หน้าฮ้าน คือห้องเรียน วุ้นเส้น – อารัญญา แสงใส หางเครื่องแห่งเสียงอิสาน

หน้าฮ้าน คือห้องเรียน วุ้นเส้น – อารัญญา แสงใส หางเครื่องแห่งเสียงอิสาน

ในยามฟ้าแลงแดดร่มที่วัดบูรพา บ้านสะพือ ตำบลสะพือ อำเภอตระการพืชผล จังหวัดอุบลราชธานี ผู้คนเริ่มทยอยหลั่งไหลเข้ามาพร้อมเสื่อและเก้าอี้ตัวเล็กเพื่อจับจองที่นั่งด้านหน้าเวทีหมอลำของคณะหมอลำเสียงอิสานที่กำลังถูกประกอบขึ้นสำหรับใช้ทำการแสดงแสง สี เสียงในช่วงค่ำ เช่นเดียวกับ The Isaan Record ได้เดินทางมาพูดคุยกับคณะหมอลำเสียงอิสานเกี่ยวกับแนวทางการสนับสนุน ‘หลักสูตรหมอลำศึกษา’ ซึ่งเปิดโอกาสให้เด็กและเยาวชนสามารถทำงานไปพร้อมกับการเรียนได้ในเวลาเดียวกัน

ท่ามกลางความวุ่นวายของทีมคอนวอยหมอลำ ผู้จัดเวทีแข่งกับเวลาและแสงสุดท้ายของวัน เพื่อความพร้อมใช้สำหรับการแสดงในค่ำคืนนี้ เราเดินลัดเลาะไปยังหลังฮ้านหมอลำ พื้นที่เล็กๆ ที่ซ่อนเรื่องราว ความฝัน และเส้นทางชีวิตของใครหลายคนเอาไว้

วุ้นเส้น–อารัญญา แสงใส แดนเซอร์ของคณะหมอลำเสียงอิสาน

ที่นั่น เราได้พบกับ วุ้นเส้น–อารัญญา แสงใส เด็กหญิงวัย 14 ปี จากจังหวัดอุดรธานี ผู้เลือกก้าวเข้าสู่เส้นทางการทำงานในคณะหมอลำตำแหน่งแดนเซอร์ แทนการเรียนต่อในระดับมัธยม แม้การทำงานเต็มไปด้วยความท้าทายและการวางแผนชีวิต แต่ในความท้าทายเหล่านั้นก็มีโอกาสใหม่รออยู่ และ ‘หลักสูตรหมอลำศึกษา’ เป็นอีกทางเลือกที่จะช่วยเติมเต็มความฝันของวุ้นเส้น ให้เธอได้เรียนต่อไปพร้อมกับทำงาน และเก็บวุฒิการศึกษาเพื่อต่อยอดอนาคตของตนเอง

ออกจากห้องเรียน ก้าวขึ้นสู่เวทีหมอลำ

“เดี๋ยวต้องไปแต่งหน้าแต่งตัวเตรียมขึ้นแสดง แต่งหน้าเองค่ะ ทุกคนแต่งหน้าแต่งตัวเองหมดเลย”

ประโยคสั้นๆ ก่อนบทสนทนาจริงจังจะเริ่มต้นขึ้น วุ้นเส้นขยับจัดท่านั่งของเธอให้ถนัดพร้อมกับเอ่ยเล่าหน้าที่ของตัวเองก่อนที่จะขึ้นแสดงบนเวทีให้เราฟัง โดยปกติแล้วแดนเซอร์จะมีพื้นที่เล็กๆ ของตัวเองใต้เวที ใช้สำหรับจัดวางข้าวของส่วนตัวพร้อมกับชุดที่จะต้องถูกใช้ผลัดเปลี่ยนไปแต่ละโชว์ ทำให้เราได้เห็นภาพความวุ่นวายหลังฮ้านที่ต้องเกิดขึ้นทุกครั้งเมื่อมีการแสดง 

การพูดคุยสัพเพเหระพอจะช่วยลดความตื่นเต้นลงไปได้บ้าง วุ้นเส้นจึงได้แนะนำตัวอีกครั้ง 

“ชื่ออารัญญา แสงใส อายุ 14 ปี ชื่อเล่นชื่อน้องวุ้นเส้น สิ่งที่ทำให้ตัดสินใจมาอยู่วงหมอลำ มาทำงานหมอลำ เพราะเป็นคนชอบหมอลำ และเราอยากเต้น เราอยากทำงาน เราอยากได้ตังค์”

วุ้นเส้นขณะขึ้นทำการแสดงบนเวทีหมอลำ

วุ้นเส้นเล่าถึงจุดเริ่มต้นในวงการหมอลำให้เราฟัง เธอสนใจหมอลำเพราะความชอบ นั่นจึงทำให้วุ้นเส้นตัดสินใจยื่นสมัครงานกับทางคณะหมอลำเสียงอิสานในตำแหน่งแดนเซอร์ และผ่านการคัดเลือกจึงทำให้เธอได้เข้ามาทำงาน

เดิมที หลังจากสำเร็จการศึกษาระดับประถมศึกษาปีที่ 6 จากโรงเรียนชุมชนจำปี ตำบลจำปี อำเภอศรีธาตุ จังหวัดอุดรธานี เส้นทางชีวิตของเธอควรจะดำเนินต่อไปในระบบการศึกษาเช่นเดียวกับเด็กคนอื่นๆ แต่ด้วยข้อจำกัดทางเศรษฐกิจและความจำเป็นของครอบครัว ความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจและการศึกษายังคงเป็นเงาที่ทอดยาว ทำให้เยาวชนจำนวนมากต้องเดินบนเส้นทางสองแพร่ง ระหว่าง ‘การศึกษา’ ที่เป็นรากฐานของอนาคต กับ ‘รายได้’ ที่จำเป็นต่อการอยู่รอด วุ้นเส้นเองก็เป็นหนึ่งในเยาวชนที่เดินอยู่บนเส้นทางนี้

ความหวังที่อยากกลับไปเรียน

เมื่อถามถึงเหตุผลในการตัดสินใจ รวมทั้งวิธีการพูดคุยกับที่บ้านเรื่องการไม่เรียนต่อในชั้นมัธยมศึกษาตอนต้นแต่เลือกที่จะมาทำงานเป็นแดนเซอร์หมอลำเต็มตัว วุ้นเส้นเล่าว่า เบื้องหลังการตัดสินใจครั้งสำคัญนี้ ไม่ได้มีเพียงความชอบส่วนตัวเท่านั้น แต่ยังมีเรื่องของเศรษฐกิจครอบครัวเข้ามาเกี่ยวข้อง

“ตอนแรกหนูก็คิดว่าจะเรียนให้จบก่อน แล้วค่อยมาทำหมอลำ แต่ช่วงนี้เศรษฐกิจไม่ค่อยดี การเงินของที่บ้านก็ไม่ค่อยดี เราจึงอยากช่วยหาเงิน” วุ้นเส้นกล่าว

แม้ครอบครัว โดยเฉพาะแม่จะมีความกังวลและพยายามห้ามเนื่องด้วยอาชีพหมอลำไม่ใช่อาชีพที่มั่นคง และมีความลำบาก แต่ด้วยความมุ่งมั่น วุ้นเส้นจึงพยายามอธิบายด้วยเหตุผลและขอโอกาสจากที่บ้านให้ได้ทดลองทำในสิ่งที่ตัวเองชอบ

วัสดุอุปกรณ์สำหรับขึ้นแสดงโชว์ของแดนเซอร์

“แม่บอกว่าวงการหมอลำมันลำบากนะ แล้วเราจะมีเงินเก็บไหม แม่ก็ไม่อยากให้เราออกมาอยู่คนเดียว เพราะเราเป็นลูกสาวคนเล็ก แต่เราก็ดื้อ รวมทั้งอ้อนวอนบอกแม่ว่าจะปรับตัว จะเก็บเงินให้ได้ ขอแค่ลองสักปี ถ้าไม่ไหวจะกลับไปเรียน” 

ท้ายที่สุดแม่จึงยอมให้เธอได้ลองเดินตามเส้นทางที่เลือกเองดูสักครั้ง ระหว่างการพูดคุยมีเสียงหัวเราะและรอยยิ้มปรากฏเป็นครั้งคราว รวมทั้งออกท่าทางบ้างเล็กน้อย เมื่อถามว่าปัจจุบันได้คุยกับแม่บ่อยหรือไม่ เธอตอบว่า ถามไถ่ข่าวคราวกันอยู่เรื่อยๆ 

ช่วงที่จะต้องตัดสินใจ วุ้นเส้นมีความคิดว่าจะเรียนต่อชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ให้จบก่อน เพื่อให้ได้วุฒิ ม.3 มาใช้สมัครงาน แต่เนื่องด้วยสถานการณ์เศรษฐกิจที่ไม่ดีจึงทำให้เธอเลือกที่จะทำงานเก็บเงินสักหนึ่งปี แล้วจึงไปสมัครเรียน กศน. การออกจากระบบการศึกษาในช่วงวัยประถมศึกษา ทำให้วุ้นเส้นมีวุฒิการศึกษาเพียงระดับประถมศึกษาปีที่ 6 เท่านั้น ซึ่งเธอเองก็ตระหนักถึงข้อจำกัดนี้เป็นอย่างดี

บรรยากาศหลังเวทีขณะที่แดนเซอร์กำลังเปลี่ยนชุดเพื่อแสดงโชว์ต่อไป

“คิดว่าการศึกษาสำคัญมาก ถ้ามีแค่วุฒิ ป.6 มันหางานยาก ถ้าวันหนึ่งหมอลำไม่ใช่ทางของเรา อย่างน้อยถ้าเรามีวุฒิเราก็สามารถไปทำงานอื่นๆ ได้ แต่ถ้าเราไม่มีวุฒิเราก็หางานยาก จริงๆ อยากจบสูงกว่า ม.6 แต่กลัวมันไปไม่ถึงหรือความพยายามเราน่าจะไม่มากพอ ตอนนี้เลยขอ วุฒิ ม.3 ไว้ก็ยังดี”

ความคิดนี้ทำให้เธอไม่เคยละทิ้งการเรียนไปจากชีวิต แม้จะต้องทำงานแล้วก็ตาม กระทั่งโอกาสได้เข้ามาในรูปแบบของหลักสูตรหมอลำศึกษา

หมอลำศึกษา การเรียนที่ตอบโจทย์กับการเป็นหมอลำ

“รู้จักหลักสูตรเพราะทางครูจากศูนย์การเรียนปัญญากัลป์เข้ามาแนะนำพอได้ฟังเราก็สนใจ เพราะมันเป็นความหลักสูตรที่แปลกใหม่ดีและมันก็ได้วุฒิด้วย ก็เลยตัดสินใจสมัครเรียน”

สำหรับหลักสูตรหมอลำศึกษา ศูนย์การเรียนปัญญากัลป์แนะนำหมอลำเสียงอิสาน ทำให้วุ้นเส้นเกิดความสนใจ เพราะหลักสูตรดังกล่าวเปิดโอกาสให้เธอได้เรียนควบคู่ไปกับการทำงานได้ ขณะที่รูปแบบการเรียนการสอน วุ้นเส้นบอกกับเราว่า ทางคุณครูจะมีการสร้างกลุ่มใน Facebook มอบหมายการบ้านหรือใบงานลงในกลุ่มนั้น โดยให้ทำใบงานส่งรายสัปดาห์

หน้าฮ้านหมอลำคณะเสียงอิสาน

“คิดว่าการเรียนไปด้วยทำงานไปด้วยไม่ได้กระทบการใช้ชีวิตขนาดนั้น แต่ก็มีเหนื่อยบ้างเพราะทำงานก็ไม่มีเวลาพัก ซึ่งใบงานนี้ตอบโจทย์กับอาชีพหมอลำที่กำลังทำมาก เพราะถ้าเรามีเวลาว่าง เราก็สามารถเอาเวลานั้นมาทำใบงานได้โดยไม่ได้เบียดเบียนเวลาพักผ่อน”

ส่วนหลักสูตรหมอลำศึกษา คณะหมอลำเสียงอิสานเองก็มีผู้เข้าร่วมจำนวนไม่น้อย ในมุมมองของวุ้นเส้นเธอมองว่าหลักสูตรนี้คือสิ่งหนึ่งที่เธอเรียกว่า โอกาส

“เป็นหลักสูตรที่ตอบโจทย์มากกับเราที่เป็นหมอลำ แต่ยังอยากที่จะเรียน ทำให้เราไม่ได้ทิ้งการเรียน และได้ทำงานไปด้วยได้ คิดว่ามันโอเคกับเราตอนนี้”

วุ้นเส้นพูดอย่างตรงไปตรงมาว่า ตัวเธอเองอยากลองทำงานในวงหมอลำสัก 2–3 ปี หากรู้สึกว่าไม่ใช่เส้นทางที่เหมาะกับตัวเองก็พร้อมจะหยุดไว้เพียงเท่านั้น นี่คือความตั้งใจตั้งแต่เริ่มทำงานเป็นแดนเซอร์ให้กับคณะเสียงอิสาน แต่ถึงอย่างนั้นก็มีบางขณะที่วุ้นเส้นคิดถึงบรรยากาศของห้องเรียน 

“คิดถึงห้องเรียนมาก เพราะการเรียนมันสบายกว่า และไม่เหนื่อยเท่ากันการทำงานแต่ที่ยังเลือกทำงานเพราะเศรษฐกิจช่วงนี้มันต้องใช้เงิน ยังจำตอนที่ขึ้นเวทีครั้งแรกได้ชัดเจน คือวันลอยกระทง วันที่ 5 พฤศจิกายน 2568 อยู่ที่บุรีรัมย์ ตื่นเต้นมากและไปไม่ถูกเพราะไม่ได้ซ้อมกับเพื่อน”

วุ้นเส้นขณะแต่งหน้าและแต่งตัวเพื่อขึ้นทำการแสดงในโชว์ชุดถัดไป

ประสบการณ์บางส่วนที่วุ้นเส้นได้บอกเล่าสู่เราฟัง จากชีวิตที่เคยนั่งเรียนในห้องเรียนสู่การขึ้นเวทีทำการแสดง มันให้บรรยากาศที่แตกต่างและต้องปรับตัวพอสมควร แต่เมื่อเราถามว่าวุ้นเส้นมีความสุขกับงานที่ทำไหม เธอตอบกลับอย่างรวดเร็วว่า

“มีความสุข การเป็นหมอลำมันสนุกแต่ก็ปนกับความเหนื่อย แต่ยังมีความสุขที่ได้ทำ”

เธอค่อยๆ ปรับตัวไปกับสมาชิกในคณะหมอลำ และเพื่อนๆ แดนเซอร์เพื่อให้เกิดความคุ้นเคย วุ้นเส้นย้ำว่าเธอไม่ใช่คนที่คุยเก่งมากนัก แต่ก็พยายามปรับตัวแม้ว่าในช่วงแรกจะเหนื่อย แต่เธอก็สนุกและมีความสุขที่ได้อยู่ในจุดนี้ และหากมีถ้อยคำที่อยากจะฝากถึงเพื่อนๆ หรือคนที่สนใจในหลักสูตรนี้แต่ยังคงมีความลังเล 

“อยากบอกว่าถ้าสนใจก็เข้ามาเรียนได้เลย เราคิดว่าหลักสูตรนี้ไม่ได้ยาก เพราะมันก็เหมือนกับการเรียนทั่วไป” 

ความฝันและอนาคต

เสียงของเธอแผ่วลงเล็กน้อยเมื่อพูดถึงความฝัน คำพูดที่เคยฉะฉานร่าเริงมีเสียงสะอื้นเจือมาให้ได้ยิน เธอค่อยๆ นำเอาความฝันที่อยู่ในใจเล่าออกมาให้เราได้เห็นภาพ

“อยากเป็นครูคณิตศาสตร์ เพราะชอบตัวเลขมาก ฝันไว้ว่าอยากเรียนให้สูงๆ และจะไปเรียนครูต่อ จะพยายามทำให้ตัวเองเป็นครูคณิตให้ได้ หากเดินตามความฝันต่อได้จากการเรียนหลักสูตรนี้ ก็จะเดินตามเพราะเป็นความฝันที่อยากเป็นมาก โดยอยากเป็นครูที่โรงเรียนที่เราเคยเรียน”

นั่นเป็นความฝันและอนาคตที่วุ้นเส้นคาดหวังไว้ โดยเธอตั้งใจจะเรียนต่อให้ได้วุฒิ ม.3 และ ม.6 โดยหากได้วุฒิการศึกษามาแล้ว เธอตั้งใจที่จะพักงานในวงหมอลำ ก่อนจะหาลู่ทางศึกษาเกี่ยวกับคณะและมหาวิทยาลัยที่จะสามารถทำตามความฝันของตัวเองให้เป็นจริงได้

รอยยิ้มของวุ้นเส้นเล่าเกี่ยวกับความฝันและอนาคตของเธอเอง

“ตอนนี้ก็ทำงานเก็บเงินไปก่อน พอได้วุฒิมาค่อยนำไปต่อยอดในเส้นทางอื่น”

เธอยิ้มเล็กๆ และเช็ดน้ำตาที่ไหลจากหางตา ก่อนความฝันที่อยู่ในใจมานานระยะหนึ่งถูกเล่าออกมา คำพูดของเธอไม่ได้มีเพียงความฝันอย่างเดียวเท่านั้น ในความฝันยังมีความหวังและความมุ่งมั่นเป็นองค์ประกอบที่จะทำให้เส้นทางที่วุ้นเส้นฝันเป็นจริง 

ตอนนี้เธอเองก็กำลังสร้างเส้นทางนั้นด้วยการเรียนหลักสูตรหมอลำศึกษา ระหว่างนี้ เธอทั้งเรียนและทำงานไปด้วย สิ่งที่ท้าทายวุ้นเส้นที่สุด คือ ความท้าทายด้านเวลา 

“เรื่องเวลาเป็นสิ่งที่ท้าทายมาก ว่าเราจะไหวไหมหรือไม่ไหว เพราะเราทำงานดึกได้พักช่วงกลางวัน  มันท้าทายว่าเราจะเรียนและทำใบงานได้หรือเปล่า เพราะเวลาพักก็น้อย”

วุ้นเส้นค่อยๆ ปรับตัวกับความท้าทายเรื่องนี้ไปทีละนิด เพราะถึงอย่างไรเธอก็จะไม่ทิ้งการเรียน แค่ต้องจัดสรรเวลาให้เป็นระเบียบมากยิ่งขึ้น

ท้ายที่สุด จากจุดเริ่มต้นของความชื่นชอบหมอลำ มันค่อยๆ พาเธอก้าวเข้าสู่เส้นทางของแดนเซอร์ ก่อนจะนำไปสู่การตัดสินใจครั้งสำคัญในการหวนกลับเข้าสู่ระบบการศึกษาอีกครั้ง แม้เส้นทางนี้จะเป็นเพียงก้าวเล็กๆ แต่กลับเต็มไปด้วยความท้าทายที่วุ้นเส้นต้องแบกรับ ทั้งการทำงานควบคู่ไปกับการไล่ตามความฝันของตน แต่สิ่งหนึ่งที่ยังคงชัดเจนในใจของวุ้นเส้น คือความมุ่งมั่นที่จะไม่ละทิ้งอนาคต และนี่คือข้อความที่เธออยากฝากถึงตัวเองในวันข้างหน้า

“อยากบอกตัวเองในอนาคตว่า ถ้าวันหนึ่งหนูประสบความสำเร็จในสิ่งที่หนูอยากเป็นจริงๆ เราจะภูมิใจในตัวเองมาก และอยากขอบคุณตัวเองในวันนี้ที่พยายามทำทุกอย่างเพื่ออนาคตของตัวเอง รวมถึงอยากขอบคุณตัวเองในอนาคตที่ยังคงพยายามและไม่ย่อท้อ”

หากวันหนึ่งที่เธอสามารถคว้าวุฒิการศึกษาจากหลักสูตรหมอลำศึกษาที่กำลังเรียนอยู่นี้ได้สำเร็จ สิ่งแรกที่วุ้นเส้นตั้งใจจะทำ คือการนำความสำเร็จนั้นกลับไปบอกกับคนที่บ้าน

วุ้นเส้นขณะทำการแสดงบนเวที

“ถ้าได้วุฒิการศึกษามา จะบอกที่บ้านว่า แม่หนูได้วุฒิมาแล้วนะ ไม่จำเป็นต้องทำงานหมอลำอย่างเดียวอีกต่อไป หนูสามารถเอาวุฒิไปยื่นที่อื่นได้แล้ว สามารถต่อยอดทำงานอื่นได้แล้ว”

บทสนทนาจบลงพร้อมรอยยิ้ม เคล้ากับเสียงดนตรีที่เริ่มดังกระหึ่มขึ้นอีกครั้ง วุ้นเส้นค่อยๆ ผละจากวงสนทนา ก่อนจะหายลับเข้าไปใต้เวที เพื่อเตรียมตัวสำหรับการแสดงในค่ำคืนนี้ เส้นทางของเธอยังคงดำเนินต่อไป ทั้งในฐานะแดนเซอร์บนเวที และนักเรียนในห้องเรียนหมอลำ


บทสัมภาษณ์นี้เป็นความร่วมมือระหว่าง กสศ. และ The Isaan Record
เรื่อง: ณัฐพร วัฒตะนันท์
ภาพ: ธนภัทร สิงห์โท, ทิพวัลย์ โลหะสาร, สุภโชค จันทร์สกุล