์และการลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาไปพร้อมกัน เพราะผู้รับทุนคือเยาวชนจากพื้นที่ห่างไกลที่ได้รับโอกาสทางการศึกษา จนสามารถยกระดับคุณภาพชีวิตและมีรายได้สูงกว่าคนรุ่นพ่อแม่เฉลี่ยกว่า 5 เท่า ขณะเดียวกัน โรงเรียนในพื้นที่ภูเขา พื้นที่สูง พื้นที่เกาะ ชายแดน และพื้นที่ทุรกันดาร ก็ได้รับครูคุณภาพที่พร้อมกลับไปอยู่และพัฒนาชุมชนของตนเองในระยะยาว”

“ครูรัก(ษ์)ถิ่นจึงเป็นนวัตกรรมการผลิตและพัฒนาครูตามความต้องการของพื้นที่ หรือ ‘การผลิตครูระบบปิด’ ที่เชื่อมโยงตั้งแต่การคัดเลือกเยาวชนในชุมชน การพัฒนาในสถาบันผลิตครู และการบรรจุกลับไปปฏิบัติงานในโรงเรียนบ้านเกิด ซึ่งอาจเป็นก้าวสำคัญของการเปลี่ยนแปลงระบบผลิตครูของประเทศไทยในอนาคต” ดร.ไกรยส กล่าว

การบรรจุครูรัก(ษ์)ถิ่น รุ่นที่ 2 ในครั้งนี้ สะท้อนผลลัพธ์ของแนวคิด “ผลิตครูจากชุมชน เพื่อกลับมาพัฒนาชุมชน” ที่เริ่มเห็นผลเป็นรูปธรรมมากขึ้นในหลายพื้นที่ โดยตัวแทนครูรัก(ษ์)ถิ่นจากพื้นที่ชายแดน ภูเขา และชุมชนชายฝั่ง สะท้อนตรงกันว่า สิ่งที่โครงการมอบให้ไม่ใช่เพียงโอกาสในการศึกษาต่อและการประกอบวิชาชีพครู แต่คือการเตรียมความพร้อมให้เป็น “ครูนักพัฒนาชุมชน” ที่สามารถนำความรู้ ความเข้าใจในบริบทท้องถิ่น และความผูกพันกับบ้านเกิด กลับไปสร้างโอกาสทางการศึกษาให้กับเด็กในพื้นที่ห่างไกลได้อย่างแท้จริง

นางสาวเสาวณีย์ สุขแสนศรี โรงเรียนนิคมสร้างตนเองปราสาท 2 จังหวัดสุรินทร์ ซึ่งปฏิบัติหน้าที่ในพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา กล่าวว่า แม้การเริ่มต้นชีวิตครูจะต้องเผชิญสถานการณ์ความไม่สงบและการอพยพของชุมชน แต่ประสบการณ์ดังกล่าวยิ่งทำให้ตระหนักถึงความหมายของการเป็น “ครูพร้อมใช้” ที่ต้องพร้อมดูแลและสร้างการเรียนรู้ให้กับเด็กในทุกสถานการณ์ พร้อมตั้งปณิธานว่าจะทำหน้าที่ส่งต่อโอกาสทางการศึกษาให้กับเด็กทุกคนอย่างเต็มกำลัง

ด้าน นางสาวศุภามน ทองผาภูมิขจร โรงเรียนบ้านทุ่งเสือโทน จังหวัดกาญจนบุรี กล่าวว่า การได้กลับไปสอนในชุมชนชาติพันธุ์ริมชายแดนที่ตนเองเข้าใจวิถีชีวิตและวัฒนธรรมเป็นอย่างดี ทำให้สามารถนำภูมิปัญญาท้องถิ่นมาสร้างการเรียนรู้ที่เหมาะสมกับผู้เรียน พร้อมเชื่อว่าการพัฒนาชุมชนอย่างยั่งยืนต้องเริ่มต้นจากการศึกษา และการสร้างโอกาสให้เด็กเติบโตเป็นกำลังสำคัญของบ้านเกิดในอนาคต

ขณะที่ นายฟูอาดี เอียดหวัง โรงเรียนชุมชนบ้านนาทับ จังหวัดสงขลา และนายชุติพงษ์ ใจ๋ยู้ โรงเรียนบ้านกองลอย จังหวัดเชียงใหม่ สะท้อนว่า คนที่เข้าใจความยากลำบากของเด็กและบริบทของชุมชนได้ดีที่สุด คือคนที่เติบโตมาจากพื้นที่นั้นเอง ครูรัก(ษ์)ถิ่นจึงไม่เพียงทำหน้าที่สอนในห้องเรียน แต่ยังเชื่อมโยงภูมิปัญญา วัฒนธรรม และทุนทางสังคมของชุมชนเข้ากับการเรียนรู้ เพื่อสร้างความภาคภูมิใจในบ้านเกิด และยืนยันกับเด็กทุกคนว่า ไม่ว่าจะเกิดหรือเติบโตมาจากที่ใด ก็สามารถเข้าถึงโอกาสทางการศึกษาและพัฒนาศักยภาพของตนเองได้

“พื้นที่เล็ก ๆ ของบ้านเกิดอาจเป็นเพียงจุดหนึ่งบนแผนที่ประเทศไทย แต่หากครูรัก(ษ์)ถิ่นทั่วประเทศร่วมกันสร้างความเปลี่ยนแปลงในพื้นที่ของตนเอง พลังเล็ก ๆ เหล่านี้จะรวมกันเป็นพลังสำคัญในการยกระดับคุณภาพและความเสมอภาคทางการศึกษาของประเทศในระยะยาว”